ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
ตอนที่ ๑๔๗๘
สนทนาธรรม กับ ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม
วันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ท่านอาจารย์ รูปร่างสัณฐานหลากหลายมาก แต่ละหนึ่ง ตามสภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อกัน ลองจุดก้านธูปดอกหนึ่ง แกว่งให้เป็นวงกลมให้เร็วมาก จะเห็นทีละหนึ่ง หรือเห็นวงกลม
ผู้ฟัง วงกลม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ก็เหมือนกัน เกิดดับเร็ว จนปรากฏเป็นดอกไม้ ใบไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ ตามรูปร่างสัณฐาน เพราะไม่รู้ว่าดับแล้วแต่ละหนึ่ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่หมด แม้แต่ไฟยังต้องอาศัยเชื้อไฟ หมดเชื้อไฟ ไฟก็เกิดไม่ได้
เพราะฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่มี มีเมื่อเกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไปด้วย ต้องรู้ว่าจริงหรือไม่ ตั้งแต่คำแรก และคำต่อๆ ไปจริงหรือไม่ ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ให้พิจารณาด้วยตัวเองว่า สิ่งนี้กำลังปรากฏ ไม่ใช่มีแต่เห็น ได้ยินก็มี แต่ได้ยินเห็นไม่ได้แน่นอน ได้ยินได้ยินเสียง เห็นก็ได้ยินไม่ได้ เห็นเพียงสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฏ เกิดดับเร็วก็ไม่รู้ จนเป็นรูปร่างสัณฐาน และก็จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะรู้ความจริง นี่คือ สัจธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ใครจะเปลี่ยนบ้าง จะไปหาวิธีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เข้าใจเมื่อไร นั่นเป็นหนทาง ใช้คำว่าหนทาง แต่ไม่ใช่วิธีให้ทำ ต่างกันมาก วิธีให้ทำไม่ได้เข้าใจเลย เพียงแต่ให้ทำก็ทำ แต่ไม่เข้าใจ แต่ที่จะเข้าใจได้แต่ละคำ พิจารณาไตร่ตรอง และมีสิ่งที่กำลังปรากฏให้พิจารณา ให้ไตร่ตรองด้วยว่าเป็นความจริงอย่างนั้นหรือไม่
ดอกไม้ดอกหนึ่ง เอาไปแยกให้ละเอียด ไม่ปรากฏกลีบ สีสันวัณณะที่จะรวมกันเป็นดอกไม้ แต่เกิดดับเร็วพร้อมกัน สืบต่อกัน จนปรากฏเป็นใช้คำว่า นิมิต หมายความถึง เป็นสัณฐาน รูปร่างของสิ่งที่เพียงเกิดดับสืบต่อกัน แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ไม่เหลือเลย จะหาทางหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าจริงหรือไม่ ถ้าเป็นคำจริง ก็เป็นประโยชน์แน่นอน แต่ถ้ายังเป็นความสงสัย ก็ยังสามารถที่จะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนกระทั่งได้เข้าใจขึ้น ได้เข้าใจขึ้น เพราะเหตุว่า กว่าจะไม่เป็นเรา ต้องเริ่มจากขั้นฟังก่อน แล้วก็คิดว่า มีเราจริงๆ หรือไม่
กว่าจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับ ซึ่งทำให้หมดความสงสัยว่า ไม่ใช่เราแน่นอน เพราะว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับด้วย จึงมีคำว่า วิปัสสนาญาณ ระดับต่างๆ ซึ่งก็เป็นการอบรมเจริญปัญญาตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นฟังจนกระทั่งสามารถที่จะปฏิปัตติ คือ ถึงเฉพาะทีละหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ความรู้ในสิ่งนั้น จึงเริ่มมีขึ้น ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง แล้วก็รู้ทั่วๆ ไป แต่ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่งจริงๆ ก็ต้องชัดเจน จนกว่าจะถึงปัญญาที่สูงกว่านั้นอีก จนกระทั่งถึงการที่จะเป็นผู้ที่รู้แจ้งความจริงตรงตามที่ได้ฟัง
เพราะฉะนั้น ความจริง คือ แม้คำแรกคำเดียว ธรรม คือ สิ่งที่มีจริง ก็ต้องเข้าใจถูกต้องว่า เราไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แต่ความจริงของสิ่งที่มี ไม่ได้ปรากฏ แต่ต้องอาศัยการฟัง และไตร่ตรองว่า สิ่งนั้นเป็นอะไร จึงจะเข้าใจความหมายของคำว่า ไม่มีเรา เพราะการฟังพระธรรมทั้งหมด ตั้งแต่คำแรกถึงคำสุดท้าย ที่ได้ทรงแสดงก่อนปรินิพพาน ก็คือว่า ไม่มีเรา แน่นอนที่สุด เปลี่ยนไม่ได้ แต่จะเป็นเราไปอีกนานเท่าไร ก็ต้องแล้วแต่ว่า ได้มีความเข้าใจในสิ่งที่ไม่ใช่เรา เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องมีการเริ่มต้นที่ถูกต้อง
ผู้ฟัง ด้วยตัวเองได้ปฏิบัติมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ แต่ว่าก็ไม่ได้ถ่องแท้ แล้วบังเอิญว่า พอเราไปอยู่ต่างจังหวัด ก็เป็นความปาฏิหาริย์ที่เวลาเราไปเจอผู้คน ซึ่งเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เราเจอกัลยาณมิตรที่ดีๆ เราก็เลยมีความรู้สึกว่า ทำไมอยู่ดีๆ มีคนมาช่วยเรา เราจะรู้สึกว่าเหมือนมีเทวดามาช่วยเราทุกครั้ง
ท่านอาจารย์ ขอสนทนาด้วย นี่เป็นความคิดใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ และคงจะไม่ใช่เป็นคนเดียวที่คิดอย่างนี้ เพื่อนฝูง คนอื่น มีใครคิดอย่างนี้บ้างหรือไม่ ลองคิดดู เขาคงจะคิดกันแค่อย่างนี้ทั้งนั้นเลย แต่มีใครคิดบ้างที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมดที่ถามมา ไม่มีสักคำเดียวที่คิดว่า น่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยคิดหรือไม่
ผู้ฟัง เคยคิด
ท่านอาจารย์ เคยคิดที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างหรือไม่
ผู้ฟัง เคยคิด
ท่านอาจารย์ หรือว่าคิดว่าทำอย่างไรคนนั้นจะเหมือนเรา เหมือนมีเทวดามาช่วย หรือไปปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เขาทำอย่างเรา คิดอย่างนั้น หรือว่าเคยคิดบ้างหรือไม่ ว่าเมื่อไร จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือแม้แต่ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร น่าฟังหรือไม่ น่าได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง หนูต้องบอกว่า ถ้าได้ยินเช่นนั้น ก็คงเป็นบุญยิ่งนัก
ท่านอาจารย์ แต่ไม่เคยคิดที่จะฟังใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่ เพราะว่ามีความรู้สึกว่า เราคงสัมผัสได้ไม่ถึงขนาดนั้น
ท่านอาจารย์ นี่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ลืม ลืมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลืมคำของพระองค์ ได้ยินคำกล่าวว่า เป็นคำที่พระองค์ตรัส แต่ก็ไม่เข้าใจเลย นโม ตัสสะหมายความว่าอะไร แค่นี้ ฟังแล้ว ไปที่ไหนก็ฟัง ไปปฏิบัติ ก็ได้ยินคำว่าปฏิบัติ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปฏิปัตติ คืออะไร ฟังพระองค์หรือไม่ หรือว่าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า คำที่ได้ฟังเป็นคำของพระองค์หรือไม่ หรือผู้ที่พูดบอกคิดเอง แต่ว่าไม่ใช่สิ่งที่สามารถที่จะทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย
เพราะฉะนั้น เกิดมาแล้ว เรารู้จักคนมากหน้าหลายตา เพื่อนสนิท มิตรสหาย คนใกล้ คนไกล ที่วัด ที่ไหนก็ตามแต่ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เขาบอกให้เราฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ เขาชวนให้เราได้ฟังสิ่งซึ่งคนอื่นกล่าวไม่ได้เลย นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่
ทำไมเราลืมพระพุทธเจ้า แต่ว่าเราอยากจะมีทุกอย่างที่เราต้องการ แล้วเราก็หวังว่า อยากจะให้เด็กรุ่นต่อไปเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เหมือนเราอย่างนั้นอย่างนี้ ไปวัดอย่างนั้นอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ทั้งชาตินี้ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ถ้าเรายังคงคิดอย่างนี้ต่อไป
ถ้าเราคิดเสียใหม่ ไม่เคยมีใครได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ เพียงแต่ได้ยินคำภาษาบาลี ซึ่งไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร แล้วก็นั่งท่องกันได้ บางคนท่องตั้งหลายชั่วโมง บางคนก็หลายบท ถามว่าอะไรก็ตอบไม่ได้ ควรเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ควรพูดคำที่ไม่รู้จักหรือไม่
แล้วมีใครชวนเราหรือไม่ ว่าคำนี้หมายความว่าอย่างไร อิติปิโส ภควา เป็นคำธรรมดามากเลยใช่หรือไม่ หมายความว่าอะไร ถ้าไม่เคยฟังธรรม คิดเองหมด และก็ไม่รู้ด้วย ก็พูดไปทุกวัน อิติปิโส ภควา อิติปิโส แม้เพราะเหตุนี้ แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุไหน อยู่ดีๆ ก็แม้เพราะเหตุนี้ แต่เหตุนี้คือเหตุไหน อย่างนั้นจะชื่อว่าเราเกิดมาแล้ว ได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยมีโอกาสได้ฟังในสังสารวัฏ ถ้าไม่เคยได้ยินคำนี้เลย
แต่เมื่อได้ยินแล้ว ไม่ใช่เพียงเพื่อท่อง เพื่อจำ พูดตามวันละหลายๆ ครั้ง ก่อนนอนตื่นนอนเมื่อไรก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร อย่างนั้นเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้เราท่องคำนี้ แล้วก็ไม่รู้คำนี้เลยหรือว่าหมายความว่าอะไร แล้วเราเคยคิดอย่างนี้หรือไม่
แต่เรากลับไปคิดเรื่องอื่น อยากจะให้เด็กไปวัด อยากให้เด็กปฏิบัติธรรม แล้วเด็กรู้อะไร เข้าใจอะไร แม้เราไปแล้ว วัดคืออะไร ทุกอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เมื่อเข้าใจถูกต้อง แต่ละคำที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้น ใครก็ได้ ที่เคยไปวัด รู้จักวัด ไปทำอะไรที่วัด กรุณาตอบว่า วัด คืออะไร
ผู้ฟัง ความคิดของผม ในคำว่า วัด ก็คือ สถานที่วัดจิต วัดใจ สถานที่ให้มาดูจิตของตัวเองว่า เราปฏิบัติที่จะลดละกิเลสนั้นถูกต้องหรือไม่
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่ไหน ถ้าเปิดพระไตรปิฎก สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี เพราะฉะนั้น วัดก็เป็นที่อยู่ของผู้สงบจากกิเลส คนธรรมดาที่ยังเป็นคฤหัสถ์ ก็ไม่มีใครไปอยู่วัดใช่หรือไม่ เพราะว่าอยู่บ้านมีทุกอย่าง แต่ที่วัด เป็นที่สงบ อารามเป็นที่ยินดีในความสงบจากกิเลส
เพราะฉะนั้น ถ้าไปที่ไหน ที่นั่นเป็นที่ที่สงบจากกิเลส เพราะมีธรรม มีผู้ที่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่พูดถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น ให้คนอื่นได้เข้าใจถูก และเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่ต่างกับคฤหัสถ์ ซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส ที่ตรงนั้นเป็นวัดใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นแล้วก็ผิดหมดใช่หรือไม่ แล้วก็ไม่เคยคิดถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ไม่เคยคิดถึงอะไรทั้งหมด นอกจากว่า ทำอย่างไร เขาจะมาปฏิบัติอย่างเรา หรือเขาจะเป็นอย่างเรา แต่ว่านั่นคำของใคร
เพราะฉะนั้น ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ เราพูดเรื่องสิ่งที่มีจริง และใช้คำว่า พระพุทธศาสนา หมายความว่า คำสอนที่ทำให้รู้ความจริงตามที่ผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริง ได้ทรงแสดงแล้วว่าความจริง คือ อย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้
เพราะฉะนั้น เมื่อมีคนฟัง ที่มีศรัทธาที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ก็ขอประทานอนุญาตที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เพื่ออะไร เพื่อขัดเกลากิเลส ด้วยอะไรด้วยการอุทิศชีวิต ศึกษาพระธรรม เพราะพระธรรมที่เข้าใจธรรม ตามความเป็นจริง นั่นแหละ คือ ธรรมที่ขัดเกลากิเลส อย่างอื่นขัดเกลากิเลสไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ทำอย่างไรที่จะเป็นก้าวแรก ของการที่จะเข้ามาสู่สิ่งที่เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเรา การที่เราจะปฏิบัติได้ทำได้
ท่านอาจารย์ รู้จักใจของเราหรือยังที่จะแก้
ผู้ฟัง จริงๆ ตัวเราเองบางทีเราก็ยังไม่รู้ใจเราเอง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น แก้ใจที่เราไม่รู้จักได้หรือไม่
ผู้ฟัง น่าจะแก้ได้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้จัก ก็แก้ได้หรือ แก้ตรงไหน ไม่รู้จัก
ผู้ฟัง ถ้าเรามีสติอยู่กับตัวเอง ได้นั่งนิ่งๆ กับตัวเราเอง ย้อนกลับมาดูตัวเอง ก็น่าจะทำให้เราได้รู้จักตัวเอง อย่างเช่น อดีตเราทำอะไรมา ถ้าเราคิดว่าเป็นความผิดพลาด ถ้าเราได้ย้อนกลับมองไปดูสักนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไร แล้วเราก็ดูจากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วเราก็มีความรู้สึกว่า นี่คือแบบอย่างของเรา
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำว่า สติหรือไม่ เป็นคำของใคร สติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำนี้หรือไม่ แล้วเราคิดเองหมดเลย หรือเขาว่าสติ เราก็ว่าสติ แต่เขานั่นคือใคร ในเมื่อเขาว่าแล้ว เราก็ยังไม่รู้ แล้วจะไปฟังคำของคนที่พูด แล้วเราก็ไม่รู้อย่างนั้นหรือ แล้วชวนกันไปด้วย
คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไม่ผ่าน ไม่ประมาท ไม่ละเลย ไม่เข้าใจเอาเอง เพราะฉะนั้น สติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำนี้หรือไม่ ถ้าไม่เรียน ไม่รู้ใช่หรือไม่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทุกคำ ซึ่งแต่ละคำ หมายความถึง สิ่งที่มีจริงๆ แต่ละอย่าง ถ้าเราไม่อาศัยสักคำ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าหมายความถึงอะไร เห็น ไม่ใช่ได้ยิน ก็ต้องใช้คำว่า เห็น หมายความถึงอะไร ได้ยินหมายความถึงอะไร
สติ หมายความถึงอะไร ต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าจะทำสติ จะชวนคนไปทำสติ แต่ไม่รู้ว่าสติคืออะไร อย่างนั้นจะถูกต้องหรือไม่ ถ้าผิด ก็ปัดกระดุมผิดใช่หรือไม่ จะเริ่มแก้หรือยัง เท่านี้เอง อะไรที่ไม่รู้ก็รู้เสีย และค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจ
แม้แต่เมื่อสักครู่นี้ ที่เราพูดคำว่า วินัย นำออกซึ่งกิเลสที่อยู่ไหน อยู่ในใจ และใจเป็นอย่างไร ก็ยังไม่รู้ มองเห็นใจหรือไม่ ทั้งๆ ที่กำลังมีใจ ใจไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น ไม่สูง ไม่ต่ำ ไม่ดำ ไม่ขาว ไม่เจือปนด้วยรูปใดๆ ทั้งสิ้น ไม่เจือปนด้วยสภาพที่ไม่รู้อะไร ทั้งสิ้น
แต่ธาตุรู้เกิดเมื่อไร กำลังรู้ ธาตุที่เกิดขึ้นรู้นั้น คือ เราใช้คำว่า จิต จะใช้คำว่านามธรรม จะใช้คำว่าวิญญาณ จะใช้คำว่า มนัส จะใช้คำว่า มโน จะใช้คำว่า หทย จะใช้คำว่า ปัณฑระก็ได้ ตามความหมายแต่ละหนึ่ง ซึ่งแสดงให้ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มี แม้มองไม่เห็นก็มี แต่ไม่ใช่ไปคิดเอง บางทีก็ไปโทษใจ ใจทำอะไร ใจทำอะไรก็ไม่รู้ แต่ไปโทษใจ
เพราะฉะนั้น ธรรม ไม่ใช่สิ่งที่รู้ไม่ได้ ธรรมมีจริงๆ สามารถรู้ได้ต่อเมื่อได้ฟังคำที่กล่าวถึงคำนั้นโดยชัดเจน เพราะได้ประจักษ์แจ้ง
เพราะฉะนั้น จะไม่ฟังคำของคนอื่นที่ฟังแล้วก็ไม่รู้ ปฏิบัติ คืออะไร ก็ไม่รู้ ปฏิบัติรู้อะไรก็ไม่รู้ สติเป็นคำใครพูดก็ไม่รู้ อย่างนั้นก็คือว่า เสียเวลาหรือไม่ ทั้งชีวิตถ้าเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น โปรดอย่าให้ใครได้เสียเวลาที่มีค่าที่สุดทุกขณะของชีวิตไป โดยการที่ให้เขาเห็นประโยชน์จริงๆ ของความเข้าใจทีละคำ ทีละเล็ก ทีละน้อย ซึ่งถ้าขาดเพียงคำเดียว ความเข้าใจนั้นก็เจริญเติบโตไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทุกคำ ทุกขณะมีประโยชน์อย่างยิ่ง
การสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะเหตุว่า สามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง นอกจากการฟังธรรมแล้ว การสนทนาธรรมก็เป็นประโยชน์ด้วย เพราะว่าต่างคนต่างฟังทั้งนั้นเลย แต่ว่ามีความเข้าใจอะไรกันบ้าง ก็มาร่วมกันศึกษาให้เข้าใจเพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้น ต้องรู้ ที่พระวิหารเชตวัน มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประทับ ชื่อว่าพระคันธกุฎี เพราะเหตุว่าจะมีกลิ่นหอม ด้วยเครื่องบูชาจากผู้ที่ไปฟังพระธรรมเป็นประจำ และก็มีที่อยู่ของพระภิกษุ ใช้คำว่ากุฎี ที่เราใช้คำว่ากุฏิ เล็กๆ สำหรับเป็นที่อยู่ที่อาศัย แต่ละหลังรวมกันเป็นพระวิหาร ทั้งหมดนี่ก็คือ วัด ที่ใช้คำว่า อาราม ที่รื่นรมย์น่ายินดี เพราะไม่มีกิเลส ไม่มีความไม่รู้ มีความสงบ เพราะความเข้าใจ
เพราะฉะนั้น ที่ใดก็ตามที่ไม่เป็นอย่างนี้ เป็นอารามหรือไม่ ไม่เป็น แต่ภาษาไทยก็เรียกว่า วัด หมายความว่า เป็นที่อยู่ของพระ แต่ต้องรู้ว่า พระ คือใคร ถ้าเหมือนอย่างฆราวาส ไม่สงบจะเป็นวัดได้หรือไม่ ไม่ได้ วัดมีตลาดนัดได้หรือไม่
เพราะฉะนั้น ก็เป็นการที่จะเป็นผู้ตรงต่อความเป็นจริง และความเป็นผู้ตรงตั้งแต่ขณะนี้ จะสะสมสืบต่อในจิต และก็จะเริ่มเข้าใจว่า จิต คืออะไร เดี๋ยวนี้กำลังมีจิต แล้วก็ลักษณะของจิต ทำไมจิตดับไปแล้ว ก็ยังมีจิตอื่นเกิดต่อ ตามเหตุตามปัจจัยอะไร ทั้งหมดคือ สิ่งที่มีตลอดชีวิต แต่ยังไม่เคยเปิดเผยเลย ตราบเท่าที่ไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้น ไปปฏิบัติธรรมแล้วใช่หรือไม่ รู้อะไร เข้าใจอะไร แม้แต่คำแรก ปฏิบัติคืออะไร ยังไม่ต้องไปถึงคำอื่น แค่คำแรกคำเดียว เพราะฉะนั้น ความเข้าใจ ไม่ข้าม ไม่เผิน ถ้าไม่รู้ตั้งแต่ต้น จะไปรู้ตอนปลาย ตอนท้ายสุดได้อย่างไร จะเข้าใจอะไรจริงๆ ถ่องแท้ ก็ต่อเมื่อทุกคำที่ได้ฟัง ไม่เผิน แต่เข้าใจจริงๆ
ในพระพุทธศาสนา มีคำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ แล้วปริยัติคืออะไร เอาไปทิ้งไว้ที่ไหน แล้วปฏิเวธคืออะไร แล้วปฏิบัติคืออะไร ไม่รู้ก็ทำ ถูกหรือผิด จะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หรือไม่ มีหรือไม่ที่พระองค์ตรัสให้คนไม่รู้ไม่เข้าใจ และตรัสให้ทำ ไม่มีเลย แล้วทำไมทำ เห็นหรือไม่ ไม่ตรง
นี่เป็นเหตุที่ได้มีการสนทนาธรรมในวันนี้ เพื่อที่จะได้พิจารณาคำที่ได้ฟัง เพื่อที่จะได้เข้าใจ อะไรที่ไม่เข้าใจ ก็สนทนาสอบถามกันได้ ตอนนี้ถามว่าปฏิบัติธรรมแล้วใช่หรือไม่ จะตอบว่าอย่างไรดี
ผู้ฟัง ต้องตอบว่าปฏิบัติอย่างงูๆ ปลาๆ มากกว่า
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ปฏิปัตติ ในคำสอนของพระพุทธศาสนาเลย
ผู้ฟัง เมื่อเราเจอความทุกข์ที่เกิดขึ้นในการทำงาน เราจะมีวิธีการอย่างไรที่ให้เราผ่อนคลาย ไม่รับความทุกข์นี้มาเป็นอารมณ์ ก็อยากจะขอหลักธรรมที่ว่าจะเอาไปเป็นภูมิคุ้มกันให้กับการทำงาน
ท่านอาจารย์ เลือกได้หรือไม่ ไม่ให้เกิดทุกข์
ผู้ฟัง เลือกไม่ได้
ท่านอาจารย์ แล้วยังจะเลือกหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เลือก
ท่านอาจารย์ แต่เข้าใจทุกข์ได้ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกข์มีสารพัดทุกข์ ไม่ใช่มีแค่ทุกข์เดียว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกข์ได้หมดทุกอย่าง เพราะไม่รู้ความจริงว่าจะทุกข์ทำไม สิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้ว ไม่เหลือเลย เสียเวลาทุกข์หรือไม่ เสียเวลาจะไปจัดการหรือไม่ ในเมื่อจัดการไม่ได้เลย สิ่งใดจะเกิด เห็นแล้วว่าเกิด อย่างเห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้ว จะไปจัดการอะไรกับเห็น จะไม่ให้เกิดเห็นหรือ หรือจะให้เห็นดับไป หรือเลือกอย่าเห็นสิ่งนี้ ไปเห็นสิ่งนั้นก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น การเข้าใจความจริง ค่อยๆ ละความติดข้องในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะรู้ว่า ความจริงไม่มีเราแน่นอน เมื่อไม่มีเรา อย่างหนึ่งอย่างใดที่ปรากฏก็เพียงปรากฏเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งนั้นเช่นเดียวกัน
ทุกอย่างเพียงแต่มีปัจจัยเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ถ้ามีความเข้าใจมากขึ้น ไม่ว่าจะได้ยินข่าวคราวอะไรทั้งสิ้น คนนี้กำลังจะสิ้นชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลในห้องฉุกเฉิน หรืออะไรก็ตามแต่ เกิดแล้วทั้งหมดและกำลังดับไปด้วย แต่อะไรจะเกิดต่อไป ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาได้
ก่อนเป็นคนนี้ เราเป็นใครหรือไม่ เคยเกิดมาก่อนหรือไม่ เคยเกิด แต่ไม่ใช่คนนี้ แต่พอจากความเป็นบุคคลนั้นแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่ทำให้ต้องมีคนนี้ แต่ไม่ใช่คนเก่า เพราะฉะนั้น จากคนนี้ ก็จะไม่มีคนนี้อีก ก็จะมีคนใหม่ เลือกไม่ได้ด้วย แต่ว่ามีเหตุที่จะให้เป็นอย่างไร เหมือนเดี๋ยวนี้เลย ก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น ก็เข้าใจว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะทำอะไรได้ มั่นคงในความหมายของคำว่า ไม่มีเรา ทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นอนัตตาในภาษาบาลี ท่องได้ง่าย ไม่ยาก แต่ว่าถ้าจะรู้จริงๆ ว่าไม่มีเรา ยากกว่า ตรงกว่า จริงกว่า แล้วสามารถที่จะรู้จริงๆ ได้ด้วย เพราะกำลังมีจริงๆ
เพราะฉะนั้น อยู่ที่การได้ยินได้ฟัง การไตร่ตรอง ความเข้าใจ และรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ ความโศกเศร้ามีประโยชน์หรือไม่ หรือการรู้ความจริงว่า ไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว
เพราะฉะนั้น ความเห็นถูกทั้งหมด จะทำให้ความทุกข์น้อยลง วิธีอื่นมีหรือไม่ ไปจัดการอะไรกับอะไรได้
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เลิกคิดจัดการหรือยัง
ผู้ฟัง พยายามอยู่
ท่านอาจารย์ เพราะดูเหมือนอยากจะเป็นผู้จัดการโลกกัน
อ.อรรณพ ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่า สติและปัญญาเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500