ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494


    ตอนที่ ๑๔๙๔

    สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙


    อะไรที่ยังไม่เข้าใจก็สนทนาเพื่อที่จะให้เข้าใจคำนั้นขึ้นเดี๋ยวนี้รู้จักตื่นหรือยัง รู้จักตึงครับแต่ไม่รู้ว่ามันตึงแล้วมันล้มอย่างเงี้ย แล้วทำไมจะไปเป็นลมแล้วค่ะตื่นนั่นแหละเป็นลมแล้วจะต้องไปเป็นลมยังไงอีกคะครับลักษณะที่ตึง คือถ้าชนิดหนึ่งซึ่งติ่งเรียกว่าถ้าตึงก็ได้ไม่ได้กรมก็ได้เรียกว่าธาตุไว้ก็ได้ไม่ได้กรมก็ได้จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ถ้ามันมีครับมีคำไหนก็ตามใจครับวาโยได้ไม่ได้พายุได้ไหมใช่ค่ะนี้ค่ะก็คือสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นเราต้องมีคำสำหรับให้ด้วย เราหมายความถึงสิ่งที่มีอะไรตรงไหนอะไรที่มีก็ใช้คำว่าถ้าแข็ง เราก็ใช้ชื่ออย่างหนึ่งใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เข้าใจ๓ธาตุได้หรือยัง เข้าใจครับอีกท่านหนึ่งเนี่ย เกาะกลุ่มซึมซากทำให้ธาตุทั้ง๓ก็ ปิดกั้นแยกกันไม่ได้เลยครับ นั่นคือธาตุน้ำ ถ้ามีธาตุลมต้องมีธาตุไฟธาตุน้ำธาตุเด่นถ้ามีธาตุไฟที่นั่นแต่มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุ๔ธาตุแยกกันไม่ได้เลยใช้คำว่ามหาภูตะรูปรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานไม่ว่าเสียงไม่ว่ากลิ่นอะไรทั้งหมดนะคะ ต้องมีกับมหาพุทธรูปเท่านั้น อาศัยเกิดกับมหาภูติรูป ถ้าที่นั่นไม่มีมหาภูติรูปจะไม่มีสิ่งที่กระทบตาไม่มีเสียงไม่มีกลิ่นไม่มีรสไม่มีรูปอื่นๆ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นให้เข้าใจหลักนะคะ ว่ารูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานคือถ้าดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมเรียกว่ามหาภูติรูป๔ เดี๋ยวนี้มีไหม มีครับแต่ระดับแล้วทั้งหมดเป็นของใครหรือเปล่าไม่ใช่ค่ะมีอากาศธาตุแทรกอยู่ทุกกะลาปะ กะลาปะคือกลุ่มของรูป๘รูปคือดินน้ำไฟลงมาผลกระทบ๔นะคะ แล้วก็๔คือสิ่งที่กำลังกระทบตาใช้คำว่าวรรณะก็ได้ครับสิ่งที่ปรากฏทางตาหนึ่ง และก็กลิ่นนึงแล้วก็รสนึง และก็อาหารใน๔รพแยกกันไม่ได้เลยแต่ปรากฏได้ทีละหนึ่งลูก ถ้าแข็งปรากฏธาตุไฟไม่ปรากฏ ทั้งคณะนั้นร้อนปรากฏทาเดลไม่ได้ปรากฏ ทีละหนึ่งที่จะปรากฏเพราะจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งปรากฏทีละหนึ่งแต่มีทั้ง๔แน่นอนเรารู้เพียงแพทย์โรคแยกกันไม่ได้เลยครับ ขอให้ทาบนำแจ้งคนนี้เลยครับผมยังตามไม่ทันครับมองไม่เห็นค่ะครับแต่ตั้งไม่ได้ครับถูกเมื่อไหร่แข็งหรืออ่อนเย็นเดือดร้อนตึงหรือไหวเพราะธาตุน้ำซึมซาบอยู่ใน๓รูปนี้ และจะไปรู้ได้ยังไง คืองี้แสดงว่าธาตุน้ำรู้ไม่ได้ ไม่รู้ทางกาย รู้ทางใจ โรคมีทั้งหมด๒๘ประเภท และรูปไหนที่ปรากฏเสมอๆ ในชีวิตประจำวันมีรูปอะไรบ้างที่รู้จัก สีเสียงกลิ่นรสที่สัมผัสได้อ่ะอะไรบ้างที่สัมผัสได้บินไฟล์ทลงดินไฟลมครับค่ะกี่ลูก ๗ครับเพราะชั้น๗รูปนี้เท่านั้นที่ปรากฏให้รู้ได้ว่ามีรูป๗รูปนี้ในชีวิตประจำวันแล้วยังอยากจะไปรู้ธาตุน้ำเลยค่ะ รู้ไหมได้ที่รู้ได้จริงๆ แค่๗รูปเท่านั้นในชีวิตประจำวันไม่เกิน๗ครับคือเมื่อก่อนเรามีความเห็นผิดว่าน้ำก็คือที่มันเป็นของเหลวที่พวกเลือดเซลล์เลยค่ะเลยค่ะ เพราะฉะนั้นทุกคำที่เคยฟังมาทิ้งหมด มาศึกษาพระธรรมรู้ว่าธรรมของพระเจ้ามา๓จ้างต้องเป็นคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนครับ อาจารย์บอกว่าไม่เห็นต้องไปปฏิบัติไม่ต้องเดินจงกรมไม่ต้องอะไรเดียวกันนะคะ ที่อาจารย์บอกว่าไม่เห็นต้องไปปฏิบัติดิฉันพูดหรือว่ามีข้อความในพระไตรปิฏกที่ไม่เห็นมีใครไปปฏิบัติหรือต้องไปปฏิบัติเลย นั่งอยู่ที่นี่รู้ได้ไหม รู้ได้ครับแล้วไปทำใหม่แล้วไปไหนรู้ตรงไหนก็ตรงนั้นครับที่อาจารย์บอกไม่เห็นต้องไปเดินจงกรมเป็นอย่างงี้แต่ว่าผิดรึเปล่าล่ะพุทธเจ้าตรัสอานิสงส์การเดินจงกรมอยู่จังกัมมะคืออะไรเดินกลับไปกลับมาครับทำไมเดินกลับไปกลับมา ผมมีความรู้ภาพนะครับ เห็นไหมคะอย่างนี้หรือแคศึกษาธรรมะรู้จักพอสัมมาสาวเจ้าหรือง่ายเหลือเกินอย่างนี้หรือไม่ต้องทำอะไรเลยไปเดินกลับไปกลับมา และลูกจ้างอริยสัจมีหรือในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความรู้ผมมีแค่นี้เลยพูดออกมาไม่ใช่ค่ะก็เมื่อกี้สงสัยไงว่าทำไมพูดอย่างนั้นทำไมได้พูดอย่างนั้น จะปรี๊ดว่าไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคำสอนที่ไหนที่ผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไปเดินกลับไปกลับมาจงกรมแล้วก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมมีไหมคะ ไม่มีครับไม่มีแล้วทำทำไม ทำเพราะอะไร แต่พระเจ้าก็บวกอานิสงส์การเดินจงกรมยังไม่รู้จักเลยว่าจงกรมเครียดอะไรนักบอกว่าพระเจ้าบอกนี่คือการตู่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคำไม่จริงทั้งหมดทำลายคำจริง เพราะฉะนั้นคำไม่จริงทั้งหมดทำลายคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้แต่อานิสงส์ของจงกรมก็ไปคิดเองโดยไม่รู้ว่าจังกัมมะคืออะไร ขออาจารย์ช่วยอธิบายครับการก้าวไปตามลำดับคือเดิน ครับ ทุกวันนี้เดินหรือเปล่าคะเดินครับ เดินไปไหนไปทุกทีเลยมีเดินไกลเดินไกลไหมมีครับค่ะอยู่ในห้องอยู่ในบ้านเมื่อยเดินไหม แก้เมื่อยมีฮะ เพราะฉะนั้นถ้าขนาดนั้นนะคะ ไม่รู้ชื่อว่าคำสอนของภาษามาสองเจ้ารึเปล่า เดินไป และจงกรมนั้นแหละที่กล่าวว่าอานิสงส์นั้นแหละ โดยไม่เข้าใจเลยเนี่ยจะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่าเพราะว่าทุกคำเป็นปัญญาไม่ใช่ครับไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการกระทำใดๆ ที่เข้าใจว่าส่งเสริม พระศาสนาแต่เมื่อไม่เข้าใจแหละผิด เข้าใจว่าส่งเสริมแต่ความจริงทำลายพระศาสนา ยิ่งเมื่อกี้นี้ พูดมาจงกรมเนี่ยนะเข้าใจว่าสรรเสริญแล้วก็ไม่รู้อะไรอย่างเงี้ยนั่นคือการทำลายพระศาสนา ยังไงคือถูกครับตรงนี้ก็เดินธรรมดาไม่ใช่เลยค่ะเป็นเราหรือว่าเป็นธรรมะ เป็นธรรมะค่ะรูปไหมตอนนั้นที่เดิน รู้บ้างไม่รู้บ้างรู้อะไรที่รู้บ้างรู้ความเคลื่อนไหวฮะรู้ความเคลื่อนไหวก็ใครก็รู้นะคะ ยกมือใครก็รู้เดินใครก็รู้ไม่เห็นมือประหลาดอะไรนะค่ะแล้วไงคะพระพุทธเจ้าสอนให้ทำอย่างนั้นเหรอเห็นไหมคะไม่คิดครับไม่ใจตรองเป็นการทำลายพระศาสนา อันนี้เข้าใจเดินได้ยังคะ เข้าใจครับเข้าใจว่ายังไง ความเคลื่อนไหวก้าวไปเป็นธรรมดาเป็นธรรมะครับแต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องฟังครับจนกระทั่งเข้าใจว่าไม่ว่าจะนั่งจะนอนจะยืนจะเดินไม่ใช่เราไม่ใช่ไปทำเดินแล้วจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมผิดครับผม ให้เข้าใจว่าชีวิตประจำวันทั้งหมดเป็นธรรมะตั้งแต่เกิดจนตายเดินก็ต้องเป็นธรรมะด้วย เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าขนาดนั้นเมื่อเป็นธรรมะไม่ใช่เราแล้วเป็นธรรมะอะไร ไม่ใช่เราเป็นคนจงใจไปค้นคว้าในขณะนี้ แต่ว่าฟังธรรมะ และเข้าใจเห็นความเป็นอนัตตาว่าขณะนั้นสามารถจะเข้าใจได้หรือไม่ ถ้าไม่สามารถจะเข้าใจก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่งกว่าจะละจนทั่วว่าทั้งหมดไม่มีเราเลย ไม่ใช่เราไปจงใจแล้วเราจะรู้นั้นผิด และฟันกลับมาค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งรู้ด้วยตัวเองว่าขณะนั้นมีอะไรที่เป็นธรรมะ อ๋ออาจารย์ชี้แนะอิริยาบถอื่นครับยืนเดินนั่งเล่นหมดเลยค่ะครับไม่ใช่ให้เราไปจงใจจะรู้ในขณะนี้ที่นั่งครับมีตัวเราไปนั่ง๕วันนี้เป็นธรรมะอะไรไม่ใช่แต่ฟังแล้วเข้าใจว่าขณะนี้เป็นธรรมะแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ฟังเพื่อที่จะเข้าใจธรรมะไม่ใช่จงใจตั้งใจเดี๋ยวนี้อะไรเป็นธรรมะตอนนั้นอะไรเป็นธรรมะเป็นธรรมะทั้งหมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นฟังจนกระทั่งเข้าใจจนกระทั่งขนาดนั้นเกิดเข้าใจก็เป็นธรรมะไม่ใช่เราเป็นตัวตนไปพยายามที่จะให้เกิดขึ้น ถ้ายังคงเป็นเราพยายามก็คือว่าลืมว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่บอกว่าหนังให้รู้อย่างนี้ยื่นให้รู้อย่างนั้นเดินให้รู้อย่างนี้ไม่ใช่เลย ภัทรเดชอาตมาก็ได้อ่านวิดทะมะเกี่ยวกับอานาปานสติ ท่านบอกว่านะปานัสสตินั้นเหมาะสมกับพระมหาบุรุษ ไม่เช่นนั่นหมายถึงว่าล่ะท่านอาจารย์ผู้ที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์จะคะ แต่เราก็ทำได้ใช้เราก็ทำก็คือจบอีกเหมือนกันใช่ค่ะ จบทุกครั้งที่เข้าใจว่าเราทำ ไม่ใช่เข้าใจแล้วละความเป็นเรา สองทางนี้เป็นคนละทางใช่ค่ะ เดี๋ยวนี้เป็นธรรมะหรือว่าเป็นพระคุณแจ้งเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นเวลาที่ลมหายใจปรากฏ ขณะนั้นเป็นอะไรก็เป็นธรรมะก็เป็นธรรมะแล้วก็ละไม่มีความติดข้องต้องการเพราะรู้ว่าลมหายใจก็ดับ จัดเรียกตลอดเวลาแต่รู้อะไร รู้ต้ม รู้ว่ายังไงใช่ค่ะก็ลงเข้าออกเข้าออก เพราะฉะนั้นเป็นพระคุณเจ้าที่รู้ลง ไม่มีสติสัมปชัญญะที่เกิดเพราะเข้าใจโดยความเป็นอนัตตาแล้วล่ะ เพราะรู้ว่าขณะนั้นก็เป็นแต่เพลงธรรมะอย่างหนึ่ง หนทางสองทางทางกั้นหนทางหนึ่งไม่รู้ทำด้วยความต้องการ ติดข้องไปเรื่อยเรื่อยอีกหนทางนึงเข้าใจถูกต้องว่าไม่มีเรา และเป็นอัตตาความเข้าใจธรรมะก็เป็นอนัตตาด้วย เดี๋ยวนี้สติสัมปชัญญะเกิดใหม่หรือเราทำ นี่ก็ต่างกันแล้ว ถ้าเราทำก็หนทางผิดแน่ ถ้าสติสัมปชัญญะเกิดเหตุใดจึงชื่อว่าสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็คิดว่าสติสัมปชัญญะเกิดแล้วหรือเขาบอกว่าเนี่ยเป็นสติสัมปชัญญะไม่ใช่ทั้งหมดต้องเป็นความเข้าใจถูกต้องเป็นความรู้ถูกจ๊ะ ฟังจนกระทั่งเข้าใจแล้วละความเป็นเรา เพราะค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งเวลาที่มีความเข้าใจพอเป็นศักยานมั่นคง เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดขนาดไหนเมื่อไหร่ก็รู้ตามความเป็นจริงโดยความเป็นอนัตตานั่นไม่ใช่เราแต่เป็นสติสัมปะชั เวลานี้ลมหายใจปรากฏหรือเปล่าปรากฏปรากฏกับพระคุณเจ้าเดือนนี้เจริญพังไม่ต้องทำอะไร แต่เราไม่รู้นะเพราะไม่รู้เห็นไม่ใช่ค่ะลมหายใจปรากฏก็ไม่รู้แล้วพระคุณเจ้าจะบอกว่าลมหายใจปรากฏตอนที่อาจารย์โพสต์อาตมาก็มาดู เพราะฉะนั้นก็เป็นพระคุณเจ้าดูไม่ใช่เป็นสติสัมปชัญญะที่เกิด และเข้าใจถูกต้อง เคยได้รับคำบอกเล่าให้ดูให้ทำมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นไม่มีความเข้าใจถูกต้องว่าเป็นไปเพื่อการรู้แล้วล่ะ ที่เข้าใจถูกต้องเป็นยังไงที่เข้าใจถูกต้องคือไม่มีเราที่จะไปกำหนด แล้วอะไรที่ไปรู้เดี๋ยวนี้รู้อะไรใช่ค่ะ แต่มันก็กำลังพิจารณาตามคำพูดของท่านอาจารย์กำลังพิจารณาคือเราคิด จะรำพันไม่ใช่ความเข้าใจ และเป็นธรรมะแต่ละหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะแต่ละหนึ่ง ปรากฏแล้วสักแต่ว่ารู้แล้วก็ดับไปไม่ใช่อย่างงั้นเลย เพราะฉะนั้นทุกคำเป็นบรรยาเทพแฝงลึก ที่จะต้องเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นที่จะละความเป็นเรา อาจารย์ครับพูดหลายครั้งว่าให้ฟัง ผมไม่แน่ใจว่าฟังธรรมมาแบบไหน ฟังรู้ว่าขณะนี้มีธรรมะกำลังปรากฏ แน่ๆ ไม่ขาดเลยตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมะทั้งหมด แต่เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเป็นเราตลอดเวลา พอดีมีครูบาอาจารย์หลายท่านครับเราจะฟังแบบไหนดีครับอาจารย์จะฟังว่าคือบ้างอาจารย์พูดเรื่องอะไร ถ้าพูดให้ทำผิด จะเป็นครูบาอาจารย์ได้ยังไงไม่ให้เข้าใจแต่ให้ทำ ไม่มีสักคนเดียวที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกให้ทำบอกให้เดินบอกให้นั่งบอกให้กำหนดไม่มีเลยเนี่ยเพื่อใครปิฏกเจอ คือสมัยนี้เอกครูบาอาจารย์มากมายที่แสดงธรรมเราจะสามารถรู้ได้ยังไงบ้างพวกคนที่เป็นกัลยาณมิตรฉันชาร์ตไม่เคยฟังคำของพระสัมมาสัมจ๋าเลยไม่รู้ ไม่มีอะไรจะเป็นเครื่องวัดเครื่องตัดสินได้เลยว่าพูดถูกหรือผิด แต่เมื่อได้ศึกษาธรรมะ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งได้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟังก็รู้ว่าใครผิดใครถูก ถ้าไม่มีความรู้เลยจะตัดสินได้ยังไงแต่เพราะเห็นว่าได้รู้แล้วได้เข้าใจคำของสัมมาสัมพุทธเจ้าพอใครพูดคำซึ่งไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้ว่านั้นคิดเอง สอนเองคิดเองขนาดนั้นก็เป็นคำสอนของผู้ซื้อใหม่ใช้ได้ศึกษาเข้าใจพระธรรมจึงกล่าวคำที่ตรงกันข้ามกับคำของสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำที่ตรงกันข้ามกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการทำลายคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาจารย์ครับรู้ว่ารู้ธรรมมะแทนละหนึ่งคือในขณะที่ปรากฏตอนนี้ธรรมะนั้นก็เคลื่อนไปอีก ธรรมะเครียดไม่ได้ค่ะมันดับแล้วก็สภาพไม่เกิดก็ไม่ได้ดับให้เห็นเลยจนกว่าจะเป็นวิปัสสนาญาณ จะมาดับกันเดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้วถ้ายังไม่ถึงปัสสนาญาณหมายถึงวิปัสสนาญาณก็ฟังเพื่อนละความเป็นเรา ส่วนใหญ่คนถูกซ่อนจากใครก็ได้ที่เห็นว่าคนที่ฟังต้องการรู้ต้องการเข้าใจต้องการเห็นการเกิดดับต้องการถึงนิพพานแต่เขาไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้นแต่มัน๓มา๓เจ้าตรัสว่าแต่ละหนึ่งจิตที่เกิด เป็นสิ่งที่มีชีวิตถ้าไม่มีจิตไม่มีเจตสิกซึ่งเป็นสภาพรู้ก็ไม่มีชีวิตไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลสิ่งที่มีชีวิตเพราะมีจิต และเจตสิก ถ้าศึกษาต่อไปจะดูว่าชีวิตเพราะเป็นชีวิตตินหรือยะเจตสิกซึ่งเกิดกับธาตุรู้ที่เกิดด้วยกันทำให้สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดำรงชีวิตทำให้ต่างกับสิ่งซึ่งไม่มีชีวิตในระยะ๗ cนี้เป็นสิ่งที่เป็นคำโดยตรงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นในขณะนี้ทุกคนมีจิตแต่ละหนึ่ง ถูกต้องมั้ยคะ แค่จิ๊ดนึงนี่ยังไม่ดับจิตอื่นเกิดไม่ได้เลยจะมีจิตสองจิต๓จิตเกิดพร้อมกันซ้อนกันอย่างนั้นไม่ได้แต่จิตหนึ่งขณะที่เกิดต้องดับไป ตราดไปหมดไปทั้ง๓คณะเพราะว่าส่งแยกให้เห็นว่าแม้จิตเกิดแบบเร็วสักเท่าไหร่ก็ตามจิตหนึ่งขณะเป็นอุปทัศนะขณะเคิร์ดไม่ใช่ขณะดับ และเมื่อเกิดแล้วก็ตั้งอยู่ฐีติขณะยังไม่ดับ และต่อจากนั้นก็พังคาสนามแม้เกิดดับเร็วสักเท่าไหร่ก็ตามจิตหนึ่งขณะก็ยังสามารถจำแนกเป็นขนาดย่อยได้๓คือขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับขณะตั้งอยู่ไม่ใช่ขณะเกิดขณะดับขณะดับก็ไม่ใช่ขณะเกิดไม่ใช่ขณะตั้งอยู่ถ้าจิตนั้นไม่ปรากไปหมดทั้ง๓อนุขณะจิตต่อไปเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อจิตหนึ่งขนาดโหมดไว้แล้วปราศไปแล้วทั้ง๓คณะหมดสิ้นเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดโดยความเป็นอนันตะปัจจัยหมายความว่าไม่มีระหว่างคั่นเลยใครจะไป๕มไม่ให้จิตเกิดสืบต่อไม่ได้ตั้งแต่เช้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้จนถึงขณะนี้ที่กำลังพูดก็เป็นจิตเจตสิกทั้งนั้นที่เกิดแบบเสพต่อ แต่ละคณะ และใครรู้บ้างว่าในจิตหนึ่งขณะของตนเอง มีอะไรบ้างในแสนโกฏิกัปป์ที่สะสมมาที่แน่นอนที่สุดคือความไม่รู ความติดคลอง กิเลสอีกมากมายมหาศาล โลภาโสสะความสำคัญตนความริษยาทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฝ่ายไม่ดีสะสมมาเป็นอนุสัยันอนเนื่องอยู่ในจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดอักเสบทอดกันแต่ละหนึ่งขณะสู้ขนาดต่อไปถ้าเป็นทางฝ่ายดีก็สะสมด้วย เพราะฉะนั้นทางฝ่ายดีบางคนก็มีอัธยาศัยในความเมตตา ในทางกรุณาในการช่วยเหลือคนอื่นในการมีความอ่อนโยนไม่มีความดุร้ายเป็นต้นพวกนี้นะคะเพราะฉะนั้นทั้งสองอย่างทั้งดี และชั่วที่สะสมมาเป็นอาศัยานุสัยัแต่ถ้ากล่าวถึงฝ่ายไม่ดีฝ่ายเดียวก็คืออนุสยะอนุสัย เพราะฉะนั้นแต่ละจริตขนาดเนี้ย ทรงอุปมาว่าเน่าเหม็นเป็นชื่อโรค เต็มไปด้วยโรคนานาชนิด เพราะฉะนั้นเราไม่รู้เลยจะฟังธรรมะจะเอาธรรมะจะประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานมีวิธีอะไรที่สอนมาบอกมาเพื่อที่จะได้ไปทำไปกำหนดไม่ได้ชำระจิตเลย ถ้าจะชำระจิตหมายความว่าความเข้าใจธรรมะที่ละหน่อยค่อยค่อยไปทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้นพร้อมที่จะเข้าใจในขณะที่ฟังแล้วมีสิ่งที่กำลังปรากฏตามที่ได้ฟัง แต่เวลานี้เพราะความไม่รู้มากมายมหาศาลความติดข้องในความเป็นเราก็มากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่สภาพธรรมะขนาดนี้กำลังเกิดแบบ อวิชาไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยจิตซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ และความเศร้าหมองสกปรกเชื้อโรคเยอะแยะมากมาย โรคร้ายทั้งหลายอยู่ที่นั่นแล้วจะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้ยังไง เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ได้ฟังค่อยๆ ชำระจิต ให้สะอาดขึ้นเพราะเข้าใจถูกต้องจนสามารถที่จะฟังแล้วขณะนี้มีสิ่งใดที่ปรากฏปัญญาก็สามารถที่จะรู้ถึงสภาพธรรมะนั้นตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นนี่คือการศึกษาธรรมะให้เข้าใจขึ้นเพื่อละความไม่รู้เพื่อละความอยากจะรู้เพื่อรับความยากจนต้องไปพยายามทำให้รู้ซึ้งผิดทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็เท่ากับเติมเชื้อโรคเติมความสกปรกเติมความเน่าเหม็นลงไปแล้วอย่างนี้จะเข้าใจธรรมะได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องละแต่ต้องรู้เพราะไม่ใช่เราทีละแต่ต้องเป็นปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง และความที่ไม่รู้ และความติดข้องช่องทางนี้ เอาเงินข้ามกัน เพราะฉะนั้นจะมาบอกให้ทำยังไงจะได้รู้สภาพธรรมะที่กำลังเกิดแบบแนวจิตที่สะสมมาแสนโกรธกลับเป็นยังไงเหมือนเดิมสกปรกเน่าเหม็นเป็นโรคน่าจะไปรู้ความจริงได้ยังไง เพราะฉะนั้นหนทางก็คือว่าฟังเข้าใจเรื่องรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละเล็กทีละน้อย และก็ลากความหวังที่จะไปทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะการที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมะไม่ใช่ด้วยความหวังไม่ใช่ความต้องการปิดกั้นทันที กำลังฟังแล้วใจค่ะทระวังฟังอะไรจะค่ะฟังธรรมะ ธรรมะคืออะไรสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ค่ะเลยเกิดหรือเปล่าถึงได้มีจะระวังเกิดแล้วดับไม่บอกความจริงเป็นอย่างนี้รู้ได้ไหมคะ เมื่อความจริงเป็นความจริงรู้จริงอย่างนี้ได้ไหม จ่ายตามเฉดรู้ได้แต่ไม่ใช่เดี๋ยวนี้รำพระเดี๋ยวนี้เพิ่งจะฝัน แล้วฟังอย่างเดียวไม่ต้องเรียนนะจากคุณเจ้าจะทำอะไรคือหมายถึงว่าเรียนควรควยหนังสือเพื่ออะไร เผื่อจะมีความรู้เช่น เช่นเกี่ยวกับเรื่องการรักษาเ๔ยงในหมู่รักษาศีลศีลคืออะไร ถือว่าปกติก็ได้ปกติของอะไร ของกายวาจาจิต เพราะฉะนั้น ศีลจำแนกเป็นประเภทได้เท่าไหร่ อันนี้แต่มันก็ไม่ใช่กุศล และสีลธรัมมังกุสรีระศีลอภัยากะตะศิล ในข้อความในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีจิตไชยศรีไม่ใช่ค่ะต้นไม้ใบหญ้าเมศีลไหม ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้ามีแต่จิตเจตสิกไม่มีกาย จะมีวาจา และการกระทำใดๆ ไม่เพราะมันไม่มี เพราะฉะนั้นเมื่อมีนามธรรม และรูปธรรม เพราะฉะนั้นอุปถัมภ์เป็นไปตามอำนาจของจิต เพราะฉะนั้นถ้าอกุศลจิตเกิดขึ้น การกระทำทั้งหมดเป็นอกุศลศีล คำพูดที่เกิดจากอกุศลทั้งหมด ก็เป็นอกุศล และศีลว่าจ้างก็เป็นอกุศลศีลแต่ขณะใดที่เป็นกุศลกายที่เป็นไปในกุศลก็เป็นกุศลศีลปกติที่จะเป็นไปตามจิต และเจตสิก สำหรับพระอรหันต์ไม่มีกุศล และอกุศลแต่ท่านก็มีการเทศนามีการสนทนาธรรมมีการช่วยรักษาคนป่วยที่เป็นพระภิกษุด้วยกันมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กุศลแต่เป็นอัพยากะตา เพราะฉะนั้นศีลต้องเป็นเรื่องของจิต และเจตสิ เพื่อแสดงว่าในขณะที่คนรับสนิทมีจิตไม่ทันเดินคนที่หลับสนิทใช่จะมีจุดนี้จะมีจิตรใหม่ ให้คุณแจ้งเราคิดก่อนว่ามีด้วยไม่มีใช่ค่ะ ถ้าไม่มีก็ตายใช่ไหมเพราะฉันมีไม่ใช่แค่ไหนถูกต้องใช่ค่ะอะไรที่ถูกต้องไตร่ตรองไม่เคยพิจารณานี่คือเข้าใจนี่คือความจริงไม่ใช่ไปไตร่ตรองเรื่องอื่น ไม่ใช่มีตัวตนต่างหากไปพิจารณาแต่ขณะที่ได้ยินนะคือเราคิดขนาดนั้นก็คือพิจารณาแล้ว ถึงได้จับได้ รับสนิทพระคุณเจ้าชื่ออะไรเถอะค่ะไม่รอ อยู่ที่ไหนใช่ค่ะก็ไม่รู้พ่อแม่เพื่อนฝูงไม่รู้ไม่รู้เลยรางวัลแต่มีจิต จราจร เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้เราได้พูดถึงจิตสองประเภทคือเมื่อเป็นจิตต้องรู้ ไม่ว่าขนาดไหนทั้งสิ้นจะหลับจะตื่นถ้ามีจิตเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นต้องรู้ และสิ่งที่ถูกจิตรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้ ใช่ค่ะว่าอารมณ์ไหนประชาไทแต่ความจริงก็คืออารัมณะในภาษาบาลีมีอารมณ์โดยไม่มีจิตได้ไหม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    21 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ