ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
ตอนที่ ๑๔๘๑
สนทนาธรรม ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย
วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
หมายความถึงเดี๋ยวนี้ค่ะสิ่งที่กำลังมีหนี้ และเป็นอนัตตาไม่ใช่ไม่ดีแต่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีจีนทั้งหมดเลยนะคะ ธรรมะทั้งหลายสัตว์เพธัมมาอนัตตาไม่ใช่เราไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีจริงเมื่อเกิดแล้วก็ดับไปจึงเป็นทุกข์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดสิ่งนั้นไม่ดับไม่มี และสามารถจะรู้ได้เมื่อไหร่คะเพราะเป็นความจริงแต่ต้องความเข้าใจเท่านั้นที่เพิ่มขึ้นจึงสามารถที่จะไม่ติดข้องในสิ่งที่แต่ละหนึ่งเนี่ยต่อกันเร็วมากเป็นทีละหนึ่งค่อยๆ แยกขาดจากกันจนกระทั่งปรากฏได้ว่า เพียงหนึ่งนั่นน่ะไม่มีใครทำให้เกิดแต่เกิดแล้วก็ดับไป ก่อนอื่นก็น่าคิดนะคะ ได้ยินคำไหนได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลองคิดดีๆ นะคะ นับถือใคร จริงใจตรงๆ ชัดเจนนับฉี่ใครไม่ใช่คำถามเล่นๆ นะคะ ถามจริงๆ ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ทั้งหลาย นัทชีคใช่ ถ้าไม่เข้าใจเลยจะนับถือได้ไหมคะไม่เห็นรู้เรื่องเลย ฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่องแล้วจะนับถือได้ยังไงแต่เพราะฟังเข้าใจจึงรู้ว่าทรัมป์นี้เป็นคำที่จริงนะคะและยากที่จะรู้ได้เพราะว่าขณะนี้ถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่มีเห็น และใครเจ็บหมู่บ้านขนาดนี้กำลังเห็นเกิดจึงมีเห็นเดี๋ยวนี้แล้วเห็นก็ดับไป เห็นไหมคะต่างกันล่ะจริงไหมเรียกว่าเห็นมั้ยระดับไปเลย เห็นเมื่อวานนี้ก็ยังไม่ไปไหนยังอยู่เห็น ไม่ใช่อย่างนั้นเลยใช่ไหมคะราชดำเนินไม่ใช่บังคับให้เชื่อหรือบังคับให้นับถือแต่ว่าใครที่จะรู้ความจริงเซนปฏิเสธไม่ได้เลยฝั่งหน้าไตร่ตรองทำให้เกิดสภาพธัมมะสึเหมือนปาฏิหาริย์คือความเข้าใจถูกซึ่งไม่มีแน่นอนถ้าไม่ได้ฟังคำที่มีผู้ที่รู้ความจริงนั้นกล่าวให้คนอื่นเนี่ย ได้พิจารณาไตร่ตรอง และเข้าใจด้วยด้วยเหตุนี้นะคะ จึงเห็นคุณอย่างยิ่งของผู้ที่สามารถทำให้มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้แม้เพียงขั้นฟังว่ามีจริงๆ แล้วก็ต้องเกิดด้วยเกิดแล้วก็ดับไปด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนที่จะยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เพราะฉันไม่มีความเข้าใจแล้วจึงนับถือ ผู้ที่ได้กล่าวคำนี้นะคะ ที่สามารถทำให้เริ่มเข้าใจความจริงยิ่งฟังยิ่งเข้าใจในความถูกต้องเป็นสิ่งที่พระองค์ตรัสเมื่อตรัสรู้แล้วว่าสิ่งที่มีจริงธรรมะด้วยค่ะลึกซึ้ง ละเอียดยากที่จะเห็นได้แต่ก็มีผู้ที่สามารถฟังแล้วเข้าใจ และก็สามารถที่จะค่อยๆ รู้ความจริงได้จึงทรงแสดงพระธรรมพระสงฆ์บำเพ็ญพระบารมีไม่ใช่เพียงเพื่อพระองค์จะได้รู้ความจริงเพียงพระองค์เดียวนะคะ แต่ยังเห็นว่าสัตว์โลก ไม่ว่าเทวดาหรือพรหมมือที่ไหนทั้งสิ้นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้ด้วยตัวเองเหมือนพระองค์ก่อนตรัสรู้ก็ไม่สามารถจะรู้ได้แต่เพราะพระบารมีที่บำเพ็ญเพื่อให้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื้อบุคคลใดทั้งสิ้นในจักรวาลจะกรี๊ดกระวานก็ตามนะคะ เพราะเหตุว่าทรงตรัสรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะดับคิดเลยได้ยินคำว่ากิเลสสะดุ้งไหมคะกลัวมั้ยชอบมั้ยดีมั้ยเห็นไหมคะก็ไม่รู้อะไรสักอย่างได้ยินแต่ว่ากิเลสแฟนโดยตรงหมายความว่าอะไรคะ ครับท่านอาจารย์ครับกิเลสซะกิเลศเลยครับกถ้าแปลโดยตรงก็คือสิ่งที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตครับค่ะเห็นไหมคะแต่ละครั้งคิดเองได้ไหมคะ เครื่องเศร้าหมองของจิตหมายความว่าอะไรจิตคืออะไรก็ยังไม่รู้ และอะไรจะเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตก็ไม่รู้แสดงว่าไม่สามารถรู้ด้วยตัวเองได้นะคะ ทุกคำที่ได้ฟังต้องอาศัยพระมหากรุณาที่ทรงแสดงว่าจิตคืออะไรก่อน และสิ่งที่ทำให้จิตเฝ้ามองเนี่ยมีไม่กำลังมีอยู่หรือเปล่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่ทำให้จิตนั้นเศร้าหมองไม่ฝ้าไม่บริสุทธิ์ไม่สะอาดแต่ว่า๘เปื้อนด้วยสิ่งที่ทำให้สกปรกนั่นคือเศร้าหมองไม่ผ่องใสนะคะ สภาพธรรมะนั้นมีก็ไม่รู้ทุกวันด้วยเดี๋ยวนี้ก็มี แต่ถ้าฟังพระธรรมแล้วนะคะ ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ เห็นสิ่งซึ่งถูกปกปิดไว้กำลังมีเดี๋ยวนี้ยังไม่เห็นยังไม่รู้แต่ทุกคำของพระองค์นะคะ จะค่อยๆ ทำให้สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ที่ถูกปกปิดไว้ค่อยๆ หงายของที่คว่ำอะไรที่คว่ำอยู่รู้มั้ยค่ะ ต้องง่ายขึ้นใช่ไหมเมนเดซนี้เลยค่ะจิตเกิดดับก็ไม่รู้เป็นจิตก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจิตคืออะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นรู้รู้คืออะไรคะเดี๋ยวนี้ทางตามีสีสันต่างๆ โต๊ะ๙อี้ไม่รู้เลยใช่ไหมค่ะสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้เนี่ยรู้มั้ยได้แต่อะไรก็ตามที่ปรากฏให้รู้ จึงมีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ สภาพรู้นั่นแหละคือจิตต่อไปก็จะมีคำที่อธิบายทีละเล็กที่ละน้อยจนชัดขึ้นนะคะ จิ๊บเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แค่นี้ค่ะต้องคิด และต้องมีสภาพอื่นเกิดกับจิตแน่นอนจึงใช้คำว่าธาตุรู้ และเกาะติดเฉพาะธาตุรู้นี้นะคะ เป็นใหญ่เป็นประธาน ในธาตุรู้อื่นๆ ซึ่งเกิดกับจิตแสดงให้เห็นว่าเราไม่รู้เลยนะคะ จิตคืออะไรก็ไม่รู้กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็เป็นธาตุรู้พอได้ยินเสียงก็เป็นธาตุรู้เสียงพอได้กลิ่นเมื่อไหร่เต่ามีธาตุรู้ที่เกิดขึ้นรู้กลิ่นกลิ่นนั้นจึงปรากฏได้ชีวิตประจำวันนั่นเองค่ะแต่ถูกปกปิดขวัญในสังสารวัฎที่นานมาก จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริงไม่เพลินเพราะเหตุว่าผู้ที่ตรัสเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านับถือพระองค์สู้สุดเมื่อเข้าใจความจริง ยิ่งเข้าใจเมื่อไหร่ยิ่งเห็นความเป็นพระสัมมาสัมเจ้าแต่ถ้าไม่เข้าใจเลยแนะแล้วจะไปนับถือพระสัมมาสัมเจ้าคำพูดมันเพ้อเจ้อหรือเปล่าดูจะเป็นคำแรงนะคะ แต่ทุกคำคำซ้ำมา๓จานด้วยพระองค์เองมีวัจนะคือคำต้องมีอรรถวัตจนทความหมายที่ตรงตามความเป็นจริงของคำนั้นไม่ใช่นึกเอาเอง เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะด้วยความเคารพจริงๆ หรือว่าแต่ละคำนะคะ ประมาทไม่ได้เลยมิฉะนั้นเข้าใจผิดทันที เพราะธรรมะละเอียดลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้เพียงบอกว่ามีเห็นก็ยังเป็นเราเห็นทุกวัน แต่เห็นเกิดระดับไปเห็นในเป็นเรา ไม่ว่าอะไรทั้งหมดค่ะปรากฏเมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ เพราะฉะนั้นถ้ารู้มีจริง ต่างกันเป็นสองประเภทนะคะ ภาพรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน จิต เป็นปัณฑระของแพรวเฉพาะจิตเมื่อไรก็ตามมีอะไรที่เป็นธาตุรู้สึกเราใช้คำว่าเจตสิกแต่ภาษาบาลีก็ต้องออกเซวาเจตสิกะนะคะ ก็คือสภาพหนึ่งก็เป็นสิ่งที่๘เปื้อนจิตทำให้จิตนั้นเศร้าหมองเป็นอกุศลไม่ดีงามนี้ค่ะแต่ละคำเนี่ยต้องศึกษาด้วยความไม่ประมาทจริงๆ อยู่ไหนคะอยู่นี่ไงเดี๋ยวนี้ไงไม่ต้องไปหาที่ไหนเลยนะคะ แต่ถูกปิดบังหุ้มห่อไว้ด้วยอวิชชา แต่ก็ยังฉากท่าไว้ด้วยความต้องการความยินดีอีก เราจะพบว่ามันเป็นไหมคะ จากการไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังคำของภาษามาส่งเจ้านี้คือผู้ที่เคารพนับถือพระองค์สูงสุด เพราะฉะนั้นฟังคำของใคร ถ้าคำนั้นทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ตามความเป็นจริงนะค่ะทีละเล็กที่ละน้อยเพราะไม่สามารถที่จะรู้การเกิดดับเดี๋ยวนี้ได้เพราะปัญญายังไม่ถึงระดับที่สามารถจะรู้ความต่างกันของสิ่งที่มีจริงขณะนี้เป็นแต่ละหนึ่งได้แม้แต่เห็นกับได้ยินเลยค่ะก็เหมือนพร้อมกันแต่พร้อมกันไม่ได้ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่งนะคะ ใช้คำว่าอ่ะพี่ทำมาก ห่างกันมากระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยินไม่ใช่เราค่ะถ้ารู้ทางตาที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้กับธาตุรู้ทางหูที่กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้แล้วยังมีธาตุไหนด้วยเช่นคิดไปด้วยใช่ไหมคะขณะที่กำลังฟังเนี่ยเพราะฉันคิดก็ไม่ได้เห็น ไม่ใช่ได้ยินด้วย เพราะฉะนั้นเสียงก็ไม่ใช่ได้ยินได้ยินก็ไม่ใช่คิดแต่ละหนึ่งเนี่ยละเอียดมากนะคะ ละเอียดยากที่จะรู้ได้แต่พระองค์ก็ทรงพระมหากรุณาแสดงให้แต่ละคนนะคะ เริ่มตรงต่อความจริงแล้วก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มรู้ว่านับจี้พระอรหันตสัมมาสัมเจ้าเพราะเหตุว่า พระองค์ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย แล้วจะนับถือใครค่ะเพราะอยู่ดีๆ จะให้มีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏเอง และเป็นไปไม่ได้แน่นอน ถ้าฉันครับธรรมะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งแล้วก็รู้ได้ยากนี่ครับ อาจารย์ก็ขยายความเรื่องของ การเห็นแล้วก็มีการคิดถึงสิ่งที่เห็นในขั้นของการฟังก็ดูเหมือนกับสามารถที่จะรู้ตามได้ครับถ้าจะแต่ว่าความลึกซึ้งของธรรมะที่ยิ่งกว่านี้ครับที่จะละเอียดที่จะเป็นเหตุให้เข้าใจขึ้นเป็นอย่างไรครับ เริ่มรู้ใช่ไหมคะว่ากำลังพูดถึงสิ่งที่หมีเห็นหมีทุกคนรับรองกำลังเห็นถ้าเห็นไม่เกิดจะไม่เห็นไหม และใครไปทำให้เห็นเกิดได้ไม่เริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริงนะคะและเห็นที่เกิดก็ดับแล้วด้วย ขณะที่ได้ยินก็ไม่ใช่เห็นนะ ความจริงเป็นอย่างนี้นะค่ะจะรู้ด้วยปัญญาความเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นจนละความติดข้อง และความไม่รู้จึงสามารถจะเริ่มเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีที่เล่นเด้งได้ขั้นฟังก็ต้องเข้าใจแล้วค่ะเพราะไม่มีเราแน่นอนมีแต่สิ่งที่เกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี และใครทำให้เกิดก็ไม่ได้แต่ต้องมีปัจจัยสภาพธรรมะที่อาศัยทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเช่นเห็นโดยไม่มีตาเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีตาแล้วเห็นได้มั้ยคะค่ะ เพราะฉะนั้นก็เห็นได้เลยค่ะใครก็ตามไม่ว่าใครทั้งสิ้นนะคะ จะไปทำให้เห็นเกิดโดยไม่มีตาเนี่ยไม่ได้ ใครคิดว่าได้ค่ะ แล้วก็เห็นอยู่ตลอดเวลาไม่มีใครทำเลยกำลังฟังอย่างนี้ก็มีเห็นอยู่ไม่เห็นหนักไปเลย เพราะฉะนั้นการตรัสรู้เนี่ยไม่เหมือนการฟังที่เริ่มเข้าใจ เพราะว่าต้องประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสิ่งที่ดีจึงจะค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เราแน่นอนไม่มีเราแน่นอนแต่พอเกิดก็เหมือนสิ่งนั้นเป็นเราแต่พอหลับไปไม่รู้ว่าดับก็ยังเข้าใจว่ายังมีเราอยู่ ไม่ว่าจะเห็นก็เป็นเราเห็นไม่ว่าจะได้ยินก็เป็นเราได้ยินไม่ว่าจะคิดก็เป็นเราคิดไม่ว่าจะสุขก็เป็นเราสุขอะไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นนะคะ เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมดแต่ความจริง เราอัตราอยู่ที่ไหนในเมื่อดับแล้วไม่เหลือเลยค่ะไม่กลับมาอีกด้วยสักนิดเดียวก็ไม่เหลือจะให้เหลือสักส่วนหนึ่งขอไปหน่อยก็ไม่ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ เข้าใจในความหมายของคำว่าธรรมะสิ่งที่มีจริงแล้วธรรมะที่เกิดขึ้นต้องดับด้วยแน่นอน ใครจะทำให้ไม่ดับไม่เป็นไปไม่ได้เลยเพราะฉันไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครจึงเป็นอนัตตาไม่ใช่เราแน่ๆ ถ้าเห็นเป็นเราเมื่อกี้นี้ดับไปแล้วนายล่ะ ค่ะแล้วก็เห็นอีกระดับอีกหลายละเรา เพราะฉะนั้นถ้ามีความค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กที่ละน้อยนะคะ ก็จะเกิดปัญญาต่างระดับ สัญญาขันธ์นี่เพียงขั้นฟังใช้คำว่าปริญัตติไม่ใช่ฟังเฉยๆ นะคะ รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟังเพราะฉันจะฟังแล้วไม่เข้าใจ และบอกว่ากำลังศึกษาธรรมะ และได้ ค่ะเพราะฉันเป็นคนที่ตรงค่ะต่อความจริง และตรงต่อการที่จะรู้ว่าใครพูดความจริง และความจริงนั้นมาจากใครรู้เองหรือหรือได้ฟังทุกคำไตร่ตรอจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นมั่นคงขึ้น และสามารถจะรู้จริงได้เพราะมีผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้วในสมัยที่ กลับมาซ้ำเจ้าทรงแสดงธัมมนะคะ ตลอดก่อนจะปรินิพพาน เพราะฉะนั้นคำนั้นยังอยู่ยังสามารถจะทำให้คนที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคิดดูสิคะ ไม่ใช่บังคับ ใช่ไหมคะฝืนใจใดๆ ทั้งสิ้นใช่มั้ยคะเพราะว่าบางคนชวนเราะวันนี้นะจะมีการสนทนาธรรมที่ธนาคารแห่งชาติ ไม่ได้มาแล้วใช่เลยค่ะก็ไม่อยากฟังแต่ว่านับถือใครก็บอกว่านับถือ พระพุทธศาสนา นับถือได้ยังไงคะศาสนาคือคำสอนน่าจะสอนอะไรสอนเรื่องนี้แต่ยังไม่ได้ฟังเลย เราจะไปนับถือพระสัมมาสัญชาติได้ยังไงต้องเป็นคนที่ตรงนะคะ สัจจะบารมีไม่เปลี่ยนจากความจริงว่าธรรมะขณะนี้เกิดโดยไม่มีใครสามารถที่จะไปดลบันดาลได้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคำว่าปฏิบัติเป็นปัญญาเอกระดับหนึ่งซึ่งเมื่อเข้าใจความจริง และความจริงก็มีอยู่ เกิดอยู่ไม่มีใครไปบังคับไม่ให้เกิด เพราะฉันก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจความจริง และแม้แต่ปัญญาก็บังคับให้เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังเข้าใจเขาเป็นเราแต่พอฟังเข้าใจ และก็เป็นธรรมะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งนะคะ ซึ่งต่างกันประเภทใหญ่สองประเภทพี่ธรรมประเภทหนึ่งเกิดขึ้นจริงแต่ไม่รู้อะไร โลกไม่ปรากฏเพราะไม่มีสภาพรู้ไม่มีใครเห็นไม่มีใครจำไม่มีได้ยินไม่มีอะไรโหมดแต่เพราะเหตุว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่ยังมีธรรมะหรือทาสอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วรู้บังคับให้เกิดก็ไม่ได้ใครเราบังคับสิคะไม่เห็นกำลังเห็นอยู่นี้ เพราะฉันก็เริ่มเข้าใจ และมีจริงแต่ไม่มีใครไปทำให้เกิด๘เกิดเมื่อมีปัจจัยบังคับให้เกิดก็ไม่ได้ค่อยๆ เห็นความไม่มีเราเพราะเหตุว่าตรัสไว้ว่าธรรมทั้งหลายฉัตรเพธัมมาอนัตตาไม่ใช่เราหรือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เริ่มเข้าใจทีละน้อยใช่ไหมคะแต่ก็เป็นราวนั้นๆ มานานมากในสังสารวัฎจะให้หมดสิ้นไปโดยเพียงขั้นฟังเลยเป็นไปไม่ได้แต่ปัญญาต้องเจริญขึ้นถึงขั้นปฏิบัติหมายความว่าอะไรคะคุณกำปั้นปฏิบัติ ครับท่านครับหมายถึงการถึงเฉพาะลักษณะของสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริงด้วยปัญญาครับ ถ้าไม่มีปัญญาจะสามารถรู้ขณะที่เห็นปรากฏไหมคะแล้วถ้าเห็นไม่ปรากฏจะไปรู้เห็นได้ไหมในเมื่อขณะนั้นไม่มีเห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีเดียวนี่แหละที่จะรู้ ไม่ใช่ไปดูสิ่งที่หมดไปแล้วหรือที่ยังไม่มาถึงยังไม่เกิดขึ้นเพราะฉันจึงต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ นะคะ รู้คือถึงด้วยปัญญาที่สามารถเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทีละหนึ่ง ถ้าหลายๆ อย่างรวมกันเนี่ยไม่เข้าใจ และไม่ตรง และใช่ไหมคะต้องทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงระดับนั้นเลยค่ะต้องอาศัยปริยติไม่ใช่เพียงฟังเผินๆ ฟังนิดหน่อยหรือไม่เข้าใจเลยแล้วก็จะไปใช้คำว่าปฏิบัติไม่โปร่งไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องรู้ว่าเป็นปัญญา ถ้ายังไม่มีปัญญาจากการฟังจนกระทั่งเป็นสัจจะญาณ และใช้คำว่าปัญญาที่เข้าใจความจริงตรงความจริงในครรภ์ฟัง และก็รู้ว่ายังไม่ถึงลักษณะเห็นที่เป็นถ้าตรู จำเลยเห็นเนี่ยค่ะเป็นธาตุรู้รู้อะไรคะรู้ว่ามีอะไรปรากฏทางตาที่กระทบตา จึงเห็นสิ่งนั้นได้ถ้าสิ่งนั้นไม่กระทบปากก็ไม่เห็นสิ่งนั้นเลย เพราะฉะนั้นแม่เห็นจะบังคับให้เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ได้ทุกอย่างเลยค่ะเป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น อยากได้อะไรก็ได้เป็นไปได้ ค่ะแล้วแต่เหตุปัจจัยไม่อยากได้เลยก็ได้ สิ่งที่ไม่ดีใช่เลยค่ะแต่ก็เกิดขึ้นแล้วบังคับบัญชาไม่ได้เลยค่ะแล้วมีแสนสั้นชั่วคราวแต่การเกิดตของสภาพธรรมะที่ติดกันนะคะ ทำให้ปรากฏเหมือนกับว่าสิ่งนั้นไม่ได้ดับไปเลยตั้งแต่เกิดมาแต่ละขณะนี้ก็เป็นเรามาโดยตลอดกำลังจะตายแน่นอน จนกว่าจะถึงขนาดนั้นก็กำลังจะเหงาแต่ใครจะถึงขนาดนั้นเมื่อไหร่ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลย และสิ่งที่มีทั้งหมดในชาตินั้นค่ะไม่เหลือที่จะจำไว้อีกเลย ชาติก่อนเป็นใครอยู่ที่ไหนทำอะไรไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ฉันได้นะคะ พอถึงป้ายจากโลกนี้ชาติหน้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเคยเป็นใครมาแล้วแล้วทำอะไรมาบ้างตั้งแต่เกิดเป็นคนนั้นจนตายนี่คือความไม่รู้นะคะ อวิชาเข้าใจว่ามีเรา แต่ไม่มีเราค่ะแต่มีธรรมะคือสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นให้รู้ว่าจริงๆ เนี่ยมีแต่มีแสนสั้นชั่วคราวพไม่ปรากฏนะคะ ยังมีหรือเปล่า แค่ไม่เห็นนะคะ ไม่มีแต่ก่อนเห็นสิ่งนั้นก็ดับไปมากมายก็ไม่รู้เพราะฉันค่อยๆ เข้าใจขึ้นนะคะ จะยังคิดว่ามีอยู่เมื่อสิ่งนั้นไม่ปรากฏไม่ได้นั่นคือจำว่ามี และอยู่ไหนล่ะขนาดนั้นไม่ใช่เห็นที่เป็นคณะนี้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งขณะนะคะ สร้าง เกิดระดับไปไม่เที่ยง ควรยึดเจไหมคะอริยสัจจะที่สองเห็นไหมคะต้องตามลำดับต้องเข้าใจไม่ใช่เป็นหนังท้องทุกคะริยะศักดิ์จะถูกค่ะสมุทรยะอริยสัจจะพูดไปแต่อยู่ไหนล่ะอย่างนั้นไม่ใช่การนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะไม่เข้าใจคำของพระองค์ และบางคนก็อาจจะเข้าใจผิดด้วยนะคะ ยิ่งหันเหไปแล้วก็ทำลายคำของพระองค์ด้วยเพราะพระองค์ตรัสเย็นนี้หมายความอย่างนี้แต่คนนั้นไม่ละเอียดไม่เข้าใจว่าธรรมะลึกซึ้งก็ไปปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติจริงในไม่เข้าใจปฏิบัติเพื่อรู้อะไรคะมันเพื่อไม่รู้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นคนที่ตรงค่ะ และเป็นคำที่พระสัมมา๓เจ้าตรัสว่าปัญญาต้องมีตามลำดับขั้น เกิดมาเป็นเด็กแค่อนุบาลเนี่ยจะให้ไปทำการผ่าตัดเป็นหมอได้ไหมคะ เพราะฉะนั้นยัดแค่นี้อาจจะไปตรัสรู้ความจริงได้หรือในเมื่อไม่ใช่เราแล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจไงครับบัญชาตรงต่อความจริงแค่เนี้ยไหนฟังแล้วเข้าใจแค่ไหน ถ้าไม่ได้ฟังก็เป็นเราอีกเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ แต่พอฟังกำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ว่าไม่ใช่ขณะก่อนแต่ละคณะด้วยค่ะเกิดระดับไป ไม่กลับไปอีกเลย คณิตกะชั่วขณะชั่วขณะค่ะนึกมรณะทุกขณะที่เกิดในนักไปถ้าไม่ประจักษ์แจ้งจริงๆ นะคะ ถึงขั้นปฏิเวธถ้าซึ่งมาจากปริยัติเตะรอบรู้เข้าใจมันคงไม่เปลี่ยนจนกระทั่งสามารถเป็นปัจจัยให้สิ่งเฉพาะที่ละหนึ่งเริ่มเข้าใจแข็ง ปรากฏล่ะความจริงก็ดับแต่ไม่รู้แต่พอไม่กระทบเมื่อไหร่นะคะ เข้าใจว่าไม่มีแข็งจากฝั่งแต่ไม่ใช่ประจักษ์แจ้ง และก็ถ้าไม่ฟังเลยก็แข่งนั่นแหละเป็นเราทั้งตัวทุกวันทุกขนาดไปนี้ก็ผิดหมดใช่ไหมคะเราจะรู้เองไม่ได้ค่ะแต่ต้องศึกษาพระธรรมด้วยความเคารพ จึงเป็นผู้ที่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจริงๆ ครับซึ่งตรงนี้ก็มีข้อความเนี่ยไตรปิฏกนะครับ ที่ว่าลงภาระก็คือวางภาระลงสลับเปลี่ยนได้แจ้งให้กล่าวถึงว่าอะไรคือภาระแล้วพอลงภาระลงได้อย่างไรครับแล้วเบาสบายที่แท้จริงคือยังไง แม้ใครเครียดเราเครียดนั้นแหละค่ะ หนักแน่นะแต่ไม่ใช่เราสิ่งนั้นเกิดแล้วนะ สรุปว่าสิ่งที่แบกไว้คือความเป็นเราใช่ไหมครับทุกอย่างที่เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเริ่มจากความเข้าใจผิดว่ามีเราเพื่อโครงจดไว้จะกล่าวว่าไม่รู้ว่าไม่มีเรา เพราะฉะนั้นเราก็นึกว่ามีเรา แล้วก็แบกความเป็นเรา จนกว่าว่างเมื่อไหร่ก็จะรู้ว่าเบา และคืนวิธีไม่ต้องแบกภาระอีกต่อไปหรืออยากจะกลับไปแบกอีกมีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรล่ะครับเธอค่ะแบคทำไมแบกอะไรก็ไม่รู้ใช่ไหมคะแปลกใหม่จนชินเนี่ยค่ะเพราะไม่รู้จริงแบกไว้ เพราะฉะนั้นเห็นความต่าง ของคำของคนอื่นทั้งหมดที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นก็ไม่รู้จักพระองค์จะกล่าวว่านับถือพระสัมมาทรงเจ้าไม่ได้นับถืออะไรที่ไม่รู้จักได้หรือต้องรู้จักคุณของสิ่งนั้นจึงนับถือในคุณของสิ่งนั้นครับปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณพระมหากรุณาคุณ เพราะว่าขณะนี้จริงไม่ใช่เพราะเราเป็นนึกฝันใช่ไหมคะแต่ปรากฏทางตาจริงๆ อย่างนี้ทางหูก็เสกนี่แหละที่กำลังได้ยิน เพราะฉะนั้นความจริงมีทุกขณะแต่ไม่เข้าใจความจริงว่าเพียงเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยรับไปแล้วไม่เหลือ และไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นเราได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างไร เริ่มเข้าใจว่าไม่มีเราหรือเปล่าถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ไปปฏิบัติอะไรคะ กราบเรียนอาจารย์นะคะ คือที่เคยได้อ่านหรือได้ฟังมาค่ะบางทีก็จะพูดบอกว่าจิตสุดท้ายก่อนที่เราจะตายแต่เป็นตัวที่จะกำหนดว่าเราไปสู่พบภูมิไหนคะ ไม่มีใครรู้เลยนะคะ ว่าสภาพรู้เลยค่ะเกิดขึ้นทำไม แต่ว่าสภาพรถทุกประเภทเกิดขึ้นทำกิจการงานของตนของตน เช่นเห็นเนี่ยเป็นสภาพรู้จะรู้เองไม่ได้เลยนะคะ นอกจากเห็นเท่านั้น ถ้าเห็นอะไรเห็นสิ่งที่กระทบต่อด้วยถ้าไม่กระทบตายางนอกคอกหรือข้างหลังเนี่ยก็จะทำให้เกิดเหตุไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแต่ละเด็ก และไม่ใช่เราจะตายใช่ไหมคะเป็นจิตเจตสิตที่กำลังเกิดดับขณะหนีตายทุกขณะ แต่ขณะสุดท้ายที่จะเป็นคนดีอีกต่อไปไม่ได้นะคะ จิตนั้นเกิดขึ้นทำกิจพ้นจากความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง โดยประการกระทั่งทันทีที่จิตนี้เกิดทำหน้าที่พ้นจากความเป็นบุคคลนี้นะคะ เคลื่อนไปพ้นไปจากความเป็นบุคคลนี้ เราจึงใช้คำว่าตาย รูปร่างที่เคยนั่งเคยยืนเคยนอนเคยทำอะไรต่างๆ นะคะ เมื่อไม่มีจิตอาศัยเกิดที่นั่นรูปนั้นครับไม่รู้อะไรเพราะฉันที่รู้นะคะ ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นธาตุรู้ที่จะเห็นสิ่งซึ่งแม่เห็นก็เลือกไม่ได้แล้วแต่กรรม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500