ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
ตอนที่ ๑๔๖๘
สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ เร็วมากเลย เป็นไปตามอารมณ์ เป็นไปตามการสะสม แต่ไม่ได้เป็นไปตามปัญญา เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่ฝืนกระแสของชาวโลก จึงได้ตรัสว่า ธรรมละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะเห็นได้
ใครกล่าว พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้ว ตรัสคำนี้ หมายความว่าอย่างไร กว่าจะได้ตรัสรู้ความจริง เมื่อตรัสแล้วยังกล่าวว่า ธรรมละเอียดลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ แล้วเราเป็นใคร ง่ายเหลือเกิน ไปโน่น มานี่ เข้าสำนักปฏิบัติไม่กี่วันออกมา สงบมาก มีความสุขมาก แล้วอะไร ไม่ใช่ชาวพุทธที่เข้าใจพระธรรมวินัยเลย เป็นแต่เพียงหลงคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ
แต่พุทธต้องรู้ เป็นสภาพที่เป็นปัญญาที่รู้ความจริง ต้องฟังคำ ไตร่ตรอง และก็มีความเข้าใจถูกเมื่อไร นั่นก็คือ เป็นผู้รู้ ตามคำของผู้ที่ได้ตรัสรู้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกันสองพระองค์ไม่ได้ เพราะเลิศประเสริฐไม่มีใครสามารถเทียบได้
เพราะฉะนั้น มีโอกาสได้ฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้นานเกิน ๒,๕๐๐ ปี แต่มีโอกาสได้ฟังอีก ได้เพิ่มความเข้าใจขึ้นอีก ได้เริ่มรู้จักพระองค์ว่า นี่คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงสามารถทำให้สิ่งที่ไม่เคยเกิด เกิด คือ ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ซึ่งมีทุกขณะแต่ไม่เคยเข้าใจเลย
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม หรือการสนทนาธรรมแล้วจะทำให้เกิดปัญญามากขึ้น
ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจ ต้องมีข้อแม้ว่าเมื่อเข้าใจ เดี๋ยวจะไปฟังกันใหญ่ แต่ก็ไม่เข้าใจ ใช่หรือไม่ ต้องเข้าใจ จะฟังน้อย แต่เข้าใจมากได้หรือไม่ ถ้าเคยสะสมมาแล้ว เพราะฉะนั้น กว่าเราจะอ่านออกทีละตัว จนกระทั่งไม่รู้ว่าอ่านออกเมื่อไร จนกระทั่ง สามารถที่เจอที่ไหน ก็อ่านได้เลยใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น คนที่ได้ฟังธรรมทีละคำ แต่ละคำด้วยความเคารพอย่างยิ่ง คือ ต้องไตร่ตรอง ไม่ให้ผิดจากที่พระองค์ตรัสแล้ว ก็สามารถที่จะฟังอีกก็เข้าใจได้ สำคัญที่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้น ใครบอกให้เรานั่ง แล้วเขาไม่เห็นให้เราเข้าใจอะไรเลย แล้วเราไปยอมทำตามเขา แปลกหรือไม่
ผู้ฟัง แสดงว่าทุกๆ ท่านที่มาฟังพระธรรมในวันนี้ ก็จะต้องมีความตั้งใจการฟัง และระหว่างการฟัง จะต้องมีโยนิโสมนสิการด้วยใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ถ้าจะเข้าใจธรรมที่ดีที่สุด คือ ในภาษาของเราเอง แต่ก็เริ่มรู้คำอีกคำหนึ่งในภาษาอื่น ซึ่งเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส หรือทรงแสดงในภาษานั้น เพื่อไม่ให้คลาดเคลื่อน แต่ว่าถ้าเราเพียงแต่จำมาพูดใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้โยนิโสหรือไม่ นั่งเดากันไปใช่หรือไม่ แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมจริงๆ ทีละอย่าง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็จะรู้ว่า ภาษาบาลีใช้คำนี้ หมายความว่าอย่างนี้ แต่ไม่มีสักคำที่จะตรงกับความจริงได้เพียงคำเดียว ต้องอาศัยหลายๆ คำ ใช่หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่สิ่งที่มี แม้แต่ความต้องการ ความอยากได้หลากหลายมากเลย มีตั้งแต่เบาบางที่สุด จนกระทั่งถึงคิดถึงตลอดทั้งวันทั้งคืน เมื่อไรจะได้มา ใช่หรือไม่ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก็ต้องแสดงความจริงโดยลักษณะที่ต่างกัน แม้ในสิ่งเดียว ก็ต้องมีระดับของความต่าง ให้รู้ว่าต่างกันจริงๆ เพราะฉะนั้น จึงมีคำที่กล่าวถึงคำจริง แต่ประโยชน์ คือ ต้องรู้สิ่งที่มีจริงโดยอาศัยคำนั้น
เพราะฉะนั้น โยนิโสมนสิการ มนสิการ เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกประเภท กว่าเราจะรู้ แล้วอะไรที่เรากล่าว ก็แปลมาให้เราเสร็จเลย พิจารณาไตร่ตรองโดยแยบคายใช่หรือไม่ แล้วตัวอะไร ธรรมไหน ขณะไหน ต้องละเอียดกว่านั้นมาก กว่าจะค่อยๆ รู้ว่าไม่มีเราเลย แต่เป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง ค่อยๆ แสดงความเป็นธรรม ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา
แต่ถ้าไม่มีคำที่จะทำให้เข้าใจ สภาพธรรมนั้นก็ถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ และด้วยความไม่สนใจ เพียงแค่อนัตตา เราก็ไม่สนใจแล้ว ตลอดเวลานี้เลย จะไปพอไม่สบายขึ้นมาจากปกติ ก็เป็นอนัตตาช่วยไม่ได้ แต่ยังไม่ถึงตอนนั้น ก็เป็นอนัตตาอยู่แล้ว ก็ไม่พูดสักคำหนึ่งใช่หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตรง และก็ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมเป็นปกติ อย่าไปทำให้ผิดปกติ เพราะอะไร ถ้าทำก็คือเรา ไม่รู้จึงทำ
แต่ถ้าเมื่อเป็นธรรมตามปกติ เห็นการสะสมที่จะให้หลากหลายเป็นแต่ละอย่าง แล้วค่อยๆ เข้าใจในความที่ธรรมนั้นเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร จึงไม่ใช่เรา ไม่ได้บังคับเลย ไม่อยากจะคิดเรื่องนี้ยังคิดเลย ไปห้ามไม่ให้คิด ก็คิดแล้ว ห้ามอย่างไร ดับไปแล้วด้วย แล้วก็เกิดมาอีก ยังไม่ทันให้เกิดเลย เกิดแล้ว แล้วก็เป็นไม่ใช่อย่างที่ต้องการก็ได้ ถ้าเป็นอย่างที่ต้องการ ก็หลงว่าเราทำได้สำเร็จแล้ว แต่ความจริง เพราะมีเหตุที่จะให้สิ่งนั้นเกิด แล้วดับไปก็ไม่รู้ ไม่รู้ตลอดเลย ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ถ้าเอาคำของคนอื่นมาให้เราฟัง แล้วก็เราก็ไม่เข้าใจอะไร ก็หลง เพราะเขาไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดอะไร ให้เราไปทำโน่น ทำนี่ ยังคงเป็นเราอยู่
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า จิตแต่ละขณะที่เกิดขึ้น มีเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ไม่เคยขาดเลยก็คือ ๗ ประเภท ผัสสะ เวทนา ใช่หรือไม่ ความรู้สึก สัญญา ความจำ เจตนา ความจงใจขวนขวายที่จะทำกิจหน้าที่ และก็ให้สภาพธรรมอื่นที่เกิดประกอบด้วยกัน ทำกิจหน้าที่ของตน เอกัคคตา สภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ มนสิการที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ และยังมีเจตสิกประเภทหนึ่งก็คือ ชีวิตินทรีย์ หรือว่าชีวิตินทริยเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ทำให้จิต และเจตสิกที่เกิดร่วมกันดำรงอยู่จนกว่าจะดับไป
เพราะฉะนั้น คำแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง ส่องให้เข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรมที่ไม่ใช่เราจริงๆ เป็นธรรมแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ แล้วเมื่อเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง จะเป็นเราได้อย่างไร ก็ต้องฟัง ต้องศึกษาต่อไปจริงๆ
ท่านอาจารย์ ชื่อครบ เดี๋ยวลืมแล้ว จะมีประโยชน์หรือไม่ แต่ครบแล้วยังคิดถึง สัญญาเจตสิก ไม่ใช่เรา พอคิดถึงแล้ว ต้องมีชื่อด้วย ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ว่าเอาสัญญาไปทิ้งไว้ที่ไหน แต่เพราะจำได้ จึงสามารถที่จะคิดถึงคำที่ได้จำไว้แล้วนี้ได้
ด้วยเหตุนี้ ๗ ต้องครบ ไม่ใช่เพียงชื่อ แต่ขณะใดที่สามารถที่จะระลึกได้ พวกนี้เป็นเจตสิกหมด แต่อย่าเพิ่งไปใส่ชื่อ เพราะว่าชื่อมากมาย แต่ว่าสำคัญที่ว่าเข้าใจว่า ต้องมีแน่นอนทั้ง ๗ นี้ เพียงแต่ว่า อะไรจะปรากฏ หรือไม่ปรากฏ อย่างความรู้สึกมีทั้งวัน แต่เราก็ไม่เคยไปสนใจความรู้สึกประเภทเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ แต่ไปสนใจสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือว่าโสมนัสเวทนา หรือโทมนัสเวทนา
นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ไปจำชื่อใช่หรือไม่ แต่ว่าต้องเข้าใจธรรม เข้าใจไม่ใช่เข้าใจเฉยๆ ขณะที่สภาพธรรมนั้นกำลังเป็นอย่างนั้น ยากหรือไม่ ชื่อครบแล้ว แต่วันนี้และเดี๋ยวนี้ก็มีแต่ทั้ง ๗ ชื่อนี้ไม่ขาดเลย แต่ว่าความเข้าใจแค่ไหน ยังไม่เคยระลึกได้เลยว่า ตอนนี้สุขหรือทุกข์ หรือเฉยๆ แต่มี ไม่ใช่ไม่มี ต้องครบ ๗ แน่นอน และจริงๆ ก็มากกว่า ๗ บ่อยๆ ก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่จำเพียงชื่อ และก็ไปสอบแล้วก็ตอบได้ แล้วก็ได้ใบประกาศมาว่า จำได้แล้ว แต่ต้องเพื่อความเข้าใจเท่านั้น เพื่อละความเป็นเรา จะมีใบอะไร ก็สำคัญอย่างไร ถ้าเราไม่ได้เข้าใจจริงๆ จะมีประโยชน์หรือไม่ ได้ใบมาก็เท่านั้นแหละ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า ขณะนี้เป็นอย่างนั้นหรือไม่
ด้วยเหตุนี้ ต้องเป็นผู้ที่จริงใจ มั่นคง สัจจบารมี อธิษฐานบารมี อธิษฐานไม่ใช่ขอ แต่ความมั่นคงที่ว่าได้ฟังแล้วประโยชน์ คือ เข้าใจ ไม่ใช่อย่างอื่นเลย แล้วก็ถ้ามีปัจจัยพอ มีเหตุ เพราะจำนี่จำเยอะไปหมดเลย ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่รู้อะไรบ้าง แต่ละวัน แต่ละขณะ
เพราะฉะนั้น แค่ได้ฟังไม่กี่ครั้ง จะเท่ากับที่ไปจำ จำมาแล้วหรือไม่ ที่ด้วยความเป็นเรา ก็ห่างไกลกันมาก แต่ถ้ามีการเห็นประโยชน์ ก็จะสามารถระลึกถึง และก็สามารถที่จะเข้าใจ แม้เพียงคิด ก็ยังไม่คิดเลย คิดแต่เรื่องอื่น คิดดู แล้วเมื่อไรจะรู้ความจริงได้ ต้องเห็นว่านี่แหละ จึง ๔ อสงไขยแสนกัป กว่าจะถึงการประจักษ์แจ้งทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เดี๋ยวนี้สิ่งนี้ที่มีเกิดแล้ว ดับแล้ว ไม่เช่นนั้นก็ยังคงเป็นเรา เพราะฉะนั้น การละกิเลสไม่ใช่ง่าย ด้วยความเป็นเราไปทำ แต่ต้องด้วยปัญญาที่เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ความมั่นคงในหนทาง ก็คือ หมายความว่า ฟังให้เข้าใจว่าเป็นธรรมแต่ละลักษณะที่กำลังปรากฏ แต่ความมั่นคงอันนี้ ก็ดูเหมือนว่า จะต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจอย่างไร
ท่านอาจารย์ แน่นอน ทั้งหมดต้องเป็นปัญญา จะให้ไปไม่มีปัญญาหรือ สอนให้คนไม่รู้หรือ เป็นปาฏิหาริย์ด้วย จากไม่สามารถจะรู้ได้เลย กลายเป็นสามารถเข้าใจจนประจักษ์แจ้งได้ เพราะทรงแสดงไว้โดยละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้น ฟังแล้วต้องไตร่ตรอง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่ออะไร ทุกคำ เพื่อให้เกิดปัญญา บางคนก็บอกว่า จงเพียร เลยไปเพียรกันใหญ่ เพียรเข้าห้อง เพียรนั่ง ๑๐ ชั่วโมงบ้าง อะไรบ้าง แต่หารู้ไม่ว่า เพียรที่จะรู้ความจริงว่า ไม่ใช่เรา และก็ไม่ใช่ตัวตนที่เพียรด้วย แต่จะต้องเป็นการได้ยิน ได้ฟังแล้วก็ไตร่ตรอง จนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น นั่นเพียรที่ยากกว่าอย่างอื่นหรือไม่ ที่จะเข้าใจสิ่งซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย
เพราะฉะนั้น เพียรฟัง ประโยชน์ คือ เข้าใจขึ้น แต่เพียรไปนั่ง ๑๐ ชั่วโมง เข้าใจอะไร เพราะฉะนั้น ไม่มีคำสอนที่จะทำให้ทำเพียรไม่รู้เรื่อง แต่เพียรที่นี่เพียรที่จะเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้เลยในสังสารวัฏ เพียรที่จะรู้ความจริงของทุกอย่างที่ปรากฏในแต่ละขณะ จนกว่าจะหมดความเป็นเรา นั่นคือ ความเพียรที่ยากยิ่ง แต่เป็นความเพียรที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เพียรเข้าใจถูก
ผู้ฟัง จริงๆ โป๊ดคิดว่า เรื่องเจตสิกเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าถ้าผู้ที่มีปัญญาแล้ว ก็จะไม่โกรธ เรื่องโกรธเร็วมาก มาแป๊บเดียวเอง แล้วก็โกรธ แล้วก็เป็นสภาพซึ่งไม่น่าดูเลย
ท่านอาจารย์ เป็นผู้ที่ตรงตามความเป็นจริง แต่ถ้าไม่เคยฟังมาเลย หรือฟังน้อยกว่านี้ ความคิดนี้ไม่มี แต่ทั้งๆ ที่ได้ผ่านมาแล้วทั้งหมด ก็รู้ตามความเป็นจริงได้ว่า นี่แหละต้องเป็นอย่างนี้แหละ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะได้ฟังอย่างนี้ จึงรู้ถูกต้องอย่างนี้ ว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น
แต่ความจริง ก็คือว่า ปัญญาต้องเข้าใจหมดจึงละได้ คิดดู สัพพปริญญา หมายความว่า อะไร ต้องมีการรู้ลักษณะของสภาพธรรมโดยวิปัสสนาญาณแล้วยังไม่พอ เพราะเหตุว่า วิปัสสนาญาณชั่วขณะ แล้วแต่จะมีสภาพใดปรากฏ ไม่ใช่ว่าเหมือนอย่างปกติอย่างนี้ ที่ไม่ได้รู้ชัดอย่างนั้น นั่นทีละหนึ่ง แต่นี่ตั้งหลายหนึ่ง แล้วก็เห็นทีละหนึ่งแล้ว พอหรือไม่ เพราะว่าอีกตั้งหลายหนึ่งไม่รู้เลย
เพราะฉะนั้น ก็ยังคงมีความเหนียวแน่นของปัญญา ที่จะต้องค่อยๆ คลายลงไป จากที่ได้ประจักษ์แจ้งมาสู่การที่เพราะได้ประจักษ์อย่างนั้น จึงเป็นปัจจัยให้เริ่มเข้าใจ แต่ละหนึ่งในชีวิต โดยเลือกไม่ได้ ส่องถึงความเป็นอนัตตายิ่งขึ้น และก็รู้ด้วยว่า ถ้ายังคงไม่มีการรู้ความจริงอย่างนั้น ขณะนั้นก็อวิชชา ใช่หรือไม่ โลภะ ใช่หรือไม่ อะไร ใช่หรือไม่ ก็ยังมีกำลังที่จะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น กว่าสิ่งต่างๆ จะปรากฏตามลักษณะที่เป็นธรรม เรารู้แล้ว ทุกอย่างเป็นธรรม ธรรมมีหลายลักษณะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และต้องเป็นในขณะที่กำลังปรากฏ มิฉะนั้น สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้
เพราะฉะนั้น ทุกคำที่ได้ฟัง ทั้งหมดเป็นความจริงที่ประจักษ์ ค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงว่า อีกนานไกลแค่ไหน ตราบเท่าที่จะค่อยๆ หมดความเป็นเรา แทนที่จะยิ่งทำด้วยความเป็นเรา ฝืนหมดกระแสที่เคยเป็นเรา ไม่ว่าจะมากสักเท่าไร ก็ต้องมีความต่อสู้ วิริยะความเพียร สัมมาวายามะ ในภาษาบาลี ความเพียรชอบที่จะมีความเข้าใจว่า ยังไม่รู้ยังหลงลืม สิ่งนั้นก็ยังคงปรากฏเป็นสิ่งนั้น แต่ถ้าปรากฏทีละทางได้ แล้วค่อยๆ มากขึ้น
อย่างแม้แต่คำว่า ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นคนหรือไม่ หรือเป็นเฉพาะเพียงสิ่งนั้นกระทบตา จึงปรากฏเห็น แต่บ่อยมาก จนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิต รูปร่าง สัณฐาน ความจำก็รวดเร็วเหลือเกิน ทันทีก็จำได้หมดเลย ไม่ต้องมานั่งเสียเวลานึกว่า ใคร จำได้เลย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นชีวิตปกติธรรมดา แต่เป็นธรรมทั้งหมด เพื่ออะไร เพื่อคลายความยึดมั่น ซึ่งเหนียวแน่นที่สุดที่มีมาแล้วในสังสารวัฏ ว่าเป็นเรา
จนกระทั่งกว่าธรรมจะปรากฏต่อไปอีก ชัดเจนกว่านั้นอีก จนกว่าจะค่อยๆ ถึงด้วยตัวเอง ที่เป็นผู้ที่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่สามารถจะเป็นอย่างนั้นได้ ก็ยังคงเป็นเรา
เพราะฉะนั้น ก็รู้หนทาง ซึ่งหนทางนั้นก็คือ รู้แจ้งอริยสัจธรรม ทุกข์ต้องปรากฏแล้ว ยังไม่พอ ต้องละสมุทัย เหตุที่จะให้เกิดทุกข์ คือ ความต้องการ เพราะเหตุว่า ตราบใดยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็เป็นที่ตั้งของความต้องการ จนกว่าสิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งนั้นอีกต่อไป อย่างเวลานี้สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอื่นไม่ได้ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ แค่นี้จำแล้ว เป็นคนนั่งอยู่ที่นี่ คืนนี้ก็ยังนึกได้ พรุ่งนี้ก็ยังตามรู้ว่า เมื่อวานนี้เราไปที่นั่นที่นี่ ยังมีความเป็นเรา คนนั้นคนนี้อยู่ในห้องนี้อยู่
แต่เมื่อไรก็ตาม เพียงแค่กระทบตา ไม่มีอะไรหมดแล้ว กว่าจะถึงแก่นที่สุดของความจริง ซึ่งสามารถจะประจักษ์ จนกระทั่งถึงการเกิดขึ้นและดับไป สิ่งที่ถูกปกปิดไว้ ด้วยอวิชชาแสนนาน ถ้ามีการฟังน้อย แล้วก็อวิชชามาก ก็เป็นอย่างนี้ก็ต่อไปอีก ยาวต่อไปอีกไม่รู้อีกเท่าไร พอคิดทีไร ก็เพิ่มเข้าไปอีกแต่ละกัป แต่ละกัป คิดดู
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าไม่มีคำสอนใดของคนที่ไม่รู้ แล้วจะมาพูดให้เข้าใจอย่างนี้ได้เลย แต่ต้องเป็นคำจริง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทุกขณะที่ได้ฟัง ขาดสักขณะหนึ่งก็ไม่ได้ ขาดขณะหนึ่งก็ไม่ต่อกันแล้ว ก็เป็นอวิชชาเข้ามาแทรกกั้นอีกแล้ว
เพราะฉะนั้น ก็จึงเป็นเรื่องที่เห็นคุณ และก็รู้ว่า ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังเลย จะเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้ฟังแล้ว บางครั้งก็ยังถูกโลภะพาไป ให้ทำสิ่งที่ผิด จึงมีคำว่า สีลัพพตปรามาส ซึ่งดับได้ด้วยโสตาปัตติมรรค ต้องเห็น ต้องรู้ตามความเป็นจริงทุกอย่าง ว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค่อยๆ ปรากฏว่าเป็นความจริง เมื่อปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ก็อดทนอย่างยิ่ง เพราะประโยชน์อย่างยิ่ง มิฉะนั้นก็จะไม่ถึงประโยชน์นั้นเลย
ผู้ฟัง อย่างคุณปุ๋ย คุณปุ๋ยบอกว่า คุณปุ๋ยไม่เคยฝัน
ท่านอาจารย์ แต่เคยคิด
ผู้ฟัง ครับ
ผู้ฟัง แต่โป๊ดฝันทุกคืน วันหนึ่งหลายเรื่อง
ท่านอาจารย์ แต่ว่าคนที่ฝันแล้วจำไม่ได้ ก็มาก คิดว่าไม่ฝันก็มี เพราะฉะนั้น มีทุกอย่าง แต่หมดแล้ว สัญญาก็อุตส่าห์ไปจำเอาไว้ แล้วก็พูดถึง จนกว่าสัญญามั่นคงว่า ไม่มี จึงเป็นเหตุให้ไม่สนใจ รู้แล้ว ไม่มี ขณะนี้มีสิ่งที่เกิด และก็ปรากฏแล้วก็หมดไป เพียงแค่ห่างๆ ไกลๆ ยังไม่ถึงขณะที่เกิดดับจริงๆ ยังต้องปลูกฝังให้มั่นคง
ผู้ฟัง การฟังพระธรรม คงจะต้องฟังไปทุกภพ ทุกชาติ เพื่อที่จะค่อยๆ ละสิ่งที่ไม่ดีในตัวเราเองออก
ท่านอาจารย์ แต่ต้องมีเหตุ คือเห็นประโยชน์จริงๆ ว่า ไม่มีอะไรยิ่งกว่านี้ในชีวิตในสังสารวัฏ ว่างเปล่าหมด ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็เหมือนกับไม่มี ไม่เคยมีมาก่อนเลย แล้วมีทำไม ให้จำ
เพราะฉะนั้น สัญญาความจำวิปลาส จำในสิ่งที่ไม่มีแล้วว่า ยังมีอยู่ เมื่อไรจะเข้าใจได้ถูกต้อง จนละความวิปลาส ถ้าฟังแล้วเข้าใจว่าลึกซึ้งนั่นแหละถูกแล้ว ถ้าฟังแล้วเข้าใจว่าง่ายตื้น คือ ผิดทันที เพราะการลึกซึ้งทำให้ละความหวัง เพราะฉะนั้น การที่จะไปสู่สิ่งที่ไม่สามารถจะหวังได้เลย เหนือความหวังใดๆ เพราะว่าไม่เป็นไปตามความหวัง ก็คือ ปัญญาที่รู้ความจริง จึงไม่หวัง ไม่เช่นนั้นก็หวังกันอยู่นั่น แอบคอยบ้างใช่หรือไม่ เมื่อไรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ วันนี้ทำอย่างนี้ อย่างนั้น คงจะใกล้เข้าไปแล้ว อย่างโน้น อย่างนี้ สารพัดอย่าง เป็นเรื่องของความไม่รู้ทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ความรู้จริงๆ ต่างกับความไม่รู้ ปัญญาประมาทหรือไม่ เพราะฉะนั้น ประมาทเมื่อไร เป็นปัญญาหรือไม่ เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้เลย มีแต่คนอยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากให้จำได้ อยากให้เข้าใจเร็วๆ ใช่หรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่ปัญญาเลย นั่นเป็นความประมาท ที่คิดว่าจะรู้ได้ด้วยวิธีนั้น แต่ความจริงไม่สามารถที่จะทำให้รู้ได้เลย ด้วยการไม่ฟัง
เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตาจริง ปัญญาไม่พอ ก็ปล่อยไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ ก็เป็นอนัตตา แต่ถ้าเป็นปัญญา ปัญญาเป็นอนัตตา ต้องมีเหตุให้เกิด ถ้าไม่มีการใส่ใจ ไม่มีการเห็นประโยชน์ ไม่มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะฟังหรือไม่ ความคิดก็ต้องต่างกัน แม้แต่ที่จะฟังหรือไม่ฟัง เพราะฉะนั้น ปัญญานำไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งปวง
อ.คำปั่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ตรัสถึงความละเอียด ถึงความยากของพระธรรม ซึ่งพระองค์ก็ตรัสด้วยพระองค์เอง ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต อันนี้เป็นข้อความโดยตรงจากอายาจนสูตร เพราะฉะนั้น ธรรมจึงเป็นสิ่งที่ยากอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่เหลือวิสัย ใช่หรือไม่ ที่จะรู้ที่จะเข้าใจได้ เพราะว่าบุคคลผู้มีปัญญาสามารถที่จะฟังที่จะศึกษา และก็มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริงได้
ผู้ฟัง ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลงไปของสภาพธรรม สมมติว่าเราป่วยมากเลย เราอยู่ในความทุกข์ระทม ความป่วยนั้นยังไม่หาย ยังนอนอยู่โรงพยาบาล ยังให้น้ำเกลือ ยังอะไรอยู่ แล้ววันหนึ่งเราหายสนิท
ท่านอาจารย์ แล้วเกิดดับหรือไม่ ฟังไป ลืมไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ถ้าเข้าใจจริงๆ ป่วยนานเท่าไร แต่ความป่วยนิดหนึ่งเกิดแล้วดับทันที และก็เกิดอีก เกิดอีก เกิดอีก จนเหมือนไม่ได้หายไปไหน แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย เหมือนฝนตก ต่อมน้ำมี ใช่หรือไม่ แล้วก็แตก ง่ายมาก เร็วมาก ทุกอย่างเกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ จะเป็นอะไรก็ตามที่ดูเหมือนนาน แต่มีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นอย่างนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก
จนกระทั่งปรากฏว่ามากมาย แต่ความจริงแต่ละหนึ่งอย่างที่เกิดดับทันที แต่ก็สืบต่อกัน เพราะฉะนั้น ทุกคำเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ชัดเจน เปลี่ยนไม่ได้เลย สักคำเดียว
ผู้ฟัง แต่ตรงที่ว่า ทุกข์เพราะความเปลี่ยนไปของสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจทุกข์ ๓ อย่าง ทำไมเป็น ๓ ทำไมไม่รวมเป็นหนึ่ง เพราะแสดงถึงความรู้สึก และสภาพธรรมอื่นทั้งหมดด้วย แต่เท่าที่มีอยู่ทุกวัน ทุกคนแสวงหาอะไร
ผู้ฟัง แสวงหาความสุข
ท่านอาจารย์ เป็นใหญ่เลย
ผู้ฟัง เวทนา ที่อยากสบาย
ท่านอาจารย์ แต่หารู้ไม่ว่า ไม่พ้นเลยสักอย่างเดียว ต้องเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๓ ทุกข์นี้
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า ทุกข์ ๓ อย่าง ก็มีข้อความนี้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ หนึ่ง ก็คือ ทุกขะ ทุกขะ นี่ก็แสดงถึงความทุกข์จริงๆ ก็คือ ทุกข์กาย และทุกข์ใจ เป็นสภาพที่ทนได้ยากอย่างยิ่งใช่หรือไม่ เพราะว่า เป็นทุกข์จริงๆ ที่เป็นทุกขเวทนาทางกาย และโทมนัสเวทนา อันนี้คือ ทุกขะ ทุกขะ สองก็คือ วิปริฌามทุกข์ อันนี้แสดงถึงความรู้สึกที่เป็นสุข แต่ก็ไม่ได้สุขอยู่นานใช่หรือไม่ ก็แปรเปลี่ยนไป
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500