ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497


    ตอนที่ ๑๔๙๗

    สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙


    ท่านอาจารย์ ใช่พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ใคร ไม่รู้เรื่องการบวช และยิ่งเป็นจำนวนมากๆ ชนกันหมดเพื่ออะไร บางคนถูกชักชวนให้บวช ขอให้บวช ให้เต็มจำนวนไปกันใหญ่

    ผู้ฟัง แต่บวชมาแล้ว ก็ได้ศึกษาธรรม ของพระผู้มีพระภาคก็รู้ไปเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ ถ้าตั้งต้นผิดไม่รู้ พระคุณเจ้าไม่ได้รู้เรื่องเมตตา พระคุณเจ้าไม่รู้เรื่องจิต ไม่รู้เรื่องอนัตตา มีแต่ให้กำหนดให้ทำ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง เจริญพร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่แก้ไข เป็นโทษอย่างยิ่ง หนักมาก ทางไปมีแล้ว คือ อบายภูมิ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าใครจะบวชก็บวช ไม่มีเลย แล้วบวชไปทำไม

    ผู้ฟัง บวชมาเพื่อมาศึกษาธรรมของพระผู้มีพระภาค

    ท่านอาจารย์ ดูลมหายใจ ผิดไหม ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น พุทโธ ไม่เข้าใจเลย และพูดทำไม พูดคำนี้เพื่ออะไร ในเมื่อไม่รู้ความหมายเลย

    ผู้ฟัง แต่ถ้าไม่มีผิด ก็ไม่ถูก ยึดสนใจ

    ท่านอาจารย์ จะไปทางผิด ไม่มีใครห้าม

    ผู้ฟัง ก็ไม่แต่ว่าครั้งแรกแล้วก็ ผิดแต่ ต่อมาเราได้ศึกษา

    ท่านอาจารย์ แล้วก็มานานเท่าไหร่ ก็อาจจะตายก่อน นี่เป็นความหวังดีเจ้าคะพูดคำจริงเพื่อประโยชน์ มิฉะนั้น เรื่องอะไร เดี๋ยวฉันจะมานั่งพูดอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ไหนสบายกว่า แน่ๆ พักผ่อนหย่อนใจที่ไหนก็ได้

    บางคนก็ห่วงใยเหลือเกินสุขภาพจะเป็นยังไง ไม่สำคัญอะไรเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิจารณาแล้วว่ามีอะไร ที่พระองค์จะเคารพ ไม่มีใครที่พระองค์จะเคารพได้เลย นอกจากธรรม

    เพราะฉะนั้น พระองค์เคารพธรรม คนไม่เข้าใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคารพธรรมอย่างไรไม่ว่าใครก็ตามที่ได้สะสมการที่สามารถจะเข้าใจธรรม จากการได้ยินได้ฟัง แม้เขาอยู่ไหลเสด็จไปด้วยพระบาท ไม่ได้ใส่รองพระบาทด้วย เพื่ออนุเคราะห์เขา เพราะเคารพในธรรม

    ธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสุด ซึ่งเมื่อใครได้เข้าใจที่ถูกต้องแล้ว เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในชีวิตของเขาในสังสารวัฎ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่เคารพธรรม ไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่า ประโยชน์ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องด้วย ไม่ว่าจะคนอื่นคิดว่ายากลำบาก คำถามที่คนถามเสมอ คือ เหนื่อยไหม ก็ถามเขาว่า เห็นนี่เหนื่อยไหม อยู่ที่ไหนก็เห็นไม่ใช่หรือ ลืมตาขึ้นมา ก็เห็นละ เหนื่อยไหม แล้วก็ได้ยิน ก็ได้ยินเสียงนกกางเขนก็เพราะ

    ตื่นตอนตี ๕ หลายเสียง และเสียงของธรรมละ เหนื่อยไหม ถ้าจะได้ยินเสียงธรรม พูดเราก็พูดกันทุกเรื่อง สนุกสนานบ้าง อะไรบ้าง สารพัด เหนื่อยไหม พูดเรื่องอื่น เหนื่อยไหม พูดธรรมเหนื่อยไหม ถ้าพูดเรื่องอื่นไม่เหนื่อย พูดธรรมเหนื่อย ก็แปลก เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ ถ้าเคารธรรมทุกอย่างเพื่อธรรม ไม่ต้องกลัวใครทั้งสิ้น เพราะว่าพูดคำจริง เป็นโทษอะไร มีแต่ความหวังดี

    เพราะฉะนั้น ทุกคนทุกท่านที่เคารพในธรรม ไม่เห็นว่าจะลำบากในการที่จะทิ้งความเห็นผิดเลย และไม่ลำบากที่จะเริ่มต้นในสิ่งที่ถูก เพราะถ้าไม่เริ่มต้น ยิ่งผิด ยิ่งละยาก ถูกยากขึ้น

    ผู้ฟัง แสดงว่าคนที่ ก่อนที่จะเข้ามาบวชนี้ เราศึกษาธรรมให้เข้าใจก่อนเฉิน

    ท่านอาจารย์ ในสมัยพฤติการณ์ฟังธรรมแล้ว ไม่ใช่อยู่ดีๆ มาจากไหนก็บวช

    ผู้ฟัง แต่สมัยนี้

    ท่านอาจารย์ สมัยนี้คนไม่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้น บวช ด้วยอะไร ด้วยความอยาก ปฏิเสธไม่ได้เลย ด้วยโลภ ด้วยความต้องการบวชเท่านั้น ไม่เห็นคุณของพระรัตนตรัยเพราะยังไม่ได้เข้าใจธรรมะ

    ผู้ฟัง แต่ถ้ามาแทนคนของพระรัตนตรัย ในวันจันทร์ก่อนที่จะโบก แต่ท่านก็มีการศึกษามาแล้วแล้วก็ไปบวชอยู่นี่

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้อัธยาศัยของตนเองท่านอนาถบิณฑกะ เป็นพระโสดาบันไม่ได้บวช จรัมพรวิสาขามิขะระมารดาเป็นพระโสดาบันไม่ได้บวช หมอชีวะโกมารภัต เป็นพระโสดาบันไม่ได้บวช พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบันไม่ได้บวช

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มีใครบังคับให้ใครบวชแต่เป็นอัธยาศัยที่บุคคลนั้นรู้เองว่าการบวชเนี่ยต้องเป็นผู้มีอัธยาศัยใหญ่ สละจริงๆ เงิน ทอง ทรัพย์สมบัติ รถยนต์ เงินในธนาคาร ทุกสิ่ง ทุกอย่างทั้งหมดไม่มีสละหมด เพราะเป็นผู้ ที่จะขัดเกลากิเลสโดยการที่รู้ความจริงของรูป สี กลิ่นรส สัมผัส ซึ่งติดข้องมานานแสนนาน ถ้ายังไม่รู้ความจริง ก็ละไม่ได้ ก็ยังยึดถือว่า เป็นเรา และก็มีความต้องการมากมาย ติดต่อ สืบต่อ แต่ละชาติ แต่ละขณะไป

    ตั้งแต่เช้ามานี่ ก็สะสมอกุศลมากมาย นะกุศลมี เมื่อเข้าใจธรรม ลองเปรียบเทียบดู อะไรจะเป็นค่า คุ้มค่าต่อการฟัง หรือ การมีชีวิตอยู่ ชีวิตถึงจะลำบากสักเท่าไหร่ ก็อยู่ได้ เมื่อเข้าใจธรรม แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรม ชีวิตจะสุขสบายสักเท่าไหร่ ก็อยู่ยาก เพราะไม่เข้าใจธรรม

    บางคนก็อยู่อย่างทุจริตด้วย พระคุณเจ้าคิดว่า เป็นคฤหัสถ์ที่ดียากไหม ถ้าเป็นแค่เป็นคฤหัสถ์ที่ดียังยากแล้ว ถ้าเป็นภิกษุจะยิ่งยากกว่าสักแค่ไหน กลับมาเห็นว่ามันเป็นความอยาก

    ผู้ฟัง แต่เมื่อเขายินดีที่จะมีศรัทธาที่จะมาบวช

    ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษเถอะ ไม่ใช่ศรัทธา แต่อยาก ศรัทธา อยากนี่ต่างกันศรัทธาต้องฟังแล้วเข้าใจ จิตผ่องใส และรู้จักตนเองว่า จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตด้วยความตรงต่อพระธรรมวินัย คือ ต้องศึกษาจากการที่ได้เข้าใจแล้ว แล้วศรัทธาพร้อมกันนั้น ก็ต้องรู้ว่า พระวินัยทุกข้อที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติ เพื่อความผาสุขของผู้ที่เป็นบรรพชิต เมื่อประพฤติปฏิบัติตาม และผาสุข

    แต่ถ้าไม่ประพฤติปฏิบัติตาม ไม่ใช่ความผาสุขของบรรพชิต เป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่าบวชแล้วอ่ะ จะเป็นกุศลอย่างสูง

    ผู้ฟัง สิ่งที่พระภิกษุ ที่ท่านจะต้องศึกษาเล่าเรียน คือ มันมีหน้าที่ที่จะต้องทำอยู่ในแต่ละวันตลอดเวลาในชีวิตประจำวันของท่าน ควรจะปฏิบัติอย่างไร

    ท่านอาจารย์ กิจของบรรพชิต คือ

    ผู้ฟัง มีทั้งปริยัติ และปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ คันธุระ และวิปัสสนาธุร ะคันถธุระ คือ การศึกษาให้เข้าใจเพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจแล้ว ก็จะเป็นวิปัสสนาธุระไม่ได้ เพราะฉะนั้น กิจอื่นนอกจากนี้ ไม่ใช่กิจของพระภิกษุ ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าพระภิกษุมีกิจ สองกิจ

    ตั้งแต่ในครั้งพุทธกาล คือ เห็นคุณค่าของการมีชีวิต เพื่อจะดำรงชีวิตเพื่อขัดเกลากิเลส ในเพศบรรพชิต ตัดขาดจากโลกที่เต็มไปด้วยความติดข้อง ในรูป เสียง กลิ่น รส ในความสนุกสนานในความเพลิดเพลิน วงศาคณาญาติทั้งหมด สละทั้งหมด บรรพชาละทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่มีใจที่มั่นคง ว่าจะอบรมขัดเกลาจิตด้วยธรรม ธรรม ไม่ใช่เป็นการศึกษาเรื่องอื่น ที่ไม่เข้าใจ เช่น แผ่เมตตา อย่างนั้นก็ไม่ใช่การศึกษา เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เพราะไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ทั้งหมดต้องเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตน ของตน ความเข้าใจต่างหาก ที่จะขัดเกลากิเลส ถ้าไม่มีความเข้าใจ อะไรๆ ที่ทำ แต่ไม่ใช่การเข้าใจธรรมะขัดเกลากิเลสไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น การบวชเป็นพระภิกษุเพื่อขัดเกลากิเลส ในเพศบรรพชิต ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจพระธรรม เพราะถ้าไม่ศึกษาพระธรรม ให้เข้าใจจริงๆ จุดประสงค์ที่หวังไว้ สำเร็จไม่ได้เลยเพราะว่าไม่มีอะไรที่จะไปขัดเกลากิเลสได้ และเมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง เห็นค่าของพระวินัยอย่างยิ่ง เคารพในพระวินัยอย่างสูง

    เพราะฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยทุกข้อ เบาสบาย เพราะจิตขณะนั้นปลอดโปร่งเป็นไปด้วย ความละคลายความติดข้อง เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรจะละคลายความติดข้องได้ตราบใดที่ยังเป็นเรา และไม่รู้หนทางจริงๆ ไม่มีปัญญาจริงๆ ก็ไม่ใช่หนทางของบรรพชิต คือ ผู้ที่สละเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส รู้แจ้งอริยสัจธรรม จนถึงการดับกิเลส

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า อะไรเป็นกิจของภิกษุ ในพระธรรมวินัย ถ้าไม่มีการศึกษาธรรมให้เข้าใจ เป็นขั้นๆ คันธูระที่จะทำให้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย เพื่อเบาสบายในการที่จะละคลาย ปัญญาก็สามารถที่จะเกิดได้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องติดขัด

    ผู้ฟัง พระภิกษุที่บวชในธรรมวินัยแล้ว การศึกษาอธิสีล สิกขาในธรรมวินัยนี่ ศึกษาอย่างไรที่จะถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ศีลทั้งหมด ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เป็นอธิศีล ได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะมีคำว่าศีล เช่น ปาติโมฆะสังวรศีล เรียกว่า อินเดียสังวรสิน ก็แล้วแต่ว่า ระดับไหน แต่ถ้ากล่าวถึง อธิศีล และสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขาไม่แยกกัน เพราะเหตุว่า ที่จะเป็นอธิศีลได้ ต้องไม่ปราศจากปัญญา หรือแม้สมาธิที่ทุกคนเข้าใจกัน ใช้บ่อยมาก คือ คำว่า สมาธิ ศีล สมาธิ ปัญญา

    แต่ก็ต้องรู้ว่า ที่กล่าวถึง สมาธิ เพราะอะไรความจริง ถ้าไม่มีปัญญาสมาธิ เป็นอกุศลก็ได้ หรือว่าไม่ใช่ ขณะที่เป็นกุศล ที่เป็นไปในการเข้าใจธรรมก็ได้ เช่น พวกที่ทำสมาธิ ความสงบ จนกระทั่ง ถึงขั้นรูปญาณ ขณะนั้นก็ไม่ใช แอพที่๔ และศิษย์ข้าไม่ใช่อธิจิตตสิกขา ไม่ใช่อธิปัญญาสิกขา

    เพราะฉะนั้น ๓ คำนี้ไม่แยกกัน จะแยกกันเป็นอธิปัญญา โดยไม่ใช้อัสซินก็ไม่ได้ เพราะว่าเมื่อมีปัญญานะ ต้องมีศีลแน่นอน จะไม่มีศีลไม่ได้ หรือจะกล่าวได้ว่า เมื่อเป็นปัญญา และต้องเป็นศีล จะไม่เป็นศีลไม่ได้ เพราะศีล หมายความถึง ปกติของจิต แล้วแต่ว่าเป็นกุศล และอกุศล

    เพราะฉะนั้น เมื่อปกติเป็นกุศล เป็นกุศลศีลแต่เป็นอธิศีล เพราะว่า ขณะนั้นประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวถึงอาทิ จิตตสิกขา อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ต้องมีปัญญา ที่อบรมเจริญปัญญา จึงสงบและเป็นศีล ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไม่รู้จักอธิศีลสิกขา อธิปัญญาสิกขา อธิจิตสิกขา ก็กล่าวถึงแต่ต้องรู้ว่าทำไมเป็นอาทิ ยิ่งกว่าศีล ปกติ เพราะเหตุว่าต้องเป็นไปกับการที่จะเห็นถูก เข้าใจถูก ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนถึง ศีลวิสุทธิ พักนี้เป็นสิกขา คือการอบรมเพื่อถึงศีลวิสุทธิซึ่งต้องเป็น วิปัสสนาญาณ

    ผู้ฟัง ให้อาจารย์ช่วยอธิบายมา เข้าใจ ในปริยัติแล้ว เข้าใจหน่อย ปัญญาตามความจริง มีสภาพแตกต่างกันยังไง

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเป็นภาษาไทย ปัญญาเป็นภาษาบาลี ปัญญาที่ไม่เข้าใจไม่มี ปัญญาก็คือเข้าใจพอเข้าใจถูก เห็นถูก ตามความเป็นสภาพธรรม

    ผู้ฟัง บางอย่าง มันอย่างเข้าใจตามปริยัติ ที่เราศึกษามา แล้วก็ เข้าใจตามปัญญาตามสภาวะจิต

    ท่านอาจารย์ ขณะที่เข้าใจปริยัติ ก็คือ ปัญญา จะปัญญาขั้นระยะ ก็เข้าใจในขั้นของขณะนี้รู้ว่าจิตเกิดดับ แต่ยังไม่ประจักษ์ การเกิดดับของจิต เดี๋ยวนี่ จึงเป็นขั้นปริยัติ ขณะนั้นก็เป็นความเข้าใจถูก ว่าไม่ใช่เรา ค่อยๆ เริ่มฟัง ค่อยๆ ตรง ต่อคำที่ได้ฟังที่เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจว่า ทุกอย่าง เป็นธรรม เป็นอนัตตา ต้องตรงต่อคำนี้ นั่นคือ เข้าใจ แต่พอไม่ตรง จะทำล่ะ ก็คือตรงนั้นไม่เข้าใจ

    ผู้ฟัง การเข้าใจในสภาวะ ตามความจริงที่ปรากฏ ด้วยปัญญา หรือไม่มีตัวตน ไปบังคับ

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ได้ฟังธรรมก็รู้เลยว่า เคยยึดถือธรรมว่า เป็นเรา เป็นเราเห็น แต่ความจริงไม่ใช่เรา เป็นธาตุรู้

    ผู้ฟัง จิตก็มีสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้

    ผู้ฟัง นี้ต้องอาศัยปัญญาขึ้น ก่อนยังไง

    ท่านอาจารย์ ขณะที่ฟังดูเข้าใจว่า ขณะนี้มีเห็น ก็รู้ว่ามีเห็น แต่ยังไม่เข้าใจเห็น เริ่มตรงว่า ความเข้าใจต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เข้าใจ ขั้นนี้จะไม่ผิด เข้าใจสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น

    ถ้าเข้าใจอย่างนี้ผิดไม่ได้ จะไม่ทำอะไรเลย เป็นความเข้าใจที่รู้ว่า ปัญญาสามารถที่จะรู้ถูก เห็นถูก ในความจริงของสิ่งที่กำลังมี ซึ่งเกิดขึ้นและก็ดับไป นี่คือ ความเข้าใจ ขั้นปริยัติ ขั้นฟัง แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่ขั้นประจักษ์แจ้ง การเกิดขึ้นและดับไป นี่ก็เป็นความเข้าใจ

    ผู้ฟัง ย้ำว่าในธรรมบทก็มียัง พระพุทธเจ้าแนะนำวิธีเจริญมรณานุสติที่ให้ธิดานางเจ้า แต่ถ้ายังงั้นมาฟังธรรมอีกก็บรรลุได้

    ท่านอาจารย์ ผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญา เข้าใจสภาพธรรมมานานแสนนาน เมื่อเข้าใจแล้วจะกลายเป็นไม่เข้าใจไม่ได้ เพียงอาศัยคำใด เมื่อถึงเวลาที่จะเข้าใจ สภาพธรรมตามความเป็นจริงจึงเข้าใจได้ แม้ว่าคำนั้นได้ยินแล้ว ครั้งที่หนึ่ง ยังไม่เข้าใจ ถึงระดับขั้นที่จะละกัน ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน ต่อเมื่อปัญญาสมบูรณ์ ถึงเวลาพร้อมแล้ว ที่จะรู้ จึงสามารถที่จะเข้าถึงสภาพธรรม โดยคำนั่นแหละ ซึ่งเคยได้ยินมาก่อน หรือคำใหม่ก็ได้ แต่ว่าเป็นความจริง

    เพราะฉะนั้น ในขณะที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อดีตชาติของพระองค์ ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ผู้ฟังบรรลุเป็นพระโสดาบัน ไม่ได้พูดถึงเรื่อง ความตาย ไม่ได้พูดถึงเรื่องเห็น ที่กำลังเกิดดับ แต่เพื่อปัญญาที่ได้อบรมมาแล้ว ถึงเวลาที่กำลังฟัง ก็เข้าใจได้ ว่าขณะนั้นเป็นธรรม ไม่ใช่เขา แต่เป็นได้ยินกับเสียง ขณะที่กำลังเข้าใจเรื่องราวก็เป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถที่จะรู้ธรรมที่เป็นปกติทั้งหมด ไม่ว่าจะเห็นหรือคิด หรือโกรธหรือทุกอย่าง ที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน มิฉะนั้น ไม่ใช่ปัญญา ถ้าไม่อาจหาญกล้าที่จะเข้าใจถูกต้องว่า อกุศล ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น กว่าจะอบรมปัญญาถึงระดับขั้นที่ ถึงเวลาที่จะเข้าใจธรรมว่า ไม่ว่าที่ไหนเมื่อไหร่ สิ่งที่มีจริงๆ ขณะนั้น ก็คือ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป

    เพราะฉะนั้น แม้ในขณะที่ฟัง เรื่อง ชาดก ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเ ขาก็ยังสามารถที่จะมีความเห็นถูกต้อง รู้แจ้งอริยสัจธรรม ที่นี้ใครจะเอาตัวอย่าง ไปฟังชาดกกัน จะได้เป็นพระโสดาบัน เหมือนพวกที่ได้ฟังแล้ว ก็รู้แจ้งบริษัทจะทำ ก็เพราะเข้าใจผิดคิดว่าจะรู้ได้เพียงขั้นฟัง

    แต่ไม่ได้เข้าใจว่าเพราะอบรมมานาน แสนนาน จนถึงขณะที่ ฟังเดี๋ยวนี้ ประจักษ์แจ้งการเกิดดับ เดี๋ยวนี้ได้ อย่างท่านพระสารีบุตร ถ้าไม่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับ วิปัสสนาญาณให้เกิดท่านก็เป็นพระโสดาบันไม่ได้

    ผู้ฟัง จากจะคำเมื่อวาน คือ ไม่มีแล้วมี แล้วหามีไม่ คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนได้ยิน มี ได้ยินไหม

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ ก่อนเสียง เกิดมีเสียงไหม

    ผู้ฟัง ไม่ครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะเสียงเกิด และเสียงไปในดับไปแล้ว

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แล้วมีแล้ว หามีไม่ ไม่มี ไม่มีแล้ว มีเหตุปัจจัยที่เกิดมีสิ่งหนึ่ง สิ่งใดที่มีความเกิดเป็นธรรมดาครับสิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา

    ท่านอาจารย์ ตรงกันไม่ใช่

    ตรงกันข้ามของเจ้าตรงกันทุกครั้ง ไม่ว่าจะกล่าวโดยนายใหญ่เปลี่ยนแปลงไม่ได้สภาพธรรมะที่เกิดดับแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งใช้คำว่าขันธ์ หรือภาษาไทยใช้คำว่า ขันธ์ ว่างเปล่า เพราะเหตุว่าไม่มีแล้วก็เกิดมีแล้วก็หามีไม่ดับไปเลยไม่กลับมา เสียงเมื่อกี้นี้ที่ปรากฏก็เป็นขั้นจากไม่มีเกิดมีขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นในขณะที่มีเสียงปรากฏต้องมีได้ยิน แล้วก็ต้องมีโสตประสาทะ ถ้าไม่มีสูตร แต่ภาษาถ้าไม่มีเสียง ไม่มีจิตที่ได้ยินที่เกิดพร้อมกับเจตสิตจะมีได้ยินได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ครับ

    ท่านอาจารย์ นี่คืออายตนะใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขันธ์ เป็นอายตนะ หรือเปล่า เมื่อไหร่ก็คือ ไม่ว่าจะกล่าวถึงธรรมไหร่ ก็คือ ธรรมนั่นแหละ ให้เข้าใจยิ่งขึ้น ว่าเป็นขันธ์เมื่อไหร่ เป็นอายตนะเมื่อไหร่ ไม่ใช่พอพูดถึงขั้นก็เข้าใจขันธ์ ๕ พูดอายตนะ ก็เข้าใจอายตนะ ๖ อายตนะ ๑๒

    แต่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริง ก็กล่าวถึงสิ่งที่มีนั่นแหละ โดยนัยหลากหลายประการ ทั้งปวงตามความเป็นจริงของธรรมนั้น ในขณะนั้นเป็นธาตุหรือเปล่าเป็น

    ผู้ฟัง ธาตุ

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเรื่องเดียวกันสภาพธรรม อย่างเดียวกัน แต่กว่าจะละความเป็นเรา ก็ต้องทรงแสดงพระธรรม อุปการะมากมาย กว่าจะค่อยๆ น้อมไป จิตค่อยๆ เห็นจริง ทีละเล็ก ทีละน้อย ว่าไม่มีอะไรเหลือ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนยังมีอยู่เหมือนเดิม

    เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ กับความรู้ก็ต่างกัน

    ผู้ฟังขณะที่ทำโฆษณาทางจัง ควรตามความพัฒนาใหม่

    ท่านอาจารย์ จะบังคับ หรือยังไง หรือรู้ว่ากุศลให้ผลแน่นอน ร้องแลกผลของกุศลก็ต้องเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้นทั้งรูปทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งรส ทั้งโผทัพพะ ทั้งลาภ ทั้งยศ ทั้งสรรเสริญสักการะ มาจากกุศลทั้งนั้น

    ผู้ฟัง ครับ

    ท่านอาจารย์ แต่ต้องการไหม หรือว่า เลดีกว่า เพราะฉะนั้นรู้แน่ว่าผลของกุศลนำมาซึ่งสิ่งที่ดีทั้งหมดแต่เมื่อไม่ปรารถนาเพราะเห็นว่า เป็นสิ่งที่เล็กน้อยมาก เพียงปรากฏสั้นแสนสั้น และก็ไม่มีเหลือเลย เพราะฉะนั้น ปรารถนาที่จะรู้ความจริง ดีกว่า ที่จะให้ผลเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ผู้ที่กระทำกุศลแล้วเท่านั้น แล้วก็มีปัญญาด้วย จึงมีความปรารถนา ที่จะให้กุศลนั้น ให้ผล ให้สามารถเข้าใจพระธรรม

    จนกระทั่ง รู้แจ้งอริยสัจธรรม แต่ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้เขารู้แน่ว่ากุศลให้ผล ก็ปรารถนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปรารถนาบริวารสมบัติ ก็เรื่องของแต่ละบุคคลว่า ขณะนั้นต้องการอะไร ความปรารถนา ก็คือ ความตั้งใจมั่น เพราะรู้ว่ากุศลนั้นเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งผล

    เพราะฉะนั้น ก็แล้วแต่ว่า ขณะนั้นอะไร เป็นสิ่งที่เป็นผลที่ต้องการ อย่างมั่นคง อย่างพระโพธิสัตว์ จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่จากการที่สะสมปัญญามา ไม่เห็นประโยชน์ของการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเท่ากับการที่จะได้รู้แจ้งสภาพธรรม ตามความเป็นจริง ก็ทำให้พระองค์ไม่ต้องการที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่สละทุกอย่างเพื่อที่จะรู้ความจริง เพราะได้บำเพ็ญมาที่จะเป็นผู้ที่ถึงการ ที่สามารถจะเข้าใจ ความจริงได้

    ผู้ฟัง ก็แสดงว่าธรรม โฆษณไหน มีผล

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ว่าจะต้องการอะไร แต่ก็ควรที่ชัดทั้งความพัฒนาใช่ฉันไม่ได้บอกใครว่าควรไม่ควรอยากได้อะไรไปบอกเค้าได้มั้ย ถ้าเขาอยากเป็นพระมหากษัตริย์ไปบอกเค้าว่าอย่าเป็นเลย รู้ธรรมดีกว่า บอกได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าคนที่เขาตั้งใจจริงๆ มันสมบัติทั้งหลายก็ชั่วคราวเอาไปไม่ได้เลยซักอย่างเดียว ร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ที่เข้าใจว่าของเราแท้ๆ ก็ไม่ใช่ของเราเลยเอาไปไม่ได้ติดตามไปไม่ได้ ไม่มีอะไรซึ่งจะติดตามไปที่ไหนได้เลย

    เพราะทุกอย่าง เพียงแค่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย เมื่อดับไปแล้วก็ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น ปราถนายังไง ทางฝ่ายกุศลหรืออกุศลมั่นคงแค่ไหน ไม่ต้องห่วงเหนื่อยความดี นำมาซึ่งสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่จะดีที่ประกอบด้วยปัญญา หรือว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา ครั้งบ้างไม่ใช่ว่า ควรนะอธิษฐานกัน ก็เข้าไม่ได้ต้องการ แล้วไปบอกให้เขาต้องการได้ เขาไม่ต้องการรู้ความจริงเลยบอกเขาอธิษฐานให้ถึงนิพพาน นิพพานเป็นอะไรก็ไม่รู้ มาบอกให้อธิษฐานให้ถึงนิพพาน ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะบอกใคร ไม่ใช่เรื่องที่ควร หรือไม่ควร แต่เป็นเรื่องของกุศล และอกุศล เป็นเรื่องของปัญญา ด้วยเป็นเรื่องของ อวิชชา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    7 ธ.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ