ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
ตอนที่ ๑๔๗๒
สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ท่านอาจารย์ แม้แต่ปัจฉิมวาจาก่อนที่จะปรินิพพาน จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เราจะไม่รู้ตัวเลย เราอยู่ในโลกอย่างประมาทแค่ไหน ประมาทที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าฟังแล้ว ไม่ไตร่ตรองให้ละเอียด เข้าใจผิดได้ จึงมีสำนักปฏิบัติทั่วโลก โดยไม่รู้ว่า ปฏิปัตติ คืออะไร
เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในขั้นต้นที่ได้ฟัง ยังไม่สามารถประจักษ์ความจริงอย่างนี้ได้ เพียงแต่เป็นแนวทางที่ปัญญาจะเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้น เถรวาท มั่นคงที่จะรู้ว่าคำที่พระองค์ตรัสรู้แล้วทรงแสดง เป็นความจริงซึ่งไม่มีใครสามารถจะปฏิเสธได้เลย ลองปฏิเสธ
สนทนาธรรมต้องไม่ลืม คิดอย่างไร สงสัยอะไร ก็สนทนา เพื่อที่จะให้เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น ว่าอะไรถูก อะไรผิด ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ แต่สิ่งที่มีจริงเป็นจริงอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจตามความเป็นจริงอย่างนั้น ถูกหรือผิด ไม่มีเราเลย แม้แต่ผิดก็ไม่ใช่เรา แม้แต่ถูก ก็ไม่ใช่เรา ต้องมีความมั่นคงจริงๆ ว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยก็เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เร็วสุดที่จะประมาณได้
จนกว่าจากการฟังแต่ละคำ จะค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจแต่ละหนึ่ง และก็มีความมั่นคงที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา เท่าไร จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ ไม่ใช่คำที่เรามาใช้ว่าปฏิบัติธรรม ไม่รู้อะไรเลย ไปสำนักปฏิบัติ ไปทำไม ไปรู้อะไร ก่อนไปก็ไม่รู้ ไปแล้วรู้อะไร ในเมื่อไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีผู้บอกว่าให้ทำ ทำอะไร เดิน เดินทำไม ไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่เราก็ไม่รู้ นั่ง นั่งทำไม แล้วบางคนก็ไปให้เกิดทุกข์ เพื่อจะได้รู้ทุกข์ ทุกข์จริงๆ ไม่ใช่ไปทำให้เกิด เดี๋ยวนี้ทุกข์ คือ การเกิดขึ้นและดับไป ไม่เที่ยง จะเป็นสุขหรือในเมื่อไม่ยั่งยืน
เพราะฉะนั้น มีทุกข์หลายอย่าง ซึ่งทรงแสดงไว้โดยละเอียด ทุกคำนำมาซึ่งความเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ประโยชน์อย่างยิ่ง ก็คือว่า สิ่งที่ดับไปแล้ว ไม่มีใครไปติดตามรู้ได้ หมดแล้วดับจริงๆ ต้องเข้าใจความหมายของดับว่า ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย กลับมาไม่ได้เลยสักอย่างเดียว
เห็นเมื่อสักครู่นี้ ไม่มีใครรู้ว่าดับแล้ว ไปเอากลับมา ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น คำว่าดับต้องให้เข้าใจด้วย ว่าเมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดจึงเกิด และเมื่อหมดปัจจัย ก็ต้องดับไป คงอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ทุกขณะ ฟังแล้วไม่ใช่ให้ไปทำด้วยความเป็นเรา แต่ฟังเพื่อค่อยๆ เข้าใจขึ้น แม้แต่ความเข้าใจนั้น ก็ไม่ใช่เรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติหลายคำ ให้รู้ว่าหมายความถึงธรรมอะไร
เพราะฉะนั้น สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้อง ทิฏฐิ คือ ความเห็น สัมมา คือ ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิด โง่หรือไม่ ถ้าไม่รู้ เพราะฉะนั้น คำว่าโง่ เป็นคำที่แสดงความสำนึกในความจริง ว่าไม่รู้แน่ๆ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ว่าเวลาที่มีความเข้าใจจากการที่ได้ฟังคำจริงแล้วไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น นี่เป็นปริยัติ
แต่ความหมายของปริยัติจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังเข้าใจ รอบรู้ในทุกคำที่ได้ยิน ยากหรือไม่ ไม่ใช่เรา รอบรู้หรือยัง ธรรม รอบรู้หรือยัง เกิดขึ้นและดับไป รอบรู้หรือยัง ในขั้นการฟังต้องมี เพราะว่าขณะนี้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลย แต่ว่าไม่สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรมได้ แต่ถ้าไม่มีหนทาง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง มีประโยชน์อะไร ที่กล่าวถึงสิ่งที่คนไม่สามารถที่จะรู้ได้เข้าใจได้
แต่จากความไม่รู้ ค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ ดีขึ้น ค่อยๆ หายโง่ลงไปทีละเล็กทีละน้อย ต้องตรง ถ้ามีคนเขาบอกว่าโง่ เป็นอย่างไร โกรธหรือไม่ ถ้าคนนั้นไม่รู้อะไรเลย แล้วมาบอกว่าเราโง่ แต่ถ้าคนที่เข้าใจถูกต้อง แล้วเห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังคำที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่ปรากฏ โง่ โง่มีจริงหรือไม่ เป็นธรรม รู้หรือไม่ โง่ไม่ใช่เรา เข้าใจก็ไม่ใช่เรา ทุกอย่างทั้งหมดต้องเข้าถึงความจริงว่า เป็นสิ่งนั้นๆ ที่มีลักษณะอย่างนั้น เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น จึงจะรู้ว่าค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เรา
เห็นไม่ใช่เรา ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีเราเห็นหรือ แต่เมื่อเห็นเกิด เป็นเราเห็นได้อย่างไร เห็นก็ต้องเป็นเห็น เห็นแล้วก็หมดไป จะไปได้ยินไม่ได้ จะไปคิดไม่ได้ เห็นเป็นเห็น เกิดขึ้นโดยอาศัยตา ถ้าไม่มีตาเห็นไม่ได้ แต่แม้มีตา ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตา เห็นก็เกิดไม่ได้ แม้สิ่งที่กระทบตา รู้ไหมว่า ทำไมบางครั้งเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ลาภมาแล้ว ยศมาแล้ว เหรียญตรามาแล้ว ใช่หรือไม่ มาจากความไม่รู้ความจริงว่า ขณะนั้นเห็น แล้วก็จำ แล้วก็คิด ต่างๆ นานา แต่ความจริงก็คือ สภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกัน จนกว่าจะจากโลกนี้ไป
ในพระไตรปิฎก แสดงเรื่องของพระมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน ตายแล้วเกิดเป็นหนอน ลาภอยู่ไหน ยศอยู่ไหน หนอนมีหรือไม่ เพราะฉะนั้น แสนสั้นชั่วคราว แต่ก็หลงเข้าใจว่าเป็นเรา ความจริงไม่ได้เป็นอะไรเลย นอกจากเป็นสิ่งซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เกิดแล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีก ดีกว่าที่จะต้องเกิด แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดเลย
สังสารวัฏที่ผ่านมานับประมาณไม่ได้ และชาตินี้ก็เป็นเพียงชั่วคราวชาติหนึ่งในสังสารวัฏ เคยเป็นอะไรมาก่อนไม่รู้ รู้เฉพาะเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ แต่ว่าต่อไปจะเป็นอะไรใครจะรู้ ลาภอยู่ไหน ยศอยู่ไหน สรรเสริญอยู่ไหน หลงว่าเป็นเรามี เพราะไม่รู้ว่าไม่มีเรา เพราะฉะนั้น จะค่อยๆ ละความติดข้องในทุกอย่าง ก็ต่อเมื่อรู้ความจริงว่าไม่มีเราถ้าตราบใดยังเป็นเรา ไม่มีทาง ก็ต้องพอใจในสิ่งที่เห็นสวยๆ งามๆ พอใจในเสียงที่ได้ยิน คำชมคำสรรเสริญ ติดจนกระทั่งว่า คำชมนั้นหมดไปแล้ว ก็ยังคิดต่ออีกตั้งหลายวัน ใช่หรือไม่ เขาชมเราว่าอย่างนี้ มีที่ไหน หมดแล้วดับไป ก็ยังคงเป็นเราไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏ ถ้าไม่รู้ความจริงว่า เมื่อไม่มีเรา เป็นธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา แล้วจะเกิดไปทำไม แต่ละหนึ่ง โดยที่ว่าว่างเปล่าไม่มีอะไร ดับแล้วดับเลย แต่ก็เกิดสืบต่อ ลวงจนกระทั่งเหมือนกับว่าเป็นเราไปทุกชาติ จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น การฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่ลืมว่าเพื่อเข้าใจความจริง ไม่ใช่ต้องการอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อจะได้เข้าใจถูกต้องว่าไม่รู้อะไร และโง่มานานเท่าไร ต่อไปนี้ถ้ามีใครมาว่าเราโง่ เป็นอย่างไร แต่ถ้าเข้าใจธรรมจริง และเป็นคำเตือนด้วยว่า โง่ เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับความคิดความเข้าใจ ขณะที่มีความเข้าใจจริงๆ จะเห็นโทษของหลายอย่าง โทษของความไม่รู้ โทษของความยึดมั่นว่ามีเรา แล้วก็ทุกอย่างจะต้องเป็นความไม่ดีแน่ๆ เพราะความไม่รู้ ทำให้เข้าใจเสียงนั้นว่าเขาหมายความถึงเรา แต่ความจริงเสียงต้องกระทบหู แล้วก็มีจิตได้ยินเกิดขึ้น ดับแล้ว คิดว่าเรา นั่นไม่ใช่ได้ยิน จำแล้ว สัญญาแล้ว
เพราะฉะนั้นตลอดชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย อัตตสัญญา จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อฟังธรรมแล้ว ค่อยๆ เริ่มเป็นความเข้าใจ ความเข้าใจเท่านั้น เรื่องอนัตตา เพราะฉะนั้น ก็เริ่มจำความหมายของคำว่าอนัตตา แต่ใคร ก็ยังเป็นเรา ยังเป็นอัตตาอยู่เพราะฉะนั้น กว่าจะหมดความเป็นอัตตา ต้องเป็นจิรกาลภาวนา นี่เป็นคำในพระไตรปิฎก เป็นการอบรมที่ยาวนานมาก เพราะเหตุว่า ต้องเป็นผู้ตรงว่า ยึดมั่น ไม่ใช่เฉพาะในตัวเรา ยังของเรา ทั้งญาติพี่น้อง ทั้งสิ่งต่างๆ ทรัพย์สิน เงินทอง ลาภ ยศสักการะ มีความยึดมั่นในสิ่งซึ่งเพียงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่เพราะไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้น ตัวโง่ ภาษาบาลี ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้ โมหะ ความลุ่มหลงตามความโง่ ลุ่มหลงว่าเป็นเรา ลุ่มหลงในยศถาบรรดาศักดิ์ ทั้งหมดก็เพราะไม่รู้ความจริง
ด้วยเหตุนี้ จะดับทุกข์ จะดับเหตุของความทุกข์ไม่ได้ สิ่งนั้นสิ่งนั้นหมดไป หรืออะไรก็ตามแต่ ให้รู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ ถ้าไม่มีปัจจัย ไม่เกิดกับเรา เพราะฉะนั้น บางคนก็มารำพัน ทำไมเราต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงต้องเป็นเรา ก็เพราะต้องเป็นเรา เป็นคนอื่นได้อย่างไร ทำกรรมมาที่จะเกิดการเจ็บป่วย ทำไมไม่ให้คนอื่นเขาเจ็บแทนเรา เขาไม่ได้ทำเหตุ แล้วจะให้เหตุนั้นไปเกิดเป็นผลของเขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เหตุกับผล ก็ไม่ใช่เรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ต้องเข้าใจถูกว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล แค่นี้ ถ้ามีคำถามว่า ตอนเกิดเป็นเหตุหรือเป็นผล ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่เขามาบอก แล้วเราก็จำ แล้วเราก็เชื่อ แต่ต้องเข้าใจ เพราะฉะนั้น สำคัญที่สุด ที่เราใช้คำว่า ปัญญา ปัญญา ความเห็นถูก ก็คือ ต้องรู้ในความจริงในเหตุที่เป็นเหตุ ในผลที่เป็นผล ทั้งหมดก็คือว่า เป็นเหตุและเป็นผล ก็ต้องไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น ธรรมละเอียดมาก ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ มั่นคงขึ้น อย่าคิดว่ารู้แล้ว เพราะว่า นี่เพียงขั้นฟัง รอบรู้ในสิ่งที่ได้ฟังหรือยัง ถ้ารอบรู้ในสิ่งที่ฟัง เดี๋ยวนี้เป็นธรรม จะต้องไปสำนักปฏิบัติหรือไม่ ใครก็ตามที่ไปสำนักปฏิบัติ เป็นเจ้าของสำนักปฏิบัติ แต่เมื่อรู้ความจริง เลิกสำนักปฏิบัติ ไม่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติอีกต่อไป เพราะได้ฟังได้สะสมความเข้าใจในเหตุผล แม้ยังไม่ได้ยินคำที่ละเอียดที่จะทำให้เข้าใจว่าเป็นธรรม แต่ก็รู้ว่า นั่นไม่เป็นเหตุที่สมควรแก่ผล ปัญญาไม่ว่าจะระดับไหนก็ตามแต่นำมาซึ่งความที่ค่อยๆ ถูกต้องตามความเป็นจริง ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะมั่นคง กว่าจะถึงระดับขั้นที่ปฏิปัตติ ต้องเข้าใจด้วยว่าคำนี้ หมายถึงอะไร เป็นคำสอนระดับไหนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลย แล้วก็ไปสำนักปฏิบัติ
ผู้ฟัง ปฏิจจสมุปบาท คือ เมื่อเราไม่รู้ เพราะมีอวิชชา วิญญาณเข้ามาจับ กลายเป็น นามรูป ขอเรียนถามว่า วิญญาณมาจากไหน มาจากจิต หรือมาจากตรงไหน ที่จะเข้าไปจับกับอวิชชา เพื่อให้เกิดนามรูป เพื่อจะเข้าวนไปปฏิจจสมุปบาทได้
ท่านอาจารย์ เป็นความคิดเอง แต่ศึกษาพระธรรมต้องเป็นคำใหม่ ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เราอาจจะได้ยินคำว่า วิญญาณ แต่ไม่รู้ว่าวิญญาณ คืออะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทุกคำ ตามสภาวะความเป็นจริงของสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้น วิญญาณอีกความหมายหนึ่ง ที่เราเข้าใจว่า วิญญาณออกจากร่างไปบ้าง หรืออะไรอย่างนี้ นั่นไม่ใช่เลย วิญญาณเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจว่า คำนั้นมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงก็เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งใช้คำว่าธรรม คือ สิ่งที่มีจริง วิญญาณที่เราเคยพูด เข้าใจวิญญาณว่าอย่างไร เข้าใจว่าวิญญาณเมื่อตายก็ออกจากร่าง หรือเข้าใจว่าวิญญาณคืออะไร ตามความเข้าใจเดิม ก่อนฟังธรรมจะรู้ว่าผิดทั้งนั้น เพราะฉะนั้น วิญญาณ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายด้วย
อ.คำปั่น วิญญาณ สภาพธรรมอย่างหนึ่งที่รู้แจ้ง เมื่อได้ฟังอย่างนี้ สภาพธรรมที่รู้แจ้งใช่หรือไม่ รู้แจ้งซึ่งสิ่งนั้น นี่คือ ความหมายของวิญญาณ หรือวิญญาณ
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีวิญญาณหรือไม่
ผู้ฟัง วิญญาณผมก็เกิดและดับตลอดเวลา
ท่านอาจารย์ สภาพรู้ ธาตุรู้ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ หมายความว่า มีธาตุที่กำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ เห็นเมื่อไรไม่ว่าที่ไหน สิ่งนั้นปรากฏว่า เป็นอย่างนั้นให้รู้ว่ามี ถ้าทางตาก็เป็นสีสันวัณณะต่างๆ ขณะนี้
วิญญาณเป็นสภาพรู้ แต่สภาพรู้มีสองอย่าง จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง สีต่างกันมากเลย ตั้งแต่สีชมพูอ่อน จนกระทั่งถึงแดงเข้ม ใช่หรือไม่ ใครรู้ ก็จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ จึงสามารถที่จะบอกได้ว่า สีชมพู หมายความถึง ไม่ใช่แดงเข้ม เพราะเหตุว่า จิตรู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏ
อย่างเสียงมีตั้งหลายเสียง เสียงระฆัง เสียงระนาด เสียงตะโพน จิตรู้แจ้งในแต่ละเสียง เพราะฉะนั้น จึงสามารถที่จะบัญญัติใช้คำให้รู้ว่า หมายถึง เสียงไหน เสียงอะไรเสียงคน กับเสียงนก เสียงเดียวกันเหมือนกันหรือไม่ แต่เสียงเหมือนกัน เสียงเป็นเสียง รู้ได้ทางหู
เพราะฉะนั้น สภาพที่รู้เสียง ภาษาไทยเราใช้คำว่า ได้ยิน แต่ถามว่าได้ยินคืออะไร ก็ขณะที่เสียงปรากฏ ถ้าเสียงไม่มีปรากฏ จะบอกว่าได้ยินได้อย่างไร ขณะที่ได้ยินต้องมีเสียง เพราะจิตรู้แจ้งเสียง แต่จิตไม่ได้จำอะไร สัญญาเจตสิกเป็นสภาพที่เกิดกับจิตทุกขณะ สัญญาจำ จึงจำได้ว่า เสียงนี้ไม่ใช่เสียงนั้น คนในโลกนี้มีกี่คน เสียงกี่เสียง เพราะสัญญาเจตสิก พอได้ยินก็จำได้เลยว่า เสียงใคร แต่ได้ยิน แค่ได้ยินเสียงเท่านั้น ไม่ทำอย่างอื่นเลย แต่สภาพจำเป็นเจตสิกหนึ่งประเภท ที่เกิดกับจิตทุกขณะ
เพราะฉะนั้น สภาพที่รู้แจ้งมีคำหลายคำ จิต วิญญาณ มโน มนัส ตั้งหลายคำ แต่ถ้าพูดถึงสภาพรู้แต่ละทาง ทางตาก็รู้อย่างหนึ่ง ทางหูก็รู้อย่างหนึ่ง โดยอาศัยทางหนึ่งทางใด เช่น ถ้าอาศัยตา สภาพรู้ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตา จึงชื่อว่า จักขุวิญญาณ จิตที่รู้โดยอาศัยตา และรู้อย่างเดียวคือสิ่งที่ปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ ทางตา เป็นเสียงไม่ได้ เป็นอย่างอื่นไม่ได้
เพราะฉะนั้น รู้แจ้งต้องรู้แจ้งหนึ่งที่กำลังปรากฏ นั่นคือ สภาพรู้ ซึ่งใช้คำว่า จิตหรือวิญญาณ หรือมโน หรือมนัส ก็แล้วแต่ แต่ที่ใช้คำว่าวิญญาณ หรือ จิต ก็เพราะเหตุว่าอาศัยอะไร เราจะใช้คำว่าวิญญาณ ๖ ก็ได้ ตาหนึ่ง หูหนึ่ง จมูกหนึ่ง ลิ้นหนึ่ง กายหนึ่ง ใจหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ทางตา ก็เรียกว่า จักขุวิญญาณ เห็น ทางหู แค่นี้คนที่รู้ก็พูดได้เลย โสตวิญญาณ ทางจมูก ฆานะ คือจมูก วิญญาณ ได้กลิ่น ทางลิ้น ชิวหา รู้โดยอาศัยลิ้นกระทบกับรส และเกิดขึ้นลิ้มรส ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้เลยด้วยตา ว่าเปรี้ยว หรือเค็ม หรือหวาน จนกว่าจะกระทบลิ้น และก็ยังไม่ปรากฏจนกว่าจิตจะเกิดขึ้นลิ้มรสเท่านั้น อย่างอื่นจะมารู้รสไม่ได้เลย นอกจากจิตที่อาศัยลิ้นกระทบกับรส รู้เฉพาะรสอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จิตที่รู้รสทางลิ้น จึงเป็นชิวหาวิญญาณ
ขณะนี้เสียงอ่อนหรือไม่ เสียงแข็งหรือไม่ เสียงร้อนหรือไม่ เสียงเย็นหรือไม่ ตรงเลย ธรรมสำหรับให้เข้าใจ และของเราเองด้วย ไม่ใช่ฟังเขาบอก จึงเป็นอย่างนั้น แต่อาศัยได้ฟังแล้วว่าจริงหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ เสียงนี่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง หรือไม่
ผู้ฟัง เสียงไม่แข็ง ไม่อ่อน
ท่านอาจารย์ เสียงไม่แข็ง เสียงไม่อ่อน เสียงไม่ร้อน เสียงไม่เย็น เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีคำถามเลย เราจะไม่รู้ว่า เราเข้าใจมากน้อยแค่ไหน แต่ถามให้คิด เพื่อจะได้รู้ว่าเรามีความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้น ประโยชน์อยู่ตรงนี้ เวลาที่มีการสนทนาธรรม ประโยชน์อยู่ที่ตรงว่า ถามเพื่อจะได้รู้ว่า คนฟังเข้าใจแค่ไหน คิดอะไร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับคนฟัง ถ้าไม่ถามเลย พูดๆ ไป คาดคะเนเอาว่า คงเข้าใจหมดแล้ว แต่จริงหรือ เพราะว่าละเอียดมาก ต้องไตร่ตรอง ต้องมั่นคง เพราะฉะนั้น ตอบได้เลย ใช่หรือไม่ว่า จะรู้แข็งเมื่อไร เวลานี้อะไรแข็ง
ผู้ฟัง ต้องสัมผัสก่อน
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น เมื่อกระทบกายเมื่อไร แข็งจึงปรากฎ เย็นจึงปรากฏ ร้อนจึงปรากฏ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เราเลย
ผู้ฟัง ถ้าผมตาย ผมไม่มีจิตใช่หรือไม่ ผมก็ไม่รู้ว่า มันแข็ง มันอ่อนอะไร
ท่านอาจารย์ แน่นอน แน่นอน
ผู้ฟัง คำถามผมคือว่า แล้วจิตผมมาจากไหน
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ตายแล้ว ไม่รู้อ่อนหรือแข็ง เพราะฉะนั้น ที่รู้อ่อนหรือแข็ง เป็นเรา หรือเป็นอะไรที่รู้
ผู้ฟัง เป็นเรา
ท่านอาจารย์ ไม่มีเรา
ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ภาษาบาลี ก็สัพเพ ธัมมา อนัตตา เพราะฉะนั้น เมื่อตายแล้วไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้น ที่กำลังรู้แข็ง มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ที่ว่าตาย อะไรตาย
ผู้ฟัง คือ ร่างกายเรา
ท่านอาจารย์ ร่างกายก็ตาย เพราะว่าร่างกายนี่จริงๆ แล้ว มีรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน ซึ่งทำให้รูปนี้ต่างกับโต๊ะ เก้าอี้ซึ่งไม่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน
นี่คือความละเอียดอย่างยิ่ง ซึ่งต้องศึกษาทุกคำ ทีละคำ ทีละคำจนกระทั่งเข้าใจขึ้น ตอนนี้เข้าใจว่าจะเรียกจิต หรือจะเรียกมโน หรือจะเรียกวิญญาณ ก็คือสิ่งเดียวกัน คือ สภาพที่รู้แจ้ง ตัวจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเท่านั้น ไม่มีเจตนา ความจงใจที่จะดีจะชั่ว ที่จะฆ่า ที่จะเอื้อเฟื้อ ที่จะกรุณา
เพราะฉะนั้น จิตรู้แจ้งอย่างเดียว ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ขาดจิตเลย แต่จิตเกิดขึ้นพร้อมเจตสิก สภาพนามธรรมหลากหลายชนิด จำเป็นหนึ่ง ความรู้สึกเป็นหนึ่ง ความตั้งมั่นในสิ่งนั้นเป็นหนึ่ง ทั้งหมดทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำว่า ธรรม ถูกต้องหรือไม่ พูดถึงสิ่งที่มีจริง เป็นปรมัตถธรรม มาจากคำว่า ปรม อัตถะ ธรรม ธรรมทั้งหมดใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย เป็นปรม ยิ่งใหญ่จริงๆ แข็งต้องเป็นแข็ง เกิดเป็นแข็งแล้วดับ เปลี่ยนแข็งได้หรือไม่ เกิดแล้วเป็นแข็งและดับ ใครจะไปทันเปลี่ยนอะไร ทุกอย่างเป็นปรมัตถธรรม มีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้
เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา แต่มีธรรม ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ลึกซึ้งหรือไม่ จึงเป็นอภิธรรม เวลาที่ไปงานศพ มีการสวดอภิธรรม ก็คือกล่าวถึงธรรมส่วนละเอียดว่า ไม่ใช่คน กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ไม่มีเราเลยสักคำ อกุศล ธรรมที่ไม่ดี ฝ่ายไม่ดีทั้งหลาย กุศลธรรม ธรรมที่ดี ฝ่ายกุศลทั้งหลาย อัพยากตธรรม คืออะไร ผ่านไปเลย แต่สามารถเข้าใจได้เมื่อฟัง เพราะฉะนั้น คนที่เห็นประโยชน์ของการไม่โง่ ก็คือว่า ได้ฟังคำไหน ก็สามารถเข้าใจคำนั้นได้ เพราะฉะนั้น อัพยากตะ ไม่พยากรณ์ว่า เป็นกุศลหรืออกุศลตามความเป็นจริงของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้น มีธรรมที่เป็นกุศล มีธรรมที่เป็นอกุศล และมีธรรมที่ไม่เป็นทั้งกุศลและอกุศล รูปเป็นกุศลหรือไม่ แข็งเป็นกุศลหรือไม่ ไม่เป็น เพราะฉะนั้น ก็เป็นอัพยากตธรรม ทั้งหมดทั้งโลก กี่โลก ทุกชีวิต ทุกสิ่งที่มีชีวิตไม่มีชีวิต เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ให้เข้าใจตามความเป็นจริง ว่าเป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริงที่หลากหลายสุดที่จะประมาณได้ ที่เกิดดับสืบต่อเร็วจนลวงให้คิดว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอัตตสัญญา ความจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
จนกว่าจะเริ่มเข้าใจว่า ไม่มีเรา จึงเป็นอนัตตสัญญา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เกิดและดับสืบต่อ รวมกันเมื่อไร มีรูปร่างสัณฐานปรากฏเมื่อไร สัญญาเจตสิกก็เกิดขึ้นจำสิ่งนั้น เป็นใคร เมื่อเห็นก็รู้เลย เสียงยังไม่ทันเห็นเลย ก็รู้ว่าเสียงใคร นั่นคือ สภาพจำ เป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร เป็นธรรม สิ่งที่มีจริง ธรรมประเภทไหน เป็นธรรมประเภทรู้ เพราะจำ แต่ว่าไม่ใช่จิต เพราะจิตรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น
ส่วนเจตสิกเป็นสภาพธรรมหลากหลาย ที่เกิดพร้อมจิต และก็ดับพร้อมจิต และรู้อารมณ์เดียวกับจิต อารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ นั่นคือ อารมณ์ เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง รู้ได้ ค่อยๆ เข้าใจได้ ตามลำดับขั้น โดยไม่ประมาท
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500