ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
ตอนที่ ๑๔๗๗
สนทนาธรรม กับ ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม
วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ท่านอาจารย์ แต่ทางไปมีมาก ไปสู่ความเห็นผิด ไปสู่ความเห็นถูก ก็ต่างกัน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ใครสามารถที่จะไปบังคับใครได้ แต่ว่าเหตุผลตามความเป็นจริง แล้วแต่ว่าไตร่ตรอง และก็ประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
ลาภ ยศ สรรเสริญ ประการใดๆ ก็ตาม กับความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ตามความเป็นจริง อะไรมีประโยชน์ แม้แต่ประโยชน์ก็ต้องรู้ ประโยชน์จริงๆ คืออะไร ถ้าถูกก็คือ เป็นชาวพุทธ ติดกระดุมถูกตั้งแต่เม็ดแรก คือ เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำของคนอื่นทั้งสิ้น ต้องไตร่ตรอง ต้องเข้าใจในความจริงในเหตุผล สำนักปฏิบัติคืออะไร
ผู้ฟัง สำนักปฏิบัติไม่มีในสมัยพุทธกาลไม่มีเลย แต่ว่าปัจจุบันนี้ สำนักปฏิบัติมีมากมาย ในเมืองไทยก็อาจจะเป็นหมื่นๆ แห่ง
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าอะไรผิด อะไรถูก อาจจะเป็นคำถามของบางคน แล้วจะรู้ได้อย่างไร พูดคำไหนต้องรู้คำนั้น สำนักปฏิบัติ สำนักคืออะไร ปฏิบัติคืออะไร ถูกก็คือว่า รู้ว่าคำนั้นคืออะไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ใครปฏิบัติ หรือว่า ทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ ปริยัติ ถ้าไม่มีการฟังเลย จะปฏิบัติอะไร เพราะว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ปัญญาความเห็นถูก ความเข้าใจถูก สำนัก คือ ที่อยู่ ตอนนี้ที่นี่เป็นสำนักหรือไม่ อยู่ตรงนี้ แล้วจะไปบอกว่าสำนักอยู่โน่นได้หรือ อยู่ตรงไหนสำนักก็อยู่ตรงนั้น
เพราะฉะนั้น ก็มีสำนักช่างไม้ สำนักช่างทอง แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นอยู่ที่ไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่โคนต้นไม้ พระองค์อยู่ที่ไหน ขณะนั้น ที่นั่นแหละเป็นสำนักคือที่อยู่
ด้วยเหตุนี้ ปฏิบัติ คืออะไร ภาษาไทยใช้คำว่า ปฏิบัติ หมายความถึง ทำใช่หรือไม่ ปฏิบัติหน้าที่ ทำหน้าที่ คำนี้ที่เข้าใจอย่างนี้ ไม่ใช่คำที่พระองค์ตรัส พระองค์ตรัสคำว่า ปฏิปัตติ คนไทยพูดสั้นๆ เหมือนอย่างทุกขะ ก็บอกว่า ทุกข์ สุขะ ก็บอกว่า สุข ตัดหมด แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องเข้าใจ
ถ้าไม่มีการฟังคำเลยไปปฏิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้หรือไม่ แต่ทุกคำ ต้องมีการตั้งต้น แม้แต่ปฏิบัติ คืออะไร ก็ต้องตั้งต้น ไม่รู้แล้วก็บอกว่าปฏิบัติจะถูกหรือ
เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงทรงประกาศความจริงของสิ่งที่มี ให้มีความเข้าใจถูกต้องว่า ทุกคำพระองค์ได้ประจักษ์แจ้งแล้ว จึงตรัสคำที่พระองค์ได้ประจักษ์แจ้ง ซึ่งเมื่อพระองค์ประจักษ์แจ้งแล้ว คำที่คนอื่นได้ฟัง สามารถจะเข้าใจจนประจักษ์แจ้งอย่างที่พระองค์ได้ประจักษ์แจ้ง
เพราะฉะนั้น ขั้นฟังไม่ใช่ขั้นประจักษ์แจ้ง ขณะนี้เรากำลังฟังเรื่องเห็น แล้วทุกคนกำลังเห็น รู้จักเห็นหรือยัง เพียงรู้เรื่องเห็น ได้ยินเรื่องเห็น ว่าเห็น คือ มีสิ่งที่กำลังปรากฏที่ต้องอาศัยตา ถ้าไม่มีตา จะไม่เห็นเลย และเพียงตาก็ไม่เห็น แต่ต้องมีธาตุรู้ ซึ่งต้องอาศัยตา เป็นที่เกิดขึ้นรู้สิ่งที่กำลังปรากฏที่กระทบตา ทุกคำละเอียดมาก
แต่ว่าขณะนี้ ใครรู้อย่างนี้ แต่เริ่มฟังเริ่มเข้าใจ รอบรู้ว่าไม่ใช่เรา ตาก็ไม่ใช่เรา มีจริงๆ เป็นรูปธรรม ไม่รู้อะไร สิ่งที่กระทบตาก็ไม่รู้อะไร มีจริงๆ ด้วย จึงกระทบตาได้ แล้วเห็นก็มีจริงๆ ด้วย แต่เห็นก็ไม่ใช่ตา และเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา และเห็นก็เกิดด้วย และเห็นก็ดับด้วย ความจริงเป็นอย่างนี้ ถ้ายังไม่รอบรู้ จะรู้อะไร เพราะว่า ปฏิปัตติ โดยศัพท์ ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น คำว่า ปฏิปัตติ โดยศัพท์ คำนี้ก็เป็นภาษาบาลี มีคำสองคำรวมกัน ปฏิ คำแรกหมายถึง เฉพาะ ปัตติ คำหลัง แปลว่า ถึง เมื่อแปลรวมกัน ก็คือ ถึงเฉพาะ นี่คือคำแปล แต่ถ้าไม่ฟังต่อไป จะเข้าใจได้หรือไม่ว่า ถึงเฉพาะอะไร อะไรที่ถึงเฉพาะ เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการตั้งต้นให้ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ พูดถึงเห็น เห็นเกิดเข้าใจได้ แต่ตอนที่เห็นเกิด เห็นการเกิดของเห็นหรือไม่ จากไม่มีเห็น ต้องไม่มีเห็นก่อน จึงเกิดเป็นเห็น
เพราะฉะนั้น ขณะเกิดต้องมี เห็นแล้วดับไป ขณะที่ได้ยิน เห็นปรากฏไม่ได้ นี่คือความจริง ทีละหนึ่ง จึงไม่มีสิ่งที่รวมกัน เข้าใจผิดยึดถือว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มีอยู่ตลอดเวลา ไม่ดับไปเลย
เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ สักกัจจะ เคารพในความจริงถึงที่สุดว่า สิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย จึงไม่สามารถที่จะเป็นของเรา หรือไม่สามารถที่จะเป็นเรา ไม่สามารถที่จะอยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น
นี่คือ ความหมายของอนัตตา ประจักษ์แจ้งการเกิดและดับ ไม่กลับเมื่อไร นั่นคือ สุญญตา สิ่งนั้นไม่มีแน่นอนในสังสารวัฏ หลงเข้าใจว่าเป็นเราแต่ละชาติ แต่ละชาติ ก็ไม่เหลือสักชาติเดียว จะเป็นคนนี้ได้อีกไม่นาน แล้วก็เป็นคนอื่น กลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น คนนี้เป็นอย่างไร เป็นธรรมแต่ละหนึ่งทั้งหมด ซึ่งเป็นสภาพรู้กับสภาพไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถึงเฉพาะ คือ การสามารถเข้าใจลักษณะจริงๆ ของสิ่งที่กำลังมีที่ปรากฏรวมกัน แยกออกไม่ได้เลย เพราะไม่เคยฟังว่า แต่ละหนึ่งไม่ปะปนกันเลย
แต่เมื่อมีการฟังเข้าใจ จะเห็นการเกิดดับสืบต่อ จนปรากฏเป็นโลกที่กว้างใหญ่รวมกัน เพราะแต่ละหนึ่ง เกิดและดับไม่ปรากฏ แต่มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดติดต่อทันที ทำให้ไม่เห็นการดับไปของอันก่อนตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น ถ้าจะรู้ถึงการเกิดดับต้องของสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่รวมกัน เพราะฉะนั้น ถึงเฉพาะสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ทีละหนึ่ง โดยความเป็นอนัตตา กำกับไว้หมดทุกอย่างว่า เปลี่ยนไม่ได้ บังคับไม่ได้ อยากจะรู้ไม่ได้ ไปนั่ง ๑๐ วัน ไปใส่สีขาว ก็รู้ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ นี่คือความจริง
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่เคารพในความจริง จึงเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้จักพระองค์ เมื่อได้รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น ปฏิปัตติ เป็นปัญญาที่สูงกว่าระดับขั้นปริยัติ ถ้าไม่มีปริยัติเลย ไม่สามารถที่จะเกิดสภาพธรรมที่ถึงเฉพาะเดี๋ยวนี้ ที่เป็นอย่างนั้นเพียงหนึ่ง และอย่างอื่นไม่ปรากฏเลยทั้งสิ้น นั่นจึงไม่มีโลกว่างเปล่า สูญจากความเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในที่นี้ เพราะเหตุว่า รู้เฉพาะหนึ่ง อย่างอื่นจะปรากฏร่วมด้วยอย่างไร
เพราะฉะนั้น นี่เป็นปัญญาที่ต้องมีจากปริยัติ โดยละความเป็นเรา ไม่ใช่มีเราจะไปทำให้เกิดขึ้น นั่นก็ติดกระดุมผิดตั้งแต่กระดุมแรก ไม่รู้ว่ารังกระดุมอยู่ไหน ใช่หรือไม่ ก็เปะปะไปตามเรื่อง
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายวิธีการที่เข้าไปรู้แบบง่ายๆ ในความเกิดดับ หรือการรับรู้การกระทบสัมผัสด้วยตนเองได้
ท่านอาจารย์ ดูเหมือนจะมีหลายวิธีใช่หรือไม่ จะใช้วิธีของใครดี จะใช้วิธีของคนนั้น คนนี้ วิธีของเราเอง หรือว่าวิธีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องบำเพ็ญบารมีหรือไม่ ที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้
ผู้ฟัง ต้องบำเพ็ญบารมี
ท่านอาจารย์ นานหรือไม่
ผู้ฟัง นาน
ท่านอาจารย์ ง่ายหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ง่าย
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่หนึ่งบารมี ใช่หรือไม่ ๑๐ บารมี ขาดสักบารมีดียวก็ไม่ได้ แสดงถึงความลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น ถ้าฟังแล้วไม่ประมาท แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสว่าสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ยากที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะรู้เร็วๆ ถูกต้องหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ไม่ถูก เพราะฉะนั้น จะรู้ได้ทีละเล็ก ทีละน้อย ถูกต้องหรือไม่ ถ้ารู้ความจริง แล้วก็ค่อยๆ ละคลาย เพราะไม่มีสาระเลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเกิดแล้วโดยไม่ได้ต้องการให้เกิด แล้วก็ดับไปแล้ว โดยไม่ต้องการให้ดับ ก็ดับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นอย่างนี้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แล้วจะเกิดมาทำไม ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้ารู้มากกว่านี้ ก็สามารถที่จะละการเกิดได้ เพราะการเกิดเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น เวลาของชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ถ้าจะรู้ความจริงก็ต้องไตร่ตรอง ไตร่ตรองสิ่งที่มีด้วย ถ้าสิ่งที่ไม่มีจะไปไตร่ตรองอย่างไรก็ไม่มี
ผู้ฟัง ในเมื่อสังสารวัฏยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเกิดมาแล้วทุกข์มาก แล้วก็ไม่อยากเกิดอีกแล้ว เราจะมีวิธีไหนที่สามารถที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ได้
ท่านอาจารย์ ทุกคนหาวิธี แล้วก็หาเองด้วย จะพบหรือไม่ ยังไม่รู้เลย ว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร ต้องรู้ก่อนว่าเดี๋ยวนี้คืออะไร บังคับบัญชาได้หรือไม่ และสิ่งนั้นเกิดขึ้นจากอะไร สภาพธรรมหลากหลายตามเหตุตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น อย่างเสียง ไม่มีเสียง แล้วเสียงก็เกิดขึ้น และมีเสียงจริงๆ ด้วย และเสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้จะดับการเกิดของเสียงได้หรือไม่
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เดี๋ยวนี้เกิด ถ้าไม่รู้ว่าเกิดเพราะอะไร จะดับไม่ให้สิ่งนั้นเกิดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ขณะนี้เสียงมีแน่ๆ เกิดแน่ๆ เหมือนอย่างอื่นที่กำลังเกิดอยู่ แต่จะกล่าวเฉพาะทีละหนึ่ง เสียงเกิดจากอะไร
ผู้ฟัง เมื่อมีเสียงมากระทบเราแล้ว ก็จะมีธาตุรู้ธาตุหนึ่งว่า เสียงมากระทบเรา แล้วเราถึงรู้
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีหู จะได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รู้ได้ใช่หรือไม่ว่าได้ยินเกิดจากอะไร
ผู้ฟัง รู้ได้
ท่านอาจารย์ ถ้าเสียงไม่มีจะได้ยินได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เสียงก็ต้องเกิด ทุกอย่างที่มี มีเมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แค่นี้ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง แม้จะน้อยแต่ก็จริง ค่อยๆ จริง อย่างโกรธ ไม่มีใครชอบเลย แต่โกรธแล้วเพราะอะไร ห้ามได้หรือไม่ ห้ามไม่ได้ แต่ถ้ารู้ว่าโกรธเพียงเกิดและดับ ไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีเราโกรธ แต่เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อโกรธแล้วจะเปลี่ยนเป็นอื่นไม่ได้เลย
โกรธเกิดเมื่อไรก็คือ สิ่งนั้นแหละ แสดงความชัดเจนว่า ไม่มีใครบังคับให้เกิด ไม่มีใครทำให้เกิด มีเหตุปัจจัยให้เกิด เกิดแล้วก็หมดไป ชีวิตก็คืออย่างนี้ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ก็ไม่มีชีวิต แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดับ แล้วก็หมดสิ้นไป ไม่น่าจะยินดีใช่หรือไม่ จากไม่มี แล้วมีทำไม ในเมื่อมีแล้วก็หมด ไม่เหลือเลยด้วย กว่าจะรู้อย่างนี้ จึงจะรู้จักทุกข์จริงๆ ได้ ว่าอะไรกันแน่ที่เป็นทุกข์
ผู้ฟัง คำสอนของพระพุทธองค์ว่า เป้าหมายสูงสุด คือ นิพพาน ในฐานะที่เราปฏิบัติหน้าที่อย่างนี้ เราจะต้องทำอย่างไร ที่จะให้ถึงจุดนั้นได้
ท่านอาจารย์ จะทำหรือจะเข้าใจ
ผู้ฟัง ทั้งสองอย่างได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะทำเป็นเราทำ แต่เข้าใจไม่ใช่เรา เป็นสภาพที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ไม่ต้องทำ ไม่มีใครทำอะไรเลย ทำโกรธไม่ได้ ทำอร่อยไม่ได้ ทำสนุกไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครทำอะไรได้เลย แต่รู้ตามความเป็นจริงได้ว่า สิ่งนั้นเล็กน้อยแสนสั้น แล้วก็หมดไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ยับยั้งไม่ให้เกิดอีกก็ไม่ได้ จนกว่าจะมีปัญญาที่จะรู้ว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร และสิ่งที่เป็นเหตุค่อยๆ หมดไปเมื่อไร ก็ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีก แต่ถ้าตราบใดยังมีเหตุอยู่ที่จะให้เกิด ใครก็ยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นการไปทำได้ เพราะฉะนั้น ผิดตั้งแต่ต้นที่จะทำ แต่ถ้าเข้าใจขึ้น ค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะแม้เดี๋ยวนี้ ที่ทุกอย่างมีเพราะไม่รู้
ผู้ฟัง แสดงว่า ถ้าเราเข้าไปรู้ทั้งหมดแล้ว คือ จะสามารถที่จะไม่เกิดอีกได้ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เพียงแค่เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา จริงหรือไม่ เพราะฉะนั้น จึงต้องคิดว่า ธรรม หมายความถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้น ให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย จะให้แข็งมารู้ว่า มีคนจับคนกระทบก็ไม่ได้ แข็งเกิดขึ้นแข็ง แข็ง หวาน เผ็ด เปรี้ยวหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แข็งเป็นแข็ง
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เปรี้ยว แข็งหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มี เมื่อเกิดขึ้นจึงมี ไปทำให้เกิดก็ไม่ได้ แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิด ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ นี่เริ่มเข้าใจความหมายว่า ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เพราะไม่มีใคร มีแต่ธรรม ซึ่งแยกศีรษะจรดเท้าออกได้ละเอียดยิบ เป็นแต่ละหนึ่ง เรามีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่ว่ายังเป็นเราอยู่ ถูกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ความจริง แล้วก็ต้องมั่นคงด้วยว่า ความจริงสิ่งที่มีอยู่ที่รวมกัน แล้วก็เข้าใจว่าเป็นรูปร่างสัณฐาน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปใดๆ ก็ตาม สภาพนั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เพราะฉะนั้น ใครจะกระทบแข็ง แข็งไม่รู้ แข็งเจ็บหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะเจ็บไม่ใช่แข็ง เจ็บเป็นเจ็บ ไม่ให้เจ็บเกิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็แสดงว่าไม่มีใครจะไปบังคับบัญชาอะไรเลยทั้งสิ้น แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีเมื่อมีปัจจัย ที่จะทำให้เกิดเป็นอย่างนั้น ค่อยๆ เข้าใจความจริงว่า ไม่มีเรา ทั้งๆ ที่ขณะฟังเป็นเรา ไม่ใช่เป็นเราเฉพาะเดี๋ยวนี้ แสนโกฏิกัปก็ไม่รู้ แล้วก็เป็นเราไปทุกอย่าง เห็นก็เป็นเรา คิดก็เป็นเรา จำก็เป็นเรา ชอบก็เป็นเรา ทุกอย่างเป็นเราหมด ซึ่งนั่นคือ ความไม่รู้และความเห็นผิด
นอกจากไม่รู้แล้ว ก็ยังเห็นผิดว่าเป็นเรา และก็เป็นของเราด้วย ความจริงไม่มีเรา ไม่มีของเรา แต่เป็นธรรม
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่าทุกอย่างที่มีจริง เป็นธรรม เริ่มเข้าใจความไม่มีเราก่อน ต้องตรงตั้งแต่ต้น ไม่เช่นนั้นก็หาอะไรก็ไม่เจอ เพราะเป็นตัวเราซึ่งกำลังแสวงหา ไม่รู้ว่าที่แสวงหานั่นแหละ ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริง
เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจคำว่า ธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ไม่เรียกอะไรเลยก็มี แล้วก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ อย่างแข็งไม่ต้องไปเรียกอะไร ภาษาไหนก็ไม่ต้องเรียกทั้งนั้น แต่ปรากฏเป็นแข็ง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เมื่อมีสภาพที่กำลังรู้ตรงนั้น รู้เฉพาะแข็ง
เพราะฉะนั้น สภาพรู้มีจริง เกิดขึ้นรู้ทีละหนึ่ง ทางตา กำลังรู้ว่าที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ให้เห็นเป็นอย่างนี้ จะปรากฏได้ต่อเมื่อสิ่งนั้นกระทบตา ต้องมีตา มีสิ่งที่กระทบตา แล้วก็ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ด้วย เพราะตาไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ก็เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เมื่อสักครู่นี้แล้ว ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า นี่แหละความหมายว่า ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ สูญสิ้นจากความเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย
อยู่ในโลกอย่างนี้มานาน แล้วก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ความจริง ว่าไม่ใช่เรา ฟังขณะนี้เป็นเราฟัง แต่เริ่มเข้าใจว่าได้ยินไม่ใช่เรา เสียงไม่ใช่เรา มีจริงและก็หมดไป จนกว่าประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่าเกิดจริงๆ ดับจริงๆ ไม่เหลือจริงๆ เมื่อนั้นจะละคลายความเป็นเรา จนกว่าความเป็นเราจะดับหมด
ผู้ฟัง ทำอย่างไร ถึงจะไม่เหลือเราเลย ที่ไม่มาอีกแล้วในภพนี้
ท่านอาจารย์ ฟังอย่างนี้ แล้วมีคนช่วยหาทางให้ เอาหรือไม่
ผู้ฟัง เอา
ท่านอาจารย์ แต่เป็นเราใช่หรือไม่
ผู้ฟัง อาจจะไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรา ก็ต้องไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร ก็ต้องไม่ใช่เรา เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ อะไรถูก นี่กระดุมเม็ดแรก เห็นเดี๋ยวนี้เป็นเราเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ถ้ายังไม่รู้ว่าเห็นเกิดแล้วดับไป ก็เป็นเราเห็น
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์ความจริงของการเกิดดับเดี๋ยวนี้ของสิ่งที่กำลังมี เมื่อนั้นก็ยังมีความจำที่เหนียวแน่น หนาแน่น ลึกมาก มั่นคงมาก ว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะไม่ให้เป็นสิ่งนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่เห็นดับไปสักที ตอนเกิดก็ไม่รู้ และก็รวมกัน เห็นเมื่อใดก็ยังเป็นอย่างนั้น ก็ยังต้องจำผิดๆ วิปลาส คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
เพราะความจริง คือ เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ต้องไม่ใช่สิ่งที่เห็นเมื่อสักครู่นี้เห็น
นี่ คือ ความละเอียดของธรรม ที่จะค่อยๆ มั่นคงว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรมที่เกิด แล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งเป็นคัมภีร์สุดท้าย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วก็รวบรวมประมวลไว้ เป็นคัมภีร์ที่แสดงถึงปัจจัยของแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีมากมายหลายปัจจัย
ผู้ฟัง พอมีวิธีหรือขั้นตอนไหนที่ลัดเข้าไปรู้ง่ายๆ หรือไม่
ท่านอาจารย์ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ หนึ่งในปัญจวัคคีย์ พร้อมด้วยสหาย เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์แสดงวิธี หรือว่าแสดงให้เข้าใจความจริง
ผู้ฟัง แสดงให้เข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์ แล้วจะไปหาวิธีทำไม ในเมื่อพระองค์ตรัสรู้ แล้วไม่ได้แสดงว่า วิธีนี้ทำอย่างนี้ แต่ให้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะความรู้เท่านั้นที่จะละความไม่รู้ ถ้ายังคงไม่รู้อยู่ จะเอาอะไรไปรู้ แต่เพราะรู้ขึ้นเข้าใจขึ้น จึงละความไม่รู้ที่เคยมีมานานมากจนกว่าจะหมด
เพราะฉะนั้น วิธี ทำอย่างไร หรือว่า ถ้าไม่เข้าใจ ไม่สามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้ และถ้าไม่ได้ฟังธรรม ก็จะเข้าใจเองไม่ได้ จึงมีผู้ที่สูงสุดที่ทุกคนกราบไหว้ ไม่ว่ามนุษย์ เทวดา หรือพรหม ในพระปัญญาคุณ ไม่ได้เคารพอย่างอื่นเลย ไม่ใช่เพราะรูปกาย เสด็จบิณฑบาตที่พระนครสาวัตถี ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านปุกกุสาติอยู่ในโรงช่างหม้อ สนทนากับพระองค์ ก็ไม่รู้ว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจธรรมเมื่อไร เมื่อนั้นจึงรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ได้ยินแต่ชื่อ แต่แต่ละคำที่ได้ฟัง ไม่มีเรา ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย และถ้ามีเรา อะไรเรา ไหนเรา ตรงไหนเป็นเรา ถ้าไม่เกิดมีหรือไม่ สิ่งนั้นๆ ที่เข้าใจว่าเป็นเรา ก็ไม่มี แต่พอเกิดแล้วไม่รู้ และก็เกิดรวมกัน เร็วมากทั้งดับไป เกิดขึ้นซ้อนกัน ติดต่อกัน ไม่ขาดสายเลย จึงปรากฏเป็นนิมิตตะ รูปร่างสัณฐานหลากหลายมาก แต่ละหนึ่ง ตามสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500