ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476


    ตอนที่ ๑๔๗๖

    สนทนาธรรม กับ ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม

    วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓


    ท่านอาจารย์ คำสอนให้เข้าใจความจริงเป็นพระพุทธศาสนา นี่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นให้รู้จักสิ่งซึ่งเราเหมือนรู้ แต่ความจริงไม่รู้ เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่งของพระธรรม ซึ่งกำลังเป็นอย่างนี้ แต่ถูกปกปิดไว้มืดสนิท กั้นสนิทไม่ให้รู้ความจริง แม้ว่าจะสว่าง แต่ความจริง คืออะไร เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ปรากฏ

    เพราะฉะนั้น กว่าความมืดนั้นจะคลายลง ด้วยแสงสว่างจากพระธรรมที่ทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิต เพราะเหตุว่า ความทุกข์ทั้งหลาย ความทุจริตทั้งหลาย ความไม่ดีทั้งหลาย มาจากความไม่รู้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ยากหรือไม่

    นี่คือ กว่าจะเข้าใจแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่เข้าใจคำนี้ ฟังอีกเท่าไร ก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงในคำที่ได้ฟังว่า กำลังฟังสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง ก็จะเริ่มรู้ว่า ความจริง คือ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ ซึ่งคิดเองไม่ได้เลย ต้องอาศัยการฟัง

    เพราะฉะนั้น ปัญญาตามลำดับ ปัญญาขั้นต้นได้ยินบ่อยๆ ปริยัติ ได้ยินใช่หรือไม่ ตึกปริยัติก็มี มีชื่อปริยัติ แต่ถามว่าปริยัติ คืออะไร ถ้าไม่ฟังให้ละเอียดจริงๆ ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ก็ศึกษาธรรมด้วยความเคารพในความจริงทีละคำ เพราะแต่ละคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง ในทางหลักของพระพุทธศาสนา เราเชื่อกันว่า มนุษย์เวียนว่าย ตาย เกิด เป็นสังสารวัฏ จริงๆ แล้วชาติแรกที่เราเกิดมา เกิดมาได้อย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยตรัสถึงเรื่องนี้ไว้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะตรัสรู้ ยังไม่ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก แสดงให้เห็นว่าประมาณไม่ได้เลย ก็มีแล้ว เห็นเดี๋ยวนี้ก็มีแล้วในอดีต ไม่ว่าจะนานแสนนานเท่าไรก็ตาม

    เพราะฉะนั้น ยามแรกก่อนที่จะได้ตรัสรู้ เป็นการระลึกชาติ การระลึกชาติไม่ใช่จำชาติเป็นบางส่วน บางตอน แต่ว่าสามารถที่จะระลึกถึงขณะที่เกิดขึ้นในแต่ละชาติ ว่าแต่ละชาตินั้นเป็นอะไร แต่ก็ไม่มีอะไรเหลือเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ระลึกนานเท่าไรก็ตาม ไม่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่มีที่สิ้นสุด

    ด้วยเหตุนี้ จึงรู้ว่า สิ่งที่ควรจะเข้าใจ ไม่ใช่อดีตที่ไม่ปรากฏให้เข้าใจ จะพยายามไปนึกสักเท่าไร ก็ไม่ใช่สิ่งนั้นแหละที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ จริงอย่างนี้ ปรากฏอย่างนี้ สามารถที่จะเข้าใจได้หรือไม่ ในเมื่อมีจริงๆ

    ด้วยเหตุนี้ ต้องรู้จักทุกคำ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลยทั้งสิ้น มีโลก หรือว่ามีอะไรหรือไม่ คำถามสำหรับคิดไตร่ตรอง เพื่อที่จะได้ ไม่ใช่เชื่อใครเขาบอก แต่ว่าตามความเป็นจริงที่ไตร่ตรอง ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้นจะมีโลกหรือไม่

    ผู้ฟัง น่าจะไม่มี

    ท่านอาจารย์ น่าจะ หรือไม่มีแน่นอน

    ผู้ฟัง ไม่มีแน่นอน

    ท่านอาจารย์ มีไม่ได้แน่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่เดี๋ยวนี้เหมือนมีโลกที่กว้างใหญ่มาก ไม่ใช่โลกเดียวด้วย จักรวาลเท่าไร ขนาดเทพบุตรท่านหนึ่ง พยายามที่จะไปถึงที่สุดของจักรวาล ไม่มีวันถึง เพราะว่าเป็นสิ่งที่มี ถ้าเมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มี จะไม่ให้มีได้หรือไม่ ใครไปทำให้ไม่มีได้หรือไม่ ในเมื่อสิ่งนั้นมี

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ว่าสิ่งนั้นมีชั่วคราวแสนสั้น หรือว่ายั่งยืน ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ พิจารณา แม้แต่คำว่า สังสารวัฏ พูดคำนี้ออกบ่อย สังสาระ กับวัฏฏะ ขอเชิญคุณคำปั่นให้ความหมายภาษาบาลีด้วย

    อ.คำปั่น ซึ่งคำว่า สังสาระ วัฏฏะ ก็มีคำภาษาบาลีสองคำ ก็คือหนึ่ง ก็คือคำว่า สังสาระ อีกคำหนึ่งก็คือ วัฏฏะ สังสาระ ก็คือ การท่องเที่ยวไป จริงๆ ก็ไม่ใช่ตัวตนที่ท่องเที่ยวไป แต่ว่าก็คือ เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นไป

    ซึ่งข้อความในอรรถกถา ก็ได้อธิบายว่า ลำดับแห่งการเกิดขึ้นเป็นไปของสิ่งที่มีจริง เป็นไปอย่างไม่ขาดสาย นี่คือ ความหมายของสังสาระ และก็วัฏฏะ หมายถึง วนเวียน เป็นการเกิดขึ้นเป็นไปของสภาพธรรม ใช่หรือไม่ อย่างวันนี้ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน ใช่หรือไม่ เดี๋ยวคิดนึก ไม่มีตัวเราเลย มีแต่ธรรมเท่านั้น นี่คือ ความหมายของสังสารวัฏ ซึ่งก็คือ เป็นแต่ละหนึ่งขณะ แต่ละหนึ่งขณะนั่นเอง

    ข้อความในพระไตรปิฎก ในติณกัฏฐสูตร สังยุตตนิกาย นิทานวรรค พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสชัดเจน ว่าสังสารวัฏที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลาย ไม่ปรากฏ จะตามไปสักเท่าไรก็ตาม ไม่สิ้นสุดเลย เพราะเหตุว่า ตราบใดก็ตาม ที่ยังมีความไม่รู้ ยังมีความติดข้องอยู่ ก็ยังต้องเกิด ยังต้องมีการเกิดขึ้นเป็นไปอย่างไม่สิ้นสุด ผ่านมานับชาติไม่ถ้วนแล้วใช่หรือไม่ ในแต่ละชาติที่ผ่านไป จนมาถึงเป็นบุคคลนี้ ก็นับชาติไม่ถ้วน

    พระองค์ทรงแสดงโดยข้ออุปมาที่ชัดเจนมากเลยว่า ให้เอาหญ้าเอาไม้ทั่วโลกเลย มามัดเป็นกำๆ กำละ ๔ นิ้ว แล้วสมมติว่าผู้นี้เป็นบิดา ผู้นี้เป็นมารดา ไม่สิ้นสุดเลย แต่หญ้าและไม้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ที่จะกำหนดว่า ผู้นี้เป็นบิดา เป็นมารดาไม่สิ้นสุดก็เพราะเหตุว่า เกิดมานับชาติไม่ถ้วนแล้ว

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่อยู่ตรงที่ว่า เกิดมาได้อย่างไร ตั้งแต่ในภพไหนชาติไหน แต่ขณะนี้ได้เกิดมาแล้ว เป็นบุคคลนี้แล้ว มีชีวิตความเป็นไปแล้ว แต่อะไร คือ ที่จะเป็นประโยชน์ที่สุด สำหรับชีวิตที่ได้เกิดมา ก็คงจะได้สนทนาเป็นลำดับไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เข้าใจทีละคำ ละเอียดขึ้นอีก เท่านี้ไม่พอ สังสาระ ท่องเที่ยว ใครเข้าใจคำนี้บ้าง คิดว่าเราใช่หรือไม่ ถ้าพูดว่าท่องเที่ยว จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง ท่องเที่ยวไปโน่นมานี่ ชาติโน้นชาตินี้ ที่นั่นที่นี่ วัฏฏะวนเวียน วนเวียนอย่างไร

    แต่รู้ไหมว่า สังสาระ ท่องเที่ยวไม่จบ วัฏฏะวนเวียน วนเวียนอยู่ไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วันนี้ใครไปท่องเที่ยวที่อื่นบ้าง พ้นจากเห็นหรือไม่ พ้นจากได้ยินหรือไม่ พ้นจากได้กลิ่น พ้นจากลิ้มรส พ้นจากการที่รู้สิ่งที่กระทบกาย พ้นจากการคิดนึกเรื่องต่างๆ เหล่านี้หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ไม่มีตัวตน แต่ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงนี่แหละ เกิดดับ ไม่กลับมาอีกจริง แต่มีสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น เพราะฉะนั้น ไม่ปรากฏว่าโลกแตก แต่ความจริงโลก คือ สิ่งที่เกิดและดับ แล้วไม่เหลือด้วย ถ้าเข้าใจความหมายว่า แตก ดับก็คือ ทุกขณะ ไม่เหลือเลย

    ค่อยๆ ละความไม่รู้ ค่อยๆ ละการยึดถือว่าเป็นเรา ค่อยๆ ละการยึดถือแม้แต่คำที่ได้ยินคำว่า ท่องเที่ยว วนเวียน ก็ต้องรู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว แต่ละหนึ่งขณะเท่านั้นที่เกิดขึ้นและดับไป สองขณะพร้อมกันไม่ได้ ขณะเห็น จะเป็นขณะได้ยินไม่ได้ ถึงแม้ว่า ดับแล้วก็เกิดอีก ท่องเที่ยวอีก ไปไหน เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวได้กลิ่น เดี๋ยวลิ้มรส เดี๋ยวรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ที่ไหน เป็นนกก็เป็นอย่างนี้ เป็นไก่ก็เป็นอย่างนี้ เป็นปู เป็นปลา เป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น

    เพราะฉะนั้น จึงเป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริง เกิดตามใจชอบ หรือว่าใครจะไปทำให้เกิดก็ไม่ได้ ต้องเกิดเมื่อมีปัจจัยเฉพาะ ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดเป็นสิ่งนั้น แค่เกิดขึ้นเห็นจบ เกิดขึ้นได้ยินต่อ ท่องเที่ยวอยู่ที่นี่แหละ ไม่ไปที่ไหนเลย

    เพราะฉะนั้น โลกตามความเป็นจริง แต่ละหนึ่งปรากฏ ก็จะไม่เป็นใครเลยทั้งสิ้น จึงใช้คำว่า ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ถาวร ที่ยั่งยืน ที่รวมกัน แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อไม่รู้จบ ท่องเที่ยวไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    เพราะฉะนั้น ขณะไหน เมื่อไรเป็นสังสารวัฏ ต้องเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้เอง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นท่องเที่ยววนเวียนอยู่ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มีเรา แล้วก็สังสารวัฏก็เป็นอะไรก็ไม่รู้ เพียงแต่บอกว่าท่องเที่ยว

    แต่เดี๋ยวนี้เอง ทุกขณะเป็นสังสารวัฏ จะขาดสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ จนกว่าจะดับสังสารวัฏ คือ ไม่มีการเกิดขึ้นของอะไรอีกเลยทั้งสิ้น ซึ่งสามารถที่จะเป็นไปได้ แต่ว่าขณะนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่า ยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้น คืออะไร ก็ต้องยึดถือว่า เป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะการเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้

    นี่เริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงซึ่งถูกปกปิดไว้ ดอกไม้มีหลายดอกที่นี่ ทีละหนึ่งต่างกัน ถ้าไม่ต่างกันจะเป็นหลายดอกได้อย่างไร และในหนึ่งดอกมีอะไรบ้าง กลีบก็มี ก้านก็มี เกสรก็มี แต่ละหนึ่งหรือไม่ กว่าจะมารวมกัน แล้วก็เข้าใจไปเลยว่า เป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง และเป็นแต่ละดอกด้วย ฉันใด ทุกสิ่งขณะนี้ เกิดขึ้นละเอียดแตกย่อยทำลายอยู่ทุกขณะ นั่นคือ ความหมายของโลก ซึ่งไม่ใช่โลกุตตระ ไม่ใช่พ้นจากการที่จะต้องมีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรม ไม่ใช่ฟังผิวเผิน แม้แต่คำว่า วัฏฏะ แม้แต่คำว่า สังสาระ ก็คือ เดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ จะอยู่ไหน ไหนสังสารวัฏ

    ด้วยเหตุนี้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็คืออะไร ก็คือ แต่ละหนึ่ง ปนกันไม่ได้เลย เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อสักครู่นี้แล้ว และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่งว่า หนึ่งขณะที่เห็น มีอะไรเกิดร่วมกันในขณะนั้น นี่คือ พระปัญญาคุณ ซึ่งถ้าไม่ได้มีการฟังพระธรรมจะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้น ที่เราว่าเราฟังพระธรรม ฟังอย่างนี้หรือไม่ หรือฟังเรื่องราว เรื่องคนโน้น เรื่องคนนี้ เรื่องเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ต้องฟัง ก็รู้ไม่ใช่หรือ แล้วไหนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้

    พระองค์ตรัสคำนี้เมื่อไร เมื่อได้ตรัสรู้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ตรัสว่า สิ่งที่มีจริง คือ ธรรม ละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะเห็นได้ ถ้าไม่รวมกัน จะมีคนหรือไม่ ตาอยู่ทาง หูอยู่ทาง จมูกอยู่ทาง หัวใจอยู่ทาง แขนขาอยู่ทาง ทุกอย่าง จะมีคนได้อย่างไร แขนก็เป็นแขน ขาก็เป็นขา แต่เมื่อรวมกันแล้วรู้หรือไม่ว่า ทั่วทั้งตัว มีอากาศธาตุ ธาตุที่ว่างเปล่า แทรกอยู่ละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายทุกอย่างได้ แล้วนั่นหรือ คือโต๊ะ นั่นหรือคือเก้าอี้

    ถ้าไม่มารวมกัน ไม่ปรากฏเป็นรูปร่างนิมิตสัณฐานให้จำได้ จะไม่รู้เลยว่า อะไรเป็นอะไร เข้าใจว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ยั่งยืน แต่แตกย่อยออกแล้ว ก็คือ โลกแต่ละหนึ่ง ที่เกิดและก็ดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้

    คำนี้เป็นคำของใคร คำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อประกาศความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ให้คนที่ได้สะสมการที่จะพิจารณาความจริง ความตรง ความถูกต้อง และเห็นประโยชน์ได้เริ่มเข้าใจ และรู้คุณค่าของการที่จะมีชีวิตอยู่ว่า มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ใครกำลังจะตายบ้างขณะนี้ ลองคิด ทุกคนหรือไม่ ตายเดี๋ยวนี้ก็ได้ จริงหรือไม่

    เพราะฉะนั้น ทุกคนก็กำลังจะตาย กำลังจะ กำลังจะ จนกว่าจะถึงขณะซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย แม้ความตายก็ต้องเป็นในขณะนั้น ที่มีปัจจัยถึงพร้อมที่จะพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้อีกต่อไปไม่ได้เลยในสังสารวัฏ

    เพราะฉะนั้น แต่ละพระชาติของพระโพธิสัตว์ จะกลับให้เป็นพระเวสสันดรก็ไม่ได้ จะกลับให้เป็นชาติโน้น ชาตินี้ ไม่ได้เลย แม้แต่เมื่อสักครู่นี้ ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย แต่ไม่รู้ จึงหลงยึดถือเดี๋ยวนี้ ว่าเราเห็น แต่ถ้าไม่เกิด เห็นไม่มีเรา แล้วเห็นก็ดับไป แต่ยังหลงเข้าใจว่า เรายังเห็น เพราะความไม่รู้

    เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน และก็เริ่มเข้าใจ นั่นคือ เหมือนปาฏิหาริย์ อะไรจะทำให้ความไม่รู้ ค่อยๆ ละไปทีละน้อย จนกว่าจะหมดสิ้น เพราะเหตุว่า ไม่รู้ นานแสนนานเท่าไร นับประมาณไม่ได้

    เพราะฉะนั้น การฟังธรรมด้วยความเคารพ คือ เข้าใจจริงๆ ไม่เปลี่ยนเลย ในคำที่ได้ฟังแล้วว่า ไม่มีเรา ธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา ตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตา คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่แยกออกไปละเอียดแล้ว ไม่ใช่สิ่งนั้น

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ เพราะปรากฏแล้วจริงๆ เพียงแค่สิ่งที่กระทบตาเท่านั้น ถ้าสิ่งนั้นไม่กระทบตาปรากฏได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น คนทั้งคนจะกระทบตาได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เข้าใจผิดว่าเป็นคน แต่ความจริงเป็นสิ่งไหน อยู่ไหน อะไรก็ไม่รู้เลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง แต่ทรงแสดงว่า ที่ใดที่มีแข็ง มีอ่อน มีเย็น มีร้อน มีตึง มีไหว มีธาตุ ๔ ธาตุ ที่เราคุ้นเคยใช้คำว่า มหาภูตะ ธาตุใหญ่ที่ปรากฏว่ามี อย่างแข็ง ไม่ต้องแสวงหาเลย กระทบเมื่อไรปรากฏ แต่ถ้าไม่กระทบมีแข็งหรือไม่ ปรากฏหรือไม่ เข้าใจว่า ยังอยู่ แต่ไม่เกิด ไม่มี

    เพราะฉะนั้น เกิดเมื่อไร มีเมื่อนั้น แล้วก็ดับไปแล้วด้วย ใครจะรู้ หรือไม่รู้เปลี่ยนธรรมไม่ได้ นี่คือ การที่มีชีวิตอยู่สำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ของการได้เกิดมา และสามารถที่จะได้ยินได้ฟัง ได้เข้าใจคำแต่ละคำที่เข้าใจได้ มีชีวิตอยู่เพื่อเข้าใจพระธรรม หรือว่ามีชีวิตอยู่เพื่อธรรมปรากฏ ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละขณะ ซึ่งสามารถที่จะถึงวันนั้นได้ เพราะเหตุว่า มีผู้ที่รู้ความจริง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมแล้ว เป็นจำนวนมาก แต่ก็ความจริงนั้น ไม่ใช่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นสาวกผู้ฟัง และก็อบรมความเข้าใจตรงตามที่ได้ฟัง

    จนกว่าจะรู้ว่าอะไรก็เกิดไม่ได้ อยากเท่าไรก็เกิดไม่ได้ ไม่อยากก็เกิดได้ เมื่อมีปัจจัยที่จะเกิด ต้องเกิด คือ เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างที่ปรากฏ ถึงเวลาพร้อมด้วยปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้น ซึ่งแต่ละหนึ่ง เกิดดับเร็วมาก คิดมีจริงหรือไม่ คิดแล้วดับแล้ว หมดแล้ว คิดอะไรตอบได้หรือไม่ จำมีจริงทุกขณะ เห็นอะไรก็จำ ถ้าไม่จำ ก็จะไม่รู้ ว่ารูปร่าง สัณฐานอย่างนั้นเป็นอะไร เป็นต้น

    นี่คือ โลกซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณ นอกจากเร็วสุดที่จะประมาณ และยังสืบต่อมากมายสุดที่จะประมาณ จนกระทั่งทำให้หลงผิดเข้าใจผิดว่า เป็นโลกที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดยั่งยืนตลอดเวลา แต่ถ้ารู้ความจริงแล้ว ชั่วขณะที่เกิดและดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะขณะนี้ เหมือนเห็นกับได้ยินพร้อมกัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

    เห็นต้องอาศัยตา ได้ยินต้องอาศัยหู ตาอยู่ไหน หูอยู่ไหน ใกล้กันหรือไม่ หรือห่างไกลกัน มีอากาศธาตุแทรกคั่น และอะไรทำให้เกิดขึ้น ทรงแสดงให้เข้าใจความจริงทุกประการ แต่ต้องเริ่มต้นทีละคำ จากคำว่า ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง แม้ว่าจะหลากหลายมากมายประมาณไม่ได้เลย เพราะดับแล้ว ไม่กลับมาอีก แต่ก็ต่างกันเป็นสองอย่าง คือ ธรรมอย่างหนึ่ง เกิดไม่รู้อะไร อีกอย่างหนึ่ง เกิดรู้ เกิดแล้วต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้

    เพราะฉะนั้น คำว่า คน ไม่ใช่มีแต่รูปร่างกาย แต่ต้องมีธาตุรู้ด้วย และธาตุรู้ก็ยังละเอียดต่อไปอีก ที่ทรงแสดงความต่างกัน เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง วิชาไหนจะประเสริฐเท่าวิชานี้ วิชาใดๆ ในโลกทั้งหมด ชาวโลกที่สามารถเข้าใจเพียงส่วนนั้น ก็แสดงความจริงส่วนนั้นให้คนอื่นได้รู้

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างโดยประการทั้งปวง ให้เกิดความเข้าใจของตนเอง ไม่ใช่ต้องมีใครมามอบให้ เพราะเราไปรับฟังจากเขา เขาเป็นใคร เขาต้องดีกว่าเรา เขามอบให้เรา

    แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีใครมอบปัญญาการตรัสรู้ให้พระองค์บ้าง และพระองค์ทรงมอบให้ใครบ้าง ไม่สามารถจะให้ใครได้เลย นอกจากคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งทำให้ผู้นั้นเกิดปัญญาความรู้จริงๆ ของตนเอง ไม่ว่าใครจะบอกว่า ระดับไหน ปริญญาไหน จะเปลี่ยนความจริงไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ ปริญญาในพระพุทธศาสนา เป็นปริญญาที่ประจักษ์แจ้งความจริงของธรรม ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์แจ้งความจริง ก็คือ ปริยัติ เพียงฟังคำที่จะนำมาสู่ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง แต่ยังไม่ถึงระดับขั้นที่ประจักษ์ความจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ความรู้ก็ต่างขั้นกัน

    ผู้ฟัง ชาวพุทธทุกคน เราฟังอะไรมาต่างๆ มากมาย แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือความจริงตรงนี้ เราจะรู้ให้ละเอียดลึกซึ้งเป็นลำดับอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่า ชาวพุทธ คือใคร

    ผู้ฟัง พุทธ คือ ผู้รู้

    ท่านอาจารย์ แล้วชาวพุทธ

    ผู้ฟัง ก็ต้องเป็นผู้ที่รู้

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าไม่รู้ เป็นชาวพุทธหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นแต่ชื่อก่อนได้หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็มีแต่คำว่า ชาวพุทธ แต่รู้จักชาวพุทธหรือไม่ ความเป็นผู้ตรงเท่านั้น ที่จะรู้ความจริง ถ้าไม่รู้อะไรเลย แล้วบอกว่าเป็นชาวพุทธ แล้วก็ถามว่า ชาวพุทธคือใคร รู้อะไร จะตอบว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าไม่รู้อะไรเลย คงตอบไม่ได้ เว้นแต่ชื่อเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ความตรง ก็คือว่า ไม่ต้องคิดถึงใครเลย ตัวเองนั่นแหละเป็นชาวพุทธหรือไม่ วันนี้ได้รู้ความจริงใช่หรือไม่ คนอื่นรู้ไม่ได้ แต่รู้ได้ด้วยตัวเอง และเป็นความตรงด้วย ถ้าไม่ตรงตั้งแต่ต้น ก็จะไม่ตรงตลอดไป

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ขยายความตรงนี้

    ท่านอาจารย์ คุณจักรกฤษณ์เคยอุปมาติดกระดุมเสื้อผิด ใช่หรือไม่ ตั้งแต่เม็ดแรก เม็ดต่อๆ ไปก็ผิดหมด มีทางหลายทาง เกิดแล้วต้องไปทั้งนั้น ไม่สามารถที่จะอยู่ยั่งยืนได้เลย ทุกขณะกำลังไป แต่ทางไปมีมาก ไปสู่ความเห็นผิด ไปสู่ความเห็นถูก ก็ต่างกัน


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    11 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ