ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
ตอนที่ ๑๔๗๑
สนทนาธรรม ที่ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ท่านอาจารย์ นามธรรมเกิดขึ้นต้องรู้ โดยไม่มีรูปใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น จึงเป็นนามธรรม แต่นามธรรมก็มีสองอย่าง เห็น ชอบหรือไม่ เห็นอย่างเดียว ไม่ใช่ชอบ แต่บางครั้งมีชอบเกิดกับจิตที่เห็น บางครั้งก็ไม่ชอบ หลังจากที่กำลังเห็นสิ่งนั้นก็ไม่ชอบ
เพราะฉะนั้น ชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่จิต แต่เป็นนามธรรมที่เกิดกับจิตทุกครั้งที่จิตเกิด จะต้องอาศัยสภาพนามธรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งใช้คำว่า เจตสิกะ ในภาษาบาลี แต่ธรรมเนียมของคนไทยก็ตัดสั้นอีกเป็น เจตสิก
เพราะฉะนั้น ขณะนี้มีรูปและก็มีจิต และก็มีเจตสิก ทั้งหมดเป็นธรรม แต่ต่างกันเป็นสองประเภท คือ ประเภทหนึ่งไม่รู้อะไรเลย อย่างไรอย่างไรก็ไม่รู้ อีกประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นไม่รู้ไม่ได้ กำลังเห็นรู้อะไร ก็รู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น กำลังได้ยิน ก็รู้ว่าเสียงนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เสียงอื่น เพราะฉะนั้น รู้เฉพาะสิ่งที่ปรากฏ
ส่วนสภาพอื่นๆ ที่ไม่ใช่จิตที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เป็นเจตสิกทั้งหมด ความโง่ที่เราพูดถึงตอนต้น ไม่รู้ มีจริงๆ ก็เป็นเจตสิกหนึ่ง ไม่ดีเลยที่จะต้องโง่ต่อไป ใช่หรือไม่ ถ้ายังไม่รู้ว่าโง่ไม่ดี ก็โง่ต่อไป แต่ถ้ารู้ว่ามีความเข้าใจเกิดขึ้นได้ และสามารถค่อยๆ เข้าใจขึ้น ความไม่รู้ก็น้อยลง
เพราะฉะนั้น หนทางเดียวที่จะให้ความโง่ความไม่รู้น้อยลง ก็คือว่า ได้ฟังคำจริงที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจความจริงนั้นๆ แต่แต่ละคำต้องละเอียด เพราะฉะนั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ ถ้าไม่มีหูได้ยิน จะรู้หรือไม่ ยศอะไร เห็นก็ไม่รู้ เพียงแค่เห็น ไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ต้องได้ยินเสียง
ผู้ฟัง เราไม่เห็นเพชร ไม่เห็นทอง ไม่เห็นเงิน ไม่เห็นยศถาบรรดาศักดิ์ แต่ใจคิดถึง และยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ เป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์เบียดเบียนกัน แล้วก็เบียดเบียนคนอื่นไม่พอ ในที่สุดก็เบียดเบียนตัวเอง ต้องทุกข์ทรมานเพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่เป็นไปตามที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ อย่างนี้เราจะปรับเข้ามาเป็นบทเรียนในชีวิตของคนเราได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเพราะไม่รู้ จะเอาความไม่รู้ไปปรับ ไม่มีทางสำเร็จ เพราะฉะนั้น หนทางเดียว ที่เรากล่าวว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พูดแล้วลืมหรือ จะไปพึ่งอย่างอื่นหรือ จะไปพึ่งคนโน้นคนนี้ หรือคิดเองหรือ เป็นไปไม่ได้เลย เมื่อกล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถ้าไม่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทุกคำที่เราได้ยิน จะไม่มีโอกาสได้ยินเลย
เพราะฉะนั้น จึงมีพระปัญญาคุณของพระองค์ ที่ทำให้พระองค์บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ประกอบด้วยพระคุณมากมายมหาศาล พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ ที่เห็นว่า คนอื่นไม่สามารถจะรู้ความจริงนี้ได้เลยทั้งสิ้น ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดง จึงทรงมีพระมหากรุณาแสดงธรรมโดยละเอียดทุกประการ ๔๕ พรรษาก่อนที่จะปรินิพพาน
เพราะฉะนั้น ทุกคำประมาทไม่ได้เลย ต้องฟังว่า ถ้าไม่มีหู จะได้ยินคำสรรเสริญหรือไม่ จะรู้ว่ายศถาบรรดาศักดิ์อะไร ถ้าไม่มีตาจะเห็นหรือไม่ว่า เพชรจริง กับเพชรปลอม ต่างกันอย่างไร แต่การรู้แจ้งนั่นแหละ ทำให้สัญญาเจตสิก สภาพธรรมหนึ่งที่เกิดกับจิต ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญา เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต จึงเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต
เพราะฉะนั้น สัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ และจำสิ่งที่จิตกำลังรู้ ไม่ใช่สิ่งอื่นเลย เพราะฉะนั้น ทุกขณะเดี๋ยวนี้ สัญญาเจตสิกเกิดกับจิต ได้ยินคำไหนก็จำคำนั้น ได้ยินคำว่า ธรรม สัญญาจำแล้ว ธรรม ได้ยินคำพูดว่า ธรรม คืออะไร สัญญาก็จำอีกว่า ธรรม คืออะไร เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเป็นธรรม ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตน แต่ถ้าไม่มีธรรม ก็ไม่มีสิ่งที่เราสมมติว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้
เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่มีจริงๆ การเกิดดับสืบต่อรวดเร็วสุดประมาณ ไม่ว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เปลี่ยนจิตไม่ได้ ว่าทางนี้ให้ช้าลง ทางโน้นให้เร็วขึ้น ก็ไม่ได้ จิตทุกขณะมีอายุเท่ากัน คือ ขณะที่เกิดไม่ใช่ขณะที่ดับ ถูกต้องหรือไม่ และก่อนจะดับเมื่อเกิดแล้ว ก็คือขณะที่ตั้งอยู่เพียงเล็กน้อยก่อนจะดับ
เพราะฉะนั้น ใช้คำว่า อุปาทะ จิตขณะเกิด ขณะดับเป็นภังคขณะ แต่ขณะที่ยังไม่ดับเกิดแล้วยังตั้งอยู่ เป็นฐีติขณะ สั้นแสนสั้นอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า จิต ๓ ขณะต่างกันตรงไหน อย่างไร ต่างกันที่ว่ารูปใดเกิดพร้อมกับจิตในอุปาทขณะ รูปใดเกิดพร้อมกับจิตในขณะฐีติขณะ รูปใดเกิดกับจิตในภังคขณะด้วย แล้วใครจะรู้
แต่เหตุผล คำกล่าวถึงความจริง จนค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ นำไป สู่ความเข้าใจถูกว่าไม่มีเรา เพราะรู้จักจิต รู้จักเจตสิก รู้จักรูปเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จะให้กล่าวว่า ไม่มีเราเลย ใครจะทำได้ ก็เป็นเรามาในสังสารวัฏด้วย แสนโกฏิกัปเกินกว่านั้นอีก แล้วจะเป็นต่อไปอีก ไม่ใช่เรา แต่ก็มีธรรมที่เกิดขึ้น เกิดดับสืบต่อไปเรื่อยๆ ประโยชน์อะไร ที่แค่เกิดมีนิดเดียว แล้วก็ดับไป ทั้งหมดในสังสารวัฏ
เพราะฉะนั้น ถ้าทราบละเอียดขึ้นอีก ละเอียดขึ้นอีก คือ จิตเกิดดับเร็วกว่ารูป มาทีละคำละคำ จนกระทั่งสามารถทำให้เราเข้าใจความจริงได้ในความต่างกัน และทรงแสดงไว้ด้วย ว่าขณะเกิดของรูปเป็นอย่างไร ขณะสืบต่อเป็นอย่างไร ขณะที่ใกล้จะดับเป็นอย่างไร และขณะดับเป็นอย่างไร
ทุกคำทรงพระมหากรุณา รู้ว่าเราไม่สามารถที่จะไปรู้อย่างนี้ได้ แต่เมื่อความเป็นจริงอย่างนี้ รู้แล้วก็ค่อยๆ เห็นความจริงว่า เราไม่รู้ เพราะฉะนั้น จึงฟัง เพื่อที่จะรู้ความจริง
ผู้ฟัง เพียงแค่ได้ฟังคำอธิบายในระยะเวลาสั้นๆ ก็ได้เข้าถึงคำกล่าวที่ว่า ทุกสรรพสิ่งเป็นธรรม ธรรมเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร ความยึดมั่นถือมั่นในโลกธรรมทั้งหลาย ในลาภยศสรรเสริญ ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติคุณ ก็จะเบาบางลง ความทุกข์ร้อนในจิตใจ ก็จะเบาบางลง ความเบียดเบียนแย่งชิง ก็จะน้อยลง
ประโยชน์ของการได้ฟังพระพุทธธรรม แล้วก็ค่อยๆ ติดตามศึกษา ฟังคำอธิบายของท่านผู้รู้ ผู้ทรงธรรม จะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเราเองอย่างนี้ได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะเหตุว่า ไม่มีใครทำอะไร นอกจากธรรม แม้แต่ชีวิตจะเปลี่ยนไป ก็เพราะความเข้าใจ เมื่อมีความไม่รู้ ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เกิดดับทุกวัน ก็ไม่ได้รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงเลยว่า ไม่ใช่เรา
แต่พอได้ฟังแล้ว แม้ในขั้นต้นก็เริ่มเห็นเริ่มเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนเลย เกิดมา ก็เริ่มไม่ยั่งยืนแล้ว จากเด็กค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละวัน จากความไม่รู้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีทางที่จะไม่หมดสิ้นไป แต่ว่าความเข้าใจวันนี้ ถ้าได้ฟังอีก เข้าใจเพิ่มขึ้น นี่เป็นเหตุที่เล่าเรียนศึกษา ไม่ว่าวิชาการใดๆ ทั้งสิ้น จะให้รู้ทันทีเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเป็นความจริงที่ปกปิดมาในแสนโกฏิกัปในสังสารวัฏ จะให้รู้วันนี้ทันทีเป็นไปไม่ได้
แต่ว่าสามารถที่จะเริ่มเข้าใจในขั้นการฟัง ว่าจริงหรือไม่ ได้ยินเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เมื่อสักครู่นี้เลย แน่นอน เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นเมื่อสักครู่นี้ ความคิดในเสียงแต่ละคำ ก็ไม่ใช่ขณะก่อนนี้เลย เพราะฉะนั้น ก็มีการเกิดดับสืบต่อ ซึ่งไม่ปรากฏรอยต่อของการดับและการเกิดต่อเลย เร็วมาก
นี่เป็นเหตุที่ปกปิดได้ ไม่ให้รู้ความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราวแสนสั้น จะเป็นคนนี้ได้อีกนานเท่าไร และจะเป็นคนนี้โดยที่ว่ามีความยึดมั่น ว่ามีเรา ทั้งๆ ที่ไม่มี นี่ก็หลงแล้ว ผิดแล้ว และการที่มีเราก็ทำให้ต้องการแสวงหาทุกอย่าง เพื่อเราทั้งหมดเลย
จนกว่าจะรู้ว่า ไม่มีเรา และทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะตัวเรา ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ต่างชาติ ต่างภาษา ก็เป็นธรรมหมด โลภะความติดข้องเหมือนกันหมด เกิดแล้วเปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น ความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ ความไม่พอใจไม่ใช่เป็นของชาติหนึ่งชาติใด คนหนึ่งคนใด แต่เป็นลักษณะที่เกิดเมื่อไร ตรงไหนกับใคร ก็เป็นอย่างนั้น
เพราะฉะนั้น เห็นสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะมีความเข้าใจถูกต้อง ทำให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น การมีความเมตตา ความเป็นมิตรก็เจริญขึ้น เพราะความเข้าใจ ทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อมีความเข้าใจขึ้น ถ้ายังคงเป็นเรายึดมั่นว่า เราไม่ตาย พรุ่งนี้เราก็ยังอยู่ กับการที่เราคิดว่า เดี๋ยวก็ตาย จะทำอะไรก็ทำเสีย ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็ทำให้เราไม่ประมาทในการที่จะเป็นคนดี และก็ทำความดี จนกว่าจะรู้ความจริงว่า ไม่มีเรา
เพราะฉะนั้น ที่ถูกต้องที่สุดที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรมที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง อีกมากมาย ที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดตามลำดับขั้น
ผู้ฟัง กล่าวต่อไปได้อีกหรือไม่ว่า ถ้าปราศจากการได้ฟังพระธรรมที่บริสุทธิ์อย่างนี้ เราไม่สามารถบังคับ หรือทำให้ใครเป็นคนดีได้ แม้แต่ตัวเราเอง
ท่านอาจารย์ เริ่มเห็นความเป็นธรรม เริ่มเข้าใจความหมายของอนัตตา แล้วค่อยๆ เข้าใกล้ความจริง ไม่มีใครอยากชั่ว ไม่มีใครอยากไม่ดี แต่โกรธแล้ว เกลียดแล้ว ทำร้ายแล้ว คิดไม่ดีแล้ว ตามเหตุตามปัจจัย เพราะไม่รู้ว่า สิ่งที่ไม่ดีเป็นเหตุต้องให้ผลเป็นสิ่งที่ไม่ดี และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าพูดได้อย่างนี้ เหตุดีนำมาซึ่งผลดี เหตุไม่ดีก็นำมาซึ่งผลไม่ดี แต่ไม่ได้เข้าถึงเลยว่า เหตุคืออะไร และผลคืออะไร หารู้ไม่ว่า การเกิดก็เป็นผลของกรรม การกระทำ
ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผลของกรรมดี ถ้าเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นผลของกรรมไม่ดี ไม่สามารถที่จะได้ยินได้ฟัง ได้เข้าใจธรรม ได้ประพฤติสิ่งที่ดีงาม เพราะเหตุว่า ผลของกรรมทำให้เกิดอย่างนั้น ได้ยินอย่างนี้ จิ้งจก ตุ๊กแก อะไรก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ แต่ผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ก็ต่างกันหลากหลาย ประเภทที่ไม่สนใจที่จะรู้ความจริงมีมาก ไปฝืนเขาให้ฟัง ประโยชน์อย่างนี้ ก็ไม่สนใจ เพราะมีความเป็นเราจากความไม่รู้
เพราะฉะนั้น ชาวโลกหาวิธีทุกทางที่จะให้คนดี แต่ไม่รู้ว่า ดี คืออะไร และอะไรเป็นเหตุให้ดีบ้าง ชั่วบ้าง ก็ไม่มีทางสำเร็จเลย แต่เขาก็กล่าวว่า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ไม่ได้พึ่งเลย เพราะเหตุว่า ความเข้าใจพระธรรม คือ สิ่งที่มีจริงถูกต้องต่างหาก ที่จะเป็นเหตุให้รู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว เหตุอย่างไร ผลอย่างไร
เพราะฉะนั้น จะมีที่พึ่งจริงๆ ที่จะกล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็คือ ฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เมื่อ ๒,๖๐๐ กว่าปี
ผู้ฟัง อยากให้อาจารย์คำปั่นได้กล่าวถึง โลกธรรม ๘ ว่าเป็นอย่างไร
อ.คำปั่น ก็ในความหมาย โลก ธรรม ธรรมที่เป็นโลก ก็คือ ธรรมที่เมื่อเกิดแล้วต้องมีอันแตกสลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แต่ก็จะมีข้อความที่ทรงแสดงอีกที่กล่าวถึงโลกธรรม ๘ สิ่งที่มีจริงที่เป็นไปตามโลก หรือว่าเป็นประจำของโลก ไม่ว่าจะเป็นยุคใด สมัยใดก็ตาม หรือว่าเป็นใครก็ตาม ก็ยากที่จะพ้นจากโลกธรรม ๘ ประการนี้ ก็คือ ธรรมที่ในฝ่ายที่น่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ และไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ รวมกันก็เป็น ๘ ก็คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสุข มีทุกข์ มีสรรเสริญ มีนินทา
แม้บุคคลผู้สูงสุด ก็คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ประสบทั้งโลกธรรมฝ่ายที่น่าปรารถนา และฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา ผู้ที่เข้าใจในพระคุณของพระองค์ ก็มีการชื่นชมสรรเสริญ กราบไหว้เคารพในพระคุณอันประเสริฐยิ่งของพระองค์
แต่ในส่วนหนึ่ง เพราะอดีต อกุศลกรรมที่พระองค์ได้ทรงกระทำมา ก็เป็นเหตุให้พระองค์ได้ประสบกับโลกธรรมฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนาด้วย ใช่หรือไม่ มีผู้ที่ว่าร้ายพระองค์ มีผู้ที่ไม่พอใจกล่าวร้ายพระองค์ก็มี ก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในสมัยครั้งพุทธกาล นี่ก็แสดงถึงความเป็นไปของธรรมที่เป็นประจำของโลก
ท่านอาจารย์ ประโยชน์ที่สุด ก็คือว่า ต้องเข้าใจความละเอียดของธรรม ไม่ใช่ผิวเผิน แล้วก็คิดว่า พอแล้ว หรือว่าเข้าใจแล้ว แต่ละคำเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวเอง ว่าเข้าใจคำนั้นแค่ไหน เพราะคำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ และเดี๋ยวนี้ด้วย
เพราะฉะนั้น เท่าที่เคยได้ฟังมาทั้งหมด ไม่ใช่ว่า ฟังแล้วก็เหมือนเข้าใจแล้ว ระดับหนึ่ง แต่ยังมีระดับที่ถึงเฉพาะสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นจริงอย่างนั้น แล้วจนกระทั่งถึงระดับที่ประจักษ์แจ้งว่า ทุกคำที่ได้ยิน สามารถที่จะถึงปัญญาที่ประจักษ์แจ้งธรรมตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง มิฉะนั้นแล้ว ก็จะไม่สามารถละความยึดมั่นว่า เป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ได้ยินว่า อนัตตาก็ได้ยินแล้ว แต่ใครนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็เห็นอะไร เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่า คำจริงแต่ละคำเปลี่ยนไม่ได้ แม้แต่จะกล่าวว่าเห็นอะไร เห็นสิ่งที่กระทบตาได้ สิ่งนั้นอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในสิ่งที่เราเคยยึดถือว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น แข็งเป็นแข็ง แต่รู้หรือไม่ว่าขณะที่แข็งปรากฏเมื่อกระทบกาย มีรูปอื่นเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป และสิ่งที่กระทบตามีจริงๆ ใครจะว่าไม่จริง เป็นรูปหนึ่งใน ๘ รูป
นี่คือ ความละเอียดอย่างยิ่งที่จะรู้ว่า แม้แต่คำว่า ไม่ใช่เรา หรือว่าไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แค่ฟังแล้วคิดว่ารู้แล้ว เป็นไปไม่ได้เลย จะไม่สามารถรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงอนุเคราะห์ให้คนอื่นค่อยๆ เข้าใจ ตามลำดับขั้นของปัญญา จนสามารถประจักษ์แจ้งสิ่งที่พระองค์ตรัสว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
กว่าจะรู้ว่า ไม่มีเราจริงๆ ปัญญาจะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น ซึ่งต้องเป็นคนตรง สัจจบารมี ตรงต่อคำจริงที่ได้ฟัง ซึ่งเป็นความจริงว่า ขณะนี้สภาพธรรมที่มีนี่แหละดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ ถึงหรือยัง ยังไม่ถึง ก็ฟังต่อไป จนกระทั่งมีปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ที่เราใช้คำว่า ปฏิปัตติธรรมใช่หรือไม่
ขั้นฟังเป็นปริยัติ ฟังอะไร ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าฟังคำของคนอื่น นักปรัชญาอะไรต่างๆ เขารู้ความจริงถึงที่สุดของสิ่งที่กำลังมีขณะนี้หรือไม่ ถ้าทำได้ รู้ได้อย่างนั้น ก็เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่หาใครจะถึงพระปัญญาที่สามารถที่จะรู้แจ้ง ความจริงถึงที่สุด ซึ่งถูกปกปิดไว้แม้ในขณะนี้ ก็ไม่มีใครประจักษ์ว่า ถ้าไม่เกิดเห็น เห็น ไม่มี และในขณะที่เหมือนกำลังเห็นนี่แหละมีได้ยินด้วย
เพราะฉะนั้น ความจริง เห็นจะได้ยินเสียงไม่ได้ เพราะฉะนั้น เห็นเป็นเห็นเท่านั้น แต่ขณะที่กำลังได้ยิน เป็นอีกขณะหนึ่งแล้ว ใครจะรู้ เพราะฉะนั้น ปริยัติ คือ การฟังของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือว่า ท่านผู้นี้ได้บำเพ็ญบารมีจนสามารถประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งสามารถที่จะกล่าวคำที่เป็นประโยชน์ ให้ทุกคนได้เข้าใจขึ้น ไตร่ตรองขึ้น และตรงต่อความเป็นจริงว่า ยังไม่ได้รู้การเกิดและดับของสภาพธรรมนี้เลย แต่ถ้าสภาพนี้ไม่เกิดไม่มี และถ้าสภาพนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ อย่างอื่นมีไม่ได้
ถ้าเห็นไม่ดับ ได้ยินเกิดไม่ได้ คิดนึกเกิดไม่ได้ แต่ละหนึ่งขณะรวดเร็วมาก ที่จะเข้าใจว่าไม่มีเรา เพราะฉะนั้น ไม่ประมาท แม้แต่คำที่ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่ใช่เราทุกอย่างด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะที่เคยยึดถือว่าเป็นเรา แต่ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น รู้ไหม ว่านั่นแหละโลก ต้องละเอียด จนกระทั่งได้ยินคำว่าโลก โลกอยู่ไหน เราอยู่ที่ไหน เราอยู่ในโลกหรือ หรือว่าโลกเป็นอะไร คิดเองไม่ได้เลย แต่ลองคิด ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น จะมีอะไรหรือไม่ ไม่มี แต่พอมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น นั่นแหละโลก
เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เกิด ไม่มีโลก แต่ที่มีโลกขณะนี้ โลกมีต้นไม้ มีภูเขา มีคน มีมด มีนก มีอะไรทุกอย่าง เพราะว่า สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งนั้น และปรากฏว่า โลกเต็มไปด้วยสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น ก็เพราะไม่รู้การเกิดดับสืบต่อที่เร็วที่สุด ก็ยึดถือ รูปร่างสัณฐานที่เกิดจากการเกิดดับ
ถ้าเราจรดปากกาลงที่กระดาษ จรดจุดเดียวเป็นอะไรหรือไม่ ไม่เป็น แต่ต่อไปวาด ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นคิ้วก็ได้ เป็นมดก็ได้ เป็นการ์ตูน หรือเป็นอะไรก็ได้หมดเลย ใช่หรือไม่ ต่อเมื่อมีหลายๆ อย่างสืบต่อกัน จนปรากฏว่าเป็นสิ่งนั้น แต่ถ้าเพียงหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเป็นอะไรได้เลย
ด้วยเหตุนี้ เพราะความไม่รู้การเกิดดับสืบต่ออย่างเร็วที่สุด ก็ยึดถืออาการที่ปรากฏ และก็จำรูปร่างสัณฐาน ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นี่คือ ชีวิตประจำวันหรือไม่ นี่แหละโลกอยู่ในโลก คือ โลกของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้น โลกธรรม ธรรมประจำโลก คือ ความไม่เที่ยงของทุกอย่าง มีลาภแล้วก็เสื่อมลาภ เพราะฉะนั้น ลาภ คืออะไร ต้องรู้ ไม่เช่นนั้นก็พูดตามหมด ลาภคืออะไร แล้วก็ยังมีลาภอันประเสริฐ
เพราะฉะนั้น ลาภคืออะไร ลาภ คือสิ่งที่ได้มา อะไรได้ ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายกระทบสัมผัส โดยไม่รู้ความจริงว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง ดับแล้ว ไม่มี แต่มีสิ่งอื่นซึ่งเกิดสืบต่อ แล้วดับไปอีกก็ไม่รู้
เพราะฉะนั้น โลกจริงๆ ก็คือว่า ว่างเปล่าจากสาระ จากความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง จะบังคับไม่ให้สิ่งนั้นเกิดไม่ได้ ใครก็บังคับไม่ให้มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ ภูเขา แม่น้ำไม่ได้ แต่ว่ามีสภาพธรรมที่ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น และมีสภาพรู้ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง จำบ้าง คิดบ้าง จนปรากฏว่า เป็นโลกที่เต็มไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่หารู้ไม่ว่า โลกจริงๆ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมี เป็นสิ่งนั้น เฉพาะสิ่งนั้นสิ่งเดียว แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แล้วดับไป แต่สืบต่อจนเหมือนกับว่า เกิดมาแล้วหนึ่งวัน สองวัน สามวัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่จากโลกนี้ไป แล้วลาภ แล้วยศสรรเสริญที่ได้มาอยู่ไหน ตามความเป็นจริง ไม่มี ถ้าไม่คิด เพราะเหตุว่า ทุกอย่างดับ แต่ว่าความจำ มั่นคงว่ามีเรา ชื่อนี้ ตำแหน่งนี้ ยศถาบรรดาศักดิ์อย่างนี้ ลาภอย่างนี้ สรรเสริญอย่างนี้ แต่ความจริงไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่คิด ก็มีแต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นรู้ แล้วก็ดับ รู้แล้วก็ดับ รู้แล้วก็ดับ
มิฉะนั้น ละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ละความเป็นเราไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไปสอนว่า ไม่ให้ยึดถือว่าเป็นเรา ใครทำได้ ในเมื่อไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นตัวเราที่คิด ก็ยังคงเป็นเราอยู่
เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งสุดที่จะประมาณได้ รู้หรือไม่ว่าข้อความในพระไตรปิฎก อุปมาว่าอย่างไร ที่ได้ฟัง แล้วก็คิดว่า เข้าใจ อุปมาเหมือนจงอยปากยุงที่จุ่มลงในมหาสมุทร จริงหรือไม่
เดี๋ยวนี้เกิดดับเท่าไร ไม่รู้เลย เหมือนคงที่เป็นเราตั้งแต่ตื่น จนกระทั่งนั่งอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวเราก็จะกลับบ้าน แต่ความจริง ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดเลย จะมีเราหรือไม่ แค่นี้ ก็ไม่ได้คิดเลย แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ให้ไตร่ตรอง ไม่ประมาท แม้แต่ปัจฉิมวาจาก่อนที่จะปรินิพพาน จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500