ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
ตอนที่ ๑๔๖๔
สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์
วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ หายไปเลย ไม่ได้กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว แต่ไม่เคยคิดไม่เคยไตร่ตรอง เพราะเหตุว่า มีสิ่งอื่นที่เกิดสืบต่อทันทีเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ ไม่มีระหว่างคั่นเลย ทำให้เหมือนกับว่ามีสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา เริ่มคิดแล้ว เริ่มเข้าใจแล้ว จริงหรือไม่ ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย
เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจว่าประโยชน์ของการฟัง ก็คือว่า เข้าใจคำที่พูด แม้เป็นความจริงก็ยากที่จะเห็น แล้วก็ยากที่จะรู้ความจริงว่า จากอะไรที่ไม่มีเลย แล้วก็เกิดมี แล้วก็หายไป ไม่กลับมาอีกเลย ดีหรือไม่ เพียงเท่านี้ ก็ยากที่จะเห็นถูกต้องว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย อยู่ดีๆ ก็มี แล้วก็ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็ไม่มี แล้วก็หายไปอยู่ตลอด หลงเข้าใจว่ายังมีอยู่
เพราะฉะนั้น นี่เป็นความไม่รู้ และขณะนี้กำลังเป็นอย่างนี้ แต่เพียงขั้นฟังอย่างนี้ก็เริ่มเข้าใจ แต่ไม่เห็นเป็นอย่างนี้ จนกว่าความเข้าใจจะมากขึ้นอีกได้ เมื่อฟังความละเอียดของทุกอย่างที่มีว่าเกิดโดยที่ว่า ไม่มีใครบังคับบัญชาได้เลย และก็ดับไป ก็ไม่มีใครบังคับบัญชาได้
เพราะฉะนั้น ชีวิตของแต่ละคนก็เป็นไป ไม่ใช่ตามความปรารถนาของใคร แต่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไป แค่นี้ ก็คือได้เริ่มรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีแน่นอน และเดี๋ยวนี้ก็กำลังมี แต่ทรงตรัสรู้ถึงการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น และการดับไปของสิ่งนั้น แต่ละหนึ่ง ละเอียดยิบมาก จนกระทั่งค่อยๆ ละการเข้าใจผิดที่ยึดถือว่ามีเรา หรือว่าเป็นเรา แต่ความจริงไม่มีเรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริง แต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้าแยกกันไม่รวมกัน ก็ไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
ที่ตัวนี่แยกออกได้ละเอียดยิบหรือไม่ แล้วไหนเรา บอกมาตรงไหน พอละเอียดไปหมด แล้วไหนเรา ก็ไม่มี แต่พอรวมกัน เราหมดเลย ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย อะไรถูก อะไรผิด อะไรโง่ อะไรฉลาด นี่ต้องเป็นความจริง ถ้ารู้ความจริงก็ถูกต้อง ถ้าความจริงเป็นอย่างหนึ่ง แต่เข้าใจอีกอย่างหนึ่ง ก็เข้าใจผิด แล้วก็เข้าใจผิดมานานแสนนานด้วย แล้วก็ยังถูกหลอกอีก ให้ไปทำ ให้อย่างนั้น อย่างนี้ ให้เดิน ให้นั่ง ให้นอน แล้วก็จะได้รู้ความจริงเป็นพระโสดาบัน บางคนบอกว่า ถึงกับเป็นพระอรหันต์
อย่างนี้ก็ลองคิดดู ไม่ใช่ว่าต้องไปเชื่อใครทั้งนั้น ใครก็บังคับใครให้เชื่อไม่ได้ แต่คำจริงๆ อย่างนี้ คิดดูว่า ถูกหรือผิด อะไรถูก อะไรผิด เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพระโสดาบัน พระอรหันต์ โดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางให้ประจักษ์แจ้งความจริง แม้ว่าขณะนี้ เรายังไม่ได้แยกตัวของเราออกไปเลย แต่ค่อยๆ พิจารณา ขณะเห็นมีจริงๆ ถ้าไม่เกิด ไม่มีเห็น
เพราะฉะนั้น เห็นต้องเกิด แต่ไม่มีใครไปทำให้เกิดเลย นั่งอยู่อย่างนี้ ก็เห็นกันไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิด แต่มีเหตุที่จะให้เกิดขึ้นเห็นก็ต้องเห็น ไม่เห็นไม่ได้เพราะมีตา เพราะมีสิ่งที่กระทบตาได้ และก็มีกรรมด้วยที่ได้กระทำแล้ว แต่อันนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งยากที่จะมองเห็น แต่ที่มองเห็นพอจะเห็นได้ ก็คือว่าเห็นต้องมีตา และต้องมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ ทำให้เห็นเกิดขึ้นเห็น
เพราะฉะนั้น เห็นมาจากไหน เป็นเราหรือ ถ้าไม่มีการกระทบกัน จะมีเห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้น เห็นยังไม่เกิด เราอยู่ไหน พอเห็นเกิดแล้วก็ต้องเป็นเห็นที่เกิด ไม่ใช่เราเกิด แต่เห็นเกิด และเห็นก็หมดไป ที่จะให้เห็นทั้งวันทั้งคืน โดยที่ไม่มีสิ่งอื่นแทรกคั่น เป็นไปไม่ได้เลย แต่เราเข้าใจว่า แทรกคั่น แต่ความจริงสิ่งนั้นดับไป จึงจะมีสิ่งอื่นเกิดสืบต่อทีละหนึ่งได้ พอเป็นทีละหนึ่งแล้ว ไม่มีเราแล้ว แต่ยังอยากมี ใช่หรือไม่ จะให้ไม่มีเรา เป็นไปไม่ได้เลย เพราะอยากมี ต้องมี
ด้วยเหตุนี้ ก็คิดผิดไปเรื่อยๆ ว่าเรากำลังฟังธรรม ผิดเรื่อย เพราะไม่รู้มาตลอดจะให้ถูกได้อย่างไร แต่พอฟังแล้ว กว่าจะรู้ว่าขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีเห็น เพราะเห็นเกิด แล้วเห็นก็ต้องดับไป ก็มีเสียง ก็มีคิด ก็มีทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องเป็นเฉพาะแต่ละหนึ่งเท่านั้นปะปนกันไม่ได้
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเพียงสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ต้องเกิดเมื่อมีเหตุที่จะให้เกิด นั่งอยู่ตรงนี้ ให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลัง ใครทำได้ ตาไม่ได้อยู่ข้างหลัง เพราะฉะนั้น ไม่มีทางเลยที่สิ่งที่มีอยู่ข้างหลังนี่จะปรากฏ แต่พอหันไปเห็นแล้ว เพราะมีสิ่งนั้นกระทบตา แค่นี้ ทุกอย่างฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพื่อให้ไปทำอะไร แต่ฟังแล้วเข้าใจความจริงว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเรา ฟังไปเท่าไร ก็ยังเป็นเราฟัง แต่ถ้าฟังด้วยความเข้าใจว่า ไม่มีเรา ก็ค่อยๆ เข้าใจในความเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้น สิ่งนั้น จนในที่สุดจึงเข้าใจมั่นคงว่า ไม่มีเราแน่นอน ขั้นนี้ก็ยังเป็นเพียงขั้นที่ใช้คำว่า ปริยัติ หมายความว่ากว่าจะได้รู้จริงอย่างนี้ ต้องอีกนาน และต้องเป็นปัญญาที่เข้าใจมากกว่านี้ เข้าใจเพียงเท่านี้ สามารถที่จะเข้าใจถูกต้อง ทำให้ไม่เข้าใจผิด ไปหลงทำสิ่งที่ผิดๆ เพราะไม่เข้าใจ ความเข้าใจถูกสามารถที่จะทำให้ไม่หลงผิดได้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ ใครๆ ก็ไปปฏิบัติ ไปมีสำนักปฏิบัติ ไปปฏิบัติ แล้วก็ไปเป็นพระโสดาบัน เป็นอะไรกันต่างๆ
เป็นได้อย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า พระโสดาบันคือใคร และความรู้ที่จะถึงความเป็นพระโสดาบันเป็นอย่างไร แล้วจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลย ก็อยากจะเป็น ก็ไปเป็นกัน เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนที่ตรง สิ่งที่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่จะให้แก่กันได้ ในความเป็นเพื่อน คือ มิตรที่ดี กัลยาณมิตรก็คือว่า ให้สิ่งซึ่งเขาสามารถจะติดตามไปทุกภพชาติ คือ ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก
เพราะฉะนั้น เป็นการฟังพระธรรมด้วยความเคารพต่อความเป็นจริง ว่ายังไม่รู้อะไรก็ฟังไป และฟังไป ความเข้าใจนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้นรู้ว่าอะไรชั่วก็ไม่ทำ แต่ถ้าไม่รู้ ก็ยังคงทำอยู่ รู้ว่าอะไรดี ก็มีปัจจัยที่จะทำ เพราะฉะนั้น การที่แต่ละคนซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ มีความประพฤติความเป็นไป ซึ่งทั่วโลกกำลังเสื่อมทรามอย่างยิ่ง มีความทุจริตทุกวงการ มาจากไหน มาจากความไม่รู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว
เพราะฉะนั้น คนที่ฟังพระธรรม ก็จะไม่ประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นั่นเป็นสิ่งที่สามารถพ้นจากการที่ไปหลงทำสิ่งที่ผิดด้วยเข้าใจ ว่าเป็นเรา ทั้งๆ ที่ไม่มีเรา แต่เพราะไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ ฟังแล้ว รู้เลย ตลอดชีวิตมีอย่างเดียว ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำก็คือ ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะเข้าใจถึงที่สุด เพราะอันนี้เป็นแต่เพียงเรื่องของสิ่งที่กำลังมี
เพราะฉะนั้น ทุกคำต้องศึกษาด้วยความเคารพ ปริยัติ ไม่ใช่ฟังคำของคนอื่น ไม่ใช่ ให้ฟังไป ฟังไปให้มากๆ แต่ไม่เข้าใจ แต่ฟังเพื่อเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็ฟังอีกจนกว่าจะเข้าใจ ไม่ใช่ทำอย่างอื่นเลย เพราะเหตุว่า เป็นสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ทุกขณะ แต่ว่าไม่เคยรู้มาก่อน จะรู้ได้ต่อเมื่อได้ยินคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศทรงแสดง ๔๕ พรรษา ยากไหมที่จะรู้ ตั้ง ๔๕ พรรษา จึงจะรู้ แต่สำหรับบางคนฟังแล้ว ๔๕ พรรษา ก็ยังไม่รู้ แต่ว่าสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ว่าถูกต้อง เพื่อที่จะได้ฟังต่อไป ด้วยความไม่ประมาท
เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทำให้ละคลายความติดข้องต้องการด้วยความเป็นตัวตน ที่ต้องการที่จะรู้เพื่อเรา แต่ว่านี่เป็นการรู้ว่า ไม่มีเรา แต่รู้ความจริง ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีเรา มีเรานี่ทุกข์มากหรือไม่ แต่ว่าถ้าค่อยๆ คลายความเป็นเรา สิ่งนั้นเกิดแล้ว ก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่ให้เกิดไม่ได้ แล้วก็ดับแล้วด้วย จะเดือดร้อนอะไร
ถ้ามีคนที่จากไป จะเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายญาติพี่น้องก็ตามแต่ ใครไม่ให้เกิดขึ้นได้ ไม่มีทางเลย เกิดขึ้นแล้ว มานั่งเสียใจแล้วมีประโยชน์หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาซึ่งประโยชน์ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า การฟังเท่าไรก็ไม่พอ แต่ฟังด้วยความสบายใจที่ได้มีโอกาสรู้ความจริง ไม่ใช่เดือดร้อนว่า เราไม่รู้ เมื่อไรเราจะรู้ ทำอย่างไร เราจะรู้ นั่นก็คือผิด
เพราะฉะนั้น แม้การฟังยังต้องไตร่ตรองให้ถูกต้องว่า ฟังอย่างไร จึงสามารถที่จะรู้ว่าไม่เดือดร้อนเลย ไม่ว่าจะเป็นการรู้น้อย รู้มาก อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปตามปัจจัย ฟังน้อยให้รู้มากได้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น กว่าจะเป็นปริยัติ ความหมายคือรอบรู้ในพระพุทธพจน์ พุทธคือใคร คำของผู้มีปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น คำนั้นจะลึกซึ้งแค่ไหน
เพราะฉะนั้น คำที่ตรัสเป็นความจริง เมื่อตรัสรู้แล้วก็คือว่าธรรมละเอียด ลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้ ต้องไม่ลืมเลยคำนี้ แต่ว่ารู้ได้ แต่ยากที่จะรู้ได้ และก็ต้องเป็นสิ่งที่มั่นคงด้วย เพราะเหตุว่า บางคนฟังก็แม้สนใจ ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย กระตือรือร้นทุกอย่าง ฟังไป ฟังมา ยิ่งละเอียดขึ้น ละเอียดขึ้น ท้อถอยแล้ว เห็นหรือไม่ กำลังของความไม่รู้ที่ยึดถือสภาพธรรม ว่าเป็นตัวตน สามารถจะทำให้แม้ได้ยินคำที่ถูกต้อง ก็ยังท้อถอย
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่ง ความเข้าใจไม่ทำให้ท้อถอย แต่กลับทำให้รู้ว่ายังจะต้องเข้าใจมากกว่านี้อีก แต่ไม่ใช่โดยความเป็นเรา แต่โดยการเข้าใจขึ้น ทุกครั้งที่ได้ฟังในความไม่มีเรา
เพราะฉะนั้น วันนี้ก็คงจะได้เข้าใจ พระพุทธพจน์ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงแสดงความจริง ซึ่งมีอยู่ทุกกาลสมัย ซึ่งใช้คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ละคำต้องมั่นคง สิ่งที่ไม่ดี ความโกรธมีจริงๆ ก็เป็นธรรม ความไม่โกรธก็มีจริงๆ ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ธรรมหมดทุกอย่าง ไม่มีเรา จนกว่าจะไม่มีเราจริงๆ เมื่อประจักษ์แจ้งสภาพธรรมว่า ทุกคำเป็นคำที่ตรัสรู้ สามารถรู้ถึงอภิสมัย สมัยซึ่งไม่เคยมีในสังสารวัฏ คือ สมัยที่สามารถรู้ความจริงตามที่ได้ฟัง
ผู้ฟัง แล้วทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สิ่งพวกนี้เราไม่สามารถที่จะห้ามได้เลยใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ ทุกคำที่คุณโป๊ดพูด จากไม่มี ก็เกิดมีขึ้น และก็หมดไปทีละคำ ถ้าเข้าใจต้องเข้าใจละเอียด จนกระทั่งว่า สิ่งนั้นคืออะไร แต่ก่อนอื่นทั้งหมด ต้องสิ่งที่มี มีจริงๆ แต่คืออะไร และสิ่งนั้นจึงจะหมดไปได้ อย่างเสียงที่คุณโป๊ดพูด ก็ต้องมีใจที่จะพูดคิดถึงคำ คือเสียงนั้น จึงสามารถมีการกระทบกันของส่วนซึ่งกระทบด้วยความต้องการของจิต ที่จะให้เสียงนั้นเกิดขึ้น ไม่มีการต้องไปคิดเลยว่า กำลังต้องการ กำลังทำอย่างนั้น อย่างนี้
ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น เพียงคิดก็พูดแล้ว แล้วใครรู้ว่าต้องคิดก่อน และคิดแต่ละคำ ทำให้รูปซึ่งปกติไม่ได้เกิดเคลื่อนไปไหวไป ก็เคลื่อนไปไหวไป ถูกฟัน ถูกลิ้น ถูกอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเป็นฐานที่จะให้เสียงนั้นเกิดขึ้น แล้วก็เกิดแล้ว เป็นแล้วหมดแล้ว
นี่คือ ความจริงที่สามารถที่จะพูดถึงบ่อยๆ เพราะเหตุว่า ถ้าไม่พูดบ่อยๆ ก็ลืมบ่อยๆ ลืมนี่แน่นอน แค่พูดนิดเดียว กำลังพูด ลืมแล้วว่า ไม่มีเรา แต่มีเสียงมีคิด แล้วก็หมดแล้วด้วย เพราะฉะนั้น ก็คือทุกอย่างกำลังมี แต่กว่าจะค่อยๆ รู้ไปทีละอย่าง อีกนานหรือไม่กว่าจะรู้ทั่ว ซึ่งถ้าไม่ทั่วก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่มีความเพียรซึ่งเกิดจากการฟังเข้าใจ แต่ไม่ใช่เราเลย ความเพียรเพราะมีปัญญา ที่ทำให้เกิดความเพียรที่จะรู้ว่า เป็นประโยชน์ที่จะได้ฟัง
ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างละเอียดมาก ซึ่งค่อยๆ ทำให้ความเข้าใจว่า เป็นเราลดละไป แต่ว่าน้อยมาก ในขั้นการฟังขั้นปริยัติยังไม่ถึงการที่จะประจักษ์แจ้ง แต่ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถที่จะรู้จริงเมื่อสิ่งนั้นปรากฏให้รู้ได้ แต่ไม่มีใครไปทำให้ปรากฏ แต่ปัญญาค่อยๆ เข้าใจว่า ขณะนี้ไม่เหมือนขณะก่อน แม้แต่เสียงก็หมดแล้ว ทุกอย่าง ทุกอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ก็สามารถจะเริ่มเข้าใจไปทีละอย่าง โดยเลือกไม่ได้เลย ไม่ใช่ไปเลือกสำนักนี้ หรือว่าไปเลือกนั่งก่อนให้เป็นสมาธิ หรืออะไรเลย ไม่ใช่เลยทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น คำไม่จริง ก็ทำลายคำจริง คือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่มั่นคง และก็เป็นผู้ที่ละเอียด และก็รู้ว่าธรรมลึกซึ้ง แต่สามารถเข้าใจได้ และก็เริ่มค่อยๆ เข้าใจขึ้น มิฉะนั้นจะไม่มีพระสาวก ซึ่งในอดีตท่านบำเพ็ญบารมีมานานมาก ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว ยังไม่ได้รู้ความจริงเลย เพราะลึกซึ้งมาก จนกว่าจะถึงวาระที่ใครก็ไม่สามารถยับยั้งได้ พร้อมที่จะเข้าใจแทงตลอดความจริงตรงตามที่ได้ฟัง สามารถที่จะรู้แจ้งความจริงได้ เป็นท่านพระสารีบุตร เป็นพระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ เป็นสาวกผู้เลิศในทางปัญญา ตามลำดับขั้นของการที่ได้สะสมมา จะไปบังคับให้เป็นวันนี้วันนั้นก็ไม่ได้
ผู้ฟัง ก็มีหลายต่อหลายคนมีความรู้สึกว่า การเข้าวัดไปทำบุญ ทำสมาธิ เดินจงกรม อันนั้นเป็นสิ่งที่ได้บุญจริงๆ มากกว่าการมานั่งฟังพระธรรม
ท่านอาจารย์ แล้วบุญอยู่ไหน ไปเอามา อยากได้นักหนา ก็ไปเอามาหน่อย ไม่รู้จักบุญใช่หรือไม่ แต่ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เข้าใจถูก ทุกคำที่พูด เพราะฉะนั้น พอได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มรู้ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย พูดคำที่ไม่รู้จัก ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเอาปัญญาที่ไหนมารู้ พูดทุกวันเรื่องอะไรก็ไม่รู้ คำอะไรก็ไม่รู้ ถามแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้น บุญคืออะไร
ด้วยเหตุนี้ ก่อนอื่นที่จะเข้าใจพระปัญญาคุณ ก็คือว่าแม้คำเดียวก็ไม่รู้ ต้องไตร่ตรอง ต้องถาม พอพูดถึงบุญ บุญคืออะไร ใครตอบ จะตอบถึงที่สุดหรือไม่ ในเมื่อไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็พอได้ยินคำว่าบุญก็อยากได้ มีความอยากอยู่ตลอดเวลา อยากได้ทุกอย่าง แม้แต่บุญ อยู่ไหนก็ยังไม่รู้เลย หาก็ไม่เจอ ก็ยังอยากได้ ความไม่รู้แค่ไหน
เพราะฉะนั้นจะเป็นอย่างนั้นหรือ จะเป็นอย่างนั้นต่อไปหรือ จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ ในเมื่อทุกคำของพระองค์สามารถที่จะได้ฟังแล้ว ก็ต้องค่อยๆ ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจ ละความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ละสิ่งที่ไม่ดี เรียกสิ่งที่ไม่ดี เป็นบุญหรือไม่ สิ่งที่ไม่ดีเป็นบุญหรือไม่ แต่สิ่งที่ดีเป็นบุญหรือไม่ ค่อยๆ ไปทีละน้อย แต่แม้อย่างนั้นคำว่าดีคำเดียวก็ยังไม่ใช่บุญทั้งหมด อาหารไม่เสีย ไม่บูดไม่เน่า ดีหรือไม่ ดี แต่ใช้คำว่าบุญได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจคำที่กล่าวถึงความจริง ไม่ใช่คำที่เราไม่รู้จักแล้วก็พูดตั้งแต่เกิดจนตาย นี่เป็นความต่างกันมาก ระหว่างคนที่มีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีโอกาสแล้ว อย่าเข้าใจผิด อย่าคิดว่าง่าย อย่าคิดเอง แต่ละคำ ได้ยินคำว่า บุญก็คิดเองต่อไปแล้ว จะไปทำอย่างไรจะได้บุญ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ไม่เคยมีใครทบทวนเลย
อ.คำปั่น ความละเอียดของคำว่า บุญ ที่จะทำให้ชาวพุทธได้เข้าใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ไม่เข้าใจผิด ไม่เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะว่า โดยความหมายของบุญก็คือ เป็นสภาพธรรมที่ชำระจิตให้สะอาด
ท่านอาจารย์ ทำไมจิตสกปรก จะชำระจิตใช่หรือไม่ ก็หมายความว่า จิตสกปรก แล้วทำไมจิตสกปรก สกปรกเพราะอะไร ไม่ใช่ตามไปเลย บอกว่าทำบุญก็ทำบุญกันไปเลย แต่ต้องคิด ทำไมจิตสกปรก
อ.คำปั่น จิตสกปรก เพราะว่า มีสิ่งที่ไม่ดีมาก
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ แน่นอนที่สุด พอไม่รู้ก็มีแต่นำไปสู่สิ่งที่เข้าใจว่าดี แต่ความจริงไม่ใช่ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้ามีความรู้เมื่อไร ก็ค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะฉะนั้น บุญไม่ใช่ไม่รู้อะไร แต่หมายความว่า ขณะที่เป็นบุญก็สามารถที่จะรู้ แล้วก็ชำระจิตด้วยความรู้ เพราะสกปรกเพราะความไม่รู้ ก็เอาความสกปรกออก เอาความไม่รู้ออกไป ขณะนั้นจิตก็จะค่อยๆ สะอาดขึ้น แต่นี่ก็เป็นคำที่เหมือนไปไกลทุกคำ พอพูดก็เป็นเรื่องยาวไปข้างหน้า แล้วก็ถอยกลับมาบ้าง อะไรบ้าง
จริงๆ แล้วต้องศึกษาทีละคำ และเป็นผู้ที่มั่นคง ไปวัดใช่หรือไม่ เมื่อสักครู่นี้ วัดคืออะไร แค่นี้จะได้รู้ว่าไปวัดหรือไม่ หรือไปวัดอะไร หรือไปทำไมที่วัด ต้องละเอียดมาก วัดคืออะไร วัดคือที่อยู่ของผู้ที่ไม่ใช่คฤหัสถ์ แล้วเป็นที่อยู่ของใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่ไหน เพราะอะไร ไม่ใช่คฤหัสถ์ จึงละอาคารบ้านเรือน ละอาคารบ้านเรือน แล้วไปอยู่ไหน ที่ไหนก็ได้ ป่าก็ได้ ภูเขาก็ได้ ถ้ำก็ได้ เพราะที่นั่นไม่ได้มีเครื่องที่จะวุ่นวาย คลุกคลี เสียเวลาอย่างอื่น
แต่ว่าโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม เป็นโอกาสที่หายาก ใครจะรู้ว่า จะจากโลกนี้ไปเมื่อไร เพราะฉะนั้น ผู้ที่เห็นภัยของสังสารวัฏ และก็มีความสะสมที่สามารถจะละอาคารบ้านเรือนได้ด้วยใจที่สละ ไม่ใช่อยากจะไปบวช แต่ด้วยใจที่สละ เพราะสามารถที่จะอุทิศชีวิต เพื่อทำสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุด คือได้ฟังพระธรรม ได้เข้าใจได้อบรมเจริญปัญญา
เพราะฉะนั้น วัดจึงเป็นที่อยู่ของผู้ที่สละอาคารบ้านเรือน และมีผู้ที่เห็นว่า พระภิกษุที่บวชมีชีวิตยากลำบาก อาจจะทำให้ได้มีการเข้าใจธรรมได้น้อยลง เพราะเหตุว่า อาจจะมีอันตรายต่างๆ ก็ได้ โรคภัยต่างๆ ที่เกิดจากการอยู่ป่า หนาวไป ร้อนไปพวกนี้ก็ได้ จึงได้มีศรัทธาที่จะสร้างที่อยู่ให้ สำหรับผู้ที่ละอาคารบ้านเรือน จึงมีวัดใช่หรือไม่ เราพูดในภาษาไทย วัด แต่ภาษาบาลี ไม่มีคำว่าวัด มีคำว่าอะไร
อ.คำปั่น มีคำว่า อารามะ ที่ที่มายินดีของกุศลธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องรู้คำนี้ ว่าวัดก็คืออารามะ ที่อยู่ของผู้ที่แสวงหาความเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้ที่สงบจากกิเลส วัดก็ต้องเป็นที่สงบจากกิเลส เพราะเป็นที่อยู่ของผู้ที่สงบจากกิเลส
ผู้ฟัง การให้เงินกับพระ อันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดไม่ถูกต้อง ซึ่งพระหลายรูป เวลาที่ใส่บาตร ก็หวังที่จะได้ปัจจัยตรงนั้นด้วย
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่พระ เพราะพระคือผู้ที่สละชีวิตคฤหัสถ์ทั้งหมด กิจการงานทั้งหมดในเพศคฤหัสถ์ ทำอย่างนั้นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ใครรับเงินทอง ก็ไม่ใช่พระภิกษุในพระธรรมวินัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เพราะเหตุว่า ในสมัยใดที่มีภิกษุรับเงิน ซึ่งไม่ถูกต้อง ก็มีผู้ที่ไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระวินัยบัญญัติทั้งหมด ก็เกิดจากการที่มีผู้มีความประพฤติไม่ถูกต้องในการขัดเกลากิเลส
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500