ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493


    ตอนที่ ๑๔๙๓

    สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙


    ถ้าไม่มีปริยัติจะไม่มีอะไรที่จะนำไปสู่การเข้าใจสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏตามลำดับขั้น โยมอาจารย์กำลังจะแสดงให้เห็นว่าประหยัดเนี่ยไม่ใช่ การศึกษาแบบเชื่อของธรรมะต่างๆ ประหยัดหมายถึงการศึกษาตู้เค้าธรรมะใช่ไหมครับใช่ครับ ถ้าไม่ศึกษาตัวธรรมะ และมีประโยชน์อะไร ไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้นเพราะฉันจะเป็นคำสอนเขาก็สามารถใส่แจ้งให้ทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือ เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ว่าการศึกษาธรรมะไม่ได้ศึกษาคำศึกษาคำได้อย่า ค่ะไม่รู้ว่าคำนั้นหมายความถึงตัวธรรมะที่มีแล้วจะมีประโยชน์อะไรเรียนแต่ชื่อ ก็เชิญต้องรู้ว่าปริยัติไม่ใช่เป็นหนังสือเป็นตัวแต่เป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจขึ้น การส่งประหยัดที่จะไม่ผลถกไม่มีฉันรู้จักปริยัติหรือยัง ว่าไม่ใช่คำแต่เป็นความเข้าใจสิ่งที่มีโดยอาศัยค่ะ เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจสิ่งที่มีโดยอาศัยคำยิ่งขึ้นจะพ้นทุกข์แน่นอนเพราะรู้ว่าไม่มีเรา แต่ถ้าไม่ได้ศึกษา เพียงแต่จำคำไม่ใช่ว่าส่งปริยาย เพียงแต่อ่านจบหมดเลยกี่เล่มกี่เล่มก็อ่านได้แต่ไม่ใช่ทรงปริยะ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจความหมายของคำว่าทรงปริยัตต้องถึงความเป็นสัตยา ความเข้าใจอย่างมั่นคงในแต่ละคำที่ศึกษาไตร่ตรองเช่นตัวอย่างเมื่อกี้นี้เห็นกับสิ่งที่ปรากฏทางตา วิธีการเนี่ยเราควรจะจำคำให้มากๆ ก่อนแล้วมาทำความเข้าใจทีหลังหรือว่าต้องทำความเข้าใจไว้พร้อมกับพิจารณาวิธีการคืออะไร ทุกครั้งต้องรู้จักค่ะพูดแล้วไม่รู้จักเลยค่ะ ฟังไม่เข้าใจมั้ยพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก่อนฟังคำของพระองค์เนี่ยมีคำเยอะแยะวิชาการต่างๆ ภาษาต่างๆ แต่ไม่เข้าใจเพราะท่านเหล่านั้นที่เราอ่านหนังสือของท่านไม่ว่าจะเป็นวิชาการใดๆ ทั้งสิ้นไม่ใช่พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นมืดจะฟังคำของพระสัมมาสัมเจ้าต้องทิ้งทั้งหมด ที่เคยฟังมาวิธีการเรียกว่าประสบการณ์หรืออะไรต่างๆ คืออะไรนี้เราพูดถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ฯตรงขั้นทุกคำตรงความจริงที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นวิธีการอะไร วิธีการในการศึกษาเช่นเราเรื่องอื่นแล้วใช่ไหมคะไม่ใช่เรื่องปริยัติ และเรื่องปริยัติเรื่องปริยัติคือฟังคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจถูกเช่นเห็นจะมีวิธีการอะไร อย่างเช่นว่าเราอ่านอะไรอ่านไปก่อนให้เจ้าไก่ฟังสิครับนั่นคือก่อนที่จะได้รู้ว่าภาษามา๓เจ้าเป็นใครครับพูดคำที่ไม่รู้จัก วิธีการคืออะไรวิชาการต่างๆ ทั้งโลกเนี่ยคืออะไรไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์วิชาการแพทย์การอะไรทั้งหมดการเกษตรอะไรทั้งหมดไม่ใช่คำของภาษามาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งคนอื่นเราไม่ได้เลยเพราะไม่รู้เพราะฉันไม่สามารถจะเปรียบได้เลยกับคำของคนอื่น ตลอดแสนโกรธกับที่ฟังมาแล้วกับคำแต่ละคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เคยได้ยินมาก่อนน่าจะมีวิธีการอะไร แต่ที่ได้ยินเพราะฝังใช่ไหมครับค่ะแล้วจะมีวิธีการอะไร ฟังแต่ละคำ ไตร่ตรองว่าเมจีนหรือเปล่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าเช่นเห็น มีไหมวิชาการไหนบ้างคะที่จะกล่าวถึงเห็นที่กำลังเห็นแค่เห็น เห็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เท่านั้นนี่คือการฟังพระพุทธะผช นี่คือปริยติเพื่อรอบรู้จริงๆ ว่าเป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยน แล้วก็เป็นสัจจะญาณที่มั่นคงจะไม่ไปแสวงหาตำราอื่นมาประกอบเพื่อที่จะให้มาเข้าใจทำมาบางคนคิดอย่างนั้นฟังแค่นี้แหละต้องไปหาอย่างอื่นมาเพื่อที่จะได้เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ผิดค่ะ ประมาท ในคำที่ได้ฟังแบบนี้คือคำสอนซึ่งไม่มีโอกาสจะได้ฟังจากคนอื่นเลยกลับไปเอาคำของคนอื่นมันควรก็เอานักวิทยาศาสตร์มาที่ วิทยาศาสตร์ว่าอย่างนี้อ๋อตรงกับพระพุทธศาสนาเอาวิทยาศาสตร์มายืนยันแต่ความจริงไม่ถูกต้องเลยใครก็จะมายืนยันคำสอนของสัมมาสาวเจอแรกเพราะเขาไม่รู้แล้วเขาจะมายืนยันอะไรแต่พระธรรมคำสอนของพระองค์ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นประสบการณ์วิธีการจะไปหาอะไรมาค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผิด ก็คือว่าพอฟังธรรมะแล้วคิดเองเริ่มเป็นตัวตนเริ่มจะหาทางซึ่งไม่ใช่การฟังพระธรรม แล้วไปหาวิธีการต่างๆ และวิธีการของใคร เห็นมั้ยคะของเราเองแล้วเราเป็นใครจะไปหาวิธีการอะไรอื่นที่จะทำให้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นี่คือผิดทั้งหมดค่ะแต่ไม่รู้ตัวเลยว่านี้เพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆ นะคะ ที่กล่าวว่าฟังพระธรรมด้วยความเคารพ เคารพรึเปล่าทางฝั่งแล้วยังไปหาวิธีการมา วิธีการของใคร ไม่มีทางเลยค่ะที่ใครจะมีวิธีการที่จะทำให้เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นอกจากคำของพระองค์ทั้งหมดที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละคำ และละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นจนกระทั่งคนฟังเข้าใจเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าคิดถึงวิธีการเมื่อไหร่ไม่ได้ฟังคำของพระเจ้า เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราสามารถคิดพิจารณาได้ถูกต้องตามสิทธิพุทธเจ้าสอนเดี๋ยวนี้เห็นไหมเห็นครับเวียร์ต้องไปหาใครมาเอาไรมาพิสูจน์มั้ยว่าฉันสามารถจะเข้าใจคำสอนได้หรือเปล่าในเมื่อแต่ละคำเป็นคำธรรมดาเป็นคำจริงทุกคำด้วยสามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตนของตน เห็นเนี่ยเกิดจริงไม่จริงครับต้องไปหา และฉันสามารถจะเข้าใจคำสอนของทุกเจ้าได้หรือก็กำลังฟังเดี๋ยวนี้เข้าใจหรือเปล่าแล้วยังต้องคิดอย่างนี้หรือคะ ไม่ครับ เพราะฉะนั้นเข้าใจหรือยังครับว่า ไม่ต้องหาวิธีการแคร์ใครคิดผิดอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถที่จะมาทำให้เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นอกจาก คิดพิจารณาด้วยตัวเราเองฟังคำครับไม่เพลินเคารพอย่างยิ่งที่จะเข้าใจให้ถูกต้องไม่บิดเบือนครับ ขอบคุณครับ ก็ขออนุโมทนานะคะ ที่ทุกคนนะคะ เป็นคนที่ตรงคิดยังไงพูดอย่างงั้นถามอย่างนั้นเพื่อความแจ่มแจ้งถ้าไม่ถามก็จะติดคลองแล้วไปหาวิธีการอยู่นั่นแหละใช่ไหมคะเหมือนอย่างคนที่เข้าไปหาวิธีการที่จะรู้อริยสัจจะโดยการตั้งสำนักปฏิบัตินั่นคือวิธีการที่ผิด ประธานเยาวชนว่า ถ้าสภาพธรรมแบบที่มันมาปรากฏทางต่างๆ แนวทางตาเห็นรูปวันนี้มันก็เกิดดับรวดเร็ว เราจะรู้ได้ไงว่าอามันเร็วขนาดนั้นเราจะมีสติแต่ไปรู้ทันหรือว่าเราจะเห็นได้ไงบางทีเราเห็นแล้วเห็นคนเห็นชื่อแล้วบัญญัติแล้ว เราจะไม่เห็นความจริงเลย ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงอย่างนี้คัดค้านคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากใครก็รู้ไม่ได้จะทรงแสดงธัมมไหม ความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้จึงทรงแสดงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ใครเปลี่ยนธรรมะไม่ได้เลยจะให้ช้าลงจะได้หาวิธีอื่นมายับยั้งมาทำอย่างนี้ไม่ได้นั่นคือความเห็นผิดเพราะพระสัมมาสัมเจ้าเองทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ สำหรับพระองค์นี้ผู้ยิ่งด้วยปัญญา๔อสงไขยแสนกัป หลังจากที่แดกฟังคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ผ่านซ้ำมาสองเจ้า๒๔พระองค์ กว่าจะได้ตรัสรู้ เพราะฉะนั้นจะมีคำอื่นที่จะมากล่าวว่าจะมีวิธีอื่นจะทำอย่างอื่นหรือทำยังไงได้ไหม เราจะรู้ทันได้ยังไงนี่คือผู้ที่ไม่เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีก๔อสงไขยแสนกัสต์จะรู้ได้ไหม ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยที่เป็นพระโพธิสัตว์ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์อื่นแม้พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนพระองค์เองก็ได้ฟังไม่มีความคิดเลยอย่างนี้ แต่ว่าเพราะเห็นความลึกซึ้ง และรู้ว่ารู้ได้เมื่อบำเพ็ญบารมีไม่ใช่ทำยังไงเราเดี๋ยวนี้ และจะไปรู้พระพุทธเจ้ารู้แล้วเราจะรู้ได้ยังไงไม่ใช่ต่างวิธีการแต่ต้องรู้ความจริงว่ากิเลสมากแค่ไหนเมื่อกี้นี้กล่าวถึงเห็น สิ่งที่ปรากฏทางไปยังไม่ดับแต่เห็นดับไปแล้วเร็วมากถ้าจิตที่เกิดต่ออีกเพียง๓ขนาด ความติดข้องลภากิเลสเกิดแล้วใครรู้ และขณะนี้เห็นกี่ครั้งมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นกิเลสจะมากเท่าไรโดยไม่รู้เลยเพราะฉันมีกิเลสที่ปรากฏให้รู้กับกิเลสที่แม่มีก็ละเอียดมาก ไม่สามารถที่จะดูได้จนกว่าปัญญาจะเกิดขึ้นเพราะการฟังเข้าใจอวิชาไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นแต่วิชาความเห็นถูกความเข้าใจถูกจะรู้ว่ารู้อะไรตามความเป็นจริงรู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงนั่นคือวิชา มาได้อย่างไรถ้าไม่มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สัตว์โลกทั้งหลายเป็นสาวก ผู้ที่ไม่ใช่สาวกก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นนอกจากนั้นเป็นผู้ฟังเมื่อฟังแล้วพระองค์ตรัสว่าอย่างไรถึงอดีตชาติก่อนที่จะได้รู้แจ้งเห็นที่กำลังเกิดในขณะ พระจันทร์จะมีวิธีอื่นอีกมั้ยนอกจากรู้ว่า เห็นเกิดดับแน่แต่ไม่ใช่ปัญญาเพียงขั้นฟังจะไปรู้ได้แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกมากเท่าไหร่ทรงแสดงไว้โดยละเอียด ตั้งแต่สติสัมปชัญญะสติปัฐานวิปัสสนาญาณนะตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดเป็นอนัตตา และเป็นปัญญาจริงๆ ไม่ใช่เป็นความอยากได้ความต้องการที่หาวิธีที่จะรู้ ประธานคำถามหนึ่งที่ว่าไม่เห็นสามารถเห็นหรือว่าได้ยินทราบว่าได้เย็นให้อาจารย์อธิบายเนี่ย พูดแล้วว่าเห็นสักว่าเห็นหมายความว่าอะไรถ้าไม่รู้จริงๆ ในสภาพเห็นซึ่งเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นจะกล่าวไม่ได้เลยว่าสักว่าเห็น ไม่ใช่ใครก็ตามมีคนสอนบอกเห็นว่าอย่าไปสนใจเห็นก็สักว่าเห็นปัญญาอยู่ในไม่มีปัญญาเลยมีแต่ตัวตนที่จะไม่ต้องไปสนใจ นั่นคือไม่มีปัญญาแต่คำสอนทุกคำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปัญญาทั้งหมด นำมาซึ่งปัญญาความเห็นถูกยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแต่ละคำมีค่า ท่านหนึ่งกล่าวว่าร้อยนึงอีกท่านหนึ่งกล่าวว่าพันนึงก็แล้วแต่ใครจะคิดแต่เกินพันก็ได้ ค่ามหาศาลทรัพย์สินใดๆ ครับเปรียบไม่ได้เลยกับการที่ได้มีความเห็นถูกความเข้าใจถูกตรงตามความเป็นจริงซึ่งในสังสารวัฎมีโอกาสจะได้ฟังบ่อยมั้ย ฟังได้เท่าไหร่เข้าใจขึ้นเท่าไหร่กว่าจะรู้ขึ้นรู้ขึ้นรู้ขึ้นในแต่ละภพแต่ละชาติจนสามารถที่จะรู้ความจริงตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ จะมาอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายการพิจารณาทั้งลิ้นทั้งอาจารย์ว่าในชีวิตประจำวันของเรานี้ก็ก็มีกันหลุดด้วยแต่ว่าอาตมาไม่รู้ว่าพิจารณายังไง เห็นขณะนี้มีจรัมพรเห็นเกิดระดับจรัมพรยังรู้ไม่ได้จรัมพรนี่คือพิจารณาแล้ว แต่ในขณะที่ฉันอมันโลมันอร่อยอ่ะมันจะไม่ใช่แต่เฉพาะเวลาฉันใช่ค่ะทุกเวลาเพียงแค่เห็นยังไม่ต้องฉัน หนูพักก็เกิดอะไร แต่ไม่ปรากฏ อาสวะ กิเลสไม่ใช่อนุสัยกิเลส อันนี้ไม่ถือว่ามันเกิดไปแล้วแต่ก็มันก็ดับไปแล้วลบอีกแล้วแบบแรกๆ ไม่รู้เลยขนาดนี้ทั้งหมดมากมายมหาศาลจ๊ะ เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดงให้เข้าใจความจริงไม่ใช่ใครเป็นคนไปทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพราะตรัสไว้ว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตาต้องเป็นหน้าที่ของปัญญาปัญญาไม่เกิดปัญญาไม่มีแล้วจะไปทำอะไร ก็เป็นตัวตนเป็นความเห็นผิดที่ทาง เป็นความไม่รู้ที่ทำ ไม่เข้าใจว่าในขณะที่เรารู้รถ ฉันในขณะที่ฉันอย่างนี้แต่โลกมันก็เกิดไปแล้วมันก็ดับไปแล้วแต่มากำหนดรู้จิตฉาต้องทราบว่า จิตที่ลิ้มรส แบบแม่ และมีจิตเกิดดับสืบต่อ๓ขนาด แล้วก็ความติดข้องพอใจในรสก็เกิดกลอนรู้ไหมใช่ค่ะ บางครั้งก็รู้บางครั้งก็ไม่รู้นะไม่ได้รู้เลย ครับรูปยังไม่ดับ พระคุณเจ้าเห็นรูปอะไรบ้าง ไม่เห็นแต่ความจริงรูปแบบร้อนๆ ก่อนรูปนั้นที่พระคุณเจ้าไม่รู้ว่าดับ ก่อนรูปนั้นแบบจิตก็เกิดติดข้องในรูปนั้นแล้วเร็วแค่ไหน ถ้าไม่ฟังอย่างนี้เราก็ประมาทคิดว่าเราละกิเลสได้ ด้วยความไม่รู้ก็ และได้ แล้วพิจารณาอย่างน้อยเท่านั้นขณะนี้ไม่ใช่ตัวเพื่อคุณจ้าแต่เป็นจิตเจตสิกที่เกิดดับสืบต่อพิจารณาเช่นที่ถามพระคุณเจ้าเห็นขณะนี้มีไม่พระคุณเจ้าแต่วันนี้นั่งพิจารณาแล้วถ้าไม่พิจารณาตอบไม่ได้ ไม่ต้องมีตัวเพื่อคุณจ้าต่างหากไปพิจารณาแต่ให้รู้ว่าไม่ว่าขณะใดที่เกิดก็คือจิตเจตสิ ที่เป็นสภาพรู้ เจริญพันธ์ส่วนรูปนี้ดูอะไรเลยเจริญพรเวลาที่จบคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงกับใครก็ตามแล้วคนนั้นเข้าใจถูกเขาจะกล่าวว่าเหมือนหงายของที่คว่ำ คือร้านนี้สิ่งที่ปรากฏตาทางหูขนาดนี้ ปรากฏ ลื้มจิตเพราะถูกคว่ำ ปิดบังไว้ไม่รู้เลยว่าแม้แต่ที่พระคุณเจ้าถามเรื่องพิจารณาก็คือจิตเจตสิกรูปพิจารณาอะไรไม่ได้เหตุเกิดแบบพร้อมเจอกษิตตลอดเวลาไม่มีระหว่างคั่นเลยไม่ว่าจะพิจารณาหรือไม่พิจารณาก็คือจิตเจตสิกทั้งหมด ชี้อาจารย์บอกว่าคิดกลับไป๓ขนาดนั้นคืออะไรหมายความว่าจะครูวิญญาณดับแล้วเป็นปัจจัยให้สัมปฏิฉันนจิตรับรู้อารมณ์นั้นต่อโดยไม่เห็นไม่ได้ทำทัศนคติ นี่เป็นหนึ่งคณะ แชมป์ไปติดชนะจิตดับไปแล้วสองติรณะเกิดตพิจารณาใช้คำว่านั้นแต่ความจริงสั้นมากคือรู้ต่อจากสัมปฏิชนะ และก็ดับเป็นขณะที่สองเป็นปัจจัยให้โหวตถ้าขณะจิตกิริยาจิตเกิดขึ้น เป็นบาท ชักหวั่นนะปฏิปาทะกะมะนะสิกะหมายความว่าถ้าจิตนี้ไม่เกิดกุศล และอกุศลใดๆ เกิดไม่ได้เลยจิตนี่ต้องเกิดก่อนเพราะจะขุวิญญาณสัมปฏิฉันนะสันตีระนาดเป็นวิบากจิตซึ่งเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นเมื่อสิ้นสุดการที่การเป็นปัจจัยกิริยาจิตคือโหวตปนะเกิดขึ้นในขณะดับไป การสะสมมาทั้งหมดในสังสาระวัฏเพียงชั่วหนึ่งขณะที่เห็นสิ่งที่ปรากฏที่ยังไม่ดับอกุศลหรือกุศลก็เกิดติดกล้องถ้าเป็นอกุศลใครรู้๓ขนาดจิต จะมาก็ฟังแล้วยังงงๆ อยู่เนาะนี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ความจริงว่าอวิชาความไม่รู้ และกิเลสมากมายมหาศาลไม่มีที่จะบรรจุเกินจักรวาลขี้จักรวาลเข้าบรรจุไม่ได้น่าจะให้ดับหมดได้อย่างไรถ้าไม่มีการเข้าใจที่ถูกต้อง ความเข้าใจแต่ละครั้งก็ขัดเลยล่ะความไม่เข้าใจความไม่รู้ไปทีละเล็กที่ละน้อยแต่ได้ฟังกี่ครั้งได้ฟังกี่วันกี่เดือนกี่ปีเทียบกับสังสาระวัฏที่ผ่านมาแล้ว จะมาไม่เข้าใจว่าทำไมธรรมะของพระพุทธเจ้ามากมายแต่ว่าเราที่มาสนทนากันก็เกี่ยวกับเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจอะไรของอาจารย์เจ้ทั้งหมดมาจากตาหูจมูกลิ้นกายใจเท่านั้นใช่ค่ะ พระคุณเจ้าลองคิดถึงความจริง ๗มีปัจจัยเกิดขึ้นหนึ่งขณะ กลับไปไม่กลับมาอีกเลยไม่เหลือเลยแต่การดับไปของจิตขนาดก้อนเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นไม่ใช่เก่าล่ะใครจะนับประมาณ๗ได้ว่ามีเท่าไหร่ และโทษสากลจักรวาลเทพดิฉันพรมกี่ชั้นสัตว์โลกเท่าไหร่นรกเท่าไหร่ จิตเกิดดับ ทีละหนึ่งขณะแล้วไม่กลับมาอีกเลย ใครจะรู้ได้ถ้าไม่ใช้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องความเป็นธาตุธาตุทั้ง๔ผมยังพิจารณาตามได้ไม่ดีขออาจารย์ช่วยแจกแจงอีกหน่อยครับ สิ่งที่มีจริงมีไหมคะมีครับถ้าสามารถเรียกว่าอะไรธรรมะค่ะ และสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเนี่ยเปลี่ยนลักษณะให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่ได้ครับแข็งเนี่ยให้เป็นวานได้ไหมไม่ได้ค่ะแสดงถึงแวะสิ่งที่มีจริงนั้นแต่ละหนึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนครับดำรงไว้ซึ่งลักษณะนั้นซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นธรรมะเป็นคำที่กว้างแสดงถึงสิ่งที่มีจริงแต่ความละเอียดเพิ่มขึ้นคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ นั้นใครเปลี่ยนไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่งถาดค่าตุครับเราพระธาตุโทสะธาตุโมหะธาตุวิจิกิจฉาธาตุปัญญาธาตุแข็งปฐวีธาตุ ร้อนเตโชธาตุให้เข้าใจว่าธาตุคือธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้เลยทรงไว้ซึ่งภาวะความเป็นอย่างนั้นของตนของตน ตอนนี้เข้าใจคำว่าธรรมะกับขาดแล้วอันนี้เข้าใจค่ะดินภาษาไทยครับแข็งหรืออ่อนไม่ใช้ดินที่เราปลูกต้นไม้แข็งครับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่แข็งหรืออ่อนร่วมลีกซะเลยจะแฉะอะไรก็ตามแต่ทั้งหมดนะคะ ลักษณะนั้นคือท่าเต้น เป็นธาตุที่ตั้งมั่นของชาติเองครับนะคะ ใช้คำว่าท่าเต้นนี่เข้าใจใช่ไหมเข้าใจครับค่ะแล้วก็ธาตุไฟเข้าใจมั้ย ก็ตัวอุณหภูมิ นี่ก็ไปเอาคำอื่นมาอีก ทุกวันทุกวันนี้อุณหภูมิวันนี้เท่าไหร่หรือเปล่าคะหรือว่าร้อนไม่เด่นไม่ก็พูดคำที่เรารู้จักกันตรงตรงนะคะ ค่ะเย็นหรือร้อนครับนะคะ เป็นธาตุไฟ อ่อนหรือแข็งเป็นธาตุดินตึงริ้วไหวเป็นธาตุลม เข้าใจ๓ท่านนี้แล้วหรือยังยังไม่ดีต้องธาตุลมครับ เวลาพูดเนี่ยมีอะไรไวไปหรือเปล่ามีวิวฟรีฝากพี่ไว้นั่นแหละค่ะถ้าไม่มีธาตุลมไหวไหมไม่ไหวค่ะแต่ไว้ได้เพราะมีธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งเคลื่อนหรือวัยใดครับ เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ใช่หมายความว่าพอฟังปุ๊บเข้าใจหมดเลยถ้าอย่างนั้นไม่ต้อง๑๐๐,๐๐๙ ครับใช่ไหมคะแต่ว่าฝั่งเพื่อที่จะสะสมสิ่งที่คนไม่เข้าใจก็คือว่าไม่สามารถที่จะประจักษ์สภาพธรรมะตรงตามที่ทรงแสดงจากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้แล้วแล้วเราอยู่ตรงไหนบารมีมากี่ครั้งกี่ชาติกิกลับด้วยว่ามันยังไม่ถึงเลย มันก็เจ็บไปเข้าใจให้ตลอดไม่ได้แต่สะสมความเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าไม่มีเราทุกอย่างที่มีจริงๆ เนี่ยเป็นสิ่งที่เพียงเกิดขึ้นชั่วคราวแสนสั้นนักก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยกว่าคำนี้นะคะ จะทำให้ถึงความสลดใจ และความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ต้องอาศัยฟังอีกนานเท่าไหร่ และต้องเข้าใจทุกอย่างเพิ่มขึ้นเท่าไรที่จะค่อยๆ ละคลายการที่เคยยึดถือสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเถียงไม่เป็นตัวตน เพราะฉะนั้นพูดถึงธาตุดินลักษณะใดก็ตามที่อ้อนควยแข็งมีจริงเข้าใจไหมคะเข้าใจครับภาคไฟ เย็นหรือร้อนพัดลม ตอนนี้เข้าใจไว้แล้วครับตึงยังไม่เข้าใจครับอาจารย์ ไม่เคยตึงเลยเนี่ยตั้งแต่เกิดมาแข็งค่าไม่เคยตึงเลย มีแต่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระธรรมทั้งหมดนะคะ ทรงแสดงให้รู้สิ่งที่มีไม่ใช่ไปให้ทำให้รู้ขึ้น แต่สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเคยเข้าใจผิดว่าเป็นเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นพระธรรมทุกคำเนี่ยให้เข้าใจในสิ่งที่ดีแล้วครับกำลังมีด้วย และไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้นเวลาใช้คำว่าสติ สภาพธรรมะนามธรรมไม่ใช่จิตเป็นเจตสิกฝ่ายดีที่ระลึกรู้สิ่งนั้นมีแล้วกำลังมีไม่ใช่ไปจัดทำขึ้นแต่ระลึกคือรู้ตรงนั้นน่ะว่ามีตรงนั้นนั่นคือลักษณะของสติ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วนะคะ การฟังต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจ แล้วจะรู้ว่าความเข้าใจน้อยมากแต่เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมั่นคงขึ้นอย่าไปหวังที่จะเห็นการเกิดดับของอะไรเลยทั้งสิ้นทำยังไงวิธีการอะไรเนี่ยผิดหมด เพราะเป็นความไม่รู้ว่าใครก็ทำอะไรไม่ได้เพราะฉันค่อยๆ เข้าใจ และสะสมความเข้าใจปัญญาต่างหากที่จะละความไม่รู้ปัญญาต่างหากที่รู้ความจริงของสภาพธรรมะแต่ถ้าไม่มีปัญญาอะไรจะเกิดขึ้นมัวแต่เราพยายามไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ปิดกั้นปัญญาทันที เพราะฉะนั้นสะสมความเห็นถูกเป็นหน้าที่ของปัญญาแม้แต่ฟังเข้าใจว่า การเข้าใจทั้งหมดมาจากการฟังนี้ก็คือปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญารู้ว่าถ้าไม่ฟังก็ไม่เข้าใจนี่ก็คือปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาก็นำไปสู่กานฟังอีกฟังอีกนี่ก็คือปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญาจะไม่นำไปสู่ในทางที่ผิด ด้วยเหตุนี้นะคะ แม้ว่าได้ยินอะไรศึกษาธรรมะทีละคำเราเคยพูดแล้วตั้งแต่ต้นทีละคำให้เข้าใจจริงจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องอนุโมทนาจริงๆ ค่ะอะไรที่ยังไม่เข้าใจก็สนทนาเพื่อที่จะให้เข้าใจคำนั้นขึ้นเดี๋ยวนี้รู้จักตื่นยัง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    21 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ