ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
ตอนที่ ๒๔๙๙
สนทนาธรรม กับ ข้าราชการครู โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง
วันที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นมาเลย จะมีเรา จะมีโลก จะมีคนจะมีสิ่งต่างๆ ได้ไหม ดวงดาว ภูเขา ท้องฟ้า ทะเลทราย ทะเลสาบ มีได้ไหม ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย
ผู้ฟัง สิ่งเหล่านี้ คือเราสมมติขึ้น
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ มีจริงๆ เห็นไม่ได้สมมติ ใครสมมติเห็นได้ กำลังเห็นแท้ๆ ไม่ได้สมมติ สมมติอย่างไร กำลังเห็น เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริง และไม่รู้ความจริง ไม่เข้าใจความจริงเลย ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มั่นใจได้เลย คำอื่นไม่สามารถที่จะให้ความเข้าใจได้ แม้แต่คำว่า ขันธ์ ๕ เคยไปวัด เคยฟังธรรมแล้ว แต่ขันธ์ ๕ คืออะไร เห็นไหม
เพราะฉะนั้น คำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่ ฟังเผิน แล้วก็จำไว้ ไปวันนี้ไปฟัง และได้ยินคำว่าขันธ์ ๕ เท่านั้นไม่ได้ ต้องรู้ว่า คือ อะไร เดี๋ยวนี้ มีไหม จึงจะรู้จักว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง ที่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ต้องชัดเจน ธรรม คือ อะไร ทบทวน
ผู้ฟัง คือความจริง
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็ต้องเกิดหรือเปล่า ถึงจะมีได้
ผู้ฟัง เพราะเกิดก่อน
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิด ก็ไม่มีใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เกิดและดับไหม
ผู้ฟัง เกิดและดับ
ท่านอาจารย์ เกิดและดับ อนิจจัง ไม่เที่ยง ในภาษาหนึ่งในภาษามคธี ที่ซึ่งเป็นภาษาที่ดำรงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงใช้คำว่า ปาละ หรือบาลี เลยเป็นคำสอนที่รักษาความหมาย ที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในภาษานั้น แต่จะแปลเป็นภาษาอื่นก็ได้ หมดเลย แต่ลักษณะของสภาพธรรมเปลี่ยนไม่ได้ เราพูดว่าเห็น ภาษาบาลี ใช้คำว่า จักขุวิญญาณ และภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเวียดนาม ไม่ได้ใช้คำเดียวกัน แต่หมายความถึงสิ่งเดียวกัน
เพราะฉะนั้น ธรรมในภาษาไหน ก็เป็นธรรม เปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมต้องเข้าใจ ศึกษาเรื่องอะไร ศึกษาธรรม เรื่องสิ่งที่มีจริง เห็นไหม แค่ต่อไปนี้เราไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าใครจะว่ายังไงก็ตาม ศึกษาธรรม คือศึกษาอะไร ก็ศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้
ทุกอย่างมีจริง กำลังพูดถึงความจริง จากการที่ไม่เคยรู้เลย เข้าใจว่าเป็นเรา เข้าใจว่าเป็นมด เข้าใจว่าเป็นช้าง แต่ทุกอย่าง เห็นเป็นเห็น ถ้าไม่มีรูปร่าง มด ช้าง คน สัตว์ทั้งหลายจะรู้ไหม ก็เห็นก็ยังคงเห็นอยู่ เปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่ได้กล่าวว่า ปลาเห็น งูเห็น นกเห็น คนเห็น เพราะเห็นเป็นเห็น เพราะฉะนั้น อะไรเป็นธรรม
ผู้ฟัง สิ่งที่มีอยู่จริง
ท่านอาจารย์ เห็น เป็นธรรม ธรรมอยู่ที่ไหน เดี๋ยวนี้มีไหม สนทนาธรรมคงไม่ลืม เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม มีใช่ไหม มีใช้คำว่า มี เดี๋ยวนี้มีไหม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ มีธรรมไหม มี เดี๋ยวนี้ ถ้าเข้าใจถูกต้อง มีแต่ธรรม เพราะอะไร เพราะทุกอย่างเป็นธรรม ปฏิเสธไม่ได้เลย ทุกคำ ต้องตรง ไม่มีเรา แต่มีธรรม ถูกต้องไหม ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิด ไม่มีจำ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะมีเราได้อย่างไร
แต่ที่เราเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว เป็นสิ่งที่เกิด ตามเหตุตามปัจจัย จะเกิดมากเกินปัจจัยก็ไม่ได้ น้อยกว่าปัจจัยก็ไม่ได้ ปัจจัยมีให้เกิดขึ้นเป็นไปอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นไปตามปัจจัย
เพราะฉะนั้น ที่เข้าใจว่าเป็นเรา เป็นคน เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ทั้งหมด เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง แยกได้หมดเลย เห็นดอกไม้ เห็นไหม ยังไม่มีดอกไม้ แต่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ได้กลิ่น เราเข้าใจว่า เราได้กลิ่นดอกไม้ แต่ความจริงกลิ่นมี ขณะนั้นได้กลิ่น ไม่มีการคิดว่าเป็นดอกไม้ด้วย เพราะมีเฉพาะกลิ่นกับได้กลิ่น กระทบสัมผัส จับดู แข็งหรืออ่อน เย็นหรือร้อน ไม่ได้เป็นดอกไม้
ถ้าเข้าใจธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง แต่เมื่อรวมกัน เป็นสีสัน วรรณะต่างๆ ขาวบ้าง เหลืองบ้าง ชมพูบ้าง แล้วก็เป็นกลิ่นต่างๆ หอมบางๆ หอมมาก หอมน้อยบ้าง ถ้าชิมจะมีรสด้วย รสของทุกอย่าง หลากหลายกันไป แม้แต่รสของดอก กับรสของใบ ของราก ของต้นก็ต้องต่างกัน
เพราะฉะนั้น แสดงว่า ทั้งหมดรวมกันแล้ว เกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามรูปร่าง สัณฐาน มีนิมิตร รูปร่างต่างกัน สีสัน วรรณะต่างกัน เพราะการที่เห็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วมากนี่ จะอุปมาเหมือนกับการจุดก้านธูปหนึ่งดอก แล้วก็แกว่งเร็วมาก เป็นวงกลมได้
แต่ความจริง แค่หนึ่งจุด แล้วทำไมเป็นวงกลมได้ ฉันใด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดดับสืบต่อ ก็ปรากฏสัณฐานหลากหลายต่างๆ และสภาพจำก็มี พอเห็นก็จำ
เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งนั้น และก็มีชื่อ มีคำเรียก ให้รู้ความต่างกันว่า สิ่งนี้เรียกอย่างนี้ ชื่ออย่างนี้ อีกสิ่งหนึ่ง เรียกอีกอย่างหนึ่ง ชื่ออีกอย่างหนึ่ง เพื่อให้รู้ความต่างกัน
เพราะฉะนั้น นี่ธรรมทั้งหมด ซึ่งเข้าใจว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งต่างๆ แต่แท้ที่จริงถ้าไม่มีธรรม แต่ละหนึ่ง โลกก็ไม่มี แต่ว่าเพราะมีสิ่งที่เกิดขึ้นดับไปเร็วมาก จึงปรากฏเป็นคนในห้องนี้หลายคน มีทั้งโต๊ะ มีทั้งเก้าอี้ มีทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะความรวดเร็ว
แต่ธรรมต้องเป็นอย่างละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย กลิ่นกับรสปะปนกันไม่ได้ กลิ่นเป็นกลิ่น รสเป็นรส แต่พอรวมกัน กลิ่น รส อ่อน แข็ง สีสัน วรรณะ ก็เป็นปลา เป็นนก เป็นงู เป็นคน แต่แยกออกไปแล้ว เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ ความจริงแยก แต่ไม่รู้ ไม่มีใครไปแยก แยกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่มีตัวตน เราไปแยก แต่ฟังธรรม เพื่อละความไม่รู้ ความไม่รู้มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ความไม่รู้ เดี๋ยวนี้ มีความไม่รู้ไหม เห็นไหม ความไม่รู้มีไหมตอบว่า มีถามว่า เดี๋ยวนี้มีความไม่รู้ไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีแน่นอน เพระเห็นเกิดแล้วดับแล้ว ไม่รู้ ได้ยินเกิดแล้วดับแล้ว ไม่รู้เพราะฉะนั้น ความไม่รู้มี และความรู้มีไหม ความไม่รู้น่ะ มีแน่ และความรู้มีไหม มีใช่ไหม เมื่อไหร่ เมื่อเข้าใจ
เพราะฉะนั้น สภาพธรรมที่เข้าใจถูก เห็นถูกไหม มีหลายชื่อ วิชชาก็ได้ ญาณก็ได้ปัญญาก็ได้ ทิฎฐิ คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องก็ได้ นี่คือ ทั้งหมดที่ตรัสไว้ใน ๔๕ พรรษาในพระไตรปิฏกทั้ง ๓ ปิฎก
เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ ถ้าไม่ฟัง ไม่ศึกษา เชื่อว่าฟังธรรม หรือเปล่า เชื่อว่าเข้าใจธรรมหรือเปล่า เชื่อว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรม ทีละคำ แต่ละคำ ตอนนี้ไม่สงสัยแล้วใช่ไหม เรื่อง ธรรม เดี๋ยวนี้มีธรรม มีความไม่รู้ด้วย และมีความรู้ด้วย แต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นและดับไป ไม่ปะปนกันเลย
ผู้ฟัง เรียนท่านอาจารย์ ถ้าเรามานั่งทน เรามานั่งไม่พอใจ กับความร้อนนั้น เราก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าเราทำใจได้ว่า มันร้อนแล้ว เดี๋ยวมันก็จะดับไป
ท่านอาจารย์ ครึ่งแรกถูก ครึ่งหลังผิด ครึ่งแรกก็คือว่า เป็นธรรมดา ร้อนเกิดขึ้นร้อนก็ต้องดับไป จะทุกข์ทำไม นั่นคือ ปัญญา ที่เริ่มเห็นว่า ไร้สาระที่จะต้องไปเดือดร้อนกับสิ่งซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ครึ่งหลัง มีเราเข้ามาแล้ว ใช่ไหม
เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ต้องฟังจนหมด ความเป็นเรา จนปัญญาค่อยๆ เพิ่มขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ รู้ความจริงขึ้น จนกระทั่ง ทุกอย่างเป็นธรรม แม้ในขั้นฟัง ในขั้นฟัง ภาษาบาลีใช้คำว่า ปริยัติ หมายความว่า ความรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ไม่ใช่คำของคนอื่น แล้วก็แทงตลอด ในพระพุทธพจน์ ขั้นฟัง ยังต้องแทงตลอด อย่างเมื่อกี้นี้ ก็เริ่มเห็นว่า ร้อนก็เป็นร้อน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ความเข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่เราเห็นต้องทุกอย่างหมด เป็นธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ที่จะมีเราจะไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็คือ ผิดตรงนั้น ที่ว่าคิดว่าเป็นเรา ที่จะทำแต่ความจริง เข้าใจเพิ่มขึ้น และความเข้าใจ ก็จะทำให้ไม่มีความกังวล ไม่มีความเดือดร้อนที่จะเป็นตัวเรา ที่อยากจะทำสิ่ง ซึ่งทำไม่ได้
เพราะไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ร้อนหรือเย็น ก็เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย โกรธหรือรักก็เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย ทุกอย่างหมด ขยันหรือขี้เกียจ ก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะเกิดแล้ว คำตอบ ก็คือว่า บังคับบัญชาไม่ได้จริงๆ เพราะเกิดแล้ว จึงได้เป็นอย่างนั้น มีอย่างนั้น ในขณะนั้น ตามเหตุ ตามปัจจัย
อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ คำว่า " ขันธ์ " ที่กล่าวในคำไทย ก็มาจากภาษาบาลีว่า ขันดะ ซึ่งเวลาเขียนเป็นไทย ก็จะเป็น ข ไม้หัน นอหนู ทอธง การันต์ ซึ่งต้องกลับไปที่ความหมายเดิม ซึ่งเป็นความหมายตามพระธรรม ที่พระองค์ทรงแสดง ก็คือ สิ่งที่มีจริงที่ทรงไว้ซึ่ง ความว่างเปล่า เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิด เพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
เพราะฉะนั้น สอดคล้องกันหมดเลย ในช่วงต้นกล่าวถึงธรรม กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงที่เกิดและดับไป ก็คือ "ขันธ์" นั่นเองครับ ขณะนี้ ก็เป็นขันธ์ เพราะว่า มีสิ่งที่มีจริงที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ครับอาจารย์
ท่านอาจารย์ แต่ให้ทราบว่า สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ขันธ์ คืออะไร ขันธ์ก็คือ ธรรม คือสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้น ขันธ์ ทุกขันธ์ไม่เว้นเลย ไม่เว้นเลย เพราะเป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปลี่ยนไม่ได้เกิดขึ้น และดับไป
เพราะฉะนั้น เห็นเกิดหรือเปล่า เห็นดับหรือเปล่า เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า ธรรมใดๆ ก็ตาม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา นั่นแหละ เป็นขันธ์ เริ่มเข้าใจตรงกันแล้วใช่ไหม ว่าขันธ์ต้องเป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริงจะพูดถึงขันธ์ได้อย่างไร แต่เพราะเหตุสิ่งที่มีจริง
ถ้าจะคิดจนกระทั่ง ปัญญาสามารถที่จะฝังลึกลงไป จนไม่ลืมก็คือว่าสิ่งที่มีจริง จริงช่วงขณะหนึ่ง ขณะที่เป็นอย่างนั้นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย สักอย่าง เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อกี้นี้ ไม่ใช่เห็นตอนเช้า ไม่ใช่เห็นตอนกลางคืน ไม่ใช่เห็นเมื่อวานนี้
เพราะฉะนั้น เห็นชั่วขณะที่เกิดขึ้นเป็นเหตุ ระดับเป็นขันธ์ ละเอียดมากเพราะว่าเวลานี้กำลังมีครรภ์เกิดจากนับไม่ถ้วน จำแนกไม่ได้เลย แต่ก็สามารถที่จะแยก กล่าวถึงตามประเภทของธรรมนั้นๆ
แต่ให้ทราบว่า ขันธ์ต้องเป็นสิ่งที่เป็นจริงเป็นธรรม ธรรม ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นเห็นไหม ต้องมีคำที่กำชับใหม่ เพื่อจะได้ไม่คลาดเคลื่อน ให้เห็นว่าธรรมที่ไม่เกิดมี แต่ยังไม่ถึง การศึกษาธรรมนั้นต้องตามลำดับ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เกิด ก็พูดถึงสิ่งที่เกิด จะไปพูดถึงสิ่งที่ไม่เกิดทำไม
แต่ว่าทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่เกิด แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่เกิด จึงต้องกล่าวถึงสิ่งที่มีที่เกิด เพื่อให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า ถ้าพูดถึงขันธ์ ก็คือ ธรรม เดี๋ยวนี้ หรือเปล่าเดี๋ยวนี้หรือเปล่า นี่คือการศึกษาธรรม และไตร่ตรองความจริงเปลี่ยนไม่ได้ และความจริงไม่ใช่เรา การรู้ความจริงนั้นเป็นปัญญา ที่เริ่มเกิดเพราะการฟัง
ซึ่งถ้าไม่มีการฟังเลย จะไม่มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่ได้ฟังเลย ในวันนี้ แต่พอฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจคำว่า ธรรม เรื่องเข้าใจคำว่า ขันธ์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่มีความเกิดขึ้น และดับไปเป็นธรรมดา เป็นขันธ์ สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เกิด ไม่ดับได้ไหม ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่า ได้ยินก็ดับแล้วเสียงก็ดับแล้ว ทุกอย่างที่มี ขณะนี้ก็ดับแล้ว จะกล่าวว่าไม่ดับได้ยังไง
เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นสิ่งที่มีจริง จึงเป็นธรรม และขันธ์ ก็คือ ธรรม ทั้งหลายทั้งหมด ไม่เว้นเลยที่เกิดขึ้นดับไปเป็นขันธ์ ขันธ์ มีเยอะไหม คิดดูขันธ์มีเยอะไหม ประมาณได้ไหม เห็นดับแล้ว ได้ยินดับแล้ว คิดดับแล้วเห็นอีกเกิดแล้ว ดับแล้ว ได้ยินเกิดขึ้นอีก ดับแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย ทั้งหมดนั่น คือ ขันธ์
เพราะฉะนั้น ธรรม มีสองอย่างที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าจะหลากหลายมากมายสักเท่าไรก็ตาม แต่ก็มีเมื่อจัดประเภทของธรรมนั้น แล้วก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้น แต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ อย่างแข็งอย่างนี้ เกิดเป็นแข็งไม่รู้อะไร กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น ไม่รู้อะไรเสียงเกิด เป็นเสียงเท่านั้น เป็นอื่นไม่ได้เลย รู้อะไรไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น ทำอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่า รูป เป็นธรรมที่เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ เวลาได้ยินคำว่ารูปธรรมต้องหมายความถึง สิ่งที่มีจริงที่เกิดปรากฏให้รู้ว่ามี แต่สิ่งนั้นไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้
เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม มีเดี๋ยวนี้ มีรูปธรรมไหม มี นี่ก็คือ เดี๋ยวนี้ทั้งหมด ให้เข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงความจริงที่มีกับทุกคนในขณะที่ฟัง ให้เข้าใจ ความจริงว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละอย่าง
แต่ว่า ลองคิดดู ถ้าไม่มีสภาพธรรมอีกชนิดหนึ่ง ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพรู้สิ่งต่างๆ ปรากฎไม่ได้เลย เพียงแค่หลับตา ดอกไม้ คนทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้ ไม่มีเลยหายไปไหน แค่หลับตา ไม่มีแล้ว จริงหรือเปล่า จริง จริงต้องจริง
เพราะฉะนั้น เห็นดับ และเห็นเป็นสภาพที่รู้ว่า ทันทีที่เห็น ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จะมีเห็น โดยไม่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ไหม ไม่ได้
เพราะฉะนั้น เห็นเมื่อไหร่ สนใจแต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ลืมว่า ต้องมีธาตุรู้ที่กำลังเห็น สองใหญ่ต่างกัน ถูกต้องไหม เดี๋ยวนี้เอง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แต่ไม่มีเห็นไม่มีธาตุรู้สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ ก็ปรากฏไม่ได้ว่ามี จะมีไม่ได้เลย แค่เพียงหลับตาไม่เห็น ก็ไม่มีแล้ว
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นธรรมที่มีจริงหนึ่ง เห็นซึ่งกำลังเห็น ก็เป็นธรรมที่มีจริงหนึ่ง เพราะฉะนั้น เห็นเป็นสภาพรู้ว่า มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นอย่างนี้ และสภาพที่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ว่าถูกเห็น ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น เมื่อมีสภาพธรรมที่เกิด แต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม แต่รูปธรรมก็ปรากฏว่ามีไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งเป็นนามธรรมเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ มีธรรม และก็มีธรรม ที่เป็นรูปธรรม และมีธรรม ซึ่งเป็นนามธรรมที่เราใช้คำว่า จิต หรือ ใจ เป็นนามธรรม เพราะว่าเป็นสภาพรู้ และใครก็มองไม่เห็นจิตเลย เพราะจิตไม่อ่อน ไม่แข็ง ไม่แดง ไม่เขียว ไม่หวาน ไม่ขม ไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลย เป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้ มองเห็นจิตไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ หรือใครที่เก่งกล้าสามารถปานใด ก็ไม่มีใครเห็นจิตได้เพราะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง จิตมีจริง ธาตุรู้มีจริง เห็นก็คือ ธาตุรู้ ซึ่งกำลังเห็นได้ยิน ก็เป็นธาตุรู้ ซึ่งกำลังได้ยินเสียง คิดเป็นธาตุคิด ที่กำลังรู้เรื่อง จำก็เป็นธาตุที่รู้สิ่งที่กำลังจำ
เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำว่า นาม หรือนามธรรม แต่คำว่านามก็มีความหมายหลายอย่าง แต่ในขั้นต้นให้รู้ว่าสภาพธรรม ที่มีจริง มีสองอย่าง ประเภทหนึ่งไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม ๘ จะปรากฏว่ามีไม่ได้เลย าไม่มีธาตุรู้ ซึ่งเป็นนามธรรม
เพราะฉะนั้น ที่ถามกันว่า จิต กับ ใจ ก็เป็นสภาพรู้ หรือ ธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่เรา ถ้าจิตไม่เกิดไม่มีเรา แต่เพราะมีจิตเกิดขึ้นและดับไป ก็เข้าใจว่าเราเห็นบ้างเรา ได้ยินบ้าง เราคิดเราจะทำทั้งหมด พอที่จะเห็นประเภทที่ต่างกันของสภาพธรรม ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ไหม เดี๋ยวนี้เลยศึกษาธรรมไม่ใช่ศึกษาที่อื่น คณะอื่น แต่ศึกษาในขณะที่สิ่งนั้นกำลังมีให้รู้ ให้เข้าใจ
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อ่านตำราแล้ว ก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนั้น ไม่ใช่ ก็ศึกษาธรรม เพียงแต่จำ และรู้เรื่องธรรม แต่ศึกษา คือ เดี๋ยวนี้ มีธรรม อย่างนี้ ได้ฟังอย่างนี้ศึกษาคือเริ่มเข้าใจอย่างนี้ จนกว่าจะเข้าใจ จนประจักษ์แจ้งได้ ก็เป็นที่สุดของการศึกษา เพราะว่า ได้ตรัสรู้สิ่งนั้นแล้ว
เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งซึ่ง เริ่มเข้าใจ จะพูดคำที่รู้จัก หรือพูดคำที่ไม่รู้จัก มีบ้างไหม ดีใช่ไหม เมื่อไหร่ แม่คิด เมื่อยจัง เดี๋ยวนี้ เห็นดอกไม้เป็นบ้านหรือเปล่า ไม่ใช่
เพราะฉะนั้น ไม่มีบ้านในดอกไม้ ไม่มีบ้านในเสียง แต่มีบ้านในขณะที่จำและคิดถึงสิ่งที่จำไว้ ธรรมละเอียดอย่างนี้ ไม่เช่นนั้น ไม่สามารถที่จะดับกิเลส ดับความไม่รู้ แล้วก็จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเข้าใจพระธรรม มีบ้านจริงๆ หรือเปล่า มีเมื่อคิด ห้ามไม่ให้คิดได้ไหม ไม่ได้ ห้ามไม่ให้เห็นได้ไหม เห็นแล้ว แต่ไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นความจริงๆ จริงๆ
แต่ต้องรู้ความต่างกันว่า สภาพที่มีจริงทั้งหมดเนี่ย มีจริง เมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้น ถ้าจิตดับขณะสุดท้ายของโลกนี้ ไม่มีการเกิดเป็นบุคคลนี้อีกได้ ต้องเป็นจิตอื่นที่เกิดในโลกอื่น สืบต่อจากโลกนี้ ดีบ้างไหม ชาติก่อน ถ้าเกิดเป็นคนนี่ มีบ้างไหม ก็มีใช่ไหม แต่พอถึงชาตินี้บ้านนั้นอยู่ไหน มีอยู่ตราบเท่าที่ยังมีจิต และมีความจำ และยังคงเป็นบุคคลนี้
แต่ถ้าพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แล้วเมื่อไหร่ เดี๋ยวนี้ มีบ้านไม่ใช่บ้านเก่า ไม่ใช่บ้านของชาติก่อน เพราะจำ ชาตินี้ เห็นชาตินี้ รู้ชาตินี้ และก็จะจากชาตินี้ไป บ้านใหม่ เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เหมือนก่อนที่จะถึงชาตินี้ บ้านเก่ารู้จักแน่เลย แต่พอถึงชาตินี้ รู้จักบ้านชาตินี้ พอถึงชาติหน้า บ้านจะเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ จะมีบ้านหรือเปล่า ยังไม่รู้เลย
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ที่ทำให้เข้าใจความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว จะกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไร แน่นอน เพราะอะไร จากไม่มี ก็มีปรากฏให้รู้ แล้วไม่เหลืออีกเลย จะกล่าวว่า มีอย่างไร ในเมื่อก่อนมี ก็ไม่มี พอมี แล้วก็ดับไปหมด ไม่เหลือเลย ก็เหมือนที่ไม่เคยมีมาก่อน
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม ให้เข้าใจถูก ไม่หลงเข้าใจผิดว่า มีเราที่เที่ยง ไม่หลงเข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง และสามารถที่จะเป็นไปได้อย่างที่ต้องการ แต่ตามความจริงก็คือว่า ทุกอย่างแม้การเกิด ยังต้องเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ทำไมเกิดเป็นมนุษย์ ไม่เกิดเป็นงู เป็นแมว เป็นนก พอถึงสุนัขเกิดแล้วก็บอกเกิด แมวเกิด แล้วก็บอกเกิดคนเกิดแล้วก็บอกเกิดใช่ไหม แต่ว่าตามความเป็นจริง อะไรเกิด
ธาตุทั้งหลาย หลายแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ ความเป็นสิ่งนั้นซึ่งเป็นไปได้เลย การเกิดก็ต่างกัน เป็นคน เป็นสัตว์ต่างๆ เกิดแล้วยังต่างกันอีก เพราะกรรมที่ทำให้เกิดต่างกัน
ทั้งหมดเป็นคำที่ผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว ใน ๔๕ พรรษาใน ๓ ปิฏก เพื่อให้มีความเข้าใจถูกต้อง ความรู้กับความไม่รู้ อะไรดี ความรู้ต้องดีกว่า ความรู้ถูก ความเห็นถูกความเข้าใจถูกในโลก ซึ่งกำลังมีชีวิตอยู่นี้ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ กับความไม่เข้าใจอะไรดีกว่า ความรู้ก็ต้องดีกว่า เกิดมาแล้วอยู่ในโลกนี้ ก็ไม่รู้จักโลกตายไป ก็ยังไม่รู้จัก เกิดอีกก็ยังไม่รู้จัก
เพราะชาติก่อนไม่รู้จัก ชาตินี้ก็ไม่รู้จัก ชาติหน้าก็ไม่รู้จัก แต่ถ้ามีความเข้าใจขึ้นทีละเล็ก ทีละน้อยนะคะ ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี สิ่งที่มีไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นเป็นโลกทั้งหมด เพราะแยกโลกออกไปแล้ว ก็คือทำไม
แต่ละหนึ่งซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เป็นขันธ์ เห็นไหม เริ่มรู้ว่า แม้แต่การที่จะเข้าใจคำว่า ขันธ์ ได้ก็ต้องรู้ก่อนว่า เป็นธรรม มีจริงๆ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป หลากหลายมากเป็นขันธ์ เพราะว่าเพียงเกิดขึ้น และดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ทั้งหมดที่เกิดต้องเป็นอย่างนั้น
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ เวลาเราทำงานแล้วมีปัญหานี่ เราจะมีความทุกข์ ในบางครั้ง เวลาเราประสบความสำเร็จ เราจะมีความสุข เพราะฉะนั้น เราจะมีคำว่า ทุกข์กับสุขอยู่ในชีวิตของความเป็นข้าราชการของเรา อยากจะให้ท่านอาจารย์นี่ ได้ขยายตรงนี้ ให้สักนิดหนึ่งว่า มันเกี่ยวข้องกับ เรื่อง ของธรรมอย่างไร กราบท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ความทุกข์มีจริงไหม ความรู้สึกเป็นทุกข์มีจริงไหม เวลาไม่ทำงานมีทุกข์ไหม ตื่นมานี่มีทุกข์หรือยังใช้ตื่นมาแล้ว ไม่มีทุกข์เลย ไม่มีทุกข์ ก็อยู่ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องลุกขึ้นไม่ต้องทำอะไร
เพราะฉะนั้น เราไม่เข้าใจคำว่า ทุกข์มีความเป็นเรา ทุกข์แต่ไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วไม่มีเรา แต่มีทุกข์ไ น่นอน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500