ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498


    ตอนที่ ๒๔๙๘

    สนทนาธรรม กับ ข้าราชการครู โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง

    วันที่ ๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙


    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ตั้งต้นที่การฟังพระธรรมเลย ก็จะไม่มีทางเข้าใจถูก เห็นถูก ก็จะกราบเรียนอาจารย์ถึง ความเกี่ยวเนื่อง ความสอดคล้องกันทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธศาสนา หรือว่า พระธรรมคำสอน ครับท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ คงไม่มีใครคิดว่า ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมพูดคำที่ไม่รู้จัก น่าตกใจไหม ก่อนฟังพระธรรม ทุกคนในโลกนี้ พูดคำที่ไม่รู้จัก แต่เวลาที่ได้ฟังธรรมแล้ว จึงจะเริ่มเข้าใจว่า ไม่รู้จักจริงๆ ในสิ่งที่มีอยู่ทุกขณะ ตั้งแต่เกิดจนตาย นี่เป็นความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรม ก็ต้องรู้ว่า ทำไม แล้วฟังธรรมเกิดมาแล้วไม่ฟังก็ทำได้ไหม หลายคนก็บอกว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ตายไป โดยไม่ได้ฟัง ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรแต่หารู้ไม่ ว่าถ้าได้ฟังก็ทำแม้เพียงคำเดียว ทีละคำ

    เริ่มที่รู้จักผู้ที่ประเสริฐที่สุด ในสากลจักรวาล เพราะว่า ให้ทุกคน เกิดมาแล้วก็กราบไหว้บูชาพระ แต่ไม่ได้ดูเลยว่ากราบไหว้อะไร ได้ยินแต่คำว่าพระ และพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ผู้ที่เพียงแต่เป็นเพียงพระอรหันต์ แต่เป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น แม้เพียงคำเดียว ถ้าคนที่สะกิดใจก็ว่าจะเรียกได้ว่า ทำไมคนอื่นไม่มีชื่อนี้เลย ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม กี่พันปี ก็ตามแตที่ผ่านมาแล้ว ก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีใครชื่อนี้ และเมื่อทรงตรัสรู้แล้วคนเองก็ที่ไม่ได้ เทวดาพรหมทั้งหลายไม่สามารถที่จะมีชื่อว่า พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น คำนี้ต้องพิเศษ ไม่เหมือนใคร เหนือใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น การที่มีโอกาสได้เข้าใจ แม้แต่คำว่า ก่อนฟังธรรม ไม่รู้จักคำที่พูด ใครคิดว่า ไม่จริงบ้าง แต่พอฟังธรรมแล้วเพียงแค่คำเดียว ฟังธรรม รู้จักคำไหน ได้ยินคำว่าฟังคนไทยเข้าใจได้เดี๋ยวนี้ กำลังมีเสียง แล้วก็มีได้ยิน นั้นคือ ฟังพระธรรม คืออะไร ฟังธรรม

    เพราะฉะนั้น การที่จากความไม่รู้เลย และก็จะมีการที่สามารถค่อยๆ เข้าใจถูก เห็นคุณค่าของการที่มีชีวิตที่เกิดมาแล้ว มีโอกาสได้เข้าใจความจริง เพราะเหตุว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นการทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงๆ ทุกขณะ อย่างละเอียดลึกซึ้ง ถึงที่สุด

    เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรม นี่ไม่เผิน ถ้าเป็นผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการฟังพระธรรมจริงๆ ก็คือว่า แม้แต่คำว่า ธรรม คืออะไร เผินไม่ได้เลย ใครจะตอบได้บ้างไหม ธรรมคืออะไร ไม่ทราบว่าคุณครูทั้งหลายนี่ ได้ฟังธรรมมามากน้อยเท่าไหร่หรือว่าอ่านหนังสือธรรมมากน้อยเท่าไหร่

    แต่อย่างไรก็ตาม ที่จะอ่านมาแล้วมาก แต่ต้องเป็นความรู้ของตนเอง ในแต่ละคำ เช่น คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด โดยประกาศทั้งปวง ซึ่งใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้ นี่คือ บุคคลนี้ ที่เรากำลังจะได้ฟังคำของพระองค์แต่ละคำ

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีการได้ยินได้ฟังพระธรรมเลย เพราะฉะนั้น การได้ยิน ได้ฟังพระธรรม ก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจก่อน ว่าธรรม คืออะไร เพราะว่ากำลังฟังธรรม ก็ต้องรู้ว่า ธรรม คืออะไร มิฉะนั้นแล้วฟังธรรม แต่ไม่รู้ว่า ธรรมคืออะไร อันนั้นก็จะไม่ได้ประโยชน์เลย

    ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า เข้าใจแต่ละคำ เช่น คำว่า ธรรม ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย

    เพราะฉะนั้น ต้องตรัสรู้สิ่งที่มีจริงแต่ว่าชาวเมืองมคธ ไม่ได้พูดคำภาษาไทย เพราะใช้ผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม คือแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริง ทุกขณะ ทุกกาลสมัย ไม่ว่า ในอดีตหรือปัจจุบัน หรือ อนาคต ความจริงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง

    เพราะฉะนั้น คำว่า ธรรม ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นชาวมคธที่ใช้ภาษามคธี พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมในภาษานั้น แต่คนไทยชินหูกับคำที่เราเอามาจากภาษาบาลี แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าหมายความว่าอะไร

    เพราะฉะนั้น แต่นี้ไป ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้ มีไหม ถ้าเดี๋ยวนี้มีจริง สิ่งนั้นแหละภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ อะไรมีจริง ทุกอย่างที่มีจริง เป็นธรรม เห็น กำลังเห็นเป็นธรรมแน่นอน เพราะมีจริงๆ ได้ยินขณะนี้ ก็เป็นธรรมแน่นอน เพราะเหตุว่า มีเสียงที่กำลังปรากฏในขณะที่ได้ยิน กำลังคิดก็เป็นธรรมแน่นอน

    เพราะฉะนั้น เริ่มฟังคำ และก็เข้าใจความหมายในคำที่เราพูด เราใช้มานาน แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรม นี่เป็นการสนทนาธรรม จะมีประโยชน์ที่สุด เพื่อที่จะได้ฟังว่า ความคิด ความเห็นของผู้ที่กำลังฟัง มีความเข้าใจในสิ่งที่ฟังแค่ไหน

    เพราะฉะนั้น ขอเชิญท่านที่ได้ฟัง ช่วยยกตัวอย่าง คำว่าสิ่งที่เป็นธรรม ที่ได้ทราบแล้วทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธจ้า ไม่ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้น เพื่อทรงตรัสรู้ ก็คือ ทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม ซึ่งมีทุกขณะตลอดกาล ไม่ว่าในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็กำลังมี เพราะฉะนั้น อะไรบ้างเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เรื่องแรก ถือว่าเป็นความจริง ก็คือเรื่อง ของลักษณ์ไตรลักษณ์ ซึ่งเราถือว่าเป็นความจริงอยู่แล้ว ทุกคนต้องตระหนักในความรู้สึกของตัวเองว่า ทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตา

    ท่านอาจารย์ ขอบพระคุณค่ะ คือ ธรรมเป็นเรื่องที่ศึกษาทีละคำ แล้วแต่ละคำ เมื่อกี้ใช้คำว่า ไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ คืออะไร

    ผู้ฟัง ไตรลักษณ์ ทั้ง ๓ คือ ลักษณะทั้ง ๓ ที่คนเรานี่ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไตรลักษณ์มี ๓ ลักษณะใช่ไหม ลักษณะที่หนึ่งคืออะไร

    ผู้ฟัง ทุกคนเกิดมามีความทุกข์ เพียงแต่ว่า ทุกข์แบบประเภทไหนเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ลักษณะที่ ๒

    ผู้ฟัง อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงไม่แน่ไม่นอน ตั้งแต่เราเป็นเด็ก เป็นทารก แล้วก็ เกิด แก่ เจ็บตาย

    ท่านอาจารย์ ไตรลักษณ์ที่ ๓

    ผู้ฟัง ไตรลักษณ์ที่ ๓ คือ ความไม่มีตัวตน

    ท่านอาจารย์ แสดงว่าคำนี้ เป็นคำจริง ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มีจริง อนิจจังไม่เที่ยง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ต้องเป็นธรรม ไม่มีจริงเป็นธรรม สิ่งนั้นไม่เที่ยง จึงเป็นอนิจจัง นี่คือ คำสอนของ ผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เผินๆ เพียงว่า อะไรก็ตามที่เกิดมาแล้ว อย่างเราเกิดมา ก็ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย สุขบ้าง ทุกข์บ้าง เจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง คิดว่านั่น คือ อนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นคำสอนเพียงผิวเผินเท่านี้ ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

    เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่จากการได้ทรงตรัสรู้ ตรัสรู้ หมายความว่า รู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง อย่างละเอียด และลึกซึ้งอย่างยิ่ง ขณะนี้ ทุกอย่างที่มีจริง แต่ละหนึ่งไม่ใช่รวมๆ กัน อย่างเห็นคนนี่ แล้วถ้าไม่มีเห็น ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิด ไม่มีจำ จะมีคนได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ที่เราเคยเข้าใจว่า เป็นคนเกิดมานี่แท้ที่จริง ธรรมเท่านั้น ธรรมทั้งหลายสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม ก็แจ้งเกิดมีจริง ที่เกิดนั่นแหละจริง เป็นธรรม แต่หลงเข้าใจผิดว่าเที่ยง

    เพราะเหตุว่าตั้งแต่เล็กจนโต ก็เกิดมาจนกระทั่ง นั่งที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็เข้าใจว่ายังคงเป็นเรา อยู่ที่นั่ง อยู่นั่น คือ พวกที่ยังไม่ได้รู้จักคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงเลย จึงอยู่ในโลกของความไม่รู้ และพูดถึงสิ่งที่ไม่รู้ โดยตลอด จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และมีความเข้าใจขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ เราเริ่มต้นด้วย คำว่า ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่มีจริง ต้องเกิดจึงมี เกิดแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง อนิจจัง ดีไหม เกิดแล้วก็ดับ ไม่เหลืออะไรเลยทั้งสิ้น เห็นเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเห็นและดับ เป็นคิด เป็นได้ยิน ไหมใช่เห็น เป็นจำ เป็นชอบ เป็นไม่ชอบ

    แต่ละหนึ่ง เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งเพราะไม่รู้ จึงเข้าใจว่า เป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับ หลงผิด พอไม่ได้สิ่งที่ต้องการเป็นทุกข์ ร้องไห้เสียใจ ร้องไห้ เสียใจดีไหม

    ผู้ฟัง ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ อะไรก็ตามที่ประสบกับสิ่งที่ไม่ดี เป็นทุกข์ใช่ไหม เพราะฉะนั้น อนิจจังความไม่เที่ยง เพียงเกิดขึ้น และดับไปเป็นทุกข์แน่นอน เพราะเหมือนมี แต่ความจริงมีเพียงเมื่อเกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ปล่อยให้เข้าใจผิดๆ คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หลงติด หลงชอบ หลงรัก หลงชัง ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ ดีไหม ต้องไตร่ตรองต้องคิด

    เพราะว่า ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม จะไม่มีการเข้าใจโลก สิ่งที่มีคำว่า โลก หมายความถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไป เพราะถ้าไม่มีอะไร เกิดขึ้นมาเลย จะมีโลกไหมจะมีใครนั่งอยู่ที่นี่ไหม จะมีดอกไม้ จะมีอะไรใหม ก็ไม่มี ใช่ไหม

    แต่เพราะเหตุว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดและดับ แต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ จนกว่าพระอรหันต์ก็สัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ทรงตรัสรู้ ด้วยพระบารมี ที่ได้สะสมมา นานกว่าใครเพราะคนอื่นไม่สามารถที่จะเป็นอย่างพระองค์ได้ เพียงฟังตาม แค่ฟังตามนี้ก็ยาก ถ้าไม่มีอุปนิสัยที่สะสมมา ที่เห็นประโยชน์ ไม่มีการเคยฟังมา แต่ชาติก่อน ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ฟังคำ จะไม่รู้คุณค่าเลย ว่าแต่ละคำ จากที่ไม่เคยฟัง แล้วก็ได้ฟัง และเข้าใจ ทีละคำจริงๆ แม้แต่ได้ฟังเท่านี้ ก็ยังไม่พอ ยังไม่ถึงปัญญาทั้งหมดของพระองค์ ที่ทรงแสดงพระธรรมไว้ถึง ๔๕ พรรษา

    เพราะฉะนั้น นี่เป็นเพียง แต่ละคำ ซึ่งจะต้องตั้งต้นจริงๆ เข้าใจจริงๆ จึงจะสามารถรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

    เพราะฉะนั้น มีใครบ้าง ที่ไม่คิดว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่มีการเกิดขึ้น จากไม่มี ให้เกิดขึ้นมี แล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย ยังเป็นสิ่งที่น่าพอใจ น่าจะให้เป็นอย่างนั้นไปตลอด

    เมื่อกี้นี้ ไม่มีเสียง แล้วมีเสียง และเสียงก็ดับ เป็นอย่างนี้ตลอดทุกอย่าง ไม่ใช่แต่เฉพาะเสียง แม้เห็นเดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ใช้คำว่า ตรัสรู้ ไม่ได้หมายความว่า เกิดจากการคิดไตร่ตรอง แต่ต้องเป็นการประจักษ์แจ้งสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่เกิดและดับ แล้วก็ทรงแสดงความจริง ให้คนอื่นค่อยๆ ฟังค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูก

    เป็นสาวก คือ ผู้ฟังพระธรรม เมื่อมีความเข้าใจแล้ว ไม่ใช่เรา แต่เป็นความเข้าใจ สภาพธรรมที่มีจริง เริ่มรู้ว่าทุกสิ่ง ทุกอย่าง สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น อนิจจัง ดับไป เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่ตัวตน ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปลของคำว่า อนัตตาด้วย

    อ.คำปั่น ท่านอาจารย์ครับ คำว่า อนัตตา ก็มาจากคำสองคำรวมกัน ก็คือคำว่า นะ ที่แปลว่า ไม่ใช่ แล้วก็อัตตา คือ ตัวตน เพราะฉะนั้น รวมกันแปลงนะเป็นอ่ะ รวมกันเป็นอนัตตา ซึ่งความหมายของ อนัตตา ในอัฏฐกคาถาทั้งหลาย ขอแสดงถึงความเป็นจริงว่า เป็นสิ่งที่มีจริงที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ทำให้เป็นไปตามใจชอบไม่ได้ แล้วก็เป็นสภาพธรรม ที่ตรงกันข้ามกันกับตัวตน สัตว์บุคคลอย่างแท้จริง

    ท่านอาจารย์ ศึกษาธรรม ทีละคำ แม้ได้ฟังคำแปล แต่เดี๋ยวนี้ เข้าใจคำว่า อัตตา กับ อนัตตา ก็เป็นความเข้าใจของตนเอง ไม่ใช่เพียง แค่ได้ฟัง แต่ต้องไตร่ตรอง ถ้ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงหนึ่ง เกิดขึ้นและดับไป จะเป็นสิ่งที่ยั่งยืนได้ไหม แค่หนึ่งเกิดขึ้นและหนึ่งดับ ไม่ยั่งยืนเลยใช่ไหม แต่ถ้าหลายๆ อย่างรวมกัน ไม่เห็นการเกิดดับ จึงรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง

    เพราะฉะนั้น คำว่าอัตราหมายความว่า สภาพธรรมที่เกิดดับ สืบต่ออย่างเร็วมากเลย ไม่ปรากฏการเกิดดับ ทำให้หลงเข้าใจว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นคือ ความหมายของอัตตา

    แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ ที่เห็นเกิดขึ้น และเห็นดับไป แค่เห็นไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นไม่ได้ ร่วมอย่างอื่นเลย เห็นเกิดและดับ เป็นอัตตาหรือเป็นอนัตตา เห็นไหม ฟังแล้ว ต้องไตร่ตรอง ถ้าเกิดดับสืบต่อไม่ปรากฏการเกิดดับ ก็เหมือนกับเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ใช่ไหม นี่แสดงความต่างกันของการที่ไม่ได้ฟังธรรมกับการฟังธรรม

    เพราะฉะนั้น อนัตตา หมายความถึง สิ่งนั้นแหละ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะฉะนั้น อีกความหมายหนึ่ง ของอนัตตา ก็คือว่า นอกจากไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแล้ว สิ่งนั้นยังไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น

    แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ใช่ว่าพระองค์จะทรงบันดาลให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากปัจจัย ไม่มีทางเลย ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นได้ โดยปราศจากปัจจัย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องมีสิ่งที่อาศัยกัน ทำให้เกิดขึ้น โดยเราไม่รู้เลย

    แต่พอจะประมาณได้ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วใช่ไหม ดับแล้ว แต่ไม่รู้เลย ถ้าไม่มีตา รูปพิเศษที่ทุกคนมี อยู่ที่กลางตา เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น แค่สามารถกระทบได้ แต่ว่าต้องมีจิต คือ ธาตุรู้ เกิดขึ้นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้ แล้วก็ดับไป เห็นจะเห็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เห็นได้ ก็เฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเท่านั้น จริงหรือเปล่า ทุกครั้งที่ได้ฟังนี้ จริงหรือเปล่า ไม่ใช่ฟังเฉยๆ แต่ฟังเพื่อที่จะมีความเข้าใจธรรม

    เพราะฉะนั้น ก็บอกว่าเราฟังธรรม แต่เราไม่รู้ว่าธรรม คืออะไร ผิด ถ้าฟังธรรม แล้วรู้ว่า ธรรม คืออะไร แล้วก็เข้าใจธรรม เพราะได้ฟังธรรม นั่นคือถูกต้อง เป็นประโยชน์ ในการที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์ เรื่อง ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในเมื่อเรายังติดอยู่ในสิ่งนี้ ทำให้เราไม่สามารถที่จะเข้าถึง คำว่า ทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตา เราจะมีวิธีอย่างไร ที่สามารถควบคุมตัวนี้ได้ เรียนถาม

    ท่านอาจารย์ อย่างนี้ถูกต้องไหม ที่พูดคำที่ไม่รู้จัก เช่น ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สังขาร วิญญาณสับอกแล้วไง ก่อนที่จะได้ฟังพระธรรมทั้งหมด พูดคำที่ไม่รู้จัก แต่เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว เริ่มรู้จัก และเข้าใจคำที่พูด

    เพราะฉะนั้น ประโยชน์สูงสุด คือ ได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ใครไม่สามารถที่จะรู้ได้เท่ากับการที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงที่เราได้รู้ แต่ที่ควรทราบยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า พระธรรมที่ทรงแสดงให้เข้าใจน้อยกว่า ที่ได้ทรงตรัสรู้ น้อยกว่ามาก ทรงอุปมาว่า การตรัสรู้ความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว อุปมาเหมือนใบไม้ในป่า แต่ธรรมที่ทรงแสดงเพียงใบ สองใบ ในกำมือ

    นี่แสดงให้เห็นว่า การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ใคร จะเพียงแต่พูดว่านับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ที่จะให้ประโยชน์อย่างยิ่งแก่เราในชีวิตทั้งชีวิต และต่อไปทุกชาติด้วย ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะเป็นประโยชน์ได้ถึงอย่างนั้นเลย

    ด้วยเหตุนี้ พูดคำที่ไม่รู้จักแล้วใช่ไหม กี่คำ ลองนับดู จะได้พูดทีละคำ ให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เพียงเราคิด สั้นๆ ง่ายๆ ประเดี๋ยวก็เข้าใจ แต่ทุกคำต้องชัดเจน และมีจริง และละเอียดที่สามารถจะเข้าใจได้ เมื่อกี้นี้ พูดกี่คำ ทุกข์ขัง อนิจจัง อนัตตา ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด ถ้าไม่เกิด จะดับได้ไหม ไม่ได้ เมื่อเกิดแล้วดับไปแล้ว ไม่เหลือเลย ดีไหม นี่ไม่ดี ก็ต้องเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ บังคับบัญชาได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ไม่ให้เห็นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ให้ได้ยินได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้คิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ให้โกรธได้ไหม

    ผู้ฟัง บางครั้งควบคุมได้

    ท่านอาจารย์ ใครควบคุม

    ผู้ฟัง จิตใจเรา ก็คุมไม่โกรธได้

    ท่านอาจารย์ ใจของเรา ควบคุมได้ แม้แต่ใจ ก็ไม่รู้จัก ใครรู้จักใจ เห็นไหม ทุกคำไม่รู้เลย พูดคำที่ไม่รู้จักตลอด ใครรู้จักใจบ้าง รู้แน่ว่ามี ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่ต้นไม้ ใช่ไหม ไม่ใช่พื้นดิน ไม่ใช่ภูเขา

    เพราะฉะนั้น ใจเป็นอะไร เห็นไหม รู้แต่เพียงว่า ไม่ใช่ดิน ไม่ใช่ต้นไม้ ไม่ใช่ภูเขา ไม่ใช่น้ำ ไม่ใช่ฟ้า ตาใช่แน่ เพราะว่าตาต้องมีใจ แต่ว่าใจไม่ว่าของใคร ใจเปลี่ยนไม่ได้รูปร่างเปลี่ยนได้ แต่ละคำนี่ เป็นความจริง ตรงธรรม ต้องตรง ปลาเห็นไหม

    ผู้ฟัง ก็ต้องเห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็น เป็นใจ หรือ เป็นจิต ที่เกิดขึ้นรู้ ไม่มีรูปร่างลักษณะเลยสำหรับสภาพธรรม ซึ่งเป็นธาตุรู้ นี่คือ ถ้าปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราได้เข้าใจถูกต้องว่า เราเกิดมาเพียงเกิดอยู่ในโลกนี้ไม่นาน ใครจะจากโลกไปด้วยความไม่รู้ กับการที่มีโอกาสได้รู้มากหรือน้อยไม่สำคัญ ขอเพียงให้เข้าใจจริงๆ ให้รู้จักก็สัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ได้ประโยชน์จริงๆ เพื่อที่จะได้สะสมความเข้าใจถูกต่อไปเพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด เห็นเป็นเห็น ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าหนูไม่ได้ตั้งใจ มองอาจารย์จริงๆ หนูจะเห็น แต่ว่าสักแต่ว่า เห็นว่ามีคนนั่งอยู่

    ท่านอาจารย์ ขอเชิญตั้งใจมองจริงๆ แล้วได้ยินไหม

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ทั้งๆ ที่จะตั้งใจมองสักเท่าไหร่ ก็ยังได้ยิน แต่ได้ยิน ไม่ใช่เห็น

    ผู้ฟัง คือคนละส่วนกัน

    ท่านอาจารย์ คนละขณะเลย พร้อมกันไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏก็ต่างกัน ปัจจัยที่จะทำให้ทั้งสองอย่างนี้เกิดก็ต่างกัน เห็นต้องอาศัยตา จักขุประสาทรูป เป็นสิ่งที่มีจริง แต่มองไม่เห็น นี่เพียงแค่คำ สองคำ ที่เริ่มต้น ที่จะได้เข้าใจธรรมให้ถูกต้องว่า ธรรม ก็คือ ชีวิตประจำวันจริงๆ ไม่มีอะไรเลย ซึ่งไม่ใช่ธรรม แต่ถูกปกปิดไว้ ด้วยความไม่รู้ ด้วยคำหลายๆ คำ ซึ่งทำให้เข้าใจผิดด้วย

    เพราะคำนั้น ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่เริ่มฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มจะรู้ความต่างของความเป็นผู้ที่ทรงตรัสรู้ กับคำที่ไม่ได้มาจากการตรัสรู้

    เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรงและก็ชัดเจน และไม่รีบร้อน ที่จะไปฟังคำแปล แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจ รีบร้อนก็ไม่ได้ แต่รู้ว่ากิจที่ควรทำกว่ากิจอื่น ถ้ารู้จริงๆ คือ การเข้าใจพระธรรม การเข้าใจความจริง เพราะเราจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเย็นนี้มีใครตายจากไป เขาก็ยังมีโอกาสได้ฟังธรรมก่อนที่จะจากไป

    ประโยชน์ที่สุดของชีวิต ก็คือ ความเข้าใจ ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แม้ร่างกายก็เอาไปไม่ได้ แต่ความเข้าใจจะติดตามไป แต่ต้องขอให้เป็นความเข้าใจจริงๆ เพื่อละความไม่รู้

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่ได้ยินนี้แน่นอน ต่อให้ตั้งใจจะมองอะไร ก็มีการได้ยินเกิดขึ้น เมื่อมีเหตุปัจจัย ที่ได้ยินจะเกิด ใครห้ามไม่ให้ได้ยิน ก็ไม่ได้ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เราคิดว่า ขณะที่กำลังเห็น กำลังตั้งใจอย่างนี้ แต่ทำไมมีได้ยิน เห็นต้องดับไปก่อน ขณะที่ได้ยิน ไม่มีเห็น พร้อมกันไม่ได้เลย เคยได้ฟังคำอย่างนี้ไหม

    ผู้ฟัง เคย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม

    ผู้ฟัง เราเป็นผู้สมมติขึ้น

    ท่านอาจารย์ มาอย่างไร เราเมื่อกี้บอกอยู่ เดี๋ยวนั้นเอง ว่าไม่มีเรา แล้วจะกลายเป็นมีเราได้อย่างไร นี่คือ การฟังเผิน ทุกคำต้องจริงและตรง และไม่เปลี่ยน ธรรมมีจริง แต่ไม่ใช่เรา เพราะอะไร เห็นเกิดและดับไป ไม่เหลือเลย เราอยู่ไหน ได้ยินเกิดขึ้น และดับไปแล้ว เราอยู่ไหน ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นมาเลย จะมีเรา จะมีโลก จะมีคน จะมีสิ่งต่างๆ ได้ไหม

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    31 ธ.ค. 2568