ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447


    ตอนที่ ๑๔๔๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมซินนามอน เรสซิเดนซ์ กรุงเทพมหานคร

    วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ เมื่อไม่เข้าใจธรรมจะเป็นภิกษุได้ไหม เป็นทำไม ก็ไม่รู้อะไรเลย อยู่ดีๆ ก็อยากจะเป็น มีคนหนึ่งจบปริญญ า เพื่อนเขาถามว่า จะทำอะไรเขา ก็บอกว่าจะบวช เพื่อนถามว่าทำไมบวช ตอบว่าอย่างไร ก็ได้เงิน ต้องไปทำงานอะไรที่ไหน ไม่ต้องทำอะไรเลย พอบวชแล้ว มีคนไหว้ ก่อนบวช ทำอะไรมาก็ไม่รู้ ไปทำอะไรสารพัดอย่างก็ได้ แต่พออยากบวชก็บวช นั่นหรือภิกษุ จึงมีคำว่า ภิกษุในธรรมวินัย และเป็นคนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่คนของเรา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง

    เพราะฉะนั้น การฟัง รู้ว่าใครเป็นภิกษุ ถ้าเราไม่เคยฟังธรรมเลย เราหลง เห็นคนที่แต่งตัวอย่างนี้ ครองจีวรอย่างนี้ อย่างนั้น ยกมือไหว้แล้ว เพราะคิดว่า วร พระ คือ ผู้ประเสริฐ ด้วยความรู้ ด้วยอัธยาศัยที่จะสละอาคารบ้านเรือน เพื่อขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์ เพราะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระวินัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง ไม่มีสาวกคนใดได้บัญญัติสักข้อเดียว เพราะเขาไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นโทษของกิเลสอย่างละเอียดว่า แม้เพียงเล็กน้อย ก็นำไปสู่กิเลสใหญ่ได้ ถ้าไม่มีกิเลสนำไปไม่ได้ แต่เพราะมีกิเลส นิดเดียว นิดเดียว นิดเดียว วันหนึ่งก็มากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น เห็นโทษแม้กิเลสเพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น จึงไหว้ จึงเป็นภิกษุ แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ เป็นภิกษุหรือไม่

    เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง มหาโจร ภิกษุอลัสชี ภิกษุอยากเยื่อ และอีกหลายคำ เราไม่ได้พูดเองใช่หรือไม่ พูดตามความเป็นจริงใช่หรือไม่ ไม่ใช่ไม่จริงแล้วเราพูด แต่เป็นจริงอย่างไร ก็ต้องพูดตามความเป็นจริงอย่างนั้น ให้รู้ว่าจะไม่รู้จักภิกษุถ้าไม่เข้าใจพระธรรมวินัย และวินัยไม่ใช่เฉพาะสำหรับภิกษุด้วย ใครก็ตามที่คิดที่จะขัดเกลากิเลส ศึกษาหรืออ่านพระวินัย แม้ไม่ถึงความละเอียดอย่างท่านพระอุบาลี เพราะว่ามีข้อแม้ มีข้อยกเว้นหลายอย่างมาก ด้วยพระมหากรุณา

    แต่ว่าสิ่งใดที่ผิด ไม่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ ไม่เป็นสิ่งที่สมควรกระทำ แม้เพียงเล็กน้อย คนที่ไม่ใช่ภิกษุยังละเว้น แล้วภิกษุจะต้องขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์ สมกับการที่เขาไหว้ใช่ไหม เขาไม่ไหว้คนที่ไปขโมยเขา ไม่ไหว้คนที่ประพฤติผิด มีคำพูดตลกขบขัน อย่างนั้นไม่ได้เลย อาบัติต้องโทษเพราะไม่ทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้

    เพราะฉะนั้น แค่กาย วาจา ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ เมื่อมีความเข้าใจ ไม่หลงผิดว่าภิกษุทำเหมือนคฤหัสถ์ได้ ไปช่วยชาวบ้านอุทกภัย ไปตำน้ำพริก ไปทำอาหาร ไปทำอะไรอย่างนั้นหรือ ภิกษุไม่มีกิจของคฤหัสถ์อีกต่อไป เมื่อไหร่ที่อยากจะเป็นอย่างคฤหัสถ์ ลาสิกขาบทได้ทันที นี่เป็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระศาสนา

    เพราะฉะนั้น คนที่มีความเคารพอย่างยิ่งในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ตนเองว่าไม่สามารถที่จะดำรงเพศภิกษุ อาศัยความอนุเคราะห์ของคฤหัสถ์ที่เขากราบไหว้ และมอบสิ่งต่างๆ ให้ เพื่อภิกษุจะได้ศึกษาธรรม โดยความไม่เดือดร้อนในเรื่องอาหารการบริโภคต่างๆ เป็นต้น เขาก็จะได้รู้ว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าคนนั้นได้รับมาแล้วไม่ศึกษาธรรม แล้วก็เข้าใจผิด กล่าวคำผิด ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้นั้นสมควรหรือไม่กับอาหาร หรือว่าสิ่งที่ชาวบ้านอนุเคราะห์ เพราะฉะนั้น ต้องรู้จักภิกษุ จึงจะอนุเคราะห์ภิกษุ เพราะว่า พุทธบริษัทมี ๔ เพศบรรพชิตไม่มีกิจอย่างชาวบ้าน แม้หุงหาอาหารก็ไม่ได้ แล้วชาวบ้านเอาอะไรไปให้ ข้าวสารอาหารแห้ง เก็บเกลือยังไม่ได้ แค่เกลือ เพราะแสดงถึงกิเลสแล้ว รสหวานติดข้องต้องการทุกอย่าง

    ต้องเข้าใจว่า ภิกษุ คือ ศากยบุตร ผู้ดำเนินรอยตามพระบาทของพระบิดา คือ พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเห็นภิกษุเหมือนเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนเห็นพระอรหันต์ไม่มีใครรู้เลยว่าต่างกัน ตราบใดที่ยังไม่มีพฤติกรรมใดๆ เพราะครองเพศแบบนั้น แต่พอพูดก็รู้เลยว่านี่ภิกษุ หรือ ไม่ใช่ภิกษุ เพราะฉะนั้น ก็รู้ได้เมื่อได้ศึกษาภิกษุต้องไม่ใช่คฤหัสถ์

    ชาวบ้าน น้ำท่วม ข้าวยากหมากแพงกำลังเป็นทุกข์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จไปอนุเคราะห์ด้วยอะไร เอาของไปแจกหรือไม่ ทรงแสดงธรรม ให้เขาเข้าใจ เหตุที่จะให้เกิดอย่างนั้นและผลซึ่งได้รับจากการที่เขาได้ทำสิ่งที่ทำไม่ว่าดีหรือชั่ว ไม่เป็นของใครเลย เป็นของคนที่ทำนั่นเอง เพราะฉะนั้น ทรงแสดงธรรมให้เขา ได้เข้าใจความจริง พ้นจากทุกข์ เพราะไม่รู้ ทุกชาติ ไม่ใช่เฉพาะในยามน้ำท่วม นั่นคือ ภิกษุในธรรมวินัย ถ้าจะช่วยอย่างชาวบ้าน ยังมีใจเป็นแบบนั้นอยู่ ก็ลาสิกขา ลาสิกขบทนี้ไม่ยากเลย ไม่ต้องไปหาฤกษ์ยามอะไรทั้งสิ้น เพราะขณะนั้น ไม่สามารถที่จะดำรงเพศภิกษุต่อไปได้ จะไปช่วยเขาอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่กิจของบรรพชิต แต่ข้อแม้มากมาย ต้องเป็นผู้ที่ศึกษาความละเอียดในกรณีอย่างนั้น ในเรื่องอย่างนั้น ในฐานะมารดา บิดาอย่างนั้น อย่างมากมาย ซึ่งศึกษาได้ แม้ว่าเราเป็นคฤหัสถ์ เพื่อที่จะได้รู้ว่า บรรพชิตเป็นใคร เพื่อจะได้ทำตนให้ถูกต้อง โดยเพศว่า เราเป็นคฤหัสถ์จะอนุเคราะห์ภิกษุในธรรมวินัยอย่างไร ต้องถูก ไม่ใช่เอาเงินทองไปให้

    ผู้ฟัง ถ้าผู้ที่ยังไม่เคยฟังพระธรรม ก็จะมีความคิดอย่างนี้ว่า ตั้งแต่เกิดจนตาย จิตมีแค่ดวงเดียว

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้จักจิต แต่ก็คิดเอง จิตมีดวงเดียว แต่ถามว่าจิต คืออะไร เดี๋ยวนี้มีจิตไหม กี่ดวง ได้ยินมีไหม ไม่ใช่ดวงเดียว เห็นหนึ่ง ได้ยินหนึ่ง เป็นดวงเดียวได้อย่างไร

    ผู้ฟัง และเขาก็ไม่คิดด้วยว่า เห็น เป็นจิต

    ท่านอาจารย์ ถ้าบอกว่าไม่ใช่จิต และความจริง เห็นเป็นอะไร ถ้าบอกว่าเป็นจิต แล้วเป็นอะไร ต้องรู้ ไม่ใช่เพียงชื่อ เขาบอกว่าเป็นจิต ก็เป็นจิต เขาบอกว่าไม่ใช่จิต ก็ไม่ใช่จิตอย่างนั้นไม่ใช่ แต่จิตจริงคืออะไร รู้แค่ไหน แม้ว่ารู้แล้ว ก็รู้แค่ไหน ถ้าไม่มีธาตุรู้ จะมีอะไรปรากฏไหม ห้องนี้จะมีคนนั้น คนนี้ไหม ถ้าไม่มีคนสักคน มีแต่ดอกไม้ มีแต่โต๊ะ เก้าอี้ แก้วน้ำปรากฏกับอะไร ไม่ปรากฏเลยว่ามี ถ้าไม่มีธาตุรู้ ต่อเมื่อธาตุรู้เกิดขึ้น ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้

    อย่างเดี๋ยวนี้ เราบอกว่าเห็น ไม่ลืมตา หลับสนิท มีเห็นไหม ก็ไม่เห็น แล้วมีเห็นได้อย่างไร ก็ต้องเห็นเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี แล้วอะไรที่เกิดเห็น เห็น คือ รู้ว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้เท่านั้นเอง แค่ปรากฏให้รู้ว่ามีอย่างนี้ แต่รู้เกินนี้ไม่ได้เลย เพราะเห็นไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ เห็นเป็นเห็น เห็นแล้วดับหมด จิตต่อไปต้องเกิดสืบต่อ ความจริงก็คือว่า ธาตุรู้ไหนเกิดขึ้นหนึ่ง แล้วสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีการเกิดขึ้นสิ่งนั้นต้องดับไป เพราะฉะนั้นจิตเห็นต้องดับ แต่จิตเป็นปัจจัยให้จิตเกิดต่อทันที ที่จิตนั้นดับ

    เมื่อครู่นี้เห็น ตอนนี้ได้ยิน เพราะจิตเห็นต้องดับเสียก่อน จิตได้ยินจึงเกิดได้ เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ ต้องรู้ทีละหนึ่ง จิตหนึ่งจะรู้สองไม่ได้ เพราะเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย มีเจตสิกหนึ่งซึ่งตั้งมั่นในอารมณ์ที่ปรากฏ ไปสู่อารมณ์อื่นไม่ได้เลย เราได้ยินแต่ชื่อว่าสมาธิ แต่ชื่อ ก็คือ เอกคตาเจตสิก หมายความว่า จิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งเพียงหนึ่งเท่านั้น จิตหนึ่งก็รู้หนึ่ง จะรู้ ๒ อย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่างไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จิตหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดต่อ จิตที่ไม่เป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อ คือ จิตสุดท้ายของผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ดับแล้วไม่มีจิตเกิดสืบต่อได้เลย ที่ใช้คำว่าปรินิพพาน แต่ตราบใดที่ยังมีกิเลส กิเลสนั่นเอง ก็เป็นปัจจัยที่จะให้มีสภาพธรรมเกิดต่อไปด้วยความไม่รู้

    เพราะฉะนั้น เมื่อได้ทรงแสดงธรรมแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นปัจจัยว่า แต่ละหนึ่งของสภาพธรรมเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียว เกิดมาคนตาบอดก็มี คนตาไม่บอดก็มี แต่ไม่ได้หมายความว่า คนตาไม่บอดเห็นตลอดเวลา นี่คือ ความละเอียดอย่างยิ่ง ของสิ่งที่มีคนกล่าวว่า จิตอย่างนั้น จิตอย่างนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจิตคืออะไร เพราะฉะนั้น เท่านั้นไม่พอ ต้องรู้ว่าเดี๋ยวนี้เอง มีเห็น และเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย คนละอย่าง สิ่งที่ปรากฏไม่รู้ว่าถูกเห็น แต่ตัวเห็น กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

    เพราะฉะนั้น เพียงหนึ่ง เล็กน้อย สั้น เร็วสุดที่จะประมาณได้ ต่อเมื่อเกิดดับหลายขณะรวมกันจึงปรากฏว่า เป็นสิ่งนั้น เช่น เราจุดก้านธูปหนึ่งดอกหนึ่ง ปรากฏเพียงหนึ่ง แต่พอแกว่งให้เป็นวงกลม หนึ่งนั่นเอง กลายเป็นวงกลม แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ต่อกันเร็วมากฉันใด เพราะฉะนั้น รูปก็ตาม หรือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมก็ตาม เกิดดับเร็ว จนปรากฏเหมือนว่า เป็นเพียงหนึ่งที่ไม่ดับเลย เพราะไม่ปรากฏการเกิดและการดับ

    เพราะฉะนั้น มีหลายๆ คำซึ่งค่อยๆ ทำให้เข้าใจธรรมขึ้นว่า แท้ที่จริง สิ่งที่ปรากฏทั้งหมด ดับเร็วสุดที่จะประมาณ และต่อกันสนิทสุดที่จะประมาณอย่างรวดเร็ว จึงปรากฏเป็นรูปร่าง สัณฐานที่เราใช้คำว่า นิมิต เป็นแค่สีขาว สีเหลือง สีแดง แต่สั้นบ้าง กลมบ้าง เหลี่ยมบ้าง ยาวบ้าง เป็นดอกไม้ต่างชนิดมาแล้ว เป็นใบไม้ต่างชนิด โดยปรากฏนิมิตของสภาพธรรมที่เกิดดับเร็ว ค่อยๆ ใกล้สู่ความจริงว่า ความรวดเร็วปกปิดทุกอย่าง ทำให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งซึ่งปรากฏตลอดเวลา ไม่ดับไปเลย จึงเข้าใจว่า เที่ยงยั่งยืน จนกว่าจะมีการได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากที่ได้ทรงตรัสรู้ สิ่งที่สั้นที่สุดเร็วที่สุด ละเอียดที่สุด แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อ ไม่ปรากฏการเกิดดับ แต่ปรากฏเป็นนิมิตเพราะเร็วมากเลย เพียงหนึ่งไม่มีทางรู้ได้ ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจิตเห็นเกินหนึ่ง ใช่หรือไม่ เป็นคนมากมาย ก็แสดงว่าหลายหนึ่ง แต่ต่อกันจนเหมือนหนึ่งเดียวที่ไม่ได้ดับไปเลย และมีสิ่งที่ปรากฏ โดยสืบต่อเป็นนิมิต สีเดียวกำลังปรากฏจะเป็นดอกไม้ได้ไหม แต่พอรวมๆ กันมากเข้า ลืมตาก็เห็นเลย จะเร็วสักแค่ไหน แล้วไม่ใช่เห็นเพียงหนึ่ง เห็นตั้งหลายหนึ่ง มากมายไปหมด ก็แสดงว่า เหลือวิสัยที่จะคิด เกินวิสัยที่จะคิด ด้วยความไม่รู้ จนกว่าปัญญาค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย ค่อยๆ ชัด ค่อยๆ คม จนสามารถที่จะเข้าใจ ขณะที่ต่างกัน เพราะปรากฏเพียงทีละหนึ่ง นั่นคืออีกขั้นหนึ่งของปัญญาซึ่งเกิดจากการฟัง ถ้าไม่มีการฟังเลย แต่ละหนึ่งปรากฏไม่ได้ ปรากฏเป็นนิมิตตลอด เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกของนิมิต ซึ่งเป็นสภาพธรรม แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อเร็วสุดจะประมาณ หลายหนึ่ง แต่เหมือนกับพร้อมกันทันที ด้วยความเร็ว

    นี่คือความไม่รู้ จนกว่าปัญญาค่อยๆ เข้าใจ ละความไม่รู้ ละความติดข้อง และสภาพธรรม จึงสามารถที่จะปรากฏเพียงหนึ่ง คำว่า เพียงหนึ่ง ดูธรรมดาหรือไม่ แต่ธรรมดาหรือ ในเมื่อเดี๋ยวนี้ปรากฏตั้งหลายหนึ่งพร้อมกัน เพราะฉะนั้น จึงเป็น วิปัสสนา เป็นการรู้แจ้งในสิ่งซึ่งมีจริง ซึ่งได้ฟังว่า สามารถรู้ได้แต่ต้องด้วยปัญญา ถ้ายังมีการเข้าใจว่ารวมกัน และเป็นเรา ความเป็นเรา ทำให้คิดว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง เพราะไม่ได้ดับไปเลย มีเราทั้งวัน มีเราตั้งแต่เกิด ซึ่งความจริงไม่มีเราเลย

    ผู้ฟัง เมื่อครู่ท่านอาจารย์กล่าวว่า กิเลสนั่นเอง เป็นปัจจัย ให้เกิดเป็นธรรมสืบต่อไป พระอรหันต์ไม่มีกิเลส จึงไม่เกิดธรรมอีก ขอความกรุณาช่วยอธิบายประโยคดังกล่าวอีกครั้ง

    ท่านอาจารย์ เวลานี้มีสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่เราพอใจ แล้วหมดหรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่หมด

    ท่านอาจารย์ แต่ความจริง ดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้แต่มีสิ่งอื่น สืบต่อทันที สนิทไม่มีระหว่างคั่น จึงไม่ปรากฏการดับ เมื่อเห็นสิ่งใด ก็พอใจในสิ่งนั้น เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้น พื้นฐาน ก็คือ ความไม่รู้ จึงทำให้เกิดความยึดมั่นพอใจ พอใจแล้วทำอะไร เห็นไหมมีต่อ ไม่ใช่ไม่มีต่อ พอใจแล้วทำอะไร แสวงหา เราแสวงหาทุกอย่าง ที่เราพอใจ เพราะพอใจไปหมดเลย ทางตาก็พอใจ ทางหูก็พอใจ จมูก ลิ้น การกระทบสัมผัส ทุกอย่างแสวงหาอยู่ร่ำไป แต่ก่อนไม่มีเครื่องทำความเย็นใช่ไหม แล้วก็แสวงหาจนมี แต่ก่อนไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีอะไร ก็แสวงหาจนมี เพราะฉะนั้น ไม่มีการหยุด เพราะไม่รู้ และแสวงหาเป็นปัจจัย

    ผู้ฟัง ดังนั้น คำว่ากิเลส จึงได้แก่ ความพึงพอใจ ความอยากได้

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่าง ที่ติดข้อง ด้วยความไม่รู้ ทุกอย่างที่ไม่ดี เป็นโทษ เป็นกิเลส เพราะฉะนั้น ความหมายของกิเลส คือ ทำให้จิตเศร้าหมอง ทำให้สภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วยเศร้าหมอง เศร้าหมองที่นี่ไม่ได้หมายความว่า โศกเศร้า มีมลทิน แปดเปื้อน ไม่สะอาด ไม่แจ่มใส ไม่บริสุทธิ์

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น เมื่อมีความเข้าใจ จนเป็นปัญญาที่ละเอียด ก็จะไม่เป็นปัจจัยให้เกิดความติดข้องอะไรต่างๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ที่เราได้เรียนหนังสือตั้งแต่สมัยเด็กนักเรียน ก็คือว่าอริยสัจ๔ แล้วก็ให้นั่งท่องกัน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ยังจำได้จนโต ใช่ไหม แต่ไม่รู้เลยว่า ทุกข์คือ อะไร สมุทัยคืออะไร นิโรธคืออะไร มรรคคืออะไร ซึ่งชื่อเต็มทั้งหมด ทุกขอริยสัจจะ ความจริงคือทุกข์ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่ทุกข์หมายความถึงสภาพธรรมที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้เลย เกิดแล้วต้องดับหมดสิ้นไป แต่ยังหลงยึดถือว่าเที่ยงไม่ได้สูญหาย ไม่ได้ดับไปเลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ที่เราพอใจสิ่งนั้นต้องมีอยู่ ถ้าสิ่งนั้นไม่มี จะพอใจได้หรือไม่ ไม่ได้ใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา เร็วจนไม่รู้ตัวว่า ขณะนี้ทุกอย่างเกิดดับทั้งนั้น แต่ต่อกันแน่นมาก ถ้ารู้จริงๆ ว่าเกิดแล้วดับแล้วไม่เหลือเลย คือ ไม่มีเลย สบายหรือไม่ เพราะฉะนั้น สภาพที่ตรงข้ามกับสบาย ก็คือ ทุกข์ใช่ไหม เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจทุกขอริยสัจจะ เป็นความทุกข์จริงๆ ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้ ให้หมดไปก็ไม่ได้ แต่หลงเข้าใจว่าเป็นสุข ความสุขมีจริงไหม ถ้าฟังแล้วเข้าใจ จะไม่ตอบโดยรวดเร็ว แต่เมื่อเข้าใจมากขึ้น ตอบได้ทันทีเลย สุขยั่งยืนหรือไม่ น้อยมากใช่ไหม เพราะฉะนั้นลองคิดถึงสิ่งที่เคยเป็นสุขอย่างยิ่ง จะเกิดเป็นอย่างนั้น เหมือนอย่างนั้นเลย อย่างเดียวกันเลยได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้ หมดแล้วเป็นทุกข์ไหม ที่ไม่เกิดขึ้นอีก อยากให้เกิดอย่างนั้นเลย แต่เกิดไม่ได้ เป็นทุกข์หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ทุกข์นี้ มีหลายระดับ ทุกข์ที่รู้ได้ด้วยปัญญา กับทุกข์ที่ไม่ต้องมีปัญญาก็รู้ได้ ใช่ไหม ร้องไห้เป็นทุกข์ ถ้าไม่เป็นทุกข์จะร้องไห้ได้อย่างไร โกรธ อยู่สบายดีๆ ก็โกรธไม่เป็นสุขขึ้นมา เป็นทุกข์มากบ้าง น้อยบ้าง ทุกอย่าง แสดงเห็นว่า ความไม่เที่ยง แต่หลงให้เข้าใจว่าเที่ยง หลงให้ติดข้อง ทุกชาติ ทุกชาติมา ทรมานหรือไม่ ที่ต้องไปหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่มี

    เพราะฉะนั้น ที่จะพ้นทุกข์เพราะรู้ความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง เบาสบายหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่ยังไม่ถึงขั้นนั้น แค่ฟัง แต่ภาวะจริงๆ ยังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถที่จะรู้ว่า สุขที่พ้นจากความไม่รู้เป็นอย่างไร ต่างกันเลย เป็นความเบาสบาย ไม่เดือดร้อน ใครพูดอะไร แต่ก่อนเขาว่าเรา กลายเป็นธรรม เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่มีเรา ไม่เดือดร้อนเลย เพราะฉะนั้น เพียงเข้าใจแก่นของธรรม แม้ยังไม่ถึงที่สุด แต่รู้ว่าไม่มีอะไรเที่ยง ความโกรธไม่ได้ตั้งอยู่ตลอดไป และความโกรธเกิดขึ้นเป็นโทษ อยู่ดีๆ สบายๆ ก็ขุ่นใจขึ้นมาเดือดร้อนใจขึ้นมา แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า นั่นทุกข์แล้ว และถ้าไม่เกิด ก็ต้องไม่มี และถ้าไม่มีหมดเลยทุกอย่าง เพราะแค่มี และไม่มี และไม่กลับมาอีกเลย จะไปติดข้องทำไม

    เพราะฉะนั้น ก็เห็นทุกข์ ละเอียดขึ้น ทุกข์ที่นี่ คือ สิ่งที่ไม่น่ายินดีติดข้อง อย่างที่เคยคิดว่าเป็นสุข เพราะได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ แต่ความจริงได้อะไร ไม่ใช่สิ่งที่เราพอใจ สิ่งนั้นหมดแล้วดับแล้วทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่ง ทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ และความเข้าใจต่างหาก ที่ทำให้ค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งเป็นเหตุให้ติดข้อง ตราบใดที่เราเป็นอย่างนั้น ก็มีการแสวงหา ก็แสวงหาแต่ละหนึ่งตลอดมา ไม่จบสิ้น จนกว่าปัญญาจะเกิดขึ้น ต้องเห็นประโยชน์ก่อน และต้องรู้จริงๆ ความเข้าใจต่างกับความไม่รู้ และความไม่เข้าใจ แล้วอะไรเป็นประโยชน์ เริ่มเห็นทีละเล็ก ทีละน้อย ถึงประโยชน์

    ผู้ฟัง คือ ความเข้าใจบางครั้งก็เปรียบเปรยได้ลำบาก ก็คือ เป็นอันว่า เข้าใจตามความหมายของคำที่อาจารย์อธิบาย ซึ่งคงจะใช้เวลาต่อไป

    ท่านอาจารย์ คือ ได้แนวของความจริง แล้วก็จะรู้ว่า ต่างกับการที่เคยติดข้อง เป็นทุกข์ ถ้าติดข้อง ไม่สุข เริ่มตั้งแต่พอใจ ก็อยากได้แล้ว ทุกข์หรือไม่ อยากได้ ยังไม่ได้ แล้ว ก็อยากได้ ใช่ไหม ก็ต้องเป็นทุกข์ จนต้องไปแสวงหา ทุกข์ไหม ถ้าไม่ติดข้องไม่แสวงหา มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี ไม่เดือดร้อนใช่ไหม แต่นี่อยาก เพราะฉะนั้น ก็ทำให้แสวงหา แสวงหา ได้ก็มี ไม่ได้ก็มี ใช่ไหม ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็แสวงหาไปมากแล้ว พอได้ก็เป็นสุขชั่วคราว ให้รู้ไว้ว่าสุข ชั่วคราว แล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปเป็นสุข เสียดีกว่าหรือ อยู่ดีๆ ก็เกิดเป็นสุข แล้วก็ไม่มี ใช่หรือไม่ ก็ไม่สุขเสียเลย ดีกว่าที่จะต้องมีสิ่งซึ่งไม่เที่ยง แค่ปรากฏให้ติดข้อง กว่าจะรู้อย่างนี้ ติดข้องทุกวัน ทุกอย่างที่มี จนกว่าปัญญาจะถึงระดับที่ประจักษ์แจ้ง การเกิดขึ้นแล้วดับไป ยังไม่ดับกิเลสเลยเป็นแต่เพียงวิปัสสนาตามลำดับ ซึ่งไม่ใช่ขั้นต้น ซึ่งเป็นนามรูปปริจเฉทญาณ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นปัญญาที่รู้แจ้งชัดเจน เพราะปรากฏ สิ่งหนึ่ง สิ่งใดก็ตามที่ยังไม่เกิดขึ้นปรากฏ เราไม่สามารถที่จะรู้แจ้งสิ่งนั้นได้แต่คิด ได้แต่ฟัง ได้แต่แนว ได้แต่เริ่มเข้าใจ แต่เมื่อภาวะนั้นเกิดขึ้นจริงๆ หมดสงสัย และนำไปสู่การที่จะประจักษ์แจ้ง ถึงที่สุดที่จะเห็นว่าเป็นโทษ เป็นภัย

    เพราะเพียงรู้ว่า เป็นนาม เป็นรูป ไม่ใช่เรา เดี๋ยวนี้ก็รู้ ไม่เห็นเดือดร้อน รับประทานอาหารก็อร่อย เดี๋ยวมีโน่น เดี๋ยวมีนี่ ตามมาเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อน แต่หารู้ไม่ว่า ไม่มี และตอนมี มีทำไมให้ติด เสียเวลาหรือไม่ แล้วก็ไม่ได้มาด้วย เพราะหมดแล้ว แต่ตัวติด ติดตามอยู่ในใจ ตลอดเวลา ไม่หยุด ไม่มีความพอ ไม่มีการสิ้นสุด อะไรก็ได้พอใจสิ่งนี้ เหมือนยั่งยืน รอไปเถอะ แล้วก็จะรู้เองว่าหมดความพอใจในสิ่งนั้น มีสิ่งอื่นที่น่าพอใจมากกว่า มาอีกแล้ว ไม่จบสิ้น ดีไหม ให้มีมากๆ ให้ชอบมากๆ นำความทุกข์มาให้ ก็ไม่รู้ว่า นั่นคือทุกข์ เหมือนคนที่แบกของหนักมาตลอดชีวิต ยังไม่ได้วางเลย ก็สบายดี ไม่เดือดร้อน แต่พอวางลงไป สบายมาก ไม่ต้องแบกของหนักนั้นอีกต่อไป

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นภาระ แต่ก็ไม่รู้ เริ่มแบก อยู่ไปวันๆ ก็แบกไปทุกวันๆ ยิ่งขึ้น เหมือนไม่หนักใช่ไหม แต่ความจริงวางเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะรู้ว่าสิ่งนั้นหนักแค่ไหน และกว่าจะวางได้ ไม่ใช่บอกว่า วางเสียๆ พูดได้อย่างไร วางอะไร ก็ยังไม่รู้ และไม่รู้ว่าหนักด้วยซ้ำไป

    ผู้ฟัง ผมก็ซาบซึ้ง ในคำที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวว่า หลงสุข หลงทุกข์ในสิ่งที่ไม่มี แต่ถ้ามีปัญญาเกิดขึ้น ค่อยๆ เข้าใจความจริงว่า ทุกขณะไม่ได้ยั่งยืน ทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ จึงเป็นทุกข์ แต่เหตุที่จะทำให้ปัญญาเกิดขึ้น มาจากไหน ก็ต้องมาจากการฟังพระธรรม แล้วฟังพระธรรมของใคร ก็ต้องเป็นคำที่เลิศที่สุดของพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ยินคำต่างๆ เหล่านี้ เป็นคนที่สละชีวิต เพื่อศึกษาพระธรรม และขัดเกลากิเลส โดยเข้าใจธรรมหรือไม่


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    11 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ