ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
ตอนที่ ๑๔๔๘
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมซินนามอน เรสซิเดนซ์
วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ยินคำต่างๆ เหล่านี้ เป็นคนที่สละชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรม และขัดเกลากิเลส โดยเข้าใจธรรมหรือไม่ เพราะฉะนั้น ภิกษุคือใคร ไม่ใช่เพียงต่างกันที่เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม แต่ต้องเป็นความรู้ ตรงตามความเป็นจริงว่า ได้ฟังคำของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระพุทธเจ้า แล้วบวชคืออะไร แล้วบวชทำไม ใช่ไหม แต่ใครที่ได้เข้าใจคำแล้ว ก็ยังเป็นคฤหัสถ์ ถ้าเขาเข้าใจตัวเขาเองจริงๆ ว่าไม่สามารถที่จะขัดเกลากิเลส อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามรอยพระบาทในเพศบรรพชิตได้ แต่สามารถเข้าใจขึ้น ในเพศคฤหัสถ์ ก็เป็นคนที่ตรง
ด้วยเหตุนี้ พุทธบริษัทจึงมีทั้ง ภิกษุ ในสมัยโน้นมีภิกษุณี แต่เนื่องจากไม่เป็นเพศที่จะดำรงพระศาสนาได้อย่างพระภิกษุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ สำหรับการที่จะบวชภิกษุณีไว้มาก เพื่อให้หมดไป แต่ถ้ามีใครอยากเป็นภิกษุณี ตรงไหม อยากหมดเลย อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ อยากเป็นชี อยากเป็นภิกษุณี อยากเป็นอะไร แล้วธรรมคืออะไร ละความอยาก หรือเพิ่มความยาก
เพราะฉะนั้น ชีวิตจริงๆ ไม่ต้องถามใครเลย ฟังธรรม ธรรมนั่นเองที่ให้เรารู้ความจริงว่าเราเข้าใจธรรมแค่ไหน เรามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน ฟังแล้วว่าไม่มีเรา แล้วอะไรล่ะ ต้องทีละหนึ่ง กำลังเห็นก็ยังไม่รู้เลย ดับแล้ว เพราะฉะนั้น ปัญญายังไม่ถึงระดับขั้นที่สามารถที่จะจากปริยัติไปสู่ปฏิบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรง มีสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยกิเลส อีกฝั่งหนึ่ง คือหมดกิเลส และฝั่งที่เต็มไปด้วยกิเลส จะไปฝั่งโน้นได้อย่างไร อยู่เฉยๆ เพราะไปยาก ก็อยู่ฝั่งนี้ไปตลอดใช่หรือไม่ ไม่มีทางที่จะถึงอีกฝั่งหนึ่ง และรู้หรือไม่ว่ากิเลสดีหรือไม่ เห็นดีเห็นงามตามกันไป โลภะดี ต้องมีโลภะ ไม่งั้นเดี๋ยวโลกไม่เจริญ แล้วอย่างไร โลภะเจริญ จึงได้มีความประพฤติทางกาย ทางวาจาที่จะให้ได้สิ่งที่พอใจ ไม่มีหยุด ดีหรือไม่ ทุจริตก็ได้ อะไรก็ได้ทุกอย่าง นั่นหรือดี เพราะฉะนั้น คำที่ไม่จริงสามารถที่จะคัดค้านได้ เพราะไม่ถูกต้อง แต่คำจริง ใครจะคัดค้าน
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่มีเรา แต่มีความเห็นถูกต้อง อาศัยใครเป็นที่พึ่ง ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็คือพระรัตนตรัย ถ้าไม่มีพระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จะไม่มีคำที่เกิดจากการตรัสรู้ ซึ่งเป็นพระธรรม ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมจะถึงการดับกิเลสเป็นพระอริยะสงฆ์ไม่ได้
เพราะฉะนั้น พระรัตนตรัยไม่ใช่ภิกษุตามท้องถนนที่เราเห็น แต่ต้องเป็นผู้ใดก็ตามอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่สามารถที่จะเข้าใจธรรมจนกระทั่งดับกิเลสเป็นพระอริยะ จึงเป็นหมู่ที่เป็นรัตนะ จึงเป็นสังฆรัตนะ ได้แก่ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม จะบวชนานสักเท่าไร จะอย่างไรก็ตามแต่ ตราบใดที่ไม่ใช่ผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริงจนดับกิเลสได้ ก็ไม่ใช่อริยสงฆ์แต่ไม่ว่าจะเพศใดก็ตาม คฤหัสถ์ บรรพชิตที่รู้แจ้งธรรม การรู้แจ้งธรรมต่างหากที่ประเสริฐที่สุด ถึงความเป็นหมู่คณะของผู้ที่ดับกิเลสเป็นอริยสงฆ์ เพราะฉะนั้น พระสงฆ์ที่เป็นสังฆรัตนะคือหมู่ของผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรม ไม่ว่าคฤหัสถ์หรือบรรพชิต
ผู้ฟัง การศึกษาของแต่ละคน เป็นเรื่องละเอียด เพราะว่าบางท่านศึกษาพระธรรมคำสอนเพื่อที่จะนำไปปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ ทำไมไม่ปฏิบัติในขณะที่เข้าใจหรือ ต้องนำอะไรไป นำได้ไหม กำลังเกิดดับไม่เหลือเลย เอาอะไรไป มีอะไรเหลือให้เอาไปได้ เข้าใจก็ดับ ก็เกิดอีก เข้าใจอีกเพิ่มขึ้น จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม จนกระทั่งมาก ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น ถ้าศึกษาธรรม แล้วจะนำไปปฏิบัติ ก็คือว่า ไม่ได้ศึกษา จะเห็นได้ว่าเราเคยพูดคำที่เราไม่รู้จัก ผิดๆ ทั้งนั้นเลย จนกว่าจะเข้าใจถูกเมื่อไหร่ ค่อยๆ ทิ้งคำผิดๆ ออกไป จะไม่มีการบอกว่า ฟังแล้วจะนำไป ไม่มีอีกเลย เมื่อเข้าใจ แต่ก่อนนั้นฟังแล้วจะได้นำไปประพฤติ ก็มีเราทั้งนั้น เป็นธรรมหรือ เพราะฉะนั้น ก็แสดงว่าไม่ได้เข้าใจธรรม ถ้าเข้าใจธรรม จะไม่พูดคำผิดเหมือนเดิม
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น ที่ท่านอาจารย์กล่าว ก็เป็นความละเอียด เพราะว่า บุคคลที่จะพูดอย่างไรก็มาจากความเข้าใจ ถ้าเข้าใจถูกก็พูดถูก ถ้าเข้าใจผิดก็พูดผิด แล้วบุคคลประเภทที่ ๒ คือไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรม แต่ไปปฏิบัติเลย
ท่านอาจารย์ ปฏิบัติอะไรบอกได้ไหม ไปกิน ไปเดิน ไปนั่ง โดยไม่เข้าใจอะไรเลย อย่างนั้นหรือหรือว่า มีคำสอนที่ทำให้เข้าใจขึ้น ไม่ว่าอยู่ที่ใด ไม่ใช่ว่าต้องไปที่หนึ่ง แล้วถึงจะฟัง แล้วถึงจะเข้าใจ เดี๋ยวนี้ก็ฟังได้ บนเครื่องบินก็ได้ใช่หรือไม่ คุณณภัทร ทำมาแล้วใช่ไหม
เพราะฉะนั้น ที่ไหนทั้งหมดเป็นธรรม ไม่ต้องรอว่าตรงนั้นถึงจะเป็นฟังธรรม ตรงนี้ถึงจะเป็นปฏิบัติธรรม ทุกหนแห่ง สามารถที่จะได้ฟัง เมื่อมีปัจจัย ถ้าไม่มี คุณณภัทรก็ไม่ได้ฟัง บนเครื่องบินก็ไม่ได้ฟัง คนข้างล่างไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน ไม่มีคุณณภัทร แต่มีคนอื่นที่เข้าใจก็ได้ฟัง
เพราะฉะนั้น อยู่ที่ว่าฟังความจริงสิ่งที่มีจริงแล้ว ไม่ใช่เชื่อ แต่เข้าใจ ผิดก็มีใช่ไหม ที่ได้ฟัง จะรู้ได้อย่างไร เมื่อเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องผิด บอกให้ละ ให้วาง ไปละ ไปวางได้อย่างไร ถ้าละวางได้ ฟังเดี๋ยวนี้วางทันทีได้เลย แล้วละวางหรือไม่ ก็ไม่รู้ บอกให้วางเราก็พลอยไปด้วยวางแล้ว แต่วางอะไรก็ไม่รู้ อย่างนั้นคือไม่รู้หมดเลย เหมือนคนตาบอดหรือไม่ เอาผ้าสีดำมาแล้วบอกว่าผ้าสีขาว ก็หลงเข้าใจว่า นี่เป็นผ้าขาว
เพราะฉะนั้น ถ้าฟังโดยไม่ไตร่ตรอง ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาที่กระทบกับตา จึงเห็น เพราะฉะนั้น จะบอกว่าเห็นเสียง คนที่มีความเข้าใจถูกต้องก็รู้เลยว่าไม่ใช่ พอเห็นน้ำแข็งบอกว่าเห็นเย็น ไม่เห็นเย็น แต่กระทบเมื่อไหร่จึงรู้ว่าเย็นหรือไม่เย็น เขาอาจจะบอกว่าเย็น แต่ไม่เย็นก็ได้ เขาอาจจะบอกว่าร้อน แต่เพียงแค่อุ่นนิดๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เขาบอก แต่ความจริงเป็นอย่างไร และสิ่งที่ได้ฟังตรงกับความจริงหรือไม่ สามารถพิสูจน์ได้ทุกขณะ
ผู้ฟัง ทุกท่านที่ได้มาวันนี้ ผมก็รู้สึกปลาบปลื้ม อนุโมทนา ที่ทุกท่านได้มีกุศลจิต ที่จะฟังในสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต ประโยชน์มีมาก สำหรับแต่ละคำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะจะทำให้ทุกท่านค่อยๆ หมดอกุลศลธรรมทีละนิด ทีละนิด จนวันหนึ่ง ก็ไม่เหลือเลย ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วหวังหรือไม่หวัง ต้องคิดอีกแล้วใช่หรือไม่ อย่างไรดี ฟังแล้วหวังหรือไม่หวัง ยังมีแน่นอน ไม่มีวันหมด แต่รู้ว่าหวังเป็นหวัง เพราะฉะนั้นกว่าจะหมดหวัง เห็นไหมว่าอีกนานเท่าไหร่ ฟังเท่าไหร่จึงจะละความเป็นเรา นี่คือคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งที่อยากยิ่งก็เป็นไปได้เมื่อมีบารมี คือ ธรรมที่เป็นคุณธรรมที่จะนำไปสู่การเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนี้ได้
เพราะว่า อกุศล เริ่มจากความไม่รู้ ไม่มีทางที่จะเข้าใจ สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้เลย แต่เพราะเหตุว่าปัญญาเป็นบารมี และธรรมอื่นที่เป็นคุณธรรมที่จะให้เกิดปัญญาที่เป็นบารมี คือความอดทนใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีความอดทนยากเหลือเกิน ยากเหลือเกิน ยิ่งยาก ทุกครั้งที่ไม่เข้าใจ บางคนก็บอกยากมาก รอไว้ชาติหน้า ยิ่งยากกว่าที่พูดวันนี้เสียอีก เพราะว่ากิเลสเพิ่มขึ้นตั้งเท่าไหร่
เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าต้องเข้าใจจริงๆ กว่าจะมีสิ่งที่ประเสริฐยากยิ่งได้ สำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าฑีปังกร ซึ่งพยากรณ์ คือ สิ่งนั้นจะต้องเกิดแน่ๆ จริงๆ ว่าอีก ๔ อสงไขยแสนกัลป์ สุเมธดาบสผู้นี้จะตรัสรู้เป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าพระสมณโคดม ๔ อสงไขยแสนกัลป์ นับไม่ถ้วนใช่หรือไม่ แต่ว่า สามารถที่จะบรรลุได้เมื่อมีบารมีที่จะทำให้ถึง แต่อยู่เฉยๆ ยากอย่างนี้ ไม่มีทางถึง ยิ่งผลัดไปก็ยิ่งไม่ถึง
เพราะฉะนั้น ทุกขณะมีค่าเพราะไม่รู้จริงๆ ว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ได้ทุกขณะ ไม่มีใครสามารถรู้ได้ เพราะฉะนั้นควรฟังทันทีเพื่อเข้าใจ เห็นประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นต้องอาศัยปัญญาที่เห็นประโยชน์จริงๆ บารมีอื่นๆ ความเป็นผู้ตรง สัจจะบารมี ไม่เห็นสิ่งที่ไร้สาระ ไม่เป็นเหตุ เป็นผล ก็ไปเข้าใจว่าให้ไปสำนักปฏิบัติ แล้วจะได้เข้าใจธรรม เป็นไปไม่ได้เพราะอะไร
เพราะพระธรรมคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะทำให้รู้ความจริง จนกระทั่งดับกิเลสได้ ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นแล้วไปปฏิบัติ เพราะเข้าใจผิดว่า ปฏิบัติ คือทำ แต่ทุกอย่างที่จะเกิดต้องมีปัจจัยที่ต้องเกิดเป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งอื่นไม่ได้ ความโกรธเล็กน้อย จะให้เป็นฟืนเป็นไฟใหญ่โตก็ไม่ได้ เพราะมีปัจจัยเพียงเท่านั้น ที่จะให้เกิดขึ้น เช่น แค่เห็นฝุ่น ต่างกับการที่กิเลสมากๆ แล้วทำร้ายคนอื่นได้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นไปตามปัจจัย ปัจจัย ก็คือว่าเห็นคุณประโยชน์แล้วก็สามารถที่จะเห็นธรรมว่ายากอย่างนี้ จึงต้องเริ่มเร็วที่จะเร็วได้ ไม่ใช่ผลัดเวลาไป แต่ก็ใครจะทำอะไรได้เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น อะไรเกิดขึ้น ก็รู้ว่าอะไรมีกำลัง อกุศลมีกำลัง หรือกุศลมีกำลัง ถ้ากุศลไม่มีกำลังก็ฟังต่อไปให้มีกำลังขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้ว ก็ยังคงไม่มีกำลังต่อไป
สนทนาธรรม ที่บ้านพลตรีเสริม ภู่หิรัญ
วันที่ ๒๒ ตุลาคมพุทธศักราช ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ก็ขออนุโมทนาอย่างยิ่ง ในกุศลที่ได้ทำ ที่เราได้ฟังกัน แต่ว่ายังไม่พอ เพราะเหตุว่า จะทำกุศลมากสักเท่าไหร่ ก็ยังมีอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญยิ่งสำหรับแต่ละชีวิตที่เกิดมา เพราะเหตุว่า เราต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ทำความดีมาแล้วก็จริง แต่ว่า ความไม่ดีของเรามีบ้างไหม ดีหรือไม่ คือได้ยินแต่ว่า คนนี้ทำดี มีใครบ้างที่จะบอกว่าคนนี้ไม่ดีตรงไหน เพื่อเขาจะได้แก้ไข และทำให้ดีขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ความไม่ดีนั้น มีเพิ่มขึ้น โดยไม่รู้ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ทุกคนพอใจที่จะเห็นคนทำดี อนุโมทนายินดีด้วย แต่ถ้าใครทำไม่ดี ไม่มีใครอนุโมทนา ไม่มีใครยินดีด้วยเลย แต่ไม่ให้ทำไม่ดี ก็ไม่ได้เพราะเหตุว่าเขาไม่รู้จึงทำ สิ่งที่มีกับทุกชีวิตที่เกิดมาแล้ว ก็คือความไม่รู้ แต่ถ้าไม่มีใครบอก คนนั้นก็จบปริญญาเอกบ้าง ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างนั้นอย่างนี้บ้าง แต่ว่ามีใครบอกบ้างไหมว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งตลอดชีวิตนี้ไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าไม่ดีตรงไหน ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้เลยประโยชน์สูงสุดก็คือว่ามีผู้ให้เรารู้ว่าอะไรที่ไม่ดี เพื่อที่สิ่งไม่ดีนั้นจะค่อยๆ หมดไป เพราะว่าเท่าที่เราเห็นเหตุการณ์ของโลก แม้ประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ก็เห็นว่ามีแต่เรื่องทุจริต มีแต่เรื่องทำร้ายกันต่างๆ เป็นต้น นับวันยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่คนทำดี ก็ทำดี แต่ก็ไม่สามารถที่จะระงับหรือช่วยให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะอะไรเห็นหรือไม่ เราลืมคิดถึงปัญหา เรามัวแต่จะทำสิ่งที่ดี แต่ถ้าคนนั้นไม่ได้สะสมมาที่จะเป็นคนดี จะให้เขาทำดีได้หรือไม่ แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเลย ไม่ว่าจะดีและชั่ว ก็หลากหลายต่างกันมาก ทั้งหมดไม่สามารถที่จะเข้าใจได้เลยถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ และทรงอนุเคราะห์คนอื่นให้สามารถเห็นถูก เข้าใจถูก ตามความเป็นจริง เพื่อแก้ไข หมายความว่า สิ่งที่ไม่ดีก็จะลดน้อยลง และสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็จะได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะแก้ไขสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้
แต่ว่าใครรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง ไม่เคยคิดเลยใช่ไหม เหมือนรู้จักแล้ว แต่ถ้าถาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร ตอบได้หมดเลย เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ และแสวงหาความจริงออกจากพระราชวัง แล้วก็บำเพ็ญพระบารมี พยายามทุกทาง ซึ่งไม่ใช่หนทางเลย คือการทรมานตน ตามแบบที่ชาวโลกอาจจะเข้าใจกันว่า ถ้าสุขนัก ก็จะหลงในความสุข เพราะฉะนั้น ค่อยๆ ทุกข์ให้มันมากขึ้น จะได้หมดความติดข้องด้วยความไม่รู้ หรือความไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่หนทาง ไม่มีใครที่สามารถที่จะรู้หนทางนี้ได้เลยทั้งสิ้น ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก่อน ๒๖๐๐ กว่าปี หรือก่อนนั้นอีกแสนปี ก่อนนั้นอีกล้านปีเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีใครสามารถที่จะกล่าวถึง สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง
เพราะฉะนั้น รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้ารู้จักจะรู้จักเพียงแค่เป็นชายสิทธัตถะ และก็บำเพ็ญพระบารมี ทรมานพระองค์ แต่ก็ไม่ใช่หนทาง เพราะฉะนั้น หนทางนั้น ต้องเป็นหนทางที่ไม่มีใครเคยพบ เคยเจอมาก่อน และสิ่งที่ทรงตรัสรู้ ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ไม่มีทางที่จะรู้ว่า คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้เลยนอกจากพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้บำเพ็ญพระบารมีแสนนานมาก หลังจากที่ได้รับฟังคำพยากรณ์ว่า จะต้องได้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน แต่ต้องอีก ๔ อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่วัน เดือน ปี แต่เป็น กัป ก็คือ โลกก็ทำลายไป นี่ก็ยังคร่าวที่สุด
เพราะฉะนั้น ค่าของทุกคำ ที่ใครมีโอกาสได้ฟัง ลองไตร่ตรอง มากแค่ไหน มิฉะนั้นก็ไม่มีทางที่จะรู้จักก็สัมมาสัมพุทธเจ้าเลย รู้เพียงว่าตรัสรู้ แล้วตรัสรู้อะไร หนังสือเรียนบอกไว้เลย อริยสัจธรรม ๔ แต่ว่าอริยสัจจธรรมคืออะไร แม้แต่ธรรมคืออะไรก่อนจะถึงอริยสัจจะ แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการสะสมมาที่จะเห็นคุณค่า ไม่มีใครฟังพระธรรม คิดหนทางที่จะแก้ไขด้วยความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น หนทางไม่ใช่หนทางที่จะแก้สิ่งที่กำลังมีด้วยความไม่รู้ จึงปรากฏว่าเป็นทุจริตมากมาย แม้ว่าส่วนที่เป็นสุจริตก็มี แต่กระนั้น ก็ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคนทำดีหลายคน ถามเขาว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ต้องตรง จริงใจ คือ สัจจะ ถ้ามิฉะนัันแล้ว จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพียงพระคุณนาม พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระอรหันต์ธรรมดา ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็หมดกิเลสเหมือนกัน แต่ว่าพระอรหันต์จะหมดกิเลสด้วยตัวเองได้หรือไม่ โดยไม่ฟังคำและหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศว่า นี้เป็นทางที่จะทำให้บริสุทธิ์จากกิเลสมลทินทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่ละเอียด ความละเอียดควรรู้ไหม หรือว่ารู้เผินๆ รู้ง่ายๆ และก็บอกว่ารู้แล้ว สิ่งหนึ่ง ซึ่งทำให้โลกเป็นอย่างนี้ทุกวันนี้ ก็คือ ความเผินไม่ได้ไตร่ตรอง แต่ละคำทีละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น พระองค์ตรัสรู้ไม่ได้บอกว่ารู้ แต่ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ต้องพิเศษอย่างยิ่งที่ไม่ใช่ความรู้ของคนทั่วไป ทั้งโลกไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม มีความรู้มากแค่ไหนก็ตาม ก็แค่ที่เขาเข้าใจว่าเป็นความรู้ ในบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่ใช่การตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ไม่เผิน เริ่มคิดว่าตรัสรู้คืออะไร ขอเชิญคุณวิชัย
อ.วิขัย ดังนั้นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมต่างจากบุคคลอื่น และเมื่อได้ฟังธรรม แม้บุคคลในครั้งโน้น ก็ได้รับประโยชน์อย่างประเสริฐที่สุด เพราะได้รู้ความเป็นจริง อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง ความไม่ดี มีจริงๆ แน่ และเมื่อเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้บุคคลนั้นประพฤติในสิ่งที่ไม่เหมาะควร
แต่ว่าเมื่อบุคคลนั้นได้อาศัยพระธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ได้รู้ความเป็นจริง พ้นจากความไม่รู้ เพราะกิเลสอกุศลทั้งหมด เกิดจากความไม่รู้ความเป็นจริง อย่างบุคคลที่ประพฤติทุจริต เราจะเห็นตามสื่อ ตามข่าวคราวต่างๆ เพราะเขาไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าอกุศลเหล่านั้น มีโทษ ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่เขาเลย
แต่นั่นความไม่รู้ เป็นจริงอย่างนี้ เป็นเหตุให้อกุศลต่างๆ เกิดขึ้นแล้วก็มากขึ้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงความเป็นจริงเดี๋ยวนี้ ที่เป็นเหตุให้ผู้ฟังได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะธรรมขณะนี้มีจริงๆ แต่ว่าถ้าไม่ฟังพระธรรมที่พระองค์ตรัสรู้ ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
ท่านอาจารย์ ก็คงจะยาก เพราะว่าการตรัสรู้ รู้โดยยากยิ่ง ไม่ใช่ว่าจะตรัสรู้โดยง่าย เพราะฉะนั้น มีใครบ้างที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ตรง จริงใจ ธรรมดามากเลยสามารถที่จะตอบได้ว่ามีใครบ้างไหมที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ถ้าไม่รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไรจะรู้จักพระองค์หรือไม่ แค่นี้ คำตอบ ถ้าไม่รู้ว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งต้องไตร่ตรอง จะมีประโยชน์ไหมถ้าได้รู้จักพระองค์ ต้องจริงใจทุกคำตั้งแต่ต้นเพื่อความมั่นคง เพราะเหตุว่าวันนี้อาจจะเป็นวันแรกของบางท่านที่มีโอกาสที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยละเอียดขึ้นหรือค่อยๆ เข้าใกล้พระปัญญาคุณที่จะทรงพระมหากรุณาแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา นานไหม แล้วเราฟังกี่นาที แล้ววันนี้เราฟังแค่วันเดียว พอแล้วหรือ หรือว่าเห็นประโยชน์แล้ว รู้คุณค่าอย่างยิ่งจึงไม่ได้ฟังแต่เฉพาะวันนี้ แต่เมื่อมีความเข้าใจแล้วก็จะฟังอีกต่อไป ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนอื่น แต่เพื่อประโยชน์ของตนเอง มีโอกาสที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมีความมั่นคงในประโยชน์ ประโยชน์อื่นทั้งหมดในชีวิต จะเทียบกับประโยชน์ที่ได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม
แค่นี้ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เห็นคุณ ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาก็กราบพระ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ใครไม่เคยพูดคำนี้บ้าง พูดแล้วรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เป็นสิ่งที่สำคัญ แม้เพียงคำแรกๆ ที่ได้ฟัง นะโม หมายความว่าอย่างไร ก็นะโมแล้ว นี่หรือจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าได้พบสิ่งที่มีค่าที่สุด ละเอียดที่สุด ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจของเราเอง เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ไม่ใช่เพื่อพระองค์ผู้เดียวที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมทุกประการจนสามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่เพื่ออนุเคราะห์ให้เรา เดี๋ยวนี้ ที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ได้มีโอกาสได้ฟังความจริงด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับชีวิตนี้ เพราะทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปแล้วเป็นคนอื่น เพราะฉะนั้น ไตร่ตรองแม้สักนิดหนึ่ง เห็นคุณค่าที่จะได้ยินได้ฟังแต่ละคำมากพอที่จะไม่ละเลย ไม่ละทิ้ง การที่จะค่อยๆ เข้าใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการเข้าใจแต่ละคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ เช่น นะโม ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น นะโม คำเดียว แปลว่า นอบน้อม
ท่านอาจารย์ ใครนอบน้อมคนเลวบ้าง คนชั่ว คนทุจริต ไม่มีใครนอบน้อมคนนั้นเลย แต่นอบน้อมคุณความดี เพราะฉะนั้นเพราะรู้ว่า ความดีสูงสุดไม่มีใครเสมอ คือ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ควรอย่างยิ่งที่จะนอบน้อมไม่ว่าเขาผู้นั้นเป็นใคร เป็นคนงาน เป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นนักวิชาการ เป็นสารพัดเป็น ที่เข้าใจว่าเก่ง แล้วก็มีคนนอบน้อม แต่ว่าถ้าคนนั้นไม่ได้เป็นคนดี เก่งเท่าไหร่ นอบน้อมหรือไม่ ก็ไม่นอบน้อม เพราะฉะนั้น ต้องจริงใจ นอบน้อมต่อคุณความดี โดยเฉพาะต่อ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ใครรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500