ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500
ตอนที่ ๒๕๐๐
สนทนาธรรม กับ ข้าราชการครู โรงเรียนมัธยมวัดดาวคนอง
วันที่ ๔ ตุลาคมพุทธ ศักราช ๒๕๕๙
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เราไม่เข้าใจคำว่า ทุกข์ มีความเป็นเรา เป็นทุกข์ แต่ไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีเรา แต่มีทุกข์นี้แน่นอน ทุกข์เกิดถูกต้องไหม แล้วทุกข์ดับ ถูกต้องไหม ทุกข์เป็นขันธ์หรือเปล่า เป็นขันธ์อะไร นามขันธ์ หรือรูปขันธ์ เป็นนามขันธ์
ต่อไปจะรู้ว่า นามขันธ์ มีสองอย่าง สภาพรู้ มีสองอย่าง คือ อย่างหนึ่ง เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เราใช้คำว่า จิต ต่อไปนี้เริ่มรู้จักจิต เริ่มรู้จักใจ ที่เราใช้ในภาษาของเราว่า หมายความถึง สภาพธรรมที่มีจริง สำหรับคำว่า จิต ก็มาจากภาษาบาลี จะใช้คำว่า จิต วิญญาณก็ได้ แต่ว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เท่านั้นเอง เช่น เห็น เดี๋ยวนี้ มีใช่ไหม เป็นธรรม หรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม สภาพรู้ ธาตุรู้ เป็นนามธรรมทั้งหมดเพราะฉะนั้น ขณะนี้ กำลังเห็นมีจริงๆ เป็นธรรม เห็นเป็นนามธรรม หรือเป็นรูปธรรม เห็นเป็นนามธรรม เพราะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกเห็น ไม่รู้อะไรเลย สภาพใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม เป็นรูปขันธ์ หรือเปล่า เป็น
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ ไม่ยาก เพราะใช่ไหม คำว่า ธรรม คำว่า ขันธ์ ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่น่าพอใจ ได้รสที่น่าพอใจ เป็นทุกข์หรือเป็นสุข เป็นสุข ได้สิ่งที่ไม่น่าพอใจ
ผู้ฟัง เป็นทุกข์
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเป็นเรา
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เกิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ดับไปแล้ว แน่นอน ทุกข์ก็ต้องเกิดดับ สุขก็ต้องเกิดดับ ตามเหตุตามปัจจัย บังคับบัญชาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้อย่างนี้ จะเดือดร้อนไหม เมื่อกี้บอกว่า ไม่เดือดร้อน ไม่ใช่หรือ ตอนต้น เพราะฉะนั้น คำจริงต้องเป็นคำจริงตลอด แต่ว่าความเข้าใจของเราต้องเพิ่มขึ้น เพราะพระธรรมที่ทรงแสดง เพื่อให้ปัญญาค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ไหมใช่แต่สภาพเวลาทำงาน ยามใดก็ตาม ที่มีปัจจัยที่จะให้ทุกข์เกิดทุกข์ก็เกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ยามใดก็ตาม ที่มีปัจจัยที่จะให้สุขเกิด สุขก็เกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เริ่มเห็นความจริงว่า เกิดเลือกไม่ได้ ตายเลือกได้ไหม จะตายวันไหนกันนี่ จะตายเมื่อไหร่ ตอนเช้า หรือตอนบ่าย จะตายที่ไหน ในบ้านหรือนอกบ้าน จะตายด้วยโรคอะไร ก็ยังเลือกไม่ได้
เพราะฉะนั้น เกิดเลือกไม่ได้ ตายเลือกไม่ได้ ระหว่างที่เกิด แล้วยังไม่ตาย ก็เลือกไม่ได้ สักขณะเดียว เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย นี่คือ เริ่มคลายความยึดมั่น ซึ่งจะนำมาสู่ความทุกข์ เพราะว่าเป็นเพียงธรรม ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เหตุกับผลต้องตรงกันใช่ไหม
ผู้ฟัง ค่ะ
ท่านอาจารย์ เหตุที่ดี ต้องให้ผลที่ดี สิ่งที่ไม่ดี ต้องให้ผลที่ไม่ดี เราเลือกที่จะมีสิ่งดีๆ เห็นดีๆ ได้ยินดีๆ ได้ไหม ต้องเป็นไปตามเหตุ ถ้าเหตุดี ผลก็ดี
เพราะฉะนั้น เราพูดง่ายๆ เรื่อง กรรม และผลของกรรม ไม่พอ แต่ต้องเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้ อะไรๆ เป็นกรรม อะไรเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้น กรรม คืออะไร กรรมไม่ใช่จิต จิตเป็นสภาพรู้อย่างเดียว แต่กรรมนี่ คือ เจตนา ความจงใจ ความตั้งใจ เป็นฝ่ายดีก็มี ฝ่ายไม่ดีก็มี
เพราะฉะนั้น เป็นเหตุให้มีการกระทำของคนในโลกนี้หลากหลาย คนที่ทำดีเพราะเจตนา สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ซึ่งไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก
เพราะฉะนั้น นามธรรม มีสองอย่าง จิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฎ แต่รัก ชัง เป็นทุกข์พวกนี้ เป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิต จะไม่เกิดกับที่อื่นเลย ดอกไม้ ไม่มีเจตสิก ไม่สุข ไม่ทุกข์
แต่ที่ใดที่มีธาตุรู้ เป็นใหญ่เป็นประธาน รู้สิ่งใดที่กำลังปรากฎ จะมีสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน อาศัยกัน คือ เจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น ทั้งวันนี่ ก็คือ จิต เจตสิก รูป โกรธเป็นจิตหรือเจตสิก แล้วมีสิ่งหนึ่งที่ได้ที่ปรากฏทางตา ไม่ชอบสิ่งนั้น เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ
เพราะฉะนั้น จิตเป็นธาตุที่รู้แจ้ง คือ เห็นสิ่งที่ปรากฏ แต่ความไม่ชอบ เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต ที่กำลังรู้สิ่งเดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน เป็นธาตุรู้ ก็ต้องรู้สิ่งเดียวกัน นี่คือ ค่อยๆ ขยาย จากการที่ชีวิตจริงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย จะเริ่มเข้าใจได้ ก็ต้องค่อยๆ ฟัง และเข้าใจ ไม่เผิน ทีละคำ โกรธ ทุกข์ เป็นขันธ์ หรือเปล่า มีธรรม มีนามธรรม มีรูปธรรม แล้วก็มีขันธ์
เพราะฉะนั้น โกรธเป็นขันธ์ หรือเปล่า การฟังธรรม ถ้าไม่เข้าใจเป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้น เราก็ต่อไปไม่ได้ จะสับสน นี่คือ การสับสน ที่เวลาเราฟังหลายๆ คำ เป็นเรื่องต่างๆ แต่ไม่เข้าใจ แต่ละคำ เช่น ฟังธรรม ได้ยินคำว่า ขันธ์ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ ต้องเข้าใจ ตามลำดับ เพราะฉะนั้น โกรธมีจริงไหม
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เกิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ดับหรือเปล่า
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ เป็นขันธ์หรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลง ลืมไม่ได้ เพราะเป็นความเข้าใจ ต้องเปิดหนังสือหรือเปล่า เดี๋ยวนี้ ก็มีขันธ์ ไปหาขันธ์ที่ไหน ก็กำลังเป็นขันธ์ ไม่ต้องไปหาที่ไหน ทั้งวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นขันธ์หมด ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ขันธ์ เป็นรูปขันธ์หรือ เป็นนามขันธ์ เท่านั้นเองใช่ไหม
เพราะฉะนั้น ถ้ามีจิต ธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานเกิดแล้ว หลากหลายตามเจตสิก ซึ่งมีถึง ๕๒ ประเภทที่เกิดกับจิต เป็นเจตสิกที่ดี กับเจตสิกที่ไม่ดี ต่างกันเข้ากันไม่ได้เลย เกิดพร้อมกันไม่ได้ แล้วก็มีเจตสิก ซึ่งเกิดได้ทั่วไปทั้งกับจิตที่ดีและไม่ดี
นี่ ความรู้สึก มีแน่นอน แต่ความรู้สึกไม่ใช่จิต แต่เมื่อจิตรู้สิ่งใด ความรู้สึกเกิดพร้อมกัน ในสิ่งที่จิตรู้ จะเป็นความรู้สึกที่เสียใจก็ได้ ดีใจก็ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ ต้องเป็นไปตามสิ่งที่ปรากฏ เป็นธรรมทั้งหมด ที่แสดงความเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ ชาวพุทธนี่ เราทำเพื่อเราอยากจะสร้างบุญ สร้างกุศล โดยเราคิดอย่างเดียวว่า เราถวายเงินให้กับพระภิกษุ เพื่อว่าท่านจะได้เอาไปใช้จ่ายแล้วเกิดความสุข คิดแค่ว่า ทำให้ผู้อื่นนี่ได้มีความสุข ถ้าต่อไปนีี ถ้า อบรมวันนี้ คุยกันวันนี้แล้วต่อไป เราไม่ทำบุญเลย พระภิกษุจะอยู่กันอย่างไร อยากจะกราบเรียน
ท่านอาจารย์ ที่สำคัญที่สุด ความเป็นผู้ตรง ถูกคือถูก ผิดคือผิด เพราะฉะนั้น ถ้าพระพุทธศาสนาไม่ได้ทรงแสดงไว้ เราจะไม่รู้เลยว่า ถูกคืออย่างไร ผิดคืออย่างไร มีข้อความในพระไตรปิฏก ผู้ที่จะได้สาระจากพระธรรม คือ พูดตรง
เพราะเหตุว่า ปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง แต่ถ้าผิดเมื่อไหร่ ไม่ใช่ปัญญา ไม่ใช่ความเห็นที่ถูกต้อง
ด้วยเหตุนี้ ในเบื้องต้น จึงได้กล่าวถึง พระปัญญาคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าไม่มีใครเปรียบ ไม่ว่าในจักรวาลใดทั้งสิ้น เป็นยอดบุคคล ยอดบุรุษ หรือ ยอดคนก็ได้ ที่ได้ทรงตรัสรู้ ซึ่งแสนยากเท่าที่ได้ฟัง แล้วก็ต้องเข้าใจทุกคำ
เพราะว่า ก่อนศึกษาธรรม ก่อนเข้าใจธรรมนี่ เราคิดเองส่วนใหญ่ เราได้ฟังคำจากบางท่าน ซึ่งยกข้อความหรือบางคำจากพระไตรปิฏกมา แต่ไม่ใช่ ความเข้าใจของเรา เพราะฉะนั้น ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า เมื่อฟังอะไรแล้ว เป็นความเข้าใจของเรา จึงเป็นประโยชน์ ถ้ายังไม่เข้าใจ ก็ศึกษาต่อไป
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น ภิกษุ คือใคร เห็นไหม เราเข้าใจไว้อย่างไร ถ้าเราไม่เข้าใจว่าภิกษุ คือใคร เราก็ทำสิ่งที่ เราคิดว่าถูกต้อง เช่น การให้เงินพระภิกษุ เป็นต้น แต่ว่า ถ้ารู้จักว่า ภิกษุคือใคร ก็จะไม่มีผู้ใดให้เงินแก่พระภิกษุเลย ไม่ใช่เงินอย่างเดียว ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมด ไม่ควรแก่ผู้ที่เป็นภิกษุ
เพราะเหตุว่า ภิกษุ คือ ผู้ที่สละความติดข้องในชีวิตของคฤหัสถ์ทั้งหมด สละทรัพย์สมบัติ สละมารดา บิดา วงศาคณาญาติ ความรื่นเริงอย่างคฤหัสถ์ สู่เพศที่สงบ เพราะฉะนั้นความสงบ ก็จะเห็นได้จากกาย วาจา
ถ้ามีการกระทำใดๆ เหมือนอย่างคฤหัสถ์ นั่นคือไ ม่ใช่ภิกษุ เรียกว่า แม้แต่ความคิดในใจ แค่ยินดีในเงินและทอง ก็ไม่ใช่ภิกษุ พระภิกษุ คือ ผู้สละไม่ยินดีแล้ว จึงสละไป ออกจากเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต
เพราะฉะนั้น จะกลับมารับเงิน หยิบทองหรือว่า จะยินดีในเงิน และทองไม่ได้ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ใครจะให้เงินกับพระภิกษุ ทำไมห่วงกังวล ว่าแล้วจะอยู่อย่างไร
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าเงินที่เราบริจาค และมอบนี่ ท่านจะเอาไปในเรื่อง ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น สร้างโบสถ์ สร้างสิ่งที่ทำให้ชาวพุทธนี่ ได้เข้าสู่ศาสนามากยิ่งขึ้นอยาก
ท่านอาจารย์ ให้เรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง มั่นคงจริงๆ เลย ว่าธุระของคฤหัสถ์ไม่ใช่ธุระของบรรพชิต แค่นี้ ก็แยกๆ กันแล้วใช่ไหม คฤหัสถ์ทำอะไรก็ได้ สร้างโบสถ์วิหารอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ทุกอย่าง แต่พระภิกษุไม่มีเงิน จะสร้างได้อย่างไร จะสร้างทำไม ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ศึกษาพระวินัย จะไม่รู้เลยว่า ที่คิดว่าเป็นบุญนั้น ไม่ใช่บุญ
ผู้ฟัง แสดงว่าถ้าจะสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร ก็เป็นหน้าที่ของเราคฤหัสถ์ ที่เราต้องเป็นคนรับผิดชอบ ที่เราต้องทำไม่ใช่พระ
ท่านอาจารย์ นั่นคือความเข้าใจที่ถูกต้อง ต้องไม่ลืม พระภิกษุเป็นใคร ไม่ใช่คฤหัสถ์ และที่กล่าวว่า เป็นเพศที่สูงยิ่ง ก็เพราะเหตุว่า ได้รับอนุญาตจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่ออะไร เพื่อที่จะศึกษาพระธรรม ที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้แล้ว และก็ต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยด้วย
เพราะเหตุว่า ท่านเป็นศากยบุตร พระภิกษุ คือ เชื้อสายพระศากยบุตร คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตด้วยอาการใด ภิกษุก็ต้องเป็นอย่างนั้น พระภิกษุทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทำ อันนั้น คือ ผู้นั่นไม่ใช่ภิกษุ
ด้วยเหตุนี้ ต้องมีความเคารพในเพศบรรพชิต ซึ่งเป็นภิกษุ โดยฐานะที่ได้รับอนุญาตให้อุปสมบท ให้เป็นบุตรที่เกิดจากพระอุระ พระอุระ คือ พระปัญญา
เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็ตาม ที่เห็นมีปัญญาเห็นภัยของวัฏตะ จึงบวช ไม่ใช่ว่าใครก็ตาม อยากบวช แล้วบวชไม่มีในพระธรรมวินัย ไม่ได้รับอนุญาตให้บวช เพราะเหตุที่ว่าอยากบวช
แต่เป็นเพราะเหตุที่ว่า ได้ฟังพระธรรมแล้ว มีความเข้าใจ และรู้จักอัธยาศัยของตน เพราะเหตุว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นคฤหัสถ์ได้ฟังพระธรรม รู้แจ้งในสัจธรรม ดับกิเลสเป็นพระโสดาบัน ไม่บวช
ผู้ที่เป็นพระกถาคา มีประเภทคฤหัสถ์ก็มี ที่ไม่บวช ผู้ที่รู้ใจในสัจธรรมสูงกว่าคันผัสสะกะธนาคารมีบุคคลเป็นติ่งพระอนาถามอีก ก็ไม่บวช เพราะฉะนั้นเพศภิกษุสำหรับผู้ที่เป็นพระอาหาร
เพราะฉะนั้น การกระทำใดๆ ของพระภิกษุ ซึ่งเป็นบุตรที่เกิดจากพระอุระ เป็นเชื้อสายพระศากยะบุตร ต้องประพฤติตามที่ทรงอนุญาตไว้ ทั้งกาย วาจา วาจาจะเป็นคึกคะนอง อย่างคฤหัสถ์ไม่ได้ ทุกอย่างหมด
เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ ควรที่จะได้ศึกษาพระวินัย เพื่อที่จะได้รู้จักว่า ผู้ใด เป็นพระภิกษุที่มีศรัทธา ที่จะดำเนินชีวิต ในเพศภิกษุ ซึ่งเป็นเพศ ซึ่งต่างกับคฤหัสถ์ จะมีเงิน มีทอง จะมีรถยนต์ จะมีไร่นา ที่ดิน จะมีเลือกสวน จะมีข้าทาสบริวารใดๆ ไม่ได้ ทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ถามเลย บวชทำไม จะมีคำตอบไหม ว่าบวชทำไมถ้าบวชแล้ว ทำธุระอย่างคฤหัสถ์ ถ้าไม่ศึกษาพระวินัย จะรู้ไหม ว่าใครเป็นภิกษุ และใครไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย
เพราะเหตุว่า เมื่อไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัย ก็ทำลายพระวินัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ด้วยพระองค์เอง เพราะเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ของผู้ที่เป็นบรรพชิต ก็จะต้องมีความประพฤติต่างกับคฤหัสถ์ ต้องไม่กระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหมด
ในครั้งพุทธกาล พุทธบริษัท อุบาสก อุบาสิกา เมื่อเห็นภิกษุใด ไม่กระทำตามพระวินัย อุบาสก อุบาสิกาที่เข้าใจพระวินัย จะเพ่งโทษ ติเตียน และโพนทะนา เพื่อที่จะดำรงพระศาสนาอให้เข้าใจถูกต้องว่า สิ่งใดที่เป็นความประพฤติที่ไม่ถูกต้อง ก็ให้รู้ว่า ไม่ถูกต้อง ติเตียนว่า จะทำไม่ได้แล้ว ก็โพนทะนาให้รู้ทั่วกันด้วย
เพราะฉะนั้น กระทำกิจของคฤหัสถ์ เมื่อศึกษาพระวินัย รู้ว่าผู้ใด ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย แล้วจะทะนุบำรุงทำไม เพราะว่า บุคคลนั้นทำลายพระศาสนา ไม่ได้ทำประโยชน์ แก่พระศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รับเงิน ทองหรือเปล่า แล้วพระองค์ทรงมีพระชนม์ได้อย่างไร พระภิกษุซึ่งบวชตามพระธรรมวินัย รับเงิน รับทองหรือเปล่า
ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคัลลานะ ท่านพระอัสสะชิ ท่านปุณยมันตานีบุตร พระภิกษุทั้งหลายในครั้งพุทธกาล รับเงิน รับทองหรือเปล่าแล้วท่านอยู่ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น เมื่อมีการให้เงิน ทอง กับพระภิกษุ เป็นสิ่งที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย ด้วยเหตุนี้ ผู้รู้เพ่งโทษ คฤหัสถ์ธรรมดาอย่างนี้ ในครั้งนั้นเพ่งโทษ สิ่งที่เป็นโทษต้องเป็นโทษ เพราะเหตุว่ามีเงินทำไม มีอาหารสำหรับยังชีวิต มีเสื้อผ้าที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค พอไหมที่จะเป็นอยู่
ลองดู ชีวิตของคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีทรัพย์สมบัติ สละหมด ปราสาทพระราชวังทรัพย์สินเงิน ทอง ข้าทาสบริวารทั้งหมด เพื่ออะไร เพื่อสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง คือ สามารถที่จะพ้นจากกิเลสได้
เพราะเหตุว่า ทุกวันนี้ อยู่กับกิเลส ก็ไม่เห็นกิเลส เพราะฉะนั้น กิเลสก็เพิ่มมากมาย แต่เมื่อผู้ใดได้ฟังพระธรรมแล้ว ผู้นั้นเริ่มเห็นโทษ เห็นภัยในสังสารวัฎ และก็ถึงแม้ว่าจะรู้แจ้งสัจธรรม เป็นพระอริยะบุคคล ถึงขั้นพระอนาคามี ความเป็นพระอนาคานี้
แต่เมื่อไม่ได้สะสมมาที่จะมีเพศสูงอย่างบรรพชิต ซึ่งเป็นภิกษุ ท่านเหล่านั้นไม่บวชเพราะความเคารพอย่างยิ่งในเพศบรรพชิต ซึ่งเป็น เชื้อสายพระศากยะบุตรบุตรที่เกิดจากอุระ จากพระปัญญาของพระเจ้า
เพราะฉะนั้น ท่านเหล่านั้นอยู่ได้อย่างไร อยู่ด้วยคุณความดี ไม่ได้มีการขัดสนอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่าถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัยพระภิกษุรับเงิน รับทองเพื่ออะไร ถ้ามีเงินนี่จะเอาเงินนั้นไปทำอะไร มีอาหารบิณฑบาต บริโภค คือ ฉันได้ภายในเที่ยงเท่านั้น หลังจากนั้นบริโภคอาหารไม่ได้ ได้แต่น้ำปานะ น้ำปานะก็กำหนดไว้ด้วย ว่าน้ำจากผลไม้อะไรบ้าง มีขนาดเท่าไหร่ การที่จะผ่านการปรุงได้ไหมหรือไม่ได้
เหล่านี้ เป็นความละเอียดอย่างยิ่ง และใครจะรู้ว่าทำไมทรงบัญญัติละเอียดอย่างนั้น เพราะกิเลสที่มีมากมาย มหาศาล ทุกวันไม่ใช่ชาติเดียว ทุกชาติใ นแสนโกฏิกัปล์จะมากมายมหาศาลเท่ากับจักรวาล พี่จักรวาลรวมกันใหม่ และการที่จะค่อยๆ ละคลายกิเลสออกได้ใครทำได้ ไม่มีใครทำได้เลย ไม่รู้ แม้แต่ว่าหลังเห็น แล้วกิเลสเกิดเดี๋ยวนี้เอง
เพราะฉะนั้น การฟังธรรม จึงเป็นความเห็นถูก ท่ามกลางอกุศลจริงๆ เพราะว่าทรงแสดงไว้ละเอียดมาก
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อบรมเจริญปัญญา รู้จักตนเอง ไม่บวช เมื่อรู้ว่า ตนเองไม่ได้สะสมมาที่จะบวช เพื่อที่จะรักษาพระธรรมวินัย
เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ในครั้งโน้น ซึ่งเป็นผู้ที่เห็นพฤติกรรมของพระภิกษุ ที่รับเงินทอง เพ่งโทษ ให้พระภิกษุนั้นเข้าใจให้ถูกต้องว่า นี่เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะสละแล้วใช่ไหม แล้วจะรับอีกได้อย่างไร แล้วเมื่อเพ่งโทษแล้ว ก็ติเตียนด้วย กระทำอย่างนี้ไม่เหมาะ ไม่สมควร แก่เพศบรรพชิต แล้วก็โพนทะนา ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า การ กระทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง
นี่คือ คฤหัสถ์ ที่ดำรงรักษาคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการที่กล่าวถึงสิ่งที่ถูก แล้วก็ชี้แจงโทษ ในเมื่อเป็นสิ่งที่ผิด
เพราะฉะนั้น ทุกคนที่เข้าใจแล้วนี่ จะทำยังไร ยังจะให้เงินกับพระภิกษุหรือเปล่า เพราะเหตุว่าพลักท่านลงนรก พระภิกษุใดก็ตาม ที่ละเมิดพระวินัยที่พระผู้มีพระภาค ทรงแสดงแล้วบัญญัติไว้แล้ว แล้วไม่ปลงอาบัติ ให้ถูกต้อง จะกลับเข้าสู่ความเป็นเพศบรรพชิตอย่างภิกษุอื่นไม่ได้
เพราะได้ทำผิดพระวินัย ต่อเมื่อใด ไม่ว่าจะเป็นพระวินัยขั้นใด ที่ไม่ถึงกับปาราชิกคือ พ้นจากความเป็นภิกษุ ยังสามารถที่จะปลงอาบัติ โดยวิธีที่ต้องรู้ ว่าอาบัติหนัก อาบัติเบา จะปลงอาบัติ คือแ สดงโทษว่าเป็นโทษแล้ว ก็สำนึกที่จะไม่ประพฤติอย่างนั้นอีก จึงกลับสู่เพศ ที่สามารถร่วมกับภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติตามธรรมวินัยได้
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่คฤหัสถ์ควรรู้ ถ้ารู้แล้ว ก็เป็นผู้ที่หวังดี ให้คนอื่นได้เข้าใจถูก เพื่อจะดำรงรักษาพระศาสนา และก็ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีอัธยาศัย ที่จะเป็นภิกษุดำรงอยู่ในเพศภิกษุ ต้องรู้จริงๆ ว่า พระศาสนา เป็นการขัดเกลากิเลสทั้งหมด
ทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิต แตกต่างเพศกัน คฤหัสถ์ก็ขัดเกลากิเลสกำลังฟัง เดี๋ยวนี้เป็นบุญไหม เห็นไหมจากไม่รู้เป็นรู้นี่ เป็นบุญที่ประเสริฐกว่าทางใหมครับจึงไม่มีความเข้าใจถูกต้อง ก็ให้ท่านได้บางครั้ง บางคราว แต่ใครจะให้ความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีขนาดนี้
เพราะฉะนั้น การที่จะตอบแทนคุณของผู้มีคุณสูงสุดก็คือว่า รักษาพระธรรมวินัยไม่ให้บุคคลอื่นเนี่ย ประพฤติในทางที่ผิดเกิดการที่ให้เข้าใจให้ถูกต้อง ที่มีคำถามว่าแล้วต่อไปจ ะไม่มีพระภิกษุ ถ้าไม่มีใครถวายเงินทองท่าน นี้เป็นคำที่ได้ยินมา ถวายเงินทองให้ใคร คนนั่นไม่ใช่ภิกษุ
เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตาม แต่เมื่อไม่มีภิกษุที่ศึกษาธรรม และเข้าใจพระวินัยก็ไม่มีจะหลอก จะลวง จะแต่งตั้ง หรือจะทำอะไรก็ได้ ถูกต้องไหม เป็นผู้ตรงไหม
พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง มีค่ายิ่ง เป็นรัตนะ แล้วก็ใครก็ตาม ซึ่งไม่ได้เข้าใจเลยทั้งสิ้น และผู้นั่นแหละจะเป็นผู้ที่ นับถือพระรัตนตรัยหรือเปล่า ถ้านับถือพระรัตนตรัยก็รู้ว่ารัตนตรัยคืออะไร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ไม่ใช่พระภิกษุที่บวชกัน แต่ต้องเป็นถึงพระอริยะสงฆ์ จึงจะเป็นรัตนะ เป็นสิ่งที่มีค่าประเสริฐที่สุด
เพราะถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครจะได้ฟังคำที่กำลังได้ฟังไม่มีเลย และถ้าทำที่เป็นรัตนก็ต้องเป็นกุศลธรรม ที่สามารถที่จะขัดเกลากิเลส จนสามารถที่จะ จากกิเลสได้กิเลสที่มีมาก ใครก็ดับเองไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจ ที่เกิดจากการฟังพระธรรมค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจถูก ก็ดับความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นเหตุของกิเลสทั้งหมด ซึ่งเกิดเพราะความไม่รู้
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นผู้ที่เป็นพุทธบริษัท ต้องเข้าใจธรรม ทั้งหมดที่เป็นพฤติกรรมที่มองเห็น ที่ไม่ตรงตามพระวินัย เพราะพุทธบริษัทไม่เข้าใจพระธรรม ฟังธรรมแล้วเข้าใจถูก กับการให้เงินผู้ที่ไม่สมควรที่จะรับ อะไรเป็นบุญ พระภิกษุรับเงินทอง ไม่ได้ เป็นพระวินัยบัญญัติ เพราะว่าเงิน ทองนำมาซึ่งกิเลส
ทั้งหมดเลยพฤติกรรมทั้งหลาย พิจารณาลบไปแล้ว ท่านหมดมาจากความยินดีในเงินและทอง ไม่ใช่การสละ ไม่ใช่การละ ไม่ใช่การขัดเกลาเลย เพราะเหตุว่า ไม่รู้ว่าการที่จะขัดเกลากิเลสได้ มีหนทางเดียว ก็คือว่า ต้องเข้าใจพระธรรม และประพฤติปฏิบัติตามด้วยไม่ใช่เพียงเข้าใจ
เพราะฉะนั้น แม้แต่เถระสูตร ก็แสดงไว้ ถ้าภิกษุใด ฟังธรรม ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม กล่าวธรรม อะไรก็ตามแต่ แต่เข้าใจผิด ไม่เป็นประโยชน์กับใครเลยทั้งสิ้น เห็นไหม ทรงพระมหากรุณาแสดงละเอียดว่า การที่จะฟังนี่ ไม่ใช่ฟังว่า ผู้นั้นกล่าว ตามพระไตรปิฎก แต่เข้าใจหรือเปล่า
ถ้าไม่เข้าใจเลย ก็ยังเห็นพฤติกรรมที่เราเห็นอยู่ ใช่ไหม มีการศึกษาธรรมจริง มีการกล่าวธรรมจริง แต่มีสำนักปฏิบัติ ผิดหรือถูก เพราะฉะนั้น ก็เป็นสิ่งซึ่ง เมื่อเข้าใจแล้ว เห็นว่าพระธรรมลึกซึ้ง ก็เป็นพูดตรง
เพราะกว่าจะมีโอกาสได้ฟังคำจริง ที่จะทำให้สามารถเข้าใจถูกต้อง รู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ก็คือว่า ถูกคือถูก ผิดผิดผิด ถ้าเป็นสิ่งที่ถูก กล้าพูดไหม ถ้าพูดสิ่งที่ถูกผิดยังไง เป็นโทษ ยังไง คนฟัง และเข้าใจถูกเป็นประโยชน์หรือเปล่า
เพราะฉะนั้น ทุกคนก็เป็นผู้ที่รู้ว่า กิเลส ก็คือ ความกล้าหรือไม่กล้า กล้าที่จะทำผิดกิเลสแน่ ใช่ไหม กล้าที่จะผิดต่อไป ก็เป็นกิเลส แต่ถ้ารู้ว่าถูกแล้ว กล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องอันนั้นก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ทราบกลัวอะไร ไม่มีอะไรต้องกลัว ในเมื่อเป็นสิ่งที่ถูก และเป็นสิ่งที่จริง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500