ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469


    ตอนที่ ๑๔๖๙

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    อ.คำปั่น สอง ก็คือ วิปริฌามทุกข์ อันนี้แสดงถึงความรู้สึกที่เป็นสุข แต่ก็ไม่ได้สุขอยู่นานใช่หรือไม่ ก็แปรเปลี่ยนไป ติดข้องในสิ่งนี้ ที่จะให้ได้เกิดความสุข แต่ก็เปลี่ยนไปแล้ว อย่างที่ยกตัวอย่างว่า ถ้าชอบผัดไทย ลองรับประทานผัดไทยติดต่อกันสัก ๗ วัน จะเป็นอย่างไร ก็ไม่ชอบแล้ว ใช่หรือไม่ ก็แปรเปลี่ยนไปชอบอย่างอื่น แสวงหาความสุขอย่างอื่น แสดงถึงความทุกข์ของสภาพธรรมที่เป็นสุขนั่นแหละที่แปรเปลี่ยนไป และความเป็นสุขเที่ยงหรือไม่ ก็ไม่เที่ยงด้วย เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป อันนี้ก็แสดงถึงวิปริฌามทุกข์

    และทุกข์ประการสุดท้าย ก็คือ สังขารทุกข์ สังขารนี่กว้างมากเลย หมายรวมถึง สภาพธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมด เป็นทุกข์ แต่ถ้ากล่าวถึงเวทนาที่นอกเหนือจากสุขและทุกข์ ก็คือ อุเบกขาเวทนา หรือว่า อทุขมสุขเวทนา ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่สุข ไม่ทุกข์

    ผู้ฟัง นี่ไม่เห็นว่าความที่เราอร่อยกับผัดไทย แล้วเราเบื่อ แล้วเราก็ไปแสวงหาอย่างอื่นทาน แล้วเราก็เบื่ออีก ตรงนี้ อย่างไรก็ไม่เห็นทุกข์ตรงนี้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทุกข์ ๓ เห็นยากขึ้นตามลำดับใช่หรือไม่ ลำดับแรก มีใครบ้างไม่เห็นทุกขะ ทุกขะ กายเจ็บ ใครบอกไม่ทุกข์บ้าง ทุกข์ใช่หรือไม่ ใจเจ็บ ทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ทุกข์มาก

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องรู้ว่าทุกข์ เพราะฉะนั้น ทุกข์อย่างนี้ ใครก็รู้ ใครก็เห็น ไม่ยาก

    ผู้ฟัง ไม่ยาก

    ท่านอาจารย์ แต่ไม่ใช่เรา ยากหรือไม่

    ผู้ฟัง ยาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหมดต้องสอดคล้องกันจริงๆ ต้องเข้าใจมั่นคงว่า ไม่ใช่เรา จะทำให้แม้ได้ยินอย่างนี้ก็รู้ว่า ช่วยอะไรได้ ในเมื่อเป็นสิ่งที่จะต้องเกิด ตามเหตุตามปัจจัย ก็ค่อยๆ ละความเดือดร้อน จะไปหาวิธีอื่นที่จะไม่ให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ปัญญาก็จะนำมาซึ่งความเบาจากการที่เคยเป็นทุกข์ นี่คือ ทุกขะ ทุกขะ แต่ถึงแม้ไม่ทุกข์อย่างนั้น ก็ยังเป็นทุกข์ โดยความรู้สึกที่เป็นสุข ซึ่งแสวงหาไม่รู้จบสิ้น เพราะเหตุว่า ใครจะรู้ว่าสุขนี่แหละเป็นทุกข์ ตอนไหน ตอนที่แปรไป ใช้คำว่า วิปริฌามทุกข์ สภาพที่เปลี่ยนแปลงไป แปรไป จากเคยชอบสิ่งนี้ใช่หรือไม่ แล้วทำไมไม่ชอบต่อไป จะได้สบายๆ ไม่ต้องไปดิ้นรนหาอะไรมากมาย

    ผู้ฟัง มันเบื่อ

    ท่านอาจารย์ ทุกข์หรือไม่ ที่จะต้องไปแสวงหาสิ่งอื่นแล้ว ที่จะเป็นทุกข์ต่อไปอีก คิดว่านั่นแหละดี ไม่พ้นจากการแสวงหาความสุข ซึ่งแปรไปจากสิ่งหนึ่งสู่อีกสิ่งหนึ่ง สู่อีกสิ่งหนึ่ง ไม่มีวันจบสิ้น เชื่อ ทำไมมีเครื่องแต่งกายต่างๆ ตามสมัยนิยม เดี๋ยวเปลี่ยนไปอย่างนั้น เดี๋ยวเปลี่ยนมาอย่างนี้ อย่างนี้ว่าชอบแล้ว แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ไม่มีอะไรที่คงที่เลยสักอย่างเดียว รับประทานอะไรที่ชอบมากๆ รับประทานไป แล้วก็จะรู้ ไปหาอื่นแล้ว ไม่เอาแล้วอย่างนี้ และไม่ใช่แต่อาหาร ไม่ว่าอะไรทั้งหมด

    แม้แต่คนที่คิดว่ารักที่สุด ตลอดชาตินี้เลย ตายไปก่อน ก็ไม่รู้ แต่ถ้ายังไม่ตายก็รู้ ใช่หรือไม่ อย่างไรอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน ไม่มีทางที่จะเหมือนเดิมคงไว้ เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งซึ่งต้องตรงตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา แต่ธรรมเป็นอย่างนี้ คือ แม้สุขก็ต้องเป็นทุกข์แน่ๆ เมื่อเราติดข้องสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ต้องมีการเปลี่ยนสิ่งที่ชอบไปเป็นอย่างอื่นจนได้ และก็แสวงหาจนได้ ทุกข์หรือไม่

    ผู้ฟัง ทุกข์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ก็เป็นอีกทุกข์หนึ่ง ซึ่งไม่รู้เลย แสวงหากันไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่า ความจริงก็คือ หาทุกข์ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจทุกข์ตามลำดับ

    ผู้ฟัง ทีนี้ ทุกข์ที่สอง ยากยิ่งมากๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า สุขเวทนา ใครจะคิดว่าเป็นทุกข์

    ผู้ฟัง ใช่ ตรงนี้

    ท่านอาจารย์ แต่ทุกข์ที่ยากกว่านั้น คือ ทุกอย่างไม่เที่ยงเกิดขึ้นและดับไป เปลี่ยนให้เป็นถาวรมั่นคง ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกชั่วคราวแสนสั้น หนึ่งขณะ ไปอีกหนึ่งขณะ แล้วก็ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น กลับมาอีกไม่ได้ ทุกพระชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นชาดกในอดีต ไม่ได้กลับมาเป็นอย่างนั้นอีกเลย ท่านพระอานนท์ก็เคยเป็นคนยากไร้ อุตส่าห์เอาเงินไปฝังใต้กำแพง ก็ยังกลับมาเป็นอย่างนั้นอีกไม่ได้เลย มีแต่ไปตลอด เป็นแล้วก็ไป ไม่หยุดยั้ง

    เพราะฉะนั้น สุขอยู่ตรงไหน เข้าใจว่า สุขก็หมดแล้ว หาใหม่อีก เรื่อยๆ ไป จนกว่าจะเข้าใจว่า ไม่ใช่แต่เฉพาะสุขหรือทุกข์ ทุกอย่างมีเมื่อเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าดับเหตุที่จะให้เกิด ดับทุกข์แน่นอนใช่หรือไม่ อริยสัจจะ แต่กว่าจะเข้าใจความจริงอย่างนี้ได้ ก็ต้องฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ และก็มั่นคงว่า ไม่มีเรา เพราะถ้ามีเรา ยังหวัง ยังต้องการ ยังแสวงหานี่แน่นอน แต่พอไม่มีเรา ก็จะแสวงหาอะไร ไม่ใช่เราทั้งนั้นเลย ก็เป็นแต่ธรรม ซึ่งเป็นไปอย่างนี้

    คนนี้ชาตินี้ คนหน้าหายไปไหนแล้ว คนนี้ไม่เหลือเลย แต่ตอนกำลังเป็นคนนี้นี่แสนจะสำคัญ จะทำทุกอย่างเพื่อคนนี้แหละ แต่ว่าความจริงไม่มี ไม่มีคนนี้ มีแต่ความต้องการซึ่งไม่หยุด เพราะฉะนั้น ต้องถึงสังขารทุกข์ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดตั้งจิตไว้ชอบ คือ ไม่มีเรา จึงสามารถเข้าใจทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น ดีกว่าฟังด้วยความเป็นเรา ก็เป็นเราไปเรื่อยๆ ที่เข้าใจ เพราะฉะนั้น อะไรถูกต้อง ไม่มีเรา แต่มีธรรม ที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา


    สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓


    ท่านอาจารย์ พระพุทธศาสนา เป็นสิ่งซึ่งคนที่ไม่เข้าใจจริงๆ จะไม่รู้เลย ว่าสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตก็คือ การเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าส่วนใหญ่ คนได้ยินคำเผินมาก เช่น พระพุทธศาสนา ศาสนาเป็นคำสอน แล้วแต่ว่าศาสดาผู้สอน เป็นใคร แต่มีคำว่า พระพุทธศาสนา

    เพราะฉะนั้น ที่จะได้ยินคำว่า พุทธ คือ ผู้ตรัสรู้ ผู้รู้ความจริง เพียงเท่านี้ไม่สามารถจะคิดเองได้เลย ว่าความจริง คืออะไร เดี๋ยวนี้จริงหรือไม่ ถ้าไม่มีคนถาม ก็ไม่รู้จะไปหาความจริงที่ไหน

    เพราะฉะนั้น ขณะที่ได้ยินได้ฟังแต่ละคำ ต้องไตร่ตรองเป็นความเข้าใจของเราเองว่ามีความเข้าใจในคำที่ได้ยินหรือไม่ เช่น คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครในประเทศไทยที่จะไม่ได้ยิน แต่ว่ามีความเข้าใจความหมายของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามากน้อยแค่ไหน เผินไปเลย คุ้นเคย นับถือ กราบไหว้ กล่าวคำขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจทั้ง ๓ คำ

    เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว ต้องไม่เผินที่จะศึกษา ศึกษา คือ ต้องเข้าใจ หมายความว่า ไม่ผ่านไป เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องศึกษา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร และก็ทรงแสดงธรรมอะไร และพระสังฆรัตนะ คือที่กล่าวว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หมายความถึง ผู้ที่เข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส และก็รู้ความจริง จนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้ เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่จะต้องไม่ประมาท ในการที่จะเข้าใจว่า เป็นผู้ที่รู้แล้ว

    มีท่านผู้หนึ่ง ท่านคิดว่า ท่านเข้าใจธรรม ท่านคิดว่าท่านฉลาด รู้อะไรตั้งหลายอย่าง แต่พอศึกษาพระธรรม ท่านบอกว่าท่านโง่มาก แล้วเดี๋ยวนี้ใครโง่มากบ้าง ถ้าไม่ศึกษาพระธรรม จะไม่รู้เลยว่า โง่ คือไม่รู้ มากคือไม่รู้อะไรเลย แค่ไหน เช่น เดี๋ยวนี้มีจริงๆ รู้ขณะนี้ที่มีจริงหรือไม่ แค่นี้ ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนเลยทั้งสิ้น มีสิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจตามความเป็นจริงได้ว่า คืออะไร

    เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เผิน ถ้าไม่เผินทุกคนได้ยินคำว่า ธรรม ก็บอกว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ได้คิดไตร่ตรองว่า พระองค์สอนอะไร คำสอนของพระองค์มาจากไหน เพราะฉะนั้น การที่เราเป็นชาวพุทธ เผินมาก จนกระทั่งเอาความคิดของตัวเองไปปะปนกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ผู้ที่เพียงได้ยินได้ฟัง ไม่ศึกษาโดยละเอียดจริงๆ เพราะต้องศึกษาแน่นอน เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิชาอื่นเรายังศึกษาใช้เวลาตั้งหลายปี พอถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ศึกษาเลย แล้วจะรู้คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น เป็นคนที่โง่มากหรือไม่ หรือยังไม่โง่ หรือว่าเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ว่าโง่ ก็ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต เพราะว่า คำที่ทุกคนกล่าวถึง เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ทั่วๆ ไป แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำ แสดงว่าไม่รู้เลยทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้ฟัง

    เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าโง่ ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ายังไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยอมโง่หรือไม่ เวลานี้ ยอมโง่หรือไม่ หรือว่ายังเก่งอยู่ ยังฉลาดมาก รู้โน่น รู้นี่ ได้ปริญญาขั้นต่างๆ หลายๆ ปริญญาด้วย โง่หรือไม่ ยังไม่รู้ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แค่นี้ก็น่าอัศจรรย์ เป็นไปได้หรือ ที่ใครขณะนี้จะรู้สึกตัวว่าโง่ ในเมื่อไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าโง่จริงๆ

    อ.คำปั่น ได้ฟังที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็เป็นเครื่องเตือนที่ดีจริงๆ ว่า ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นใคร เกิดมามีชีวิตเป็นอย่างไร แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังเป็นผู้ที่มากไปด้วยความไม่รู้ ก็คือ อวิชชา หรือว่า โมหะ หรือ คำไทย ก็คือ โง่มาก ก็คือ มีความไม่รู้เป็นอย่างมาก

    เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังเลย จะไม่มีทางรู้เลยว่า ตนเองเป็นผู้ที่มากไปด้วยความไม่รู้อย่างไร หรือว่ามากไปด้วยความโง่อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ใครอยากรู้บ้าง ว่าตัวเองโง่ หรือยังไม่ยอมเป็นคนโง่ ก็ปล่อยไป เข้าใจว่าตัวเองฉลาด แต่เทียบกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โง่หรือไม่ หรือว่าเท่ากับพระองค์ สามารถที่จะเข้าใจคำของพระองค์ที่มาจากการตรัสรู้ ไม่ใช่คิด ไม่ใช่ไตร่ตรอง ไม่ใช่เป็นนักวิชาการไปเทียบเคียงอะไรต่างๆ แต่พูดคำที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ให้เข้าใจถูกต้อง ว่าโง่จริงๆ

    ผู้ฟัง ผมได้ยินจากท่านอาจารย์เมื่อสองปีที่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม กราบเรียนท่านอาจารย์ได้กรุณาให้คำชี้แนะต่อ

    ท่านอาจารย์ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ต้องมีความเข้าใจจริงๆ ไม่เผิน ทุกอย่างเป็นธรรม เป็นอนัตตา ทุกอย่างนี่อะไร ต้องถามตัวเอง อะไรบ้างที่เป็นทุกอย่างที่ไม่เว้นเลย

    เพราะฉะนั้น เพียงเท่านี้ ก็ต้องเป็นเรื่องที่คิด เพื่ออะไร เพื่อเข้าใจคำนั้นอย่างมั่นคง ทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจก่อน ทำไมเป็นธรรม ทำไมเป็นทุกอย่าง เพราะเหตุว่า ธรรมไม่ใช่ภาษาไทย แต่ว่าเป็นภาษามคธีซึ่งดำรงพระพุทธศาสนา จึงใช้คำว่า ปาละ หรือบาลีในภาษาไทย

    เพราะฉะนั้น คำนี้ชาวเมืองมคธเขาเข้าใจกัน แต่ของเราพอพูดถึงธรรม ถามจริงๆ แล้วใครเข้าใจ เพราะเหตุว่า ไม่ใช่ภาษาไทย เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า คำว่า ธรรม คืออะไร ก่อนอื่นทุกคำต้องเริ่มต้น ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี แล้วเราพยายามไปค้นหา แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็มี ที่ไหน ที่ไหนก็มี เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจคำนี้ว่า อะไรก็ตามที่มีจริงๆ ปรากฏให้รู้ได้ว่ามี สิ่งนั้นแหละภาษาไทยใช้คำว่าเป็นสิ่งที่มีจริง

    เพราะฉะนั้น ธรรม ในภาษามคธ หรือภาษาบาลี ก็คือ สิ่งที่มีจริง แค่นี้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราคิดเองบ้างหรือไม่ว่า ได้ฟังแล้ว ไตร่ตรอง จนกระทั่งจะรู้ว่าคำว่า สิ่งที่มีจริง ก็คือ ธรรม เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ จะได้รู้จักว่า ธรรมอยู่ไหน ธรรม คืออะไร

    บางคนก็ไปไขว่คว้าแสวงหาธรรม ภาคเหนือ ภาคใต้ ตะวันออก ตะวันตก ไม่รู้จักธรรม ก็หาไม่เจอ แต่ว่าถ้ารู้จักธรรม โดยไม่ประมาทว่าสิ่งใดๆ ก็ตามที่มีจริง เป็นธรรม คือ เป็นสิ่งที่มีจริง ตรงตัวเลย เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เห็นมีจริงๆ ใครเคยคิดบ้าง ว่าเห็นเป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริงแน่นอน แล้วก็ยังมีคำบอกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่เว้นเลย ไม่เว้นเลยจริงๆ

    เพราะฉะนั้น เห็นเป็นสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่า ธรรม ในภาษาบาลี เห็นเป็นธรรม เป็นอนัตตา อนัตตาก็ไม่ใช่ภาษาไทย อัตตา ก็หมายความถึงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งที่เราคุ้นเคย พ่อ แม่ พี่ น้อง โต๊ะ เก้าอี้ ตั้งแต่เกิดมา ก็มีสิ่งที่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ปรากฏ แต่ไม่ได้เข้าใจความจริงว่า เป็นธรรมอะไรบ้าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง ทุกอย่างทั้งหมด โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด เปลี่ยนอีกไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ก็เป็นความคิด ความเข้าใจใหม่ ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นสิ่งที่มีทุกวัน ตั้งแต่เกิดจนตาย นั่นคือ ธรรม เพราะฉะนั้น ที่จะกล่าวว่า อนัตตา หมายความว่า อัตตา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นะ คือ ไม่ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดในรูปของภาษาบาลี สองคำรวมกันก็เป็น อนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ทีละคำ ทีละคำ จนกระทั่งมีความมั่นคงว่า ถ้าถามคนที่ฟังธรรม ว่าธรรม คืออะไร สิ่งที่มีจริง

    เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม พอตอบอย่างนี้ คนถามต้องคิดเองแล้วใช่หรือไม่ ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่ ต้องคิด ถ้าไม่คิด ก็แค่จำ ไม่ใช่ความเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้น ไม่เปลี่ยน เสียงมีจริงหรือไม่ ตอบได้ทุกคน แต่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง คำว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแสดงชัดเจนว่า ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร ไม่ใช่เสียงดนตรี ไม่ใช่เสียงนก แต่เสียงเป็นเสียง ต้องเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ที่มั่นคง

    เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เคยฟังธรรม ไม่เคยคิดเลยว่า เสียงก็เป็นธรรม แข็งก็เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงทั้งหมด ที่รู้ว่ามีจริง เพราะเหตุว่า มีลักษณะสิ่งนั้นที่ปรากฏให้รู้ว่า เป็นสิ่งนั้น ไม่เป็นสิ่งอื่น อย่างเสียง ทุกคนรู้ว่าไม่ใช่กลิ่น เสียงเป็นเสียง กลิ่นเป็นกลิ่น เพราะฉะนั้น เสียงมีจริงเป็นธรรม กลิ่นมีจริงเป็นธรรม แต่ว่าใครจะห้ามคิดว่า กลิ่นอะไร หรือว่าเสียงอะไร

    เมื่อสักครู่นี้มีเสียงดนตรี แต่จริงๆ แล้ว เสียงเป็นเสียง แต่ความจำที่ไม่ลืมเลยว่า นั่นเป็นเสียงดนตรีประเภทไหน เป็นเรื่องยาวต่อ เพราะฉะนั้น ชีวิตที่เกิดมาเป็นไป เพราะมีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วยังมีความจำและความคิดนึก ซึ่งทำให้แสวงหาสิ่งที่เข้าใจว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องละเอียดมาก เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใคร และยังมีคำอธิบายขยายออกไป จนกระทั่งสามารถที่จะตั้งต้นด้วยคำว่า ธรรมเป็นอนัตตา จนประจักษ์แจ้งความจริงว่า ต้องเป็นอย่างนั้น คือ เสียงไม่ใช่เรา กลิ่นไม่ใช่เรา กลิ่นเป็นกลิ่น กลิ่นไม่ใช่เสียง ทุกอย่างล้อมรอบตัว เป็นชีวิตทุกขณะ แต่ไม่เคยรู้

    แค่ฟังก็ยาก ที่จะรู้ว่าไม่มีเรา เพราะอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่เรา ไม่เป็นของเรา และก็ไม่มีเราด้วย สิ่งที่มีไม่ไช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ ให้เกิดเหมือนกันก็ไม่ได้ เกิดก็หลากหลาย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ตามเหตุตามปัจจัย แสดงความเป็นอนัตตาทุกขณะ

    แต่ใครจะรู้บ้างว่า ไม่ใช่เรา เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วที่สำคัญ ก็คือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ถ้าจะเข้าใจชีวิต เกิดแล้วก็ต้องโตขึ้น ต้องเปลี่ยนแปลงทุกวัน เมื่อวานนี้ คือ เมื่อวานนี้ ไม่มีอะไรที่เหลือจากเมื่อวานนี้ มาเป็นวันนี้ได้ วันนี้ก็เป็นใหม่ พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้แล้ว

    เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจจริงๆ ที่ว่าเป็นเรา ก็เป็นสภาพที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งปรากฎ และก็หมดไป แค่นี้ก็ยากหรือไม่ ยากที่สุดยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแสดงความจริงเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว เพื่อให้คนที่หลงเข้าใจว่า มีเราจริงๆ มีโลกจริงๆ แต่โลกคืออะไร

    ทุกอย่างที่เราเข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยคำว่า ธรรมทั้งหลายเป็น อนัตตา เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงที่จะมีความเข้าใจว่า ถ้าใครยังเข้าใจว่า มีคนเกิด มีคนตาย แล้วคนคืออะไร กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ธรรมคืออะไร ก่อนศึกษาธรรม เป็นคน แต่ว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม

    เพราะฉะนั้น ก็เริ่มยากตั้งแต่ฟังแต่ละคำ จนกว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทำให้พ้นจากความโง่ ถ้าฟังอย่างนี้เริ่มรู้สึกตัวหรือไม่ คือคำว่า โง่ ไม่ใช่คำหยาบคาย ไม่ใช่คำดูถูกดูหมิ่น แต่เป็นการแสดงความจริงให้รู้ตัว ใครบ้างที่จะไม่โง่ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระพุทธเจ้า จะรู้เองได้ไหมว่า ขณะนี้ตาก็ต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น อนัตตาแล้ว เกิดเองไม่ได้ อยู่ในบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะว่าขณะที่กำลังได้ยินเสียงเดี๋ยวนี้ ก็เห็น

    เพราะฉะนั้น เห็นก็ต้องเป็นอนัตตา ไม่มีใครไปทำเลย แต่เมื่อมีปัจจัยที่จะเห็น เห็นก็ต้องเกิด บังคับว่าขณะที่ฟังไม่ให้เห็น เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ก็เริ่มเข้าใจทีละคำ ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะประจักษ์แจ้งทุกคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว

    ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมเลย ก็ไม่มีทางที่จะมีโอกาสได้รู้ได้เข้าใจ ก็ยังติดยึดในตัวอัตตา ที่เชื่อมั่นในตนเอง สำคัญในตนเอง ทะนงในตนเอง อันนี้ก็เป็นความเห็นผิดอย่างหนึ่งหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วจะมีเราหรือไม่ พรุ่งนี้ แค่นี้ อนัตตาแล้วใช่หรือไม่ จะจากโลกนี้ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ เย็นนี้ก็ได้ คืนนี้ก็ได้ แล้วจะมีเราหรือไม่ เพราะฉะนั้น คิดถึงทุกสิ่งทุกอย่าง อีกนานมากเลย อย่างเมื่อสักครู่นี้ใช่หรือไม่ แต่ว่าตามความเป็นจริงก็คือว่า อะไรจะเกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ต้องไม่ลืม อนัตตา เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ถ้าไม่มีปัจจัย ก็เกิดไม่ได้ แต่เมื่อมีปัจจัยแล้ว ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ กำลังเป็นอย่างนี้ทุกอย่าง และวันหนึ่งที่ว่ากำลังเป็นเรานั่งอยู่ที่นี่ วันหนึ่งก็ไม่มีอีกเลย ไปไหน แล้วใครไป ธรรมที่เกิดขึ้นนั่นแหละ ไม่มีปัจจัยที่จะเกิดต่อไปอีกที่จะเป็นคนนี้ เพราะฉะนั้น ก็เป็นคนนี้อีกไม่ได้

    เพราะฉะนั้น ฟังธรรมด้วยความอดทน ด้วยการรู้จักว่า ใครคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำของพระองค์ทำให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง ไม่ผิดเลยสักคำ แล้วมีประโยชน์หรือไม่ ที่จะได้เข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งตั้งแต่เกิดกี่ชาติ ก็ไม่เคยรู้ว่า ไม่มีเรา แต่เป็นสิ่งที่เกิดแน่นอน มีแล้ว แต่ต้องตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา เพราะฉะนั้น ทุกคำนำไปสู่ความเข้าใจถูกว่า ไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริงๆ เกิดขึ้น โดยไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นเลย

    ผู้ฟัง อยากจะกล่าวถึงเรื่องธรรม ในประเด็นที่ว่า แยกเป็นลักษณะที่เรียกว่าเป็นรูปธรรม กับนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ทุกคำต้องเข้าใจ ทุกอย่างที่มีจริง เดี๋ยวนี้เป็นธรรม กำลังเห็นอะไร แค่นี้ เป็นธรรมหรือไม่ เห็นเป็นธรรม สิ่งที่ถูกเห็น ต้องไม่ลืม เป็นธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ที่สามารถจะเริ่มไตร่ตรองเข้าใจได้ว่า ไม่ใช่เรา

    ทุกคำต้องอนัตตา ธรรมเป็นธรรม แล้วก็เป็นอนัตตาด้วย ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้ตั้งแต่ต้น จะไม่เข้าใจพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เป็นเรื่องสิ่งที่มีจริง แล้วก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้เลย เพราะคำใดที่พระองค์ตรัสแล้วถึงที่สุด คือ ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ได้

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ว่า ทุกคนจะสนใจธรรม ทุกคนยึดมั่นว่า มีเรา โดยไม่รู้ว่า เราจริงๆ อยู่ตรงไหน เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งทั้งหมด เพราะฉะนั้น เมื่อมีความไม่รู้ และความยึดมั่นในเรา ก็เห็นว่าเราสำคัญ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    14 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ