ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465


    ตอนที่ ๑๔๖๕

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระวินัยบัญญัติทั้งหมด ก็เกิดจากการที่มีผู้มีความประพฤติไม่ถูกต้องในการขัดเกลากิเลส เพราะฉะนั้น เมื่อคฤหัสถ์เห็น ก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทนา และมีผู้ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประชุมสงฆ์ เพื่อให้พิจารณาว่าเป็นการกระทำที่เหมาะควรหรือไม่ ที่จะเป็นพระภิกษุอย่างนี้ ทุกคนก็เห็นด้วยว่า ไม่เหมาะสม จึงทรงบัญญัติเป็นพระวินัย

    เพราะฉะนั้น เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย ด้วยความเห็นชอบของภิกษุ ซึ่งประพฤติปฏิบัติตามพระองค์ จึงได้สละอาคารบ้านเรือน ก็ต้องประพฤติอย่างนั้น ไม่ใช่ประพฤติอย่างอื่น ถ้าไม่เช่นนั้น ก็ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า อยู่ดีๆ ก็จะไปวัด แล้วก็ไปทำไมก็ไม่รู้ แล้วก็ไปคิดว่าได้บุญ ไม่ได้เป็นผู้ที่เป็นผู้รู้ คือ พุทธ สาวก หรือพุทธบริษัท หรือว่าที่เราใช้คำว่า เป็นชาวพุทธ เพราะเหตุว่า พุทธ ต้องเข้าใจตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ต้องเป็นคนตรงอย่างยิ่ง เรามีชีวิตอยู่ไม่นาน แล้วก็จะจากโลกไปโดยการไม่เป็นคนตรง ก็ไม่ได้สาระ เพราะไม่ตรง คือ ผิด จะกลัวอะไรกับความเป็นจริงที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์มีข้อเสนอแนะอย่างไร ในการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันให้มีความทุกข์น้อยลง

    ท่านอาจารย์ ก็เห็นหน้าตาสดชื่นดี และเป็นทุกข์หรือ เพราะฉะนั้น เป็นทุกข์เมื่อคิดว่าเป็นทุกข์ใช่หรือไม่ แต่ความจริง วันหนึ่งๆ รับประทานอาหารอร่อย เป็นทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ตอนที่รู้สึกว่าจะไปทานอาหารอร่อย ไม่ทุกข์

    ท่านอาจารย์ แล้วกำลังอร่อย เป็นทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เราคิดเองใช่หรือไม่ แต่ความจริงทุกข์นั้นไม่ใช่ทุกข์จริงๆ เพราะยังเป็นเรา แต่ว่าความทุกข์จริงๆ ก็ต่อเมื่อสามารถที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับไป การเกิดและดับไป แล้วไม่กลับมาอีกนั่นแหละเป็นทุกข์ ไม่ใช่ว่าเราเป็นทุกข์ เพราะไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรม ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปในสังสารวัฏ ตายแล้วก็ต้องเกิดอีกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย โดยไม่มีเราเลย แต่เป็นสภาพธรรม ซึ่งจากไม่มีเลย เกิดมาในโลกนี้มีแล้ว ใช่หรือไม่ แล้วก็ต้องตาย แต่ก่อนจะตาย อะไรกัน ทุกวันเลย วุ่นวายหมดอย่างนั้นอย่างนี้ หลงสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลย

    เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เหมือนมีหลายอย่าง มีเรา มีอะไร แต่เสร็จแล้ว ก็ไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว นั่นเป็นทุกข์ ที่ว่าแล้วจะเกิดทำไม เป็นอย่างนี้ ทำไม อยู่ดีๆ ก็วุ่นวาย อยู่ดีๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ก็เกิดมีอะไรขึ้นมา แล้วก็หายไปหมด ไม่เหลือเลย ต้องเข้าใจความจริงอย่างนั้น

    แต่ไม่ใช่ว่า ตัวเราเป็นทุกข์ เพราะไปคิดเรื่องทุกข์ แต่ต้องรู้ความจริงว่า ทุกข์ที่นี่ต้องเห็นด้วยปัญญา ในการที่สมควรไหม ที่จะไม่มีอะไรเลย แล้วก็มีไปหมดเลย ตั้งแต่เกิดแล้วก็จากไป ไม่เหลืออะไรเลย

    ว่างเปล่าไปทุกชาติ เพียงแต่เกิดมี แล้วก็ไม่มี เกิดมี แล้วก็ไม่มี ก็หมด ไม่เหลืออะไรเลย ต้องมีความเข้าใจละเอียด ต้องตรงว่า ขณะที่เป็นสุข ก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ชั่วคราวแสนสั้น เกินกว่าที่ใครจะรู้ได้ คือ เหมือนกับทันทีที่เกิดก็ดับไป แต่ก็ต่อด้วยความสุขใหม่ สืบเนื่องติดต่อ จนไม่เห็นการเกิดขึ้นและดับไป

    ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นอย่างหนึ่ง แต่สภาพที่เป็นทุกข์ คือ สภาพที่เกิดแล้วต้องหมดไป ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเห็นว่า เป็นอย่างนี้ทุกชาติ ทุกขณะ ทุกวัน แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้แต่ไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้ ไม่ใช่ขณะที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ขณะที่รู้ ก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้ความจริงว่า ชีวิตเป็นอย่างนี้ ต้องละเอียดมาก ไม่เช่นนั้นจะถูกใครที่บอกว่า ให้เห็นทุกข์ เราก็เลยไปเห็นทุกข์ทั้งวัน ให้ละทุกข์ เราก็พยายามเป็นเราไม่มีทุกข์ ก็ไม่ใช่เลย ต้องเป็นเรื่องของความไม่มีเรา แต่ว่ามีธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งละเอียดมาก ยิ่งรู้ จึงจะค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เราเลย

    โกรธเกิดขึ้นแน่ๆ และก็หมดไป ไม่มีใครสามารถที่จะไปยับยั้งให้โกรธอยู่ตลอดไปได้ ความไม่โกรธ ความสุขสะดวกสบายก็มี เมื่อมีสิ่งที่น่าพอใจทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ใจก็นึกถึงแต่เรื่องเพลิดเพลินบันเทิงต่างๆ ความสวยงาม ความสุข การท่องเที่ยวสนุกสนาน แต่ก็ในที่สุดก็ไม่เหลือเลย เท่ากับเกิดมามีทุกอย่างในวันนี้ พอถึงกลางคืน หลับสนิทหมดเลย ไม่เหลือเลย และเท่ากับตื่นแล้วก็หลับ ตื่นแล้วก็หลับ พอหลับก็ไม่มีอะไรปรากฏเลย

    เราอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้ ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ญาติพี่น้องวงศาคณาญาติไม่มีปรากฏเลย ไม่มีตามความเป็นจริง เพราะไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส จึงไม่คิดนึกถึงเรื่องเหล่านั้น แต่ใครก็จะนอนหลับต่อไปไม่ได้ ต้องตื่น มีเหตุที่จะต้องเห็น ต้องได้ยิน แล้วก็หมดไป แต่ละวันก็เป็นอย่างนี้ ซ้ำไป ซ้ำมา ไม่เหลือเลย และก็จากโลกนี้ไป ก็คือว่า ไม่มีอะไรที่จะติดตามไปได้เลย ค่อยๆ เห็นทุกข์ ซึ่งเป็นความจริง ซึ่งไม่ใช่เรา แต่ถ้าเราเป็นทุกข์ ก็เพราะเหตุว่า เราไม่รู้ความจริงว่า ไม่มีเรา ไปยึดถือว่าเป็นเรา ก็เป็นทุกข์

    ผู้ฟัง เราก็ต้องทำจิต

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเรา เลิกคิดที่จะทำ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องทำ ก็มีหมดเลย เห็นก็มี คิดก็เกิดแล้ว ไม่ได้ไปทำ ไม่มีใครไปทำคิด แต่คิดก็เกิด เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัยที่จะอาศัยกันและกัน ทำให้เกิดขึ้นเป็นไปชั่วคราวแสนสั้น ต้องเป็นปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจตรงนี้ได้ จึงจะเห็นได้ว่า แล้วประโยชน์อะไร ที่จะเป็นอย่างนี้ โดยไม่มีเรา ไม่มีอะไรเลย เป็นแต่เพียงความเป็นไปของธรรม ซึ่งต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้นเอง

    เพราะอยู่ไปนี่ไม่ใช่เรา แต่ธรรมนั่นแหละ เกิดขึ้นดับไปสืบต่อ จนกว่าจะสิ้นสุดในชาตินี้ ก็เป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้ ก็เป็นคนใหม่ มาจากคนนี้แหละ ดีชั่วอย่างไรที่สะสมไป ก็ปรุงแต่งให้เป็นอีกคนหนึ่ง แต่ก็มาจากคนนี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกข์อยู่ตรงนี้ว่า บังคับไม่ให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ แต่ก็ทั้งหมดต้องไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น ไม่มีเราที่จะทำ ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยน ระหว่างคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคำสอนอื่นๆ คำสอนอื่นๆ ไม่ได้ให้รู้ความจริงเลยว่า ไม่มีเรา ให้เป็นเราหมดเลย ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งนั่นไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้ยินกันบ่อยๆ

    ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เปลี่ยนไม่ได้เลย อะ คือ ไม่ ไม่ใช่อัตตา อัตตา คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน แต่ต้องมีสิ่งที่เกิดขึ้นดับไป ละเอียดยิบ และก็รวมกัน มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แยกออกได้ ถ้าคิดเพียงเท่านี้ ก็รู้ว่า ไม่ใช่เรา

    แต่ความจริง เข้าใจความจริงอย่างนี้ ก็เริ่มเข้าใจถูกต้องทีละเล็ก ทีละน้อย ว่าไม่ใช่เรา ต้องเป็นการฟังคำของผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงหนทางที่จะให้ประจักษ์แจ้งความจริงนี้ได้ โดยค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจต่างหาก ไม่ใช่เราไปทำ ความเข้าใจนั่นแหละทำกิจของความเข้าใจ รู้ความจริงขึ้นเมื่อไร ก็ค่อยๆ ละความติดข้องตามลำดับ ไม่ใช่ดับกิเลสหมดเลยทีเดียว

    ผู้ฟัง ฉะนั้น ถ้าเราจะให้ทุกข์น้อยลง ก็หมายถึงว่าต้องลดอัตตา

    ท่านอาจารย์ เราจะให้ทุกข์น้อย ก็ผิดแล้ว ยังคงเป็นเราอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ต้องฟังจนไม่มีเรา เข้าใจถูกต้อง เพราะความจริงมีเราหรือไม่ ต้องคิดถึงความจริงก่อน ความจริงไม่มีเรา เห็นเกิดขึ้น เห็นดับไป เมื่อวานนี้ก็เห็นมากมายอยู่ไหน ไม่เหลือเลย เมื่อสักครู่นี้เห็น เห็นเมื่อสักครู่นี้ก็ดับไปแล้ว เสียงเมื่อสักครู่นี้ได้ยินแล้วก็ดับไป เสียงใหม่เกิดขึ้น สืบต่อแน่นสนิทรวดเร็ว จนไม่ประจักษ์การเกิดดับ ปกปิดไว้สนิทมากในสังสารวัฏ

    เพราะฉะนั้น ต้องถึงความไม่มีเราก่อน จึงจะสามารถเห็นทุกข์ได้ และทุกข์นั้น ก็คือ การที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดเหมือนง่ายมากเลย แต่ว่าทำ

    ท่านอาจารย์ ทำไม่ได้

    ผู้ฟัง ทำยาก

    ท่านอาจารย์ ไม่ทำ เข้าใจยากกว่าทำ

    ผู้ฟัง เข้าใจยาก

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าเข้าใจมีประโยชน์กว่า เพราะเหตุว่า เป็นความเข้าใจถูก สำคัญที่สุด คือ ความเข้าใจถูก ซึ่งภาษาไทยใช้คำว่า ปัญญา แต่ภาษาบาลีมีหลายคำ สัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิ เป็นความเห็น สัมมาถูก เห็นถูก เข้าใจถูก ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ รู้ว่า ไม่ใช่เรา นั่นคือหนทางที่ถูกต้อง ตรงกับคำที่ว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง หรือเป็นของใครได้ เป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับ

    ผู้ฟัง เบื้องต้น ก็ต้องให้เข้าใจว่า ไม่มีเราก่อน

    ท่านอาจารย์ ถูกหรือไม่ ไม่มีเรา ถ้าถูกก็คือว่า จนกว่าจะถูกต้องยิ่งขึ้น จนกระทั่ง มั่นคงว่าไม่มีเรา ด้วยความเข้าใจสิ่งที่มี จึงสามารถรู้ได้ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่เรา แต่ถ้าไม่เข้าใจ ก็ยังคงเป็นเราที่ไม่เข้าใจสิ่งนั้น

    หัวใจของพระธรรม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่ากาลไหน แข็งก็ต้องเป็นแข็ง จะเป็นเราได้อย่างไร จะเป็นของเราได้อย่างไร รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียงทั้งหมด ก็คือ สิ่งที่มีจริง แข็งบ้าง ร้อนบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง เท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง แล้วท่านอาจารย์มีข้อเสนอแนะอย่างไร ที่ให้ดิฉันรู้สึกว่า ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ให้พิจารณาให้ถูกต้องว่า อะไรถูก มีเราถูก หรือว่าไม่มีเราถูก และความเข้าใจนั้นเป็นของเราเอง ให้เกิดความเข้าใจของตนเอง ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะเอาไปให้ใครได้ แต่คำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้ง สามารถจะทำให้คนฟังเริ่มไตร่ตรอง และก็รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด และการที่เข้าใจถูกต้อง ก็จะนำไปสู่ความถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยยิ่งขึ้น จนประจักษ์แน่นอนว่า สิ่งนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ต้องเป็นอย่างนี้

    ผู้ฟัง ปกติ ดิฉันตื่นขึ้นมา ตั้งสติตัวเอง ทุกครั้ง ทุกครั้งว่า ทุกวัน เราจะคิดดี พูดดี ทำดี แล้วก็รู้จักการปล่อยวาง ลักษณะการดำรงชีวิตแบบนี้ เพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้ทุกข์เราน้อยลงได้

    ท่านอาจารย์ ตราบใดที่เป็นเรา ก็ไม่เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แยกออกละเอียดยิบ จนกระทั่งรู้ความเกิดขึ้นและดับไป ซึ่งสืบต่อกัน แต่ไม่ใช่อันเดียวกัน เพราะดับตลอดเวลา ต้องค่อยๆ ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเอง ไม่ใช่เขาบอกให้ทำอย่างนี้ แล้วจะเป็นอย่างนั้น หรือว่าเชื่อที่เขาบอก ก็ไม่ใช่ เขาบอกถูก หรือบอกผิด ให้ทำ ทำได้หรือ ไหนลองทำสักอย่าง ทำเห็น ทำได้หรือไม่ ทำได้ยิน กำลังได้ยินอย่างนี้ไม่มีใครทำ แล้วลองไปทำ จะทำอย่างไรให้ได้ยินเกิดขึ้น

    ได้ยินเกิด เมื่อมีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้น ก่อนนั้นไม่ได้ยิน แล้วก็เกิดได้ยินเพราะอะไร ไม่มีใครทำ แต่เพราะมีหู ไม่ใช่ใบหูทั้งหมด แต่เป็นสภาพที่เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบกับเสียง เป็นปัจจัยให้สภาพรู้ หรือธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยิน และก็ดับไป ไม่มีเราสักอย่าง เสียงเป็นเสียง หูเป็นหู ได้ยินเป็นได้ยิน เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรา

    ค่อยๆ ฟัง จนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้น จึงเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ทรงตรัสรู้ทุกคำที่ได้ตรัสไว้ และคำจริงไม่ได้มาจากคนที่ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เขาพูดคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลย เช่น คำว่า ธรรม มีจริงๆ แต่ว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมนั้นๆ แข็งเปลี่ยนไม่ได้เลย เป็นแข็ง ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นแข็ง ไม่ใช่เรา แต่แข็งต้องเป็นแข็ง เห็นต้องเป็นเห็น หมดแล้วด้วย แต่ว่าไม่เคยมีใครไปได้ยินได้ฟังว่า หมดแล้ว การเกิดดับสืบต่อ ซึ่งมีการสืบต่ออยู่ตลอดเวลา ทำให้หลงเข้าใจว่า ยังมีอยู่

    เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรา ซึ่งแสวงหาทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเรา แต่ความจริง ไม่มีเราเลย แต่มีความยึดมั่นในสิ่งที่มี ว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้น จึงมีคำในพระไตรปิฎก อุปาทาน ความยึดมั่น ในอะไร ในทุกสิ่งที่ปรากฏด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ละที่นี่ ละความยึดมั่น ไม่ใช่ให้เราไปละความติดข้อง โดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ต่อเมื่อใดเข้าใจ ปัญญาที่เข้าใจนั้นทำหน้าที่ละ

    ทั้งหมดเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำที่เป็นคำจริง ไม่ว่าใครจะพูด แล้วจะรู้ได้ว่า เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงหรือไม่ ก็ต่อเมื่อคำนั้นเป็นคำจริงแน่นอน เปลี่ยนไม่ได้ เปลี่ยนแข็ง ให้เป็นเราได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แข็งก็ต้องเป็นแข็ง

    ผู้ฟัง มัวนั่งอารมณ์เสียทำไม กับที่เพียงแค่ดอกทิวลิปดอกเล็ก ยังมีดอกลิลลี่ซึ่งใหญ่กว่าตั้งเยอะ และสามารถจัดที่สวยกว่าด้วย

    ท่านอาจารย์ บังคับได้หรือไม่

    ผู้ฟัง บังคับไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นี่แหละ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เริ่มเห็นหรือไม่ เป็นเรื่องมาตลอด โกรธมาตลอด ลืมสนิทว่าบังคับบัญชาไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น ต้องมีเหตุที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น จะไม่ให้โกรธได้หรือไม่ โกรธแล้วเห็นชัดๆ เลย บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วพออย่างไรหายโกรธ ก็บังคับบัญชาไม่ได้อีก ให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย ถ้าดอกไม้นั้นใหญ่สวยงามอย่างที่คิด ความโกรธเกิดขึ้นได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถที่จะบังคับอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่หลงว่าเป็นเราหมดเลย หมดแล้ว หายไปไหน คุณโป๊ดตอนที่กำลังโกรธ

    ผู้ฟัง ครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะสิ่งนั้นไม่มี จึงรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเราอีกแล้ว แต่ตอนนั้นเป็นเราแน่ๆ และพอไม่มีเรา เราไม่มีเราอีกแล้ว ทุกอย่าง

    ผู้ฟัง น้องบอยขึ้นมาบอกพี่ป๊อด หน้าเป็นนางยักษ์แล้วตอนนั้น

    ท่านอาจารย์ จริงๆ ทุกคนไม่รู้เลย ได้ยินใครพูดว่าใคร เขาไม่รู้เลยว่า ความไม่ดีอยู่ที่ใจเขา เขากำลังสะสมความไม่ดี ในขณะที่เขากำลังเพ่งโทษติเตียนคนอื่นด้วยความโกรธ ไม่ใช่ด้วยความหวังดี อย่างดุว่าคนในบ้านอย่างนี้ เพื่อที่จะให้คนในบ้านทำอย่างที่เขาต้องการ แต่พูดดีๆ เขาก็ทำที่ต้องการได้ ถ้าพูดซ้ำบ่อยๆ มีความเข้าใจ มีความเห็นใจ ลืมสนิทว่า กำลังทำร้ายตัวเอง ไม่มีใครบอก ไม่มีใครเตือน พระธรรมหายไปหมด

    ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น เป็นธรรมดาที่เป็นอย่างนั้น และความไม่โกรธ ถ้าเกิดขึ้นกับความโกรธ อะไรสบายใจกว่ากัน อะไรดีกว่า ลืมทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งหมด เป็นเราพยายามที่จะบังคับตัวเอง ก็บังคับไม่ได้ เดี๋ยวก็โกรธอีก แต่ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคง จะค่อยๆ เปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้โทษของความไม่ดี กลายเป็นผู้ที่เห็นโทษของความไม่ดี แล้วก็ค่อยๆ เป็นไปเอง ตามปัญญาว่า เสียเวลา เสียประโยชน์ คิดว่าทำร้ายเขา ดุเขา

    แต่ขณะนั้นเราเองกำลังสะสมสิ่งที่ไม่ดี ลืมโทษทั้งหลายที่จะเกิดกับตนเอง มุ่งไปที่จะว่ากล่าวตักเตือนด้วยความโมโห ให้คนอื่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วลองคิดดู อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กว่ากัน ผลอย่างเดียวกัน แต่ประโยชน์ คือ ไม่ทำร้ายตัวเองด้วยการสะสมความโกรธ ใครก็เอาออกไปไม่ได้ นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ใช่เราไปเปลี่ยน ค่อยๆ ลดน้อยลงตามเหตุตามปัจจัย และวันหนึ่งจะรู้สึกว่า คนรอบข้างก็บอกเราดีขึ้น แต่ความจริง ก็เพราะเหตุว่า มีความเข้าใจถูกต้อง ไม่มีเรา แต่มีธรรม

    ถ้ายิ่งรู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา และจะดีสักแค่ไหน คนรอบข้างก็ต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงใช่หรือไม่ แต่เขาก็ไม่รู้ เขายังคงยึดมั่นว่า เป็นเราแต่ไม่ใช่เรา แต่มีเหตุที่จะให้เป็นอย่างนั้น สภาพธรรมนั้นจึงเกิด ต่างกับมีเหตุที่จะให้เป็นอีกอย่างหนึ่งเหมือนเดิม สะสมมามากมาย ก็กลายเป็นมีเหตุที่จะทำให้เห็นโทษของสิ่งที่ไม่ดี และปัญญานั่นเอง ก็ค่อยๆ ทำให้เปลี่ยนแปลงไป

    อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงทุกข์ แน่นอน คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความละเอียด ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เมื่อยังไม่ได้ฟังพระธรรม ก็มีความไม่สบายกาย มีความไม่สบายใจ ก็เหมือนกับว่า จะรู้จักทุกข์ แต่พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แสดงถึงความละเอียดลึกซึ้งของความเป็นทุกข์จริงๆ คืออย่างไร แล้วก็เมื่อวานนี้ที่ได้ฟังท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า เมื่อมีปัญญาเข้าใจความเป็นธรรมดาของธรรม ก็จะทำให้ทุกข์น้อยลง จากสองประโยคนี้ จะมีความสอดคล้องกัน เกี่ยวเนื่องกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกข์อย่างที่ว่า มีใครบ้างไม่รู้

    อ.คำปั่น ก็รู้ๆ กัน

    ท่านอาจารย์ พอรู้ทีก็บอกว่าเป็นทุกข์ แต่ความจริงทุกข์อย่างนั้น ไม่ใช่ทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะเหตุว่าพระองค์ตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดยิ่งกว่านั้น ไม่สบาย ใครบ้างไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ หิวมีใครบ้างไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ ก็รู้จักทุกข์ประเภทนี้แหละ และเข้าใจว่า นั่นคือ เห็นทุกข์ ว่าชีวิตเกิดมาก็ต้องทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ เป็นทุกข์หมด แต่ก็ไม่ใช่ทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็น อริยสัจธรรม มีคำว่า อริยสัจ ๔

    ประการแรก ทำไมต้องเป็นประการแรก เพราะสัตว์โลก ไม่เคยรู้จักว่านี่เป็นทุกข์เลย คือธรรมทั้งหลาย หรือสังขารทั้งหลาย สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วทั้งหมดเป็นทุกข์ แค่นี้ไม่เว้นเลย ต่างกับที่บางครั้งเป็นทุกข์ เดี๋ยวก็โกรธเอา เดี๋ยวก็หายโกรธ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

    แต่นี่เป็นทุกข์ที่แท้จริง ซึ่งสามารถที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ได้ ด้วยการที่รู้ความจริงนั้น และทุกข์อย่างนี้ใครเห็นบ้าง ทุกข์ของสิ่งที่เกิดแล้วดับ ไม่ใช่เรา หมดแล้ว แล้วก็เป็นอย่างนี้ บังคับไม่ให้เกิดต่อก็ไม่ได้ ต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่ใช่เรา ไฟไหม้หญ้าที่พระวิหารเชตวัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุว่าใครเป็นทุกข์บ้าง ไม่มีใครเป็นทุกข์ เพราะไม่มีใครไปคิดว่า หญ้าเป็นเราใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ทุกข์ที่แม้แต่หญ้า เป็นทุกข์หรือไม่ แต่ไม่ใช่ความรู้สึก ทุกข์โดยสภาพที่เกิดขึ้นและดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แต่เราไปยึดถือสิ่งนั้นว่าเป็นเราบ้าง เป็นของเราบ้าง

    นี่คือการเริ่มของการเป็นทุกข์ เพราะยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือ จะเป็นทุกข์หรือไม่ หมดก็หมดไป เหมือนหญ้าที่พระวิหารเชตวันที่ไฟไหม้ แต่นี่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เดือดร้อน เพราะยึดถือว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเรา

    นี่ก็แสดงถึงต้นเหตุที่ว่า มาจากความไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่างเดียว แต่หลงยึดมั่นว่า ยังมีอยู่ ยังมีอยู่

    เพราะฉะนั้น เมื่อสิ่งนั้นสูญหาย พลัดพราก หรือเปลี่ยนแปลงไป ก็มีความรู้สึกเป็นทุกข์ แต่นั่นไม่ใช่ทุกขอริยสัจจะ เพราะใครๆ ก็รู้ แต่สิ่งที่คนไม่รู้ ก็คือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เหมือนมีเพราะเกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นไม่ยั่งยืนเลย ชั่วคราวแสนสั้น ก็หมดไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย และเป็นอย่างนี้ทุกขณะ ลองคิดดู และความจริงสามารถที่จะค่อยๆ ไตร่ตรอง

    ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างหนึ่ง มีโลกหรือไม่ มีเราหรือไม่ มีต้นไม้หรือไม่ มีภูเขาหรือไม่ มีอะไรหรือไม่ ก็ไม่มีเลย แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ดับแล้วก็ไม่รู้ และก็มีปัจจัยเมื่อทำให้สิ่งนี้เกิด ก็ทำให้มีสิ่งที่เกิดซ้ำสืบต่ออยู่เรื่อยๆ จนปรากฏเป็นนิมิตตะ หมายความว่า เป็นรูปร่างสัณฐานของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นเดี๋ยวนี้ ถ้าแตกย่อยออกไปหมดเลย ไม่มีที่จะเป็นรูปร่างสัณฐานได้ เหมือนเราจรดปากกาลงไปที่กระดาษ หรือดินสอก็ได้ ค่อยๆ เติมไป ก็กลายเป็นคิ้ว กลายเป็นตา กลายเป็นอะไรก็ได้ ต่อๆ กันเข้า ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ฉันใด ขณะนี้ผู้ที่ไม่เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้จักพระปัญญาคุณของพระองค์ ก็จะไม่รู้เลยว่า โลกแตกดับอยู่ตลอดเวลา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    14 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ