ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490


    ตอนที่ ๑๔๙๐

    สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙


    เพราะฉะนั้นพ่อหวังค่ะจิตก็ทำกิจภวังสืบต่อจากปฏิสนธิมีอารมณ์เดียวกันกับปฏิสนธิโดยตลอด นี่ก็คือสิ่งที่เราไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะเราไม่ได้คิดเองไม่ได้ต้องพิจารณาอย่างมั่นคงจนกระทั่งเข้าใจขึ้นเพื่ออะไรจะคะเผื่อรู้ว่าไม่ใช่เราคำนี้คำเดียวจนกว่าถึงที่สุดว่าไม่มีเราอีกต่อไปคือดับความยึดถือสภาพสมัมาเป็นราวเป็นพระโสดาบัน ประธานว่าการพิจารณากับความคิดมันต่างกันอยู่เหมือนกันที่เราคิดดีก็เล่าว่าพิจารณายังไงก็ตามก็คิดใช่ค่ะเพราะไม่ได้อาศัยตาเห็นไม่ได้อาศัยหูได้ยิน จะเรื่องของความเข้าใจ และไม่ไม่คิดแล้วไม่เข้าใจจะให้เป็นเข้าใจไม่ได้ใช่ค่ะเพราะฉันเข้าใจถูกเป็นธรรมะเป็นปัญญาเป็นความเห็นถูกถ้าไม่เข้าใจก็เป็นอวิชชาความไม่รู้หรือถ้าเป็นความเห็นผิดก็เข้าใจผิดไปเลย สภาพธรรมะที่เห็นถูกก็เป็นเจตสิกคือปัญญาสภาพธรรมะที่เห็นผิดก็เป็นเจตสิกคือมิจฉาทิฎฐิ ความเห็นผิด ทั้งหมดเป็นธรรมมาพอได้ยินคำว่าทั้งหมดเป็นธรรมะแล้วเป็นธรรมะอะไรก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเป็นธรรมะนั้นไงคือปัญญาหรือเป็นธรรมะนั้นไงคืออวิชา ชื่อทั้งหมดที่เคยได้ยินเป็นธรรมะไม่ใช่เรานะคะเพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นธรรมะที่ไม่ใช่เราแต่ยังไม่เจอชื่อ บอกว่าวิชา และวิชาอยู่ใน วิชาตรงข้ามกับปัญญาใช่ไหมใช่ค่ะ ปัญญาเข้าใจถูกเห็นถูกเอาวิชาไม่เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ไม่มีความเห็นอะไรเลยทั้งสิ้นแต่ไม่เข้าใจยังไงยังไงก็ไม่สามารถจะเข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏนั้นคือเอาวิชา เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้อวิชาอยู่ใน กำลังเห็นดับแล้วอวิชาเกิด ไม่เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่เห็น ไม่รู้เมื่อไหร่ไม่รู้อะไรก็ต้องมีสิ่งที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นความไม่รู้นั้นมีจริงๆ ค่ะ เป็นแอร์วิชาตอนนี้พระคุณเจ้าทราบแล้วใช่ไหมคะว่าจิตเนี่ยจำแนกประเภทใหญ่ได้อีกอันนี้จะจำแนกจิตล่ะ แรกๆ ก็พูดถึงธรรมะจำแนกเป็นรูปธรรมกับนามธรรม และนามธรรมก็จำแนกเป็นจิต และเจตสิก พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกธรรมมะ พรรคค่ะว่าให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวถึงจิตเท่านั้น แต่ก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่จิตเป็นใหญ่เป็นประธาน เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงจิตก็รวมเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยแต่ว่าลักษณะต่างกันเพราะว่าจิตเป็นเพียงธาตุที่รู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจำแนกจิต โดยอีกอย่างหนึ่งคือจิตที่เกิดขึ้นรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจประเภทหนึ่ง กับจิตที่เกิดขึ้นแต่ไม่รู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแต่ต้องรู้เพราะเป็นจิตเพราะฉันรู้อารมณ์ที่ไม่อาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจ แต่ต้องรู้ เพราะฉะนั้นขณะที่นอนหลับสนิทเนี่ยเป็นอารมณ์ใกล้จุดติดใกล้ตายของชาติก่อน เราจำชาติก่อนไม่ได้เลย จากชาติก่อนมาโดยลักษณะใด เป็นไข้หรือว่าจะตกน้ำหรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ไม่มีการจำได้เลยสักอย่างเดียวเคยเป็นใครทำอะไรทุกวัน และโดยเฉพาะก่อนจากโรคก่อนนั้นมาสู่โลกนี้ ไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่าชาติก่อนเป็นอะไรแต่มีแล้ว เพราะฉะนั้นจิตใกล้จุติไม่ว่าของชาติใด ก่อนจุติจิตจะเกิดคำว่าจุติหมายความถึงเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำว่าจุติคือจิตที่เกิดขึ้นทำกิจสุดท้ายคือทำกิจเคลื่อนพ้นความเป็นบุคคลนั้นจะกลับเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลยมี่ไม่ใช่ค่ะ เป็นจิตใช่ไหมแล้วต้องเป็นจิตขณะสุดท้ายด้วยจิตคณะอื่นถ้ายังไม่ใช่จุดเตะยังเป็นบุคคลนั้นอยู่แต่พอจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วไม่ได้ทำผิดเห็นผิดได้ยินอะไรเลยแต่ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นสิ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้นโดยสิ้นเชิงเป็นคนใหม่ แชร์ก่อนเป็นใคร ไม่เหลืออีกเลยเหมือนชาตินี้จะค่ะเป็นบุคคลนี้ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียวแล้วก็ไม่เหลือเลย แต่มีปัจจัยที่จะทำให้จากชาตินี้จิตขณะสุดท้ายเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นโดยตำแหน่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดแล้วแต่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหนเป็นมนุษย์ก็ได้เป็นเทวดาก็ได้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้เกิดในนรกก็ได้เป็นเปรตอสูรกายก็ได้เป็นผลของกรรม โดยที่ว่าจิตขณะแรกของชาตินี้ มีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติจิตของชาติก่อน เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่าชนกกรรมกรรมหนึ่งในบรรดากรรมทั้งหมดในแสนโกรธกับที่สามารถที่จะทำให้เกิดได้เนี่ยเป็นชนะกรรมคือทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน ใครๆ เข้าใจขึ้น ว่าจิตที่ มีอารมณ์ไม่ใช้อารมณ์ของโลกนี้คือมีอารมณ์ของโลกก่อนใกล้จะติซึ่งเป็นผลของการที่จะทำให้เกิดว่าจะเกิดในนรก อารมณ์นั้นก็เป็นอารมณ์ที่ทำให้อกุศลจิตเกิดพอจุดติดจิตตปฏิสนธิจิตเกิดเป็นผลของอกุศลกรรมน่ะมีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อน เพราะฉะนั้นขณะที่ไม่ใช้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ขณะที่หลับสนิท ไม่ปรากฏอารมณ์ของโลกนี้เพราะเป็นจิตที่เกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตขณะแรกซึ่งสืบต่อจากจุติจิตของชาติก่อน เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตขณะแรกมีอารมณ์ของจิตใกล้ตายของชาติก่อนหนึ่งขณะเกิดดับ การดับไปของจิตขณะก่อนแถวนั้นจึงจะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจิตขณะแรกของชาตินี้ซึ่งทำปฏิสนธิกิจหนักทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นซื้อต่อทำภวังคกิจทำปฏิสนธิอีกไม่ได้เพราะเหตุว่าปฏิสนธิมีขนาดเดียวในชาติหนึ่งคือสืบต่อจากจุติจิตจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อน เพราะฉะนั้นปฏิสนธิจิตมีอารมณ์อะไรเป็นผลของกรรม ที่ทำให้อกุศลจิต และกุศลจิตใกล้จุติของชาติก่อนมีอารมณ์นั้น เพราะฉะนั้นผลก็คือว่าเกิดขึ้นโดยมีอารมณ์เดียวกับจิตใกล้จุติของชาติก่อนปฏิสนธิจิตดับไปเป็นผลของกรรมที่ทำให้เกิดขึ้นขณะเดียวไม่พอ จำทำให้ผลเกิดขึ้นขณะเดียวจะพออะไรทำกรรมมาตั้งเยอะแยะ มีผลขณะเดียวเท่านั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นยังมีที่จะต้องได้รับผลของกรรมอีกต่อไประหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ว่าหลังจากที่ปฏิสนธิจิตนะ เป็นปัจจัยให้คณะต่อไปทำภวังคะคิดดำรงภพชาติมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิซึ่งเป็นอารมณ์ของโลกก่อนไม่ได้อาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจใดๆ เลยของโลก เพราะฉะนั้นจิตก็ต่างกันเป็นสองประเภทคือจิตประเภทหนึ่ง เป็นจิตที่เกิดขึ้นต้องอาศัย ทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้อารมณ์ กับ๗อีกประเภทหนึ่งไม่ต้องอาศัยทางเดินทางในเกาะเกิด และรู้อารมณ์ เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่าถ้าจิตอาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นเป็นไปใช้คำว่าวิถีจิต ๕ ๗ไม่ได้อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นแต่เกิดขึ้นรู้อารมณ์เป็นวิธีมุดจิตหมายความว่าไม่ต้องอาศัยทวาร และก็ไม่ใช่วิถีจิตด้วย เห็นได้ตอนหลับสนิทค่ะ เดี๋ยวนี้ก็มีนะคะ พอวันคจิตเกิดคั่นทุกครั้งพอเห็นดับไปมีภวังค์คั่นก่อนได้ยินพอได้ยินเสียงลับไปมีภวังค้าง และก็จิตถึงจะเกิดขึ้นรู้อารมณ์ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นก็มีจิตสองประเภทกิจจิตที่เป็นวิถีจิตประเภทหนึ่งต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจอีกประเภทหนึ่งคือไม่ต้องอาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจก็รู้อารมณ์ได้ซึ่งได้แก่ปฏิสนธิจิตภวังคจิต และจุติจิตขณะสุดท้าย๓ขนาด ไม่ต้องรับสายตาหูจมูกลิ้นกายใจเพราะเหตุว่ามีอารมณ์เดียวกันคืออารมณ์ของโลกก่อนซึ่งไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้เมื่อไม่ใช้อารมณ์ของโลกนี้ก็ไม่อาศัยตาหูจมูกลิ้นกายใจของโรค ในชีวิตประจำวันของรัฐบาลนะส่วนมากก็จะมาก็กำหนดลูกแข่งแต่ไม่รู้ว่าจะรู้ยังไงอีกอย่างเช่นในขณะนี้ก็มีแข่งไม่มีอัดมาแล้วก็ไม่มี๙อี้ด้วยมีแต่แข็งกับแข็งกระทบกันแต่ไม่รู้ว่าจะรู้ยังไงอ่ะ ถ้าเห็นว่าไม่รู้มาตั้งแต่ต้นเจ้าค่ะแล้วจะไม่ให้ไม่รู้ตอนนี้ได้ยังไง อยากจะให้รู้อยากเป็นเราป่ะ ถ้าใครสำเร็จได้เพราะอยากก็อยากกันไปเลย และจะทำยังไงล่ะจะทำยังไงคืออยากจะทำ หนทางของพระสัมมาสัมเจ้าเป็นหนทางรู้แล้วล่ะ แต่หนทางใดที่ไม่ใช่คนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนทางไม่รู้แล้วติด เพราะฉะนั้นพระคุณเจ้าไม่รู้แล้วอยากก็คือไม่รู้ และติดข้อง ต้องเริ่มฟังเจ้าค่ะว่าหนทางนี้เป็นหนทางละแต่ไม่ใช่ด้วยกันเราไปทำให้ละ แต่ปัญญาที่เริ่มเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อยทีละเล็กทีละน้อยเริ่มมีความมั่นคงว่าไม่ใช่เรา เพื่อคุณจ้าลองฟังประโยคนี้นะคะ สิ่งหนึ่งสิ่งใด เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย และไม่เหลือเลย ฟังแล้วเฉยๆ เป็นอย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้แต่คนที่อบรมมาแล้วสามารถเข้าถึงสภาพธรรมะเดี๋ยวนี้เลยเกิดระดับแล้วไม่กลับมาอีกปัญญาต่างขั้น เพราะฉะนั้นปัญญาจึงมีตั้งแต่ขั้นฟังปริยัติtสุดไม่อ่ะปัญญา มันคงเป็นสัจจะญาณทำให้สติสัมปชัญญะเกิดปฏิบัติกิจของสติสัมปชัญญะพระคุณเจ้ากำลังจ้องไม่ใช่สติ เป็นรอผ้า มิสสามารถทั้งหมดคือโลภา ไม่ใช่สติที่เกิดโดยความเป็นอนัตตาซึ่งปัญญาขณะนั้นรู้ความต่างทันที ว่าเป็นคนละระดับขั้นท่านฟังก็เข้าใจแต่คันที่กำลังถึงเฉพาะด้วยลักษณะของความเข้าใจขึ้นทีละเล็กที่ละน้อยจนกระทั่งมันคงคุ้นเคยกับความเป็นอนัตตาเวลานี้คุ้นเคยกับอัตรามากเถอะค่ะพอเห็นก็เราเห็นไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องมีใครบอกเอาวิชาที่ไม่รู้นั่นแหละ ทำให้มีความเข้าใจผิดยึดถือสิ่งที่เกิดดับว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ความจริงว่าสภาพธรรมะเกิด เพราะฉะนั้นตราบใดที่มีความแม่คิดว่าจะทำยังไงนั่นคือลบ นั่นคืออวิชชาทั้งสองอย่าง และนั่นคือมิจฉาทิฎฐิ ๓อย่าง เกิดพร้อมกัน เพราะไม่รู้ จึงมีความต้องการ จึงเห็นผิดว่าจะทำยังไง ก็เราแค่ในเชิงคณะสงฆ์ไม่รู้ใช่มั้ยไม่รู้ ถ้ารู้แล้วไม่ทำ เราจะทำได้ยังไงก็เป็นธรรมะไม่ใช่เรา เห็นให้เห็นทำอะไรเจ้าค่ะพระคุณเจ้าจะให้เห็นทำอะไร เห็นทำอะไรไม่ได้ได้แค่เห็น ได้ยินเพื่อคุณช่างใจให้ได้ยินทำอะไรก็ทำไม่ได้คิดก็เกิดขึ้นเพราะเห็นเพราะได้ยินแล้วก็คิดแล้วก็ดับไปแล้วจะทำอะไรแต่มีความเข้าใจถูกความเห็นถูกว่าทุกอย่างเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย เริ่มเลิกที่จะทำเมื่อไหร่ปัญญาก็เริ่มค่อยๆ เจริญขึ้นเมื่อนั้น ไม่มีเครื่องกั้น ทันทีที่เราพาเกิดกันปัญญาทันทีปัญญาจะเกิดได้ไงเพราะขณะนั้นเป็นเราที่ต้องกัน หนทาง และก็ต้องเป็นหนทางละ และแล้วไม่ติดคลองเบิกบานมากกว่าทำยังไงก็หงุดหงิดไม่รู้จะทำยังไงก็หงุดหงิดอยากจะทำก็หงุดหงิดเพราะทำไม่ได้ ถ้าจะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏโดยที่จะไม่ทำอย่างไรนะก็อย่างไรบ้าง และคุณแจงตับแล้ว คือฟัง แน่นอนแต่โรงพักเนี่ยโดยปกติคือไม่ชอบที่จะฟังชอบที่จะ ไปทำไปสร้างท่าทางอะไรต่างๆ เพื่อที่จะให้สติเกิดเพื่อที่จะไอความเข้าใจเกิดโดยที่ไม่เข้าใจธรรมะคือสิ่งที่มีจริงนั้นคืออย่างไรจะทำผิดไม่ใช่แค่อย่างนั้นพิจารณาถ้ารู้ว่าผิดขนาดนั้นก็ไม่ทำครับแต่ถ้าไม่รู้ก็ทำ แต่ก่อนที่จะเข้าใจอย่างนั้นอ่ะ บรรยาระดับการฟังยังไม่พอที่จะไม่พอเพราะมีตัวตนแทรกตลอดเวลาพอหรือยัง ไม่ต้องคิดเลยค่ะเพียงแต่รู้ว่าอีกนานหรือว่ากิ๊กกะ ถ้าอย่างนี้เลิกหวังเลิกหวังนั่นคือ กถาที่ทำให้ละความติดข้อง คำพูดที่ทำให้ละความติดข้องเพราะจะติดของได้ยังไงหวังได้ยังไงหมดหวังสิ้นหวังไม่ได้เป็นไปตามความหวังแต่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองสะสมปัจจัยที่เข้าใจเมื่อไหร่ก็เข้าใจ และก็ไม่ใช่เราด้วย อาจารย์ครับผมยังสับสนระหว่างแนวมาทำกับอารมณ์ครับ อารมณ์คืออะไรคะก็สิ่งที่ Gไปรู้ครับถูกต้องไม่เปลี่ยนแปลงได้ไหมคำไหนที่ตรัสแล้วคำนั้นไม่เปลี่ยน สภาพธรรมะทั้งหมดเป็นธรรมะแต่สภาพธรรมะใดที่จิตกำลังรู้สภาพน้ำเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ของจิตเพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้เมื่อจิตเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นในขณะที่จิตกำลังมีเสียงหนึ่ง เฉพาะเสียงนั้นเท่านั้นที่จิตรู้ เฉพาะเสียงนั้นเท่านั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้นเท่านั้นที่กำลังรู้เสียงนั้น เพราะฉะนั้นต้องมั่นคงนะคะ อารมณ์น่ะหรืออารมณ์เนี่ยเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ เสร็จจะเป็นรูปธรรมก็ได้นำมาทำก็ได้ทำให้ยืนยันอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราต้องไปคิดต่อเองครับแสดงว่าจิตรู้อะไรสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิต และเราไปก็คือว่าจิตรู้ได้ทุกอย่างทุกอย่างไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นทุกอย่างทีละหนึ่งที่จิตกำลังรู้เป็นอารมณ์ของจิต ไม่ใช่ทุกอย่างพร้อมกันทีเดียวครับแต่ไม่ว่าอะไรก็ตามจิตรู้ได้ทั้งนั้นครับทีนี้ก็จะหมดสงสัยแต่ถ้าคิดเองก้อไปสงสัย และจิตรู้นี้ได้ไหม และจิตรู้นั้นได้มั้ยก็ลักษณะของจิตเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ และจิตรู้ได้ทุกอย่างบอกอยู่แล้วค่ะ เนี่ยสงสัยแอดไลน์แทบบอกอยู่แล้วไม่ได้เข้าใจตามที่ได้ฟังแต่ไปคิดเอาเองอ่ะแล้วนี่รู้ได้ไม่นั้นรู้ได้ไหมนั่นคือคิดเองก็คำตอบอยู่แล้วว่ารู้ได้ทุกอย่าง อาจารย์บอกว่าเจตสิกเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตแต่ไม่ใช่จิตอันนี้ถูกต้องใช่ไหมครับจิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้นะคะและไม่ใช่เฉพาะจิตค่ะสภาพธรรมะใดก็ตามที่เกิดต้องอาศัยปัจจัยคือสิ่งที่เกื้อกูลอุปการะอุปถัมภ์สนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดนะคะ ไม่ได้เกิดตามลำพังเลย มีสิ่งอื่นเกิดร่วมด้วยโดยปัจจัยอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตเป็นธาตุรู้ธาตุรู้กับธาตุไม่รู้เนี่ยไม่สามารถที่จะเป็นสิ่งเดียวกันได้ ด้วยเหตุนี้นะคะ ถ้าตรูมีสองอย่างคือจิตหนึ่ง ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ไม่ทำหน้าที่อย่างอื่นเลยเพราะเหตุว่าสภาพธรรมะที่เป็นนามธรรมแต่ละอย่างไม่ว่าจิตหรือเจตสิทธิ์ได้นะคะ มีลักษณะ และมีกิจเฉพาะของตนของตนมีอาการปรากฏ และมีเหตุใกล้ให้เกิดเฉพาะของตนของตนด้วย ด้วยเหตุนี้การศึกษาของเรานะคะ จึงตั้งต้นทีละเล็กทีละน้อยแล้วก็ค่อยๆ ขยายให้เข้าใจสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในขณะใดที่จิตเกิดต้องมีสภาพนามธรรมอีกชนิดหนึ่งอาศัยกันเกิดพร้อมกันรู้สิ่งเดียวกันเข้ากันได้สนิท เป็นนามธาตุแยกกันไม่ออกเลย เพราะฉะนั้นจิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกันรู้สิ่งเดียวกันรับพร้อมกันอาศัยกัน และกันเกิดแยกกันไม่ได้เลยโดยความเป็นสัมปะยุตตะปัจจัยแรกแก่นามธรรมซึ่งสนิทเลยเป็นทาสรู้สึกไม่มีรูปร่างรูปร่างเอามารวมกันในแยกออกไปเป็นชิ้นเป็นส่วนใช่ไหมคะ แต่ว่านามธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างเลยแต่ว่าเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันแม้กระนั้นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงทราบความต่างของจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเพราะเจตสิกทั้งหมดก็รู้อารมณ์เดียวกับจิตแต่ไม่ใช่รู้แจ้งแต่รู้ตามลักษณะ และกิจหน้าที่ของตน เพราะฉะนั้นจิตหนึ่งขณะถ้าพูดถึงจิตก็รวมเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตนั้นแล้วแต่ว่าจะเป็นเจตสิกกี่ประเภทมากน้อยเท่าไรที่จะเกิดกับจิตในขณะนั้นได้ สมมติว่าผมหิวค่ะความหิวคือจีระสิทธิ์ใช่ไหมครับอะไรที่ไปรู้ว่ามันหิวครับในเมื่อมันเกิดพร้อมกันไม่รู้หรือครับว่าหิวรู้ครับ และธาตุรู้คืออะไร คือตัวรู้อารมณ์ตัวจิตแพทย์รู้ก็เป็นจิต ขณะนั้นรู้อะไรรู้ความหิวหิวคืออะไรเจตสิกขะเจตสิกอะไร เจตสิกมี๕๒ค่ะจำขนาดนี้ที่จำไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก ความรู้สึกต่างๆ ก็เป็นเวทนาเจตสิก ชอบ เป็นเราพระเจตสิตไม่ชอบเป็นโทสะเจตสิตไม่รู้เป็นโมหเจตสิก เวลาหิวในรู้สึกสบายไม่เก่าครับทุกใช่ไหมคะทุกข์กายใช่ไหม ใช่ครับ เพราะฉะนั้นก็เป็นทุกขเวทนาเจตสิกซึ่งเราเรียกว่าหิวครับบางครั้งเราเรียกว่าเจ็บบางครั้งเราเรียกว่าคัน บางครั้งเราเรียกว่าปวดบางครั้งเราเรียกว่าเมื่อยบางครั้งเราหวังว่าหิว เพราะฉะนั้นก็เป็นลักษณะของความทุกข์กายชนิดหนึ่ง ถ้าไม่มีกายจะหิวไม่หิวครับแม่ไม่แคร์แน่ครับจริงไหมคะจริงครับแค่เปลี่ยนไม่ได้ใช่ไหมคะครับค่ะสมมติว่าระหว่างที่หิ้วไปด้วยดิบมันฟุ้งซ่านไปมันก็ไม่คิดนะบนขณะงั้นแสดงว่าตอนนั้นเนี่ยจิตก็เกิดกับความฟุ้งซ่าน ความฟุ้งซ่านเป็นอะไรเอาคงสั่น มีจริงหรือเปล่ามีจริงครับค่ะเป็นธรรมะหรือเปล่าเป็นครับเป็นธรรมะอะไร เป็นเจตสิกเป็นเจตสิกอะไร ไม่ทราบข่าวสารภาษาไทยก็ได้ใช่ไหมคะฟ้องศาลแต่ภาษาอื่นเขาไม่มีคำนี้โดยเฉพาะภาษาบาลีนะคะ อุทัศน์จัด๗ cสภาพที่ไม่สงบ แต่ว่าพอมันฟุ้งซ่านทั้งที่มันหิวอยู่หิวมันก็ไม่รู้แล้วไงครับคนละคณะโหมดไงคะหิวมีไม่หิวหิวเป็นความรู้สึกค่ะครับเกิดกับจิต รู้สึกอยู่อย่างนั้นก็เกิดเป็นอย่างนั้นจนกว่าจะหายหิวครับค่ะถ้าหิวเกิดอยู่ก็ต้องเป็นความรู้สึกทุกข์กายที่เกิดกับจิตประเภทหนึ่ง พออิ่ม และหิวไหมคะไม่หิวค่ะ เพราะฉะนั้นความรู้สึกขนาดนั้นก็ไม่ใช่ทุกข์กายแต่เป็นอย่างอื่นได้เป็นดีใจเป็นเสียใจเป็นเฉยๆ อะไรก็ได้ คือถ้าเกิดยังไม่ได้กินอะไรเลยครับมันก็ยังหิวอยู่นะคะ แต่ว่าหนึ่งทีละหนึ่งยังไม่ได้กินมีจิตไม่มีค่ะแล้วมีความรู้สึกเกิดกับจิตนั้นไม่ เกิดความรู้สึกในภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้นมีเจตสิก๗ประเภทที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะนะคะ คือความรู้สึกเป็นหนึ่งใน๗ ไม่ว่าจิตเกิดเมื่อไหร่ต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วยเวทนามี๕อย่างคือสุขกายหนึ่งทุกข์กายหนึ่งสุขใจหนึ่งถูกใจหนึ่ง และความรู้สึกซึ่งไม่สุขไม่ทุกข์อีกหนึ่งบางครั้งก็ใช้คำว่าอุเบกขาเวทนาหรืออรรถทุกคำสุขเวทนา เพราะฉะนั้นขณะนั้นนะคะ ที่ยังหิวอยู่ ก็หมายความว่ามีจิตเกิดอยู่พร้อมกับความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทางกายครับแต่ในขณะเดียวกันยังไม่ได้ทานอะไรให้มันบำบัดตรงนี้ยังหิวอยู่ใช่ไหมยังหิวอยู่แต่ว่าพอเราจิตมันฟุ้งขึ้นมาเพราะแค่มันลืมความหิวไงครับมันเป็นฝูงแทนต้องไม่ลืมนะคะ ว่าผลของกรรม คือเห็น ได้ยินได้กลิ่น ลิ้มรสรู้สิ่งที่กระทบกาย เพราะฉะนั้นหิวเนี่ยเป็นผลของกรรมหรือเปล่า เป็นจิตประเภทที่เป็นผลของกรรมนะคะ เป็นวิบากจิตแต่พอคิดเรื่องอื่นคิดไม่ใช่ผลของกรรมแล้วเปลี่ยนแล้ว เพราะฉะนั้นจะให้ความหิวไปอยู่ตรงนั้น ครับ คือมันก็ดับไปทุกขณะเกิดระดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ และจิตหนึ่งขณะนะคะ เกิดแล้วถ้ายังไม่ดับไปจะมีจิตคณะอื่นเกิดซ้อนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจิตขนาดนี้หนึ่งขณะดับ ต้องหมดไปสิ้นไปทั้งอุปาทานขณะฐีติขณะพังขนาดเพราะว่าถ้ากล่าวถึง๗นะคะ จะแยกย่อยได้เป็น๓ขนาดย่อยขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับขณะที่ยังไม่ดับก็ไม่ใช่ขณะที่เกิด เพราะฉะนั้นก็เป็นอุปะทะขณะเกิดฐีติขณะที่ยังไม่ดับยังตั้งอยู่แล้วก็พังขณะคือขณะที่ดับ ต่อเมื่อทั้ง๓ขณะนี้พลดับไป จึงเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อได้สืบต่อไม่ขอทุกอย่างที่มีในจิตกรเป็นปัจจัยให้จิตขณะนี้เกิดก็มีทุกอย่างที่มีอยู่ในจิตกรสืบต่อมา เพราะฉะนั้นโรพระของใครจะมากจะน้อยเมตตาของใครจะมากจะน้อยก็ตามการสะสมทีละหนึ่งขณะทีละหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดแล้วไม่ดับไม่มี ระดับเร็วมากด้วยระดับแล้วก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้อายุเท่าไหร่นะคะ ๒๓ครับแสนโกฏิกัปป์นับไม่ถ้วนครับสืบต่อมาทีละหนึ่งคณะหนึ่งคณะหนึ่งคณะนานแสนนานมาแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะรู้ได้ค่ะความติดคลองมีมากเท่าไหร่ทางในสะสมมาแล้วตั้งแต่ชาติก่อนๆ โน้นไม่ใช่แค่๒๓ปี มากกว่านั้นอีกใช่ไหมคะครับ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะเพื่อให้เห็นความไม่ใช่เราค่ะไม่ใช่ไปนั่งทำอะไรให้ประจักษ์การเกิดดับแล้วจะเข้าใจว่าไม่ใช่เราไม่มีปัญญาอะไรเลยทั้งสิ้นเห็นก็ไม่รู้ว่าอะไรเพราะฉันไม่ใช่หนทางแต่เมื่อปัญญาเจริญแล้วนะคะ สิ่งที่กำลังปกปิดความจริงในขณะนี้ก็ค่อยๆ คลายลง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งความจริงตรงตามที่ได้ฟังทุกครั้ง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 191
    21 มี.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ