ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
ตอนที่ ๑๔๖๑
สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก
วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ คือ แม้แต่เรา ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดา ฟังธรรมได้ ใครก็ฟังได้ สำหรับทุกคนที่เห็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น ใครฟังธรรม หมายความว่า เขาเห็นประโยชน์ของพระธรรม แต่ใครไม่ฟัง เห็นประโยชน์หรือไม่ที่ไม่ฟัง เพราะไม่เห็นประโยชน์ จึงไม่ฟัง นี่ก็เป็นความต่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่เพศบรรพชิต
เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ฟังธรรมเข้าใจได้ สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันได้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ได้เข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพื่อให้บุคคลนั้นดำเนินหนทางที่พระองค์ได้ดำเนินไปแล้ว สู่การขัดเกลากิเลส จนถึงดับหมดสิ้นเป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดว่า กิเลสดี ก็ไม่คิดที่จะขัดเกลากิเลส ยังคงมีกิเลสต่อไป แต่รู้หรือไม่ว่า ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประโยชน์ ซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยสักคำเดียว กล่าวได้ว่าตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม พูดคำที่ไม่รู้จัก จริงหรือไม่ ฟังเพื่อคิด เพื่อไตร่ตรองว่า คำที่ได้ฟังถูกหรือไม่ ง่ายๆ ภิกษุ รู้จักหรือไม่ เพียงแค่นี้ คำเดียวเรียกภิกษุ พูดถึงภิกษุ แต่ไม่รู้จักว่าภิกษุคือใคร ไม่ใช่แต่เฉพาะคำว่า ภิกษุ ตั้งแต่เกิดจนตายพูดคำที่ไม่รู้จัก ยกตัวอย่าง ภิกษุ คำเดียว ก็ยังมีอีกทั้งหมดเลย
เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงรู้ว่าพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวคำที่คนอื่นพูดไม่ได้ ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่นๆ เห็นมี โลกอื่นมีเห็นหรือไม่ ทำไมโลกนี้จึงมีเห็น แต่โลกอื่นจะมีเห็นได้หรือไม่ สวรรค์มีหรือไม่ นรกมีหรือไม่ ทุกคำไม่ใช่เป็นคำที่ลอยๆ ฟังไป ฟังมา ถกเถียงกัน แต่ต้องมีเหตุและผลทุกคำ เป็นคำของปัญญาที่สามารถที่จะทำให้รู้จัก และเข้าใจคำที่เคยพูด แต่ไม่เคยเข้าใจถูกต้อง
เพราะฉะนั้น วันนี้ก็จะต้องทราบว่าภิกษุไม่ใช่ผู้ที่เพียงจะบวช แต่ว่าไม่รู้จักพระธรรม ไม่รู้ว่าบวชเพื่อเข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อเห็นโทษที่มีอยู่ในตนเอง เพื่อละโทษที่ไม่ดีทั้งหมด เพื่อที่จะเป็นผู้ที่เป็นคนดีขึ้น แต่ถ้าไม่เข้าใจความจริง จะดีได้หรือไม่ ในเมื่อไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น ไม่เข้าใจเป็นเหตุที่จะให้เกิดความไม่ดีทั้งหมด เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะนำมาซึ่งความดี
ภิกษุ คือ ผู้ที่ฟังพระธรรม บวชเพื่อฟังพระธรรมต่อไป เพื่อขัดเกลากิเลส และประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเห็นพระภิกษุซึ่งประพฤติสิ่งที่ไม่ดี มีผู้ไปทูลให้ทรงทราบ เรียกประชุมสงฆ์
สงฆ์ คือ คณะหรือหมู่ เพราะฉะนั้น แม้แต่คำว่า ภิกษุ กับสงฆ์ เราก็พูดผิดๆ ถูกๆ เช่น พอเห็นภิกษุรูปหนึ่งเดินมา คนก็บอกพระสงฆ์ พระสงฆ์หมดเลย แต่ความจริง ไม่ใช่สงฆ์ เพราะว่า สังฆะ หมายความถึงหมู่คณะ ไม่ว่าจะหมู่มด หมู่ปลวก หมู่ช้าง หมู่นก ก็เป็นสงฆ์ หรือ สังฆะ
เพราะฉะนั้น ภิกษุหนึ่งรูป ไม่ใช่สงฆ์ เรียกสงฆ์ไม่ได้เลย และก็ยังมีข้อบัญญัติว่าภิกษุนั้นจะเป็นสงฆ์ได้เมื่อไร เมื่อมีภิกษุที่จะต้องร่วมกันกระทำกิจ ที่จะต้องกระทำโดยคณะหรือหมู่ ไม่ใช่เพียงคนเดียว เพื่อที่จะดำรงพระศาสนา ก็มีการประชุมสมมติกัน ตามพระวินัยให้ใครเป็นผู้ที่จะกระทำกิจนี้กี่รูป
ในขณะที่กระทำกิจนั้น ทุกคนที่ร่วมกันก็เป็นสงฆ์ ไม่ใช่เป็นตัวบุคคล เพราะว่าร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ เมื่อเสร็จกิจนั้นแล้ว เช่น การบวช ภิกษุที่ร่วมในการพิธีนั้น ก็เป็นภิกษุบุคคล เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ใครทำชั่วไม่ใช่สงฆ์ทำ แต่ต้องเป็นภิกษุนั้นเฉพาะคนนั้นเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ โดยละเอียด มิฉะนั้น เราก็เหมือนกับว่า เราเป็นชาวพุทธ แต่ว่าพระพุทธศาสนากับความเข้าใจของชาวพุทธ ลองคิดดู พระพุทธศาสนา เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับความเข้าใจของชาวพุทธ ชาวพุทธที่ไม่ฟังธรรมเลย จะเข้าใจพระพุทธศาสนาหรือไม่ ชาวพุทธที่คิดว่าพระภิกษุทำการงานต่างๆ เกี่ยวกับการเมืองได้ อย่างนั้นก็ไม่ใช่คนที่เป็นชาวพุทธ เพราะชาวพุทธต้องรู้ความต่างของพระภิกษุกับคฤหัสถ์
นี่เป็นเรื่องที่แม้ว่าจะดูเหมือนเล็กน้อยจริงๆ แต่แต่ละเล็ก แต่ละน้อยรวมกันแล้ว ก็เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งทำให้ส่วนใหญ่แล้ว คนที่เรียกว่า ชาวพุทธ เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัย ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระธรรมวินัยได้ แล้วจะเป็นชาวพุทธหรือไม่ เพราะแม้แต่คำเดียว พุทธ ผู้รู้ ไม่ใช่รู้อย่างคนอื่นรู้ แต่รู้อย่างผู้ที่ได้บำเพ็ญพระบารมี ที่จะรู้ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งมีในขณะนี้ สามารถจะฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งประจักษ์แจ้งว่า ทุกคำที่ได้ฟังที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริง
เพราะฉะนั้น นี่ก็เป็นความต่างกัน พุทธ ต้องเป็นที่รู้ เป็นผู้ที่เข้าใจ ชาวพุทธไม่ใช่ผู้ที่ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้ที่ไม่เข้าใจ ไม่ใช่ผู้ที่เชื่อเครื่องรางของขลัง ไม่ใช่ผู้ที่ไปไหว้ต้นไม้ งูหลาม งูขาว งูเขียวต่างๆ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีเหตุผล และสามารถที่จะบอกคนอื่นได้ว่า เป็นชาวพุทธ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้น เขาก็มีโอกาสที่จะสอบถามว่า เมื่อนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธศาสนาสอนอะไร ถ้าเราไม่ได้ศึกษา เราก็ไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ภิกษุเราก็ไม่รู้ว่า คือใคร ขณะนี้ต้องทราบว่าภิกษุไม่ใช่คฤหัสถ์ เพราะสะสมมาที่จะสละเพศคฤหัสถ์ ปะวะชะ สละทั่วไม่เว้นเลย เงินทองรับไม่ได้ อาหารเย็นหลังเที่ยงแล้วก็บริโภคไม่ได้
ทุกเรื่องที่เป็นการขัดเกลากิเลสที่ดีงามทั้งหมด ตามพระธรรมวินัย จึงเป็นภิกษุในพระธรรมวินัย แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ในป่า ตามถนน ห้างสรรพสินค้า หรือที่ไหนทั้งหมด ที่ไม่ได้ประพฤติเป็นไปตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ภิกษุ เพราะฉะนั้น ก็เป็นคำตอบที่ว่า แล้วภิกษุจะเกี่ยวข้องกับการเมืองได้หรือไม่ ตอบเองได้แล้วใช่หรือไม่ ต้องเป็นความรู้ของตนเอง
ประโยชน์ที่สุดของการศึกษา ไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น ก็คือเป็นความรู้ ความเข้าใจจากการฟัง เพราะฉะนั้น แต่ละนาที แต่ละขณะ ที่มีโอกาสได้ฟังอะไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้รับจากการฟัง ก็คือ ความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟัง จึงเป็นการที่เมื่อแต่ละคนมีความหลากหลายต่างกัน ก็อาจจะมีความคิดเห็นต่างๆ กันได้ นำมาซึ่งการสนทนาธรรม เป็นมงคล คือนำมาซึ่งความเจริญความเข้าใจว่า สิ่งใดถูกและสิ่งใดผิด ยังมีอีกมาก ที่จะแสดงความเป็นภิกษุ และถ้าเข้าใจถูกต้องว่าพระภิกษุในธรรมวินัย คืออย่างไร ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ใครเป็นภิกษุ ใครไม่ใช่ภิกษุ และก็ภิกษุจะทำสิ่งนั้นได้หรือไม่ จะทำสิ่งนี้ได้หรือไม่ เมื่อเข้าใจถูกต้องว่าภิกษุ คือ ใคร
ผู้ฟัง การที่พระภิกษุได้สิทธิไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ผมเลยยกมือว่า ทำไมพระภิกษุไม่มีสิทธิในการที่จะลงความเห็นการเลือกตั้งต่างๆ
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืม ว่าอะไรสำคัญที่สุด กฎหมายสำคัญที่สุดหรืออะไร ที่สำคัญที่สุดก็คือ ใจ ขณะนี้อย่างคำถามแรก มีใครบ้างที่อยากจะบวช ใจคิดใช่หรือไม่ ใจตอบใช่หรือไม่ จะบวชหรือไม่บวช ก็แล้วแต่ใจ ถ้าไม่สะสมมาที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต แต่ทุกคนก็เห็นประโยชน์ของการเป็นคนดี แม้ในเพศคฤหัสถ์ก็ดีได้ ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า อะไรเป็นอะไร ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว ถ้ามีความตรงต่อความจริง ผู้นั้นก็จะได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ตรง คือ เมื่อรู้ว่าดี รู้ไม่ใช่เพียงแค่คิด รู้จริงๆ ว่าดี ก็ทำสิ่งที่ดี รู้ว่าอะไรไม่ดีจริงๆ ก็เป็นไปตามความไม่ดี เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีจึงทำ
ด้วยเหตุนี้ การเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัยไม่ง่าย ไม่ใช่ว่าอยากจะบวชก็บวช เพราะฉะนั้น คำถามก็จะมีว่า คนที่จะบวช บวชทำไม ใช่หรือไม่ ลองตอบ คำตอบนี่หลากหลายมาก แต่มีใครบ้างที่ตอบด้วยใจที่ได้เข้าใจพระธรรม เป็นผู้มั่นคงตรงซื่อสัตย์ต่อการสะสมมาของตนเองว่า สามารถที่จะอยู่ในโลกตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสไว้ เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะไปเลือกตั้งหรือไม่ ตัวเอง ไม่ต้องมีกฎหมายหรืออะไรทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น สำคัญที่ใจของเรา ถ้าใจไม่พร้อมที่จะเป็นภิกษุในธรรมวินัย ก็จะรู้ได้เลยว่า คนที่บวชไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่ศึกษาธรรม ไม่ได้ขัดเกลากิเลส และประพฤติอย่างคฤหัสถ์ เพราะฉะนั้น เขาไม่ใช่พระภิกษุ แต่เขาบวชทำไม ถามได้เลยว่า บวชทำไม ตรงไหม ไม่เข้าใจธรรม แล้วบวชตรงไหม แล้วบวชไปทำไม เพราะฉะนั้น ต้องรู้จริงๆ ว่าที่สำคัญที่สุด คือ ความจริงใจ สัจจบารมี
เพราะฉะนั้น เมื่อสามารถที่จะสละชีวิตคฤหัสถ์แล้ว จะไปเลือกตั้งหรือ จะไปทำอะไรหรือ แต่กิจที่สำคัญกว่านั้น คือ ขัดเกลากิเลสของตนเอง เพื่อที่จะได้อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวให้คนอื่นได้เห็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ในชีวิตกว่าสิ่งอื่น โดยการที่รู้ว่า ไม่มีคำใดที่จะทำให้รู้จักสภาพจิตใจของตนเองได้โดยถ่องแท้ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม
เพราะฉะนั้น ก็เป็นคนที่ตรงอย่างยิ่งว่า ถ้าจะบวชโดยไม่ได้เข้าใจพระธรรม ก็เป็นคฤหัสถ์ที่ใส่จีวรเท่านั้นเอง จะเรียกว่า จีวร หรือเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่มีเพศที่ต่างกับคฤหัสถ์เพียงด้วยเครื่องนุ่งห่ม เพราะฉะนั้น ต้องรู้จริงๆ และไม่ต้องไปคิดถึงคนอื่น เราเอง ไม่ได้เป็นพระ จะไปเลือกตั้งหรือไม่ บางคนก็ไม่ไป ใครบังคับเขาได้ ใช่หรือไม่ แต่บางคนก็เห็นประโยชน์ว่าทุกอย่างที่ทำเพื่อคนอื่นด้วย เพื่อประเทศชาติ เพื่อส่วนรวม ถ้ามีการคิดถึงคนอื่น ก็เป็นความดีอย่างหนึ่ง ที่เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัว และก็รู้ว่า แต่ละหนึ่งที่จะสงบสุขได้ ก็ด้วยคุณความดีของแต่ละคน
เพราะฉะนั้น จะเป็นคนที่จะสละความไม่ดี และก็เห็นการที่เพียงคนหนึ่งที่ทำดีแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งรวมกัน ก็นำมาซึ่งความสงบสุข และความเจริญของประเทศชาติ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครบังคับให้ใครไปลงคะแนนเลือกตั้ง บางคนไม่ไปเลย เหตุผลสารพัด แม้แต่ว่าไม่ไป ก็ตอบเฉยๆ ไม่มีเหตุผลอะไร แต่ว่าตามความเป็นจริงทุกอย่าง ควรจะทำตามความคิดที่เป็นเหตุผล และจะได้รู้ว่า ถูกหรือผิด
เพราะฉะนั้น เมื่อสละทุกอย่าง ทุกอย่าง รวมถึงเลือกตั้งด้วย รถยนต์ เครื่องชงกาแฟ หรืออะไรก็ตามแต่ ที่เป็นสิ่งที่คฤหัสถ์ติดข้องพอใจ นำมาซึ่งความไม่พอ ไม่มีการที่โลภะ หรือความต้องการจะหยุดได้เลย เต็มไปด้วย เมื่อสิ่งนี้ได้มาแล้ว ก็ยังหาสิ่งอื่นต่อไป มือซ้ายรับมา มือขวายื่นไป มือขวาได้มา เอามือซ้ายรับ ยื่นไปตลอดเวลาทุกขณะ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า แล้วดีหรือไม่ ถ้ามีมากๆ ทุจริตเกิดเพราะอะไร
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องเป็นความเข้าใจถึงสภาพของจิต เพราะฉะนั้น ถ้ามีใจที่เป็นภิกษุที่สละแล้ว ไม่ไปเลือกตั้งแน่นอน แต่ว่าทำกิจที่สำคัญกว่านั้น คือ เมื่อคนอื่นไม่ได้สะสมมาที่จะศึกษาพระธรรม แต่เขาเองเห็นคุณค่าของคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ยากที่จะรู้ได้ ก็สละทั้งชีวิตเพื่อที่จะได้ศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์อนุเคราะห์คนอื่น แม้คนที่ไปเลือกตั้ง หรือคนที่ไม่ไปเลือกตั้ง แม้แต่คนที่ตำแหน่งการงานหน้าที่ต่างๆ แต่ว่าถ้าเขาได้เข้าใจความถูกต้อง เขาก็จะเป็นผู้ที่นำความสงบมาให้ประเทศชาติด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าไปเลือกตั้ง ด้วยจิตใจที่ไม่สะอาดก็ตามแต่ หรือด้วยเงินที่ได้เป็นค่าจ้างมา ก็อาจมีได้ใช่หรือไม่ อย่างนั้นหรือ ที่ว่าจะไปเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องละเอียดมาก แล้วก็สามารถที่จะว่าเมื่อเข้าใจตนเองแล้ว มีหรือที่จะไม่เข้าใจคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ตรงต้องตรง ไม่ใช่เป็นภิกษุ ก็ยังต้องไปเลือกตั้ง จะต้องไปเดินขบวน จะต้องไปทำอย่างอื่น นั่นไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ไม่ได้ทำกิจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้อุปสมบท เพื่อประพฤติขัดเกลากิเลสตามพระองค์
ผู้ฟัง สิ่งที่เป็นคุณค่าสูงสุดของภิกษุที่ท่านสมควรเป็นภิกษุจริงๆ คืออย่างไร
อ.คำปั่น คำว่าภิกษุ ภาษาบาลี คือ ภิกขุ หมายถึง ผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏ เป็นผู้ที่มีปัญญา ซึ่งท่านอาจารย์ได้กล่าวตอนต้นว่า ก่อนที่จะบวช ท่านได้ฟังพระธรรม ได้ศึกษาพระธรรมแล้ว มีความเข้าใจแล้ว จึงรู้อัธยาศัยของตนเองว่า สามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศที่สูงยิ่งได้ จึงสละชีวิตของความเป็นคฤหัสถ์ทุกประการ สละทรัพย์สิน เงินทอง สละวงศาคณาญาติ กล่าวได้เลยว่า สละสิทธิ์ของความเป็นคฤหัสถ์ทุกอย่าง เพื่อที่จะมุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง ก็คือ เพศบรรพชิต ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย แต่ว่าเพื่อศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา ขัดเกลากิเลสของตนเอง มีความประพฤติคล้อยตามความประพฤติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ความเป็นภิกษุจริงๆ ก็คือ ปัญญาที่เห็นโทษ เห็นภัยของกิเลส และมีความจริงใจที่จะประพฤติขัดเกลากิเลส ตามความประสงค์ของตนเองที่อุตส่าห์สละบ้านเรือน สละชีวิตของคฤหัสถ์ทุกประการแล้ว และความหมายของพระภิกษุ ชัดเจนมาก ต่อมา ก็คือว่า เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ควรอย่างยิ่งที่จะได้รองรับพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง และชีวิตของความเป็นพระภิกษุ เป็นผู้ที่ประพฤติคุณความดีในเพราะการขอ เพราะเหตุว่าชีวิตของพระภิกษุดำรงอยู่ได้ เพราะอาศัยคฤหัสถ์ที่ถวายสิ่งที่เหมาะควร แล้วท่านสำนึกอยู่เสมอว่า เมื่อได้รับการอนุเคราะห์เกื้อกูลจากคฤหัสถ์แล้ว กิจที่ควรทำอย่างยิ่ง ก็คือ ศึกษาพระธรรมขัดเกลากิเลส ให้สมควรอย่างยิ่งกับการที่คฤหัสถ์เคารพกราบไหว้
เพราะฉะนั้น ความเป็นภิกษุจริงๆ ก็คือ ปัญญาที่เข้าใจพระธรรม และขัดเกลากิเลสของตนเอง
ผู้ฟัง เราจะเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบัน มีการใช้โทรศัพท์ ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากมายของพระภิกษุ ผมว่าไม่สมควรเท่าไร เพราะว่าการใช้สังคมออนไลน์ต่างๆ ภิกษุบางท่าน อาจจะควบคุมกิเลสตนเองไม่ได้ เข้าไปศึกษาในบางเรื่องที่ไม่สมควร ไม่เหมาะสม
อ.อรรณพ จริงๆ แล้ว พระวินัย คือ สิกขาบท คือบทที่ต้องศึกษาสำหรับพระภิกษุที่ต้องศึกษาเข้าใจ และก็ประพฤติปฏิบัติตาม จึงไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือยุคสมัยอย่างเช่น ยุคนี้สมัยนี้บอกว่าต้องใช้สื่อพวกนี้ แต่ตามพระวินัยแล้ว แน่นอนว่าภิกษุใช้ไม่ได้แน่นอน
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเข้าใจคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกเปลี่ยนตั้งแต่พ.ศ.ไหน ถึง พ.ศ.ไหน ตั้งแต่ตรัสรู้ จนกระทั่งปรินิพพานเรื่อยมา จน ณ บัดนี้ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เปลี่ยนเลย เพราะอะไร เป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เมื่อสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ความโกรธเป็นความโกรธ ไม่ว่ากี่สมัย
เพราะฉะนั้น จะเปลี่ยนความโกรธให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ไม่ได้เลย ถ้ามีความเข้าใจ แม้แต่คำว่า ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ก็จะรู้ได้ว่าการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ได้เข้าใจสิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ เพราะถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ถ้าระลึกถึงว่า ใคร อะไร เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ใครก็จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่ไม่มีใครเปรียบ ลองคิดถึงคำว่า ปัญญา ความรู้แจ้ง รู้จริง ที่ลึกอย่างยิ่งถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นคำของพระองค์ทุกคำ ไม่เปลี่ยน ไม่ว่าในกาลสมัยใดก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีจริงๆ เราคิดว่าสิ่งนั้นเปลี่ยน แต่ความจริงสิ่งที่มีจริงเปลี่ยนไม่ได้ แท็บเล็ตก็ตาม มือถือก็ตาม โทรศัพท์ก็ตาม แข็งหรือไม่ เราไปคิดถึงรูปร่าง สัณฐาน และเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีความหลากหลายต่างๆ เราก็กล่าวไปตามที่เราได้เล่าเรียนมาในเรื่องนั้น แต่ตัวจริงสภาพภาวะที่มีจริง ซึ่งคนอื่นไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็คือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีต้องเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป
วันนี้นั่งอยู่ตรงนี้ อีกไม่นานก็จะเป็นนายทหาร แต่อีกไม่นานนั่นอาจจะตายเสียก่อนได้หรือไม่ แล้วก็ยังไม่ทันจะรู้อะไรเลย มัวแต่ไปติด แล้วคอมพิวเตอร์ช่วยอะไรได้ เพราะฉะนั้นประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่ไปติดอยู่ที่สิ่งที่เราคิดว่ามีประโยชน์ แต่สิ่งนั้นไม่ได้ให้ความเข้าใจจริงๆ ว่า คืออะไร
เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้ว ก็ไม่รู้แน่ๆ เลยว่าเป็นใคร หรือว่าที่เกิดมาเป็นอะไร ใครรู้บ้าง แล้วเกิดแล้วอะไรตาย ทั้งหมดถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ แล้วก็มีชื่อมากมาย สำหรับสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย แต่เปลี่ยนสภาพความจริงสักอย่างไม่ได้ ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นความจริง หวาน แข็ง สนุก รื่นเริง ทุกข์ โศกเศร้า เป็นสิ่งที่มีจริง ใครไม่ให้เกิดได้บ้าง เกิดแล้วไม่ให้สิ่งนั้นหมดไปได้หรือไม่ ก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า กว่าที่จะได้ฟังคำเหล่านี้ ที่จะเข้าใจความจริงของการที่เกิดมาแล้วตาย มีประโยชน์อะไร ระหว่างที่เกิดแล้วยังไม่ตาย สนุกสนานมาก มีทรัพย์สินเงินทองมาก มีเกียรติยศ มีอะไรทุกอย่าง แล้วอยู่ไหน ทันทีที่จากโลกนี้ไป มีแต่ความไม่รู้ กับที่มีโอกาสจะได้ฟังสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ และรู้ว่าประโยชน์สูงสุด ก็คือว่า ความเข้าใจนี่แหละสามารถที่จะทำให้รู้จักสิ่งที่คนอื่นเข้าใจผิด เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดเพราะความไม่รู้ มือถือเกิดจากความรู้หรือความไม่รู้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์หมายถึง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หรือ ความรู้ในทางพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์ เรียกอะไรได้หมดทุกชื่อ แต่รู้ความจริงถึงที่สุด เพราะว่าเรื่องอื่นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคิด แต่ถ้าไม่มีความคิดอย่างนั้น สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น จริงที่สุดคืออะไร ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุท่านได้ฟัง สิ่งที่ท่านเคยฟังมาแล้วนานแสนนาน เหมือนเราเรียนหนังสือ ตั้งแต่เล็กมา เราก็เรียน กอ ไก่ ตัวหนึ่ง ขอ ไข่ ตัวหนึ่ง ไปเรื่อยๆ จนจบ ระหว่างนั้นเรารู้ไหมว่า เราเข้าใจเมื่อไร
เวลาเข้าใจ ก็เกิดความเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่เราฟัง ก็เป็นแต่ละหนึ่งขณะ ที่มีโอกาสจะได้ฟังสิ่งซึ่งกำลังมีจริงในขณะนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ว่า ถ้าเราเข้าใจว่า คนนั้นเก่งมาก มีปัญญามาก แต่เขาไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้คืออะไร เก่งหรือไม่ จริงหรือไม่ รู้อะไรก็ไม่รู้ แต่ไม่รู้เดี๋ยวนี้ ฟังแค่นี้ก็จะงงกันไป
เพราะฉะนั้น คนที่เริ่มฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งแรกๆ งงไปหมดเลย ตราบใดที่ไม่เข้าใจทีละคำ อย่างมั่นคงอย่างถ่องแท้ ไม่ชื่อว่ารู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ว่านี่แหละคือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น มีใครบ้างที่จะกล่าวได้ว่า รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่ว่าไม่ได้ศึกษาคำที่พระองค์ได้ตรัสแล้วโดยละเอียด น่าตะลึงหรือไม่ ได้ยินแค่ว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา เพราะเคยมีมานานแสนนานในสังสารวัฏด้วย แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้สิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏ เพราะสิ่งนั้นเกิดขึ้น จึงมี ปรากฏให้รู้ว่ามี
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500