ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
ตอนที่ ๑๔๘๘
สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙
ฟังพระธรรมที่ทรงแสดง๔๕พรรษาเพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้น ไม่ใช่คำของคนเอง แรดใน๔๕พรรษาที่ทรงแสดงแสดงโดยละเอียดยิ่งเพราะรู้ว่าคนฟังเข้าใจผิดได้ทั้งๆ ที่เข้าใจควรจะเป็นสัมมามะก็เป็นวิชชามะ เพราะประมาท ในชายทำยังไงรักตัวตนแรงครับท่านอาจารย์คำถามนี้คือผู้ไม่รู้จักค่ะ เราจะทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความเห็นถูกเลยแต่เรา มีความเห็นผิดว่าเป็นเราไม่ได้มีความเข้าใจเลยว่าธรรมะไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ ๕มวิจารณ์นั้นพระพุทธเจ้าก็ต้องให้ทำเป็นอัตราว่าให้ทำแต่นี่พระธรรมที่ตรัสไว้วัดธรรมะทั้งหลายคือหมดไม่เหลือเลย เป็นอนัตตาชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่ทำ ความเข้าใจก็เป็นธรรมะเกิดแล้วก็ดับไป เห็นก็เป็นธรรมะเกิดแล้วก็ดับไปอะไรก็ตามที่เกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดาใครตรัสไว้เรียนได้ไหม เดี๋ยวนี้กำลังเกิดก็ไม่รู้แล้วจะไปทำไปทำแล้วจะรู้เลย ทำยังไงจะรู้ได้นอกจากตัวตนคิดว่ากำลังเห็นสิ่งที่เกิดจากแต่ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจสูตรเลยว่านั่นอะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นพระธรรมพลปัญญาไม่ได้เลยที่จะต้องรู้ว่าคืออะไรก่อน แล้วอะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ทุกคำ เป็นสิ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เพื่อรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นถ้ามีความคิดว่าแล้วเราจะทำยังไงมันผิดจะคะ ทันที ถามว่ารูปกับแนมทางทวารตาหูจมูกลิ้นอ่ะอยากให้อาจารย์ แนะนำแล้วก็อธิบายให้หน่อยครับเราจะพิจารณากัน เหมือนเมื่อกี้นี้ใช่ค่ะเราจะพิจารณากับเราทำนี้ไม่ได้ต่างกันเลย เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าอันนี้คือรูปนี้หรือแหนมไงประมาณค่ะเราจะไม่รู้เพราะเป็นเรากำลังไม่รู้ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นเถอะค่ะเข้าใจธรรมะให้มั่นคง พอเข้าใจธรรมะก็รู้ว่าไม่ว่าอะไรทั้งหมดต้องเข้าใจขึ้นอีกเพราะเรายังเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมันนานแสนนานที่จะให้โหมดความเข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทีเนี้ย ต้องเป็นปัญญาที่สามารถค่อยๆ ฟังพระธรรมแล้วเข้าใจขึ้นก่อนเองมั่นคงหรือยังว่าทุกอย่างที่มีมีจริงๆ จึงเป็นธรรมะ ถ้ากล่าวว่าธรรมะต้องไม่ใช่ใครสักคนเดียวเป็นแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งศิลป์หลากหลายมาก ในความหลากหลายนั้นบางอย่างที่เกิดขึ้น เกิดแล้ว ไม่รู้อะไรเลย เช่นแข็ง ถ้าไม่เกิดจะปรากฏว่ามีแข็งได้อย่างไร เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏแสดงว่าสิ่งนั้นต้องเกิด ไม่เกิดจะปรากฏได้ยังไงความต่างกันของปัญญาก็คือว่าผู้ที่ไม่ได้ฟังก็ทำเลยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดระดับ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดดับไปเป็นธรรมดาเร็วสุดที่จะประมาณได้ นี่เป็นสิ่งที่ลวงเหมือนกับมายาคน ขณะนี้สิ่งที่กระทบตามีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ๑๗ขณะแล้วดับ ก่อนกระทบตาเกิดก่อนนั้นจึงกระทบแล้วก็ขณะที่จิตเกิดขึ้นเห็นหนึ่งขณะดับไปโลกยังไม่ได้ โรคมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ๑๗ขณะ เพราะฉะนั้นจิตอื่นซึ่งเกิดต่อ มีรูปนั้น และเช่นเดียวกับจิตเห็นแต่ไม่เห็นนี่คือความละเอียดอย่างยิ่งเจอค่ะเริ่มเห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใครแล้วเราเป็นใครข้อสำคัญที่สุดก็คือว่าเคยคิดทำมาเองกันทั้งนั้นฟังคำเดียวไปคิดตั้งยาว ฟังอีกก็ต่อเรื่องไปคิดเองหมดทำไมไม่พิจารณาไตร่ตรองทีละคำให้มั่นคงวัดไม่ใช่เรา และไม่มีเราเมื่อธรรมะเกิดขึ้นเข้าใจผิดยึดถือธรรมะนั้นว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แหละเป็นเราแต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลยจะมีเราหรือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดก็ต้องไม่ใช่เราแต่ว่าเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่คำนี้จนมั่นคงถ้าไม่มั่นคงก็ไม่ใช่สัจจะญาณไม่มีโอกาสที่จะเป็นปฏิบัตติถึงเฉพาะลักษณะที่กำลังเกิดแบบขนาดนี้ ด้วยการเป็นกิจจะญาณของสภาพธรรมะซึ่งไม่ใช่เราแต่สภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมธาตุรูนี่ย์กิจหน้าที่ของสภาพธรรมะนั้นๆ โดยที่เราไม่รู้เลยว่าคณะนี้ค่ะเห็นนี้ก็คือธรรมะที่เกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น คิดกับไม่ใช่เราเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นคิด ฝันอย่างนี้ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้เราจะทำยังไง ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างเดียวแล้วเราด้วยก็ผิดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าคำไหนที่เป็นจริงคำนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลยธรรมะต้องเป็นธรรมะอนัตตาต้องเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าสภาพธรรมะต้องไม่ลืมว่าแต่ละคำไม่ต้องเปิดตำราอีกต่อไปธรรมะคือสิ่งที่มีจริง และสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นปรากฏว่ามี เป็นธรรมะแน่นอนเพราะมีเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สภาพธรรมะที่เกิดขึ้นหลากหลายมากเฉพาะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งไม่บ่นกันเช่นกลิ่นกับเสียงกลิ่นไม่ใช่เสียงเสียงไม่ใช่กลิ่นจะกล่าวว่าเป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นกลิ่นก็เป็นธรรมะหนึ่งเสียงก็เป็นธรรมะ แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งซึ่งรวมกันแล้วเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นจนถึงที่สุดว่าแต่ละหนึ่งๆ นั้นเป็นอะไร ไม่ใช่เราหรือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมะหลากหลายที่เกิดขึ้นเมื่อประมวลความต่างแล้วเป็นสองประเภทใหญ่คือสภาพธรรมะที่เกิดขึ้นใหม่รู้อะไร แต่เกิดขึ้นแล้ว แข็งเกิดขึ้น เย็นเกิดขึ้น วาฬเกิดขึ้น ทุกอย่างที่ไม่จริงเกิดแล้วทั้งนั้นแต่ไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรมธรรมะคือสิ่งที่มีจริงรู้ป่ะรูปธรรมคือธรรมะที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ นั้นมีจริงจริงแต่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นซึ่งถ้าไม่มีธรรมะอีกประเภทหนึ่งธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งตรงกันข้ามเป็นธาตุรู้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้ไม่รู้ไม่ได้เหมือนกับท่าทีไม่รู้เกิดขึ้นจะรู้ไม่ได้เลยเกิดเมื่อไหร่ก็ต้องไม่รู้ เพราะฉันอีกธาตุหนึ่งนั้นตรงกันข้ามเกิดขึ้นแล้วต้องรู้เพราะเป็นธาตุรู้ถ้าไม่มีธาตุรู้สิ่งใดก็ไม่ปรากฏเลยไม่มีอะไรไปรู้ แต่เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้เกิดขึ้นที่กล่าวว่าเป็นสัตว์เป็นสิ่งที่มีชีวิตก็ต่อเมื่อมีธาตุรู้
ถ้าเป็นแต่เพียงแข็งหรือเย็นก็เป็นต้นไม้เป็นก้อนเอ็ด เป็นอะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นแต่ไม่รู้อะไร แต่เมื่อเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องรู้ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น นี่คือความต่างกันชัดเจน
นี่คือเริ่มที่จะเข้าใจก่อนที่จะถึงสติประทานพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดแต่ละคำเป็นปัญญาทั้งหมด มาจากการตรัสรู้ทั้งหมด และสามารถที่จะเข้าใจได้ถูกต้องขึ้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นแต่ละคำนำมาซึ่งปัญญาซึ่งเข้าใจในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นขณะนั้นความรู้ต่างๆ ที่กำลังฟังขณะนี้เป็นการฟังพระพุทธพจน์เพื่อรอบรู้ในพระพุทธพจน์เพื่อที่จะถึงความเป็นสัจจะญาณ ความจริงซึ่งไม่เปลี่ยนใหม่ไปทำอย่างอื่นเลยเพราะรู้ความจริงว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นวันนี้ได้ฟังแค่นี้๔๕พรรษาจะตรัสถึงสิ่งที่มีจริงละเอียดขึ้นเพื่อที่จะให้เข้าใจถูกต้องเป็นการอบรมเจริญปัญญา คำว่าภาวนาหมายความว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดก็เกิดสิ่งที่เกิดแล้วก็เพิ่มเจริญมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปทำ ทำไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีการฟังเป็นปัจจัยก็เข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีสุดไหมะปัญญา ปัญญาความเข้าใจถูกความเห็นถูกสำเร็จไม่ใเพราะการฟัง ถ้าฟังแล้วเข้าใจนั้นจะคะสุตมยปัญญาเป็นเราหรือเปล่า ไม่ใช่แต่เป็นธรรมะนี้เริ่มเข้าถึงทุกอย่างเป็นธรรมะทีละเล็กทีละน้อยแต่ปัญญาไม่ใช่มีแค่ฝั่งเพราะเหตุว่าปัญญาขั้นฟังยังไม่ได้รู้ความจริงที่กำลังเกิดดับของสภาพธรรมะเพียงแต่ว่าไม่เคยได้ยินมาเลยแล้วก็ได้ฟังเข้าใจแค่นี้ไม่พอที่จะเป็นสติสัมปชัญญะ เพราะเหตุว่าสติสัมปชัญญะไม่ใช่เราต้องรู้มากกว่านี้เข้าใจมากกว่านี้ขณะที่กำลังเข้าใจเป็นเราหรือเปล่า ไม่เป็นเป็นอะไรใช่ค่ะ เป็นธรรมะเป็นสติ แต่ไม่ใช่สติสัมปชัญญะไม่ใช่สติปัฐานนี่คือความละเอียดอย่างยิ่งแม้ธรรมะแต่ละหนึ่งนั้นก็มีความหลากหลายในความเป็นธรรมะนั้นๆ ด้วยยังความติดข้องชอบดีมั้ยคะ มีหลายระดับ จนถึงระดับทุจริตเกิดได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เป็นเราหรือเปล่าเจ้าคะ เป็นธรรมะทั้งหมด มั่นคงอย่างนี้เมื่อไหร่เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วแถมให้เห็นความจริงว่าโลกที่คนคิดว่าเป็นประเทศนั้นประเทศนี้คนนั้นคนนี้พระจันทร์ดวงดาวต่างๆ ทั้งหมดมีจริงๆ แต่ละหนึ่งเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งไม่ว่าจะโลกไหนธรรมะก็มีสองอย่างคือธรรมะหนึ่งเกิดแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยอีกธรรมะหนึ่งรวมถึงข้างเกิดแล้วต้องรู้ เพราะฉะนั้นสภาพที่เกิดรู้ใช้คำว่านามธรรมใช่ค่ะแต่ว่านามธรรมมีซองยาคือหน้ามาธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเพราะเมื่อมีธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้อันนี้แน่นอน และสภาพรู้ที่รู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่ปรากฏ คือ๗ แต่ขณะที่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏสภาพนามธรรมที่เกิดกับจิตเกิดพร้อมจิตแต่ไม่ใช่จิตใช้คำว่าเจตสิกภาษาบาลีก็ใช้คำว่าเจตตะสิกัแต่คนไทยก็เรียกสั้นๆ ว่าเจตะสิหมายความถึงสิ่งอื่นใดทั้งหมดที่ไม่ใช่ธาตุรู้แต่เป็นนามธรรมที่เกิดกับจิต เป็นเจตสิกทั้งหมดขยันเราบอกว่าขยันขยันไหมจริงๆ หรือเปล่าคะ มีจริงเป็นจิตรึเปล่า เป็นเจตสิเพราะเหตุว่า๗เป็นใหญ่เป็นประธานเฉพาะรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นอีกคำหนึ่งของจิตใช้คำว่าปั่นราดหมายความว่าผ่องแผ่วตัวจิตเองไม่กล่าวถึงนามธรรมคือเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย จิตเพียงกิดขึ้นรู้แจ้งไม่ดีไม่ชั่วแต่ว่าเมื่อมีสภาพนามธรรมฝ่ายไม่ดีเกิดร่วมด้วยซึ่งแยกจากจิตไม่ออกจิตนั้นก็เป็นอกุศลเป็นจิตที่ไม่ดีถ้าเป็นธรรมะคือเจตสิกฝ่ายดีเกิดกับจิตในขณะนั้นจิตนั้นซึ่งแยกกับเจตสิกไม่ออกเลยเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน ว่าเป็นสภาพธรรมะประเภทเดียวกันกับเจตสิกนั้นๆ เพราะฉะนั้นจิตก็หลากหลายมากมายจำแนกโดยประเภทกว้างกว้างใหญ่ๆ รวมก็คือจำแนกเป็น๘๙ประเภท แต่ใน ๘๙ ประเภทนั้นก็หลากหลายมากแม้แต่จิตระดับที่เป็นโลกิยะ เป็นโรคอุจจาระเป็นกามภูมิเป็นรูปภูมิเป็นรูปภูมิมากมายหลายอย่างใช่ค่ะคำสอนที่ทรงแสดงทั้งหมดเพื่อให้เข้าใจว่าทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรา ยังไม่ถึงทวารใช่มั้ยจ๊ะ แต่ว่าถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้จะเข้าใจทวารใหม่ ถ้าไม่ได้ฟังคิดเองก็จะคิดอีกอย่างหนึ่งแต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่าถ้ารู้เกิดขึ้นคำใดที่ได้ฟังแล้วเปลี่ยนไม่ได้ถ้าตรูเกิดเมื่อไหร่ต้องรู้ใช่ไหม เพราะเห็นว่าเป็นทาสรู้จะไม่รู้ได้ยังไง เพราะฉะนั้นถ้ารู้เกิดเมื่อไหร่ ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแน่นอนเพราะเมื่อรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้สิ่งที่ถูกรู้ใช้คำว่าอารัมมณะในภาษาบาลีภาษาไทยก็ใช้คำว่าอารมณ์ เพราะฉะนั้นเมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ก็มีอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตในขณะนั้นรู้เฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้นเช่นเสียง ที่ปรากฏจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งเ๔ยง แต่ใครจะรู้บ้างก่อนเสียงดับไป มีความยินดียินร้ายในเสียงนั้นเกิดด้วย ซึ่งเป็นจิตต่างคณะ เช่นเห็นยังไม่ทันรู้ว่าเป็นใครนั่นคือถ้ารู้คือ จักขุวิญญาณอาศัยตาเกิดขึ้นเห็น และดับแต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรแต่จิตก็เกิดดับสืบต่อกันเพราะจิตคณะเราไปจึงสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งที่เห็นคืออะไรโดยการที่รูปร่างสัณฐานที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะที่ค่อยๆ ศึกษาความละเอียดซึ่งกำลังมีในขณะนี้ ในชีวิตประจำวันจ๊ะ จิ๊บยังไม่ไปไหนแต่ว่าให้เข้าใจเจ็บจริงๆ ว่าจิตมีแน่ๆ สภาพรู้มีแน่ๆ แต่สภาพรู้มีสองอย่างอาศัยกันเกิดขึ้นจิตจะเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เจตสิกจะเกิดโดยไม่มีจิตก็ไม่ได้ทั้งสองอย่างเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน๗เป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏคืออารมณ์ส่วนเจตสิกที่เกิดกับจิตไม่ได้รู้แจ้งอย่างจิตแต่ชอบบ้างไม่ชอบบ้างทำกิจตามลักษณะประเภทของเจตสิกนั้นๆ เพราะฉะนั้นเจตสิกทั้งหมดที่ทรงแสดงไว้มี๕๒ประเภทแต่ไม่ได้เกิดกับจิตพร้อมกันทั้ง๕๒ พระเจตสิกที่เป็นกลางกลางเกิดได้ทั้งกับจิต ที่ดี และไม่ดี และเจตสิกฝ่ายไม่ดีไม่สามารถไปเกิดกับฝ่ายดีได้นะเจฟเซฟฝ่ายดีก็ไม่สามารถไปเกิดกับจิตกับเจตสิกฝ่ายไม่ดีได้ก็เป็นสิ่งที่ต้องเป็นความละเอียดที่คิดว่าเป็นทั้งหมดตั้งแต่เกิดมาจนตายโดยไม่รู้ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ไม่มีทางที่จะเข้าใจคำว่าสติผ่านหรือว่าสติสัมปชัญญะ ได้ยินแต่ชื่อแล้วก็จะทำ ยังไม่ได้กล่าวถึงทวารเลยนะใช่ค่ะ แต่ว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ จิตต้องเกิดรู้ ไม่รู้ไม่ได้เกิดแล้วต้องรู้แต่รู้ต่างๆ กันเช่นจิตเห็นท่าไม่มีตาไม่เห็นถูกไม่ใช่ค่ะ ครับแล้วตาเป็นอะไร ผมเข้าใจเป็นรูปนะครับ เพราะอะไรใช่ค่ะพอมันไม่รู้อารมณ์เพราะไม่รู้อารมณ์ครับแล้วมองเห็นตาไม่ใช่ค่ะแม่เห็นครับ เห็นอะไรใช่ค่ะ เท่าที่เคยศึกษามันก็บอกว่าเห็นสีแล้วสีคืออะไรเจอค่ะ สภาวธรรม สิ่งที่มีจริงแน่นอนกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏสามารถจะปรากฏให้เห็น เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นโรคชนิดหนึ่งครับในบรรดารูปทั้งหมดอื่นๆ มีรูปอื่นอีกด้วยไม่ใช่มีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น และที่ใช้คำว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นขณะนี้ อาจจะใช้คำภาษาบาลีหลายครั้ง เช่น วันนอนิภา เป็นต้น รูปารมณ์นะรูปารมณ์แต่ว่าก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตามีมีนะสิ่งนี้มี เป็นความจริงเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นใครรึเปล่าใช่ค่ะ สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นคนหรือเปล่า เข้าใจว่าเป็นคนนะครับ
เข้าใจว่าเป็นคนๆ เพราะว่าดีรูปร่างชื่อเคยจำได้ว่าเป็นคนครับ แต่ถ้าหลับตาหายไปหมดเลยหายหมด เพราะฉะนั้นเห็นอะไร เห็นคนใดไม่ มีคนจริงๆ หรือเปล่าหรือคณะเห็นบีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเอง นี่คือไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นปัญญาที่มั่นคงเพื่อที่จะได้รู้ว่าไม่มีคน อนัตตา ไม่มีใครแต่มีธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดจากไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเพราะแม้แต่ทางตาซึ่งเห็นทุกวัน ยังไม่มีความเข้าใจถูกต้องเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแค่หลับตาก็ไม่มีเพราะมีธัมมธาตุชนิดหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้นเพราะฉันเมื่อไหร่ที่ไม่เห็นธาตุนี้ก็ไม่ปรากฏว่ามี เพราะฉะนั้นธาตุนี้ปรากฏให้รู้ว่ามีก็ต่อเมื่อมีเห็น ถ้าเห็นไม่มีใครจะให้ทาสที่กำลังปรากฏขนาดนี้ปรากฏได้ไหมก็ไม่ได้เลยคนตาบอดไม่สามารถที่จะรู้ได้ ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอะไร เพราะไม่มีอะไรให้เห็นแล้วจะรู้ได้ยังไงแต่สำหรับขณะนี้ทุกคนที่มีตานี่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแต่มีความไม่รู้ว่าเห็นต่างกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จนกว่าจะได้ฟัง และรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อใช้คำนี้แล้วเปลี่ยนเป็นคำอื่นไม่ได้ จะเปลี่ยนเป็นเห็นคน เห็นนก เห็นกระดาษไม่ได้ เห็นสีที่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะหลับตาแล้วไม่มีอะไรเหลือเลยที่เข้าใจว่าเป็นคนเข้าใจว่าเป็นนกเข้าใจว่าเป็นปากกา ไม่มีเลย เพียงแค่หลับตา เพราะฉะนั้นความจริงก็คือว่าเมื่อเห็นเกิดขึ้นเท่านั้นจึงมีสิ่งที่สามารถปรากฏให้เห็นได้ ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นรูปธรรมแค่ปรากฏให้เห็นมั่นใจหรือยังจ๊ะ
ในชีวิตประจำวันของรัฐบาลเนี่ยนะอาตมาก็ก็เห็นแต่คนอ่ะมันจะถูกตั้งใจค่ะนี่เป็นความจริงสำหรับผู้ไม่รู้ ต่างกันแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกับผู้ไม่รู้ พระสงฆ์รู้ความจริงว่าแค่หลับตา สิ่งที่ปรากฏเมื่อลืมตาไม่เหลือไม่มี เพราะฉะนั้นความจริงต้องต่างกันคือสิ่งที่ปรากฏทางตาเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้ไปปรากฏทางหูไม่ได้ไปปรากฏทางใจไม่ได้แต่มีจริงเมื่อเห็นเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่สามารถปรากฏให้รู้ได้ เพราะฉะนั้นในบรรดารูปทั้งหมดซึ่งส่วนแดงวัย๒๘ประเภทมีรูปเดียวเท่านั้นไม่ว่าโลกไหนทั้งสิ้นที่สามารถปรากฏให้เห็นเพียงแค่หลับตาแล้วไม่เห็น มีพระจันทร์ไหมใช่ค่ะ อือมีพระอาทิตย์ไม่มีดาวไหมเมื่อไหร่จะค่ะ เมื่อเห็นแสดงความเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น และเราเข้าใจว่าเป็นคนเป็นดาวเป็นพระอาทิตย์เป็นพระจันทร์เป็นนกทั้งหมดไม่ใช่ขณะที่กำลังเห็นแต่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นแน่นอน ถูกต้องไม่ใช่ค่ะ ถ้าเป็นคนจริงๆ หลับตาแล้วก็ต้องยังอยู่ นี้ไม่มีเฉพาะเห็นขนาดนั้นเท่านั้นที่สิ่งนี้ปรากฏว่ามีเพราะรูปนี้เป็นรูปเดียวที่สามารถกระทบต่อ ในร่างกายของแต่ละคนเนี่ยเจอค่ะ มีลูกนับประมาณไม่ได้เพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยึดเป็นอณูเล็กๆ เล็กที่สุดแยกออกไม่ได้แล้วยังมีรูปรวมกันถึง๘ประเภท๘ชนิด ใน๘นั้นหนึ่งก็คือสิ่งที่กระทบตาได้ เมื่อมีตราแต่รูปนี้อยู่กลางตาไม่ใช่อยู่ทั้งตาดำแต่ขาวทั้งสองข้างไม่ใช่อย่างนั้นแต่หมายความรูปนี้อยู่ตรงกลางตา เป็นรูปที่มองไม่เห็นมองเห็นแข็งไหมคะไม่เห็น มองเห็นตาไม่โม้ไม่เห็นต้องเข้าใจว่าเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เหมือนกันที่เราใช้คำว่า๔ในภาษาไทยด้วยคำว่าวันนะ วิภาจะใช้เป็นแสงสว่างด้วยอะไรก็ตามแต่แต่หมายความว่าไม่ต้องเรียกสักคำหนึ่งๆ ก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นปรากฏไม่ใช่ปรากฏกับเราปรากฏกับจิตเห็น ถ้าจิตไม่เกิดเห็น สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่เห็นเป็นจริตหนึ่งใน๘๙ประเภท ไม่ใช่เราแต่เพราะไม่รู้ก็เป็นเราเห็นมาตลอดเวลากี่ภพกี่ชาติก็เป็นเราเห็นแล้วยังเห็นว่าเห็นคนอีกนี่แสดงว่าความไม่รู้หนาแน่นมากแค่ไหน กว่าแม้แต่จะฟังให้เข้าใจว่าเห็นอะไรก็เห็นเพียงสิ่งที่สามารถจะปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นนางสามารถกระทบกับจักขุประสาทเหมือนเสียงไม่มีใครเห็นเสียงแต่เสียงก็เป็นรูปที่สามารถกระทบกับโสตประสาทะรูปพิเศษที่สามารถกระทบเฉพาะเสียง เพราะฉะนั้นในตัวเนี่ยก็มีรูป หลากหลายมากมีรูปที่เรียกว่าตาหรือจักขุประสาทรูปตรงกลางตากำลังเกิดนักเพราะจำเป็นปัจจัยให้เกิด ในตัวทั้งหมดที่มีอากาศธาตุแทรกคั่น มีรูปที่บ้านรูปเกิดจากกรรมเป็นสมุดท่านบางรูปเกิดจากจิตเป็นสมุดท่านบางรูปเกิดจากอุตุความเย็นร้อนเป็นสมุดทานบ้างรูปเกิดเพราะอาหารเกิดจากอาหารที่บริโภครับประทานเข้าไปเป็นสมุดฐานให้เกิด ใครบันดาลได้ไหมใครเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยิงตายเนี้ยใครจะทำให้ตาเกิดได้ไหม จิตอยากให้ตาเกิดเหลือเกินต่างก็เกิดไม่ได้เพราะโรคนี้เกิดขึ้นเพราะกรรมเท่านั้นเป็นสมุดถ้าถ้าเป็นกรรมที่ไม่ทำให้เกิดตาเจตนาที่จะไม่ให้คนอื่นเห็น เจิ้งต้านกเลยควักตาปลาเลยกำลังเป็นอยู่เนี่ยก็ไม่เห็นละ เพราะฉะนั้นเจตนาที่ไม่ต้องการให้มีตาก็เกิดผลคือเวลาที่เกิดลักษณ์ถึงเวลาที่ตาจะเกิดก็ไม่เกิดเพราะเจตนานั้นไม่ทำให้จักขุประสาททะลุเกิด เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นอนัตตา เป็นสติประธานนักแล้วใช่ค่ะ หากไม่ใช่ความรู้ไม่ใช่สติปัฎฐานเลยต่อให้ใครจะไปบอกให้เพื่อนรู้นั้นให้ทำตรงนี้ก็ไม่ใช่เพราะเห็นว่าไม่ใช้ปัญญาเมื่อไม่มีปัญญาแล้วจะเป็นสติสัมปชัญญะปัดฐานะที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ศึกษาพระธรรมแล้วก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือดิฉันก็เข้าใจผิดเพราะคิดเองคิดเองยังไงไม่รู้จักพระสัมมาสัมเจ้าแน่นอนผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา หมายความว่าพระผู้มีพระภาคตรัสว่าถ้าไม่เห็นธรรมะจะไม่เห็นพระองค์ไม่รู้จักเรา มีใครเห็นภาษาหมาสาวเจ้าบ้าง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500