ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
ตอนที่ ๑๔๗๕
สนทนาธรรม กับ ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม
วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
อ.อรรณพ กรายเรียนท่านอาจารย์ เรื่องชีวิต และก็เกิดมาทำไมแล้วคุณค่าของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เป็นวันดีพิเศษ ที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำที่ทุกคน ลืมทุกวัน มันไม่มีใครคิดถึง คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บ้างไหม มีแต่เรื่องอื่นทั้งหมด แม้แต่คำถามว่าเกิดมาทำไม
แต่ว่ามีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงความจริงของทุกอย่างไม่เว้นเลย แต่ละอย่าง แต่ว่าเมื่อเป็นคำของผู้ที่ไม่ใช่คนธรรมดา นักปราชญ์ใดๆ ในโลก แต่เป็นคำของผู้ที่ได้ใช้คำว่า ตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ถึงที่สุด
เพราะฉะนั้น การฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยที่ไม่เคยรู้จักพระองค์มาก่อนเลยได้ยินแต่ชื่อ ก็ต้องรู้ว่าไม่ง่ายที่จะเข้าใจในพระปัญญาคุณ ที่สามารถที่จะรู้ความจริงถึงที่สุด ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น คำของพระองค์กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกขณะ เดี๋ยวนี้ ก็มีจริง แม้แต่คำถามที่ว่าเกิดมาทำไม แต่การฟังธรรม ประโยชน์สูงสุด คือ เพื่อเป็นปัญญาของตนเอง ไม่ใช่ฟังแล้ว ถามคนอื่นว่า ถูกไหม ใช่ไหม จริงไหม แต่ละคำที่ฟัง พิจารณา ไตร่ตรองว่าถูกหรือผิดอย่างไร และก็แสดงความคิดเห็นว่า ตรงต่อความเป็นจริงหรือไม่ แม้ว่าตามความเป็นจริง
ผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ตรัสไว้ว่า อย่างไร คำนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า ตรัสรู้ความจริงที่ถูกปกปิดมานานในสังสารวัฎ ที่คนอื่นไม่รู้ แม้แต่คำถามเกิดมาทำไม มีใครกี่คนถาม ใช่ไหม แต่คนถามมี
เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่าเกิดแล้ว ต้องคิดไหม ความจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ไปหาสาเหตุ ต้นเหตุก่อน ว่าเกิดมาทำไม ยังไม่รู้เลยว่าอะไร แต่ว่าคำถามที่ว่าเกิดมาทำไม คำตอบที่แน่นอนว่า เกิดแล้ว เกิดแล้วมีอะไรบ้าง เกิดแล้ว เห็นเกิดมาทำไม เกิดมาเห็น มีได้ยิน เกิดมาทำไม เกิดมาได้ยิน
ถ้าไม่เกิด จะมีเห็น มีได้ยิน มีคิดมีความจำ มีทุกอย่าง ซึ่งไม่รู้เลย ว่าความจริงนั่นน่ะคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่การที่จะรู้ความจริง ต้องค่อยๆ พิจารณาว่า เกิดแล้วจึงมี ถ้าไม่เกิดไม่มี
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เอง เกิดแล้ว เกิดมาทำไม ก็เกิดมาเห็น ถูกต้องไหมเกิดมาได้ยิน อะไรอีก เกิดมาได้กลิ่น อะไรคือเกิดมาลิ้มรส อะไรเกิดมารู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัสกาย ทุกขณะในการสามารถพิสูจน์ได้ เดี๋ยวนี้ คือ เกิดแล้ว แล้วเป็นอย่างนี้ เกิดมาทำไม ก็เกิดมา ที่จะรู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น การเกิดเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพที่รู้ ถ้าไม่รู้ ก็เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นดอกไม้ เป็นแม่น้ำ เป็นภูเขา ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย แต่นี่เกิดมารู้ เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังเห็นเนี่ยค่ะเป็นสภาพรู้ ไม่ใช่ต้นไม้ไม่รู้ อะไรดอกไม้ ไม่รู้อะไร
แต่ขณะนี้ มีเห็นทุกคนมีเห็นด้วย แต่ว่าเห็น เป็นสภาพรู้ที่เกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีเหตุ ขณะนี้ เกิดมาทำไม ก็ได้ยินเกิดไม่ได้ยิน ได้ยินเป็นสภาพรู้ รู้อะไรได้ยิน ไม่ได้เห็น แต่รู้เสียง ขณะนี้มีเสียง เกิดมาได้ยินเสียง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงแต่ละขณะในชีวิต ก็เป็นสภาพ ซึ่งเกิดเพื่อที่จะรู้สภาพรู้เกิดแล้ว ไม่รู้ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อเป็นสภาพรู้ ต้องเป็นสภาพรู้ เกิดแล้วต้องรู้ เกิดแล้วไม่รู้ไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงในชีวิตประจำวัน มีความจริงสองอย่าง ความจริงอย่างหนึ่งมีจริงๆ อย่างแข็ง มีไหมทุกคนก็ต้องตอบว่าแข็ง แข็งรู้อะไีหรือเปล่า แข็งไม่สามารถจะรู้ว่าใครกำลังจับแข็ง หรือใครเอาแข็งไปเผาหรือไปทำอะไร ไปปิ้ง ไปย่างอะไรทั้งหมด เพราะว่าแข็งไม่ใช่สภาพรู้ แต่ถ้าไม่มีสภาพรู้ที่เกิดขึ้นรู้แข็ง แข็งใจปรากฏไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าโลกไหน โลก หมายความถึง สิ่งที่เกิดขึ้นรู้แล้วก็ดับไป และก็สิ่งที่เกิดขึ้นไม่รู้ก็เป็นโลก รวมความว่า สิ่งหนึ่ง สิ่งใดที่มี สิ่งนั้นต้องเกิด แม้แต่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ถ้าเกิดเป็นสภาพรู้ ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ ถ้าเกิดเป็นสภาพที่ไม่รู้ ก็จะรู้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ทั้งหมดไม่ว่าโลกไหน ก็มีสิ่งที่มีจริง ซึ่งคำว่า สิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ภาษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส พระองค์ตรัสกับชาวมคธพูดภาษามคธีที่ต้องใช้คำที่เขาสามารถเข้าใจได้
ด้วยเหตุนี้ พระองค์ตรัสว่า ธรรม เพราะฉะนั้น เราเริ่มเข้าใจ เราใช้คำภาษาอื่นซึ่งไม่ใช่ภาษาไทย แต่ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจความหมายของคำนั้นจริงๆ เลยเพียงแต่พูดไปตามที่ เคยได้ยินมาแล้วพูดกันต่อๆ มา
แต่ความจริง ก็คือว่า มีคำว่า ธรรม เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นธรรมทุกอย่าง โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด โดยละเอียดอย่างยิ่ง ลึกซึ้งอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ จากความเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอะไรทำให้เจ้าชายสิทธัตถะไม่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะอีกต่อไป
แต่เป็นผู้ที่ไม่มีใครเทียบได้ เปรียบได้ เลยทั้งโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ เทวะโลก พรหมโลก ใดๆ ทั้งสิ้น ก็ด้วยการที่ทรงบำเพ็ญบารมี ที่จะตรัสรู้ความจริง ซึ่งมีทุกขณะ แม้เดี๋ยวนี้ก็มี อย่างที่กล่าวว่า มีเห็น มีได้ยิน เห็นเป็นสภาพรู้ สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้อะไรเลย ได้ยินเป็นสภาพรู้ แต่เสียงที่ได้ยินกำลังได้ยินเสียงไม่รู้อะไรเลย
เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริง ซึ่งไม่เปิดเผยเลย ว่าความจริงของสิ่งนี้ ถึงที่สุด คืออะไร คือต้องเกิด ไม่เกิดไม่มี เพราะฉะนั้น ขณะนี้ เหมือนกับว่าเราเกิดมาแล้ว จะนับจำนวนวัน จะนับจำนวนปี กี่วัน กี่เดือน กี่ปีอายุ เท่าไหร่
แต่ก็ต้องมีสภาพธรรมที่เกิด สิ่งหนึ่ง ซึ่งเราได้ยิน แต่เราเผิน เราลืม เราไม่คิดถึงเลย พระองค์ตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น ต้องหมายความถึง สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาหรือเปล่า เห็นธรรมดาได้ยินธรรมดา จำธรรมดา คิดธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีจริง
ตามความเป็นจริงเป็นปกติของสิ่งนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกอย่างหมด แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เราก็เลย เราไม่ได้คิดถึง สิ่งที่เราลืมทุกวัน คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวถึง สิ่งที่เราไม่รู้ ไปถามใครนี่ จะให้คำตอบนี่ เขาจะตอบได้ถึง สิ่งนั้นเป็นจริงอย่างนั้น แม้เดี๋ยวนี้ ก็เปลี่ยนความจริงไม่ได้ เขาไม่สามารถจะรู้ได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ ผู้ที่ได้ศึกษาธรรมมีความเข้าใจระดับหนึ่ง คือ เริ่มพิจารณาว่า ขณะนี้มีสิ่งที่เกิดแน่นอน ถ้าไม่เกิด ไม่มี แต่สิ่งที่ไม่รู้ คือ สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ เห็นทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ได้ยินไม่ได้แต่ขณะที่ได้ยินจะเป็นขณะเห็นไม่ได้
เพราะฉะนั้น เห็นเกิดขึ้นเห็นเท่านั้น เท่านั้นจริงๆ คือ เห็นแล้วดับ ขณะที่ได้ยิน ถ้าไม่มีการเกิดของธาตุรู้เสียง เสียงปรากฏไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้น เสียงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เกิดแล้ว เป็นธรรมดา เป็นธรรมเป็นความเป็นไปของธรรมนั้น คือ เกิดขึ้นได้ยิน ทำอย่างอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น คิดก็ไม่ได้ เห็นก็ไม่ได้ เกิดขึ้นได้ยินแล้ว ก็ดับไป ใครรู้ เป็นความจริงหรือเปล่า
นี่คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงคำเริ่มต้นไม่กี่คำ แต่พระองค์ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา โดยประการทั้งปวง เพื่อให้ความเข้าใจที่พระองค์ได้ตรัสแล้วแจ่มแจ้งประจักษ์กับผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง สะสม ไม่ลืม ไตร่ตรอง จนสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ได้ จึงเป็น อริยสัจธรรม
ธรรมที่มีจริงๆ ตรงตามความเป็นจริง ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ที่เราใช้คำว่า สัจจะ ความจริง เปลี่ยนไม่ได้เลย แล้วยังมีคำว่า อริยสัจธรรม เสียง สัจจธรรมของเสียงอะไรเกิดขึ้น และดับไป จริงหรือเปล่า
เสียงเมื่อกี้นี้ อยู่ไหน ใครไปตามกลับมารู้ได้ ไม่มีอีกในสังสารวัฎ ไม่ใช่เฉพาะเมื่อกี้นี้เท่านั้นแต่ไม่มีอีกเลย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่มี มีแค่ปรากฏ และจะเข้าใจคำอื่นต่อๆ ไป ซึ่งเป็นปัญญาต่างระดับ ที่เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น จนสามารถจะเข้าใจ
แม้แต่คำที่ถ้าใครคิดว่า เขาจะศึกษาพระพุทธศาสนา เขาเปิดพระไตรปิกฎก เขาอ่านเข้าพบคำ แต่ไม่สามารถเข้าใจได้เลย ถ้าไม่มีพื้นฐานความเข้าใจตามลำดับครับไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น
ต้องมีการเริ่มต้นตามลำดับ และถ้าจะเป็นความเข้าใจ ต้องเข้าใจ ตั้งแต่คำแรก ไม่เปลี่ยนแปลง คำนั้นเป็นความจริง ไม่ว่าจะปรากฏที่ไหน เมื่อไหร่มีคำอื่นออกไปอีกก็ต้องเข้าใจจากคำแรก ที่ได้ฟัง ไม่เปลี่ยนแปลง น้องถือสัจจะ ผู้ที่สามารถที่จะรู้ความจริงอย่างในประจักษ์แจ้ง อย่างนี้ ตรงตามที่พระองค์ทรงแสดง เป็นอริยะประเสริฐยิ่งที่สามารถเข้าใจสิ่งซึ่ง กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ก็ไม่เข้าใจ ไม่สามารถที่จะคิดเองได้เลย
ด้วยเหตุนี้ จะใช้คำว่า พระพุทธศาสนา หรือจะไม่ใช้คำนี้ก็ตาม แต่เปลี่ยนการเป็นคำสอนของผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง ได้ไหม จะชื่ออะไรก็ตาม จะเรียกอะไรก็ตามแต่คำที่ทุกคนรู้จักก็คือว่า ศาสนา คือ คำสอน ของผู้ที่เป็นศาสดา ถ้าไม่รู้ แล้วจะสอนใครได้ แต่ว่าศาสดามีหลายศาสดา
เพราะฉะนั้น ศาสดาที่สอนให้รู้ความจริงเดี๋ยวนี้ และทุกขณะตามความเป็นจริง นั่นคือ พุทธะ คือ ผู้รู้ หรือใช้คำที่สูงกว่านั้น ตรงกว่านั้น ก็คือ ตรัสรู้ สามารถไม่ใช่เพียงคิด เพียงฟังและเข้าใจ แต่ประจักษ์แจ้ง สิ่งที่กำลังเป็นอย่างนั้นในขณะนี้
เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่า พระพุทธศาสนา คือ ศาสนาที่สอนโดยผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง และทรงประกาศแสดงความจริง ด้วยพระมหากรุณารู้ว่าคนอื่น ไม่สามารถจะรู้ได้เลย ไม่สามารถที่จะตอบคำถามว่า เกิดมาทำไม
เพราะไม่รู้ว่า อะไรเกิด และเกิดแล้ว กำลังเป็นอย่างนั้น ยังไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม ก็เกิดมาเห็น ก็ยังไม่รู้ ว่าเกิดมาเห็น เกิดมาได้ยิน ก็ไม่รู้ว่าเกิดมาได้ยิน เกิดมาเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็คิดนึกในเรื่องที่เห็นแล้ว ในเสียงที่ได้ยินแล้ว ตลอดชีวิตเป็นอย่างนี้ มากกว่านี้อีกละเอียดกว่านี้อีก ทุกขณะโดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้น ก็เป็นโอกาสพิเศษ เป็นวันพิเศษ ที่จะได้ฟังเสียง ซึ่งลืมทุกวัน คือ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดง ซึ่งดำรงอยู่ ยังมีอยู่ ไม่ใช่ให้อ่าน ไม่ใช่เชื่อ ไม่ใช่เพียงฟัง ไม่ใช่เพียงกราบไหว้ แต่เพื่อเข้าใจความจริง ประเสริฐยิ่งกว่าอีกไหม ความจริงซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจได้ด้วยตัวเอง
เพราะฉะนั้น จึงเคารพสูงสุดในผู้ที่ทำสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ สิ่งที่เกิดไม่ได้ และไม่เกิดแต่เกิดได้ และเกิดแล้ว ด้วยการฟังคำที่กล่าวถึง ความจริง ในสิ่งที่กำลังเป็นจริงในขณะนี้
เพราะฉะนั้น ก็เริ่มเข้าใจทุกคำ ประโยชน์ก็คือว่า เข้าใจ คำที่ได้ฟัง การศึกษา การเรียนเพื่อเข้าใจ สิ่งที่มี จากการฟัง แต่ต้องไตร่ตรอง ถ้าฟังเผินๆ มีประโยชน์ เกิดแล้วก็ตาย บางคนพูดว่าอย่างนั้น แต่เกิดแล้วตาย โดยไม่รู้ กับเกิดแล้วก่อนตายยังรู้ความจริง ซึ่งจะเป็นจริงทุกชาติ ทุกขณะด้วย อะไรจะประเสริฐกว่ากัน
เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่ตรัสไว้ เปลี่ยนไม่ได้เลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา สิ่งหนึ่งสิ่งใด คือ ธรรม ทุกสิ่งทุกอย่าง คือ สัพพะ เพราะฉะนั้น จะมีคำว่า ธรรมทั้งหลาย สัพเพ ธัมมาอนัตตา เป็นธรรม แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง
แต่นี้เป็นประโยคเดียวนะคะ แต่ประโยคก่อนนั้น ซึ่งขณะนี้เป็นอย่างนี้ก็คือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดเกิดเองไม่ได้ ไม่มีอะไรจะไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้เลยนอกจากอาศัยสิ่งที่มี ไม่ให้มี ก็ไม่ได้ เพราะสิ่งนั้นมี และก็ปรุงแต่ง อาศัยซึ่งกันและกันเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นโดยที่ต้องอาศัยสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้น
ภาษาที่พระองค์ตรัส ก็คือ สังขารธรรม เราได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม แต่ได้ยินน้อยมาก ผิวเผินมาก สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไหนบอกหน่อยซิว่า สังขาร คืออะไร เดี๋ยวนี้ เป็นสังขารหรือเปล่า ตอบไม่ได้ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แต่ถ้าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพในความจริง เราจะไม่เคารพในสิ่งที่ไม่จริง สิ่งที่ไม่จริง คือ สิ่งที่ผิด แต่สิ่งที่จริงเป็นอย่างไร ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ คือ สิ่งนั้นต้องเป็นอย่าง ความดีเปลี่ยนให้ดีไม่ได้ ความชั่วเปลี่ยนให้ดีไม่ได้ เห็นเปลี่ยนเป็นได้ยินไม่ได้ จำเปลี่ยนเป็นครบไม่ได้ แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นสังขารธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้น สังขารทั้งหลาย ไม้ทีไม้ความตื้นสิ่งที่เกิดเคราะห์มีการปรุงแต่ง พระองค์ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษาให้คลาย จนกระทั่งหมดความสงสัย
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ เพียงฟังคำสองคำนี่ ไม่พอที่จะหมดความสงสัยว่าแล้วอะไรทำให้เกิดขึ้น แต่ต้องค่อยๆ ฟังค่อยๆ เข้าใจ ในความหลากหลาย จึงสามารถที่จะรู้ว่า สิ่งใดก็ตามที่หลากหลาย ก็เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นหลากหลาย สิ่งนั้นจึงหลากหลายได้
ด้วยเหตุนี้ แข็งไม่ใช่กลิ่น ทุกอย่าง แต่ละหนึ่ง อาศัยปรุงแต่ง จนกระทั่งเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏเพียงชั่วขณะที่ปรากฏแล้วดับ ไม่มีใครสามารถที่จะคิดถึง ความจริงนี้ได้เลย
แต่ว่า ได้ยินเกิด ก่อนได้ยิน ไม่มีได้ยิน เกิดได้ยิน แล้วดับไป หาได้ยินอีกที่ไหน ได้ยิน แต่ได้ยินเสียงนั้น ซึ่งไม่เหลือแล้ว จึงมีอีกคำหนึ่งว่า สุญญตาทุกคำ ต้องเข้าใจความจริงโดยละเอียดขึ้น
นี้เป็นการตั้งต้น ที่จะเริ่มรู้จัก ผู้ที่ทรงพระนามว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยคุณนาม ความดีระดับนี้เปลี่ยนเป็นระดับอื่นไม่ได้ เปลี่ยนเป็นสาวกไม่ได้ เปลี่ยนเป็นปัจเจก รู้เฉพาะตนไม่ได้ แต่ละคำได้แค่นี้ความหมายที่ลึกซึ้งละเอียดมาก
เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะเข้าใจธรรม จากที่ไม่เคยเข้าใจเลย ต้องด้วยความเคารพ ในคำจริงที่ได้ฟัง และเข้าใจความจริงที่ได้ฟังยิ่งขึ้น ความเข้าใจตรง และถูกต้อง จึงสามารถเป็นจริงได้
จึงมีอีกคำหนึ่ง ซึ่งจะไม่ค่อยได้ยินกัน คือ สัจกจภาวนา เคยได้ยินชื่อพระอินทร์ไหม ใครก็ไม่รู้แต่มีรายชื่อตามคุณนาม อีกชิ้นหนึ่ง คือ ท้าวสักกะ ได้ยินไหม พูดนอบน้อมผู้เคารพ เราเคารพในความถูกต้องในสิ่งที่ดี จะเคารพสิ่งที่ไม่ดีหรือ
เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่มีความอ่อนน้อมอย่างยิ่ง เคารพอย่างยิ่งในความจริง เช่น ท้าวสักกะ ด้วยคุณธรรมข้อนี้ข้อหนึ่ง จึงเกิดเป็นหัวหน้าของเทวดา สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ ก็แสดงให้เห็นว่าทุกอย่างต้องมีเหตุ
เพราะฉะนั้น การฟังธรรม เคารพในความจริง จะค่อยๆ เข้าใจความจริงเพิ่มขึ้น และจะไม่ผิด แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่จริงไม่รู้ ทำกันตามๆ กันไปสำนักปฏิบัติวิปัสสนา ทำอะไร รู้อะไร เข้าใจอะไร เคารพไหม ในความไม่รู้ แต่สิ่งใดที่จริง ไม่เคารพหรือ ในเมื่อเปลี่ยนสิ่งนั้นไม่ได้เลย ใครก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนได้
เพราะฉะนั้น พูดตรงต่อความเป็นจริง จึงสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ ซึ่งกว่าจะเข้าใจได้ ความเป็นผู้ตรง สัจจะบารมี ตรงต่อความเป็นจริง อบรมเจริญปัญญาด้วยความเคารพในความจริง เป็นสกจภาวนา ไม่ใช่อะไรก็ได้ ใครบอกก็ได้ ไปไหนก็ได้ เชื่อหมด ให้ยกมือก็ยก ยกเท้าก็ยก ทำอะไรก็ทำ นั่นอะไร ตอบได้ไหม ความไม่รู้ใช่ไหม
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย จะไม่รู้เลยว่า ความไม่รู้แค่ไหน มากแค่ไหน วันนี้ เมื่อวานนี้ ตั้งแต่เกิด รู้อะไรบ้าง ที่มีจริงๆ ทุกวัน ไม่รู้เลย แล้วกี่ชาติไปแล้ว ในแสนโกฎกัลป์นับไม่ถ้วน จากความไม่รู้ค่อยๆ รู้จนถึงการที่จะบำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความตรงต่อความจริง
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ตรงต่อความจริง เกิดมาก็ไม่รู้ความจริง เกิดมาแล้วกรก็ตายไปแน่นอน แต่ตายอย่างไม่รู้ความจริงไปอีก แต่ละชาติ กับการที่มีโอกาสได้ฟังด้วยความเคารพในความจริง ก็ตึงผู้ที่เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง และก็พิจารณาเข้าใจ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แสดงว่ามีจริงๆ แล้วจะรู้อย่างอื่น หรือว่าจะรู้สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แต่สิ่งที่ไม่จริงเดี๋ยวนี้ก็มากมาย
เพราะฉะนั้น ต้องทีละหนึ่ง ถ้าหลายๆ อย่างรวมกันนี่ ไม่มีทางที่จะรู้ว่าความจริงเป็นอะไร แต่ถ้ามีแต่เพียงหนึ่งเดียวไม่รู้อื่นเลยทั้งสิ้น รอบรู้ รู้รอบ ในสิ่งที่ปรากฏเพียงหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้ แต่เพิ่งจะเริ่มฟัง และขณะที่ฟังหน่อย ไม่ลืมคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือ คำสอนให้เข้าใจความจริงเป็นพระพุทธศาสนา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500
