ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
ตอนที่ ๑๔๘๙
สนทนาธรรม ที่ มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา
วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๙
ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นเห็นเรา หมายความว่าพระผู้มีพระภาคตรัสว่าถ้าไม่เห็นธรรมะจะไม่เห็นพระองค์ไม่รู้จัก มีใครเห็นภาษาหมาสาวเจ้าบ้าง ฟังธรรมะเมื่อไหร่แค่ฟังได้ยินคำว่าธรรมะแล้วเข้าใจว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง ที่เกิด เป็นธรรมะทั้งหมด แค่นี้ก็เห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สภาพธรรมะที่เกิดดับ ก็เห็นพระสัมมาสาวจ๋าสภาพธรรมะที่เกิดระดับ จิตเกิดดับเร็วมากสุดที่จะประมาณได้ไม่เหมือนดับเลยรูปก็เกิดดับสุดที่จะประมาณได้ไม่เหมือนว่าเกิดดับเลยเหมือนที่อยู่ตลอดเวลาขณะนี้ถ้าเข้าใจมั่นคงอย่างนี้ก็เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่เห็นไกลๆ ใครมากด้วยเหตุนี้ความหมายของคำว่าโอบาสกอุบาสิกาที่ผู้ที่นั่งใกล้พระศาสนา ไม่ใช่ไกลเพื่อเหตุอื่นเลยเพื่อฟัง และเข้าใจพระธรรม ทุกครั้งต้องเป็นคำที่เข้าใจมิเช่นนั้นแล้วเป็นคำที่คิดเองเราไปก็จะรู้ได้ว่าฟังคำที่คุณคิดเอง สำนักปฏิบัติทั้งหลายคิดเองหรือเปล่ามีในพระไตรปิฏกไหม สมัยพุทธกาลหรือสมัยต่อมาพระเชตวันไม่ต้องมีคำว่าสำนักปฏิบัติเลย ถ้าเห็นว่าความเข้าใจธรรมะต่างหากปัญญาระดับนั้นต่างหากที่เกิดขึ้นปฏิบัติกิจของปัญญาระดับนั้นถ้าปัญญายังไม่ถึงระดับนั้นใครจะไปทำยังไงก็ไม่ใช่ปฏิบัติ ไม่ใช่ปฏิเวธค่ะ เพราะฉะนั้นปัญญาขั้นแรกปริยาเตะประมาทไม่ได้เลยเพราะคำของใคร คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใครฟังแล้วเข้าใจทันทีได้บ้าง เป็นไปไม่ได้เลย ต้องสะสมมาแล้วเมื่อสะสมมาแล้วเพียงฟังเหมือนที่เคยฟังมาแล้วจนเข้าใจมากๆ ก็สามารถเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นฟังวันแรกครั้งแรกกับวันหลังปีต่อๆ ไปก็ต่างกันเพราะเหตุว่าได้ฟังมาแล้ว และได้เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นคำว่าทวารหรือทวารหมายความถึงทางที่จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ ทันตาอย่างหนึ่งทันหูอย่างหนึ่งทางจมูกอย่างหนึ่งทั้งลิ้นอย่างหนึ่งทางไกลอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่กำลังเห็นต้องอาศัยตาเป็นทวารเป็นทางที่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตาขณะเห็นรูปนั้นยังกระทบตาอยู่ นักจิตก็เกิดขึ้นรู้รูปที่ยังไม่ดับ เพราะชั้นตานั่นแหละเป็นทางที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังกระทบตา เพราะฉะนั้นทวารคือตาเป็นรามทำหรือเป็นรูปธรรมจะคะ รูปธรรมครับเป็นรูปธรรมนักจิตที่เห็นเป็นนามธรรมที่เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรมแต่ขณะนั้นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือเปล่าคะ ผมไม่แน่ใจว่าผมไม่ค่อยรู้จัก๔๐เท่าไหร่อาจารย์ขณะที่กำลังเห็น ภาษที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเป็นจิตเป็นใหญ่เป็นประธานแต่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ใช่จิตที่รู้แจ้งแต่เกิดกับจิตในขณะที่กำลังรู้สิ่งเดียวกับจิต เมื่อวานนี้ก็มีคนที่เขาบอกว่า เขาเกลียดโหมดแต่เค้าชอบจิ้งจก เห็นคิดว่าเป็นหมด แล้วก็ชอบเพราะฉันชอบไม่ใช่จิต แต่ชอบเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นเวลาที่ เห็นจิ้งจก แล้วชอบจิ้งจกชอบจิ้งจกชอบไม่ใช่จิตแต่เห็นสิ่งที่ปรากฏต่างๆ และชอบสิ่งที่ปรากฏทางตาที่คิดถึงจิ้งจกรูปร่างจริงจบชอบในรูปร่างสัณฐานของจริงจบเขาก็บอกว่าเขาเกลียดโหมดแต่เขาชอบจิ้งจกก็แสดงให้เห็นความต่างของจิต และเจตสิต จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็นอย่างเดียว แต่ชอบหรือไม่ชอบเป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตในขณะที่กำลังรู้สิ่งนั้นเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันจะคะ เฉยๆ นะครับ ความรู้สึกเฉยๆ มีไหมใช่ค่ะ ความรู้สึกเฉยๆ มีเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมเป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเจตสิกสภาพที่เกิดขึ้นต้องรู้สึกอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดพร้อมจิตไม่ได้รู้สึกชอบไม่ชอบสุขหรือทุกข์ หรืออะไรเลยจิตรู้แจ้งอารมณ์แต่เจตสิกทุกเจตสิกที่เกิดพร้อม๗รู้สิ่งเดียวกับจิตแต่มีลักษณะหลากหลายต่างกัน และก็ทำกิจของเจตสิกนั้นๆ เช่นสภาพที่ติดข้องเกิดขึ้นเห็น และติดข้อง จิตเห็นแปลงสภาพที่ติดข้องเป็นเจตสิกขณะที่ได้ยินเสียงเพลงจิตเป็นสภาพที่ได้ยินเสียง เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยชอบไม่ชอบถ้าไม่ชอบก็เป็นโทสเจตสิก แพทชอบก็เป็นโลภเจตสิกหลากหลายต่างไปเป็นเจตสิกแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นหนึ่งขณะจิตจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด๗ ๗๐ ยังไม่ถึงทวารใช่ไหม นึกถึง และนิดนิดหน่อยหน่อยเช่นเห็น เห็นอะไรเป็นทวารใช่ค่ะ ถ้าเป็นทวารจักขุประสาทรูปเพราะว่าไม่ใช่ตาทั้งหมดแต่รูปพิเศษที่กรรมเป็นปัจจัยทำให้เกิดขึ้นรูปนี้มองไม่เห็นเลยรูปไหนๆ ก็มองไม่เห็นเว้นรูปเดียวคือรูปที่กำลังปรากฏกับจิตที่เห็นในขณะนี้เท่านั้นรูปอื่นทั้งหมดแข็ง เสียงพวกนี้ไม่เห็นเลยมองไม่เห็นแต่มี เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่จริงสิ่งนั้นเปลี่ยนไม่ได้เลยเพราะฉันไม่เห็นจักขุประสาทรูปแน่นอนเห็นเพียง๔ซึ่งอยู่ที่มหาภูติรูปซึ่งมีแจกคูประสานถ้ารูปรวมอยู่ด้วย เพราะกรรมเป็นปัจจัยให้รูปนั้นเกิดขึ้นหนึ่งทวารนะจะขะครับ เพราะฉะนั้นจิตที่เห็นเป็นนกหรือเปล่า ถ้าเห็นนกก็เป็นนกนะครับ ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่จิตเป็นจิต จิตเป็นนกไม่ได้จิตต้องเป็นจิตทุกคำที่ได้ฟังเปลี่ยนไม่ได้เลยจิตเห็นใช้คำว่าจิตเห็น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเห็นอะไรเห็นที่ไหนทั้งหมดต้องเป็นจิตเห็น ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น ไม่ใช่คนเห็นไม่ใช่สัตว์เห็นไม่ใช่นกเห็น เห็นเป็นเห็น เฉพาะเห็นแพทย์รู้ความจริงเฉพาะเห็นจะไม่มีคนไม่มีสัตว์เลย จะมีสภาพที่ประจักษ์แจ้งลักษณะของธาตุรู้ขณะนั้นซึ่งกำลังเห็น ร่างกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นความเข้าใจต้องละเอียดขึ้นเพิ่มขึ้นกว่าจะลากคล้ายกันยึดถือว่าเป็นเราไม่ใช่ไปนั่งทำอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นความเข้าใจจากการไตร่ตรองเพิ่มขึ้น หนึ่งถ้าวันแล้วจะค่ะ ทางหูครับอาจารย์ พระคุณจ้างทราบแล้วว่ามีหูครับ เสียงนะคะ เสียง และก็มีรู้ได้ยินได้ยิน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีหูไม่มีเสียงกระทบได้ยินเกิดไม่ได้ครับ สภาพที่ได้ยินไม่ใช่ตัวเสียงแต่สภาพที่ได้ยินเนี่ยรู้ว่าเสียงนั้นเป็นอย่างนั้น และไม่ต้องเอ่ยสักคำเสียงดนตรีตั้งหลายชนิดก็ไม่ต้องเรียกชื่ออะไรเลยเสียงซึ่งเสียงกลองเสียงทั้งนั้นแหละสภาพรู้เสียงก็เป็นสภาพที่รู้ตัวเสียงก็เป็นเสียง เพราะฉะนั้นสภาพรู้ทั้งหมดเป็นจิต และเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ จะเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้เพราะทุกอย่างที่เกิดต้องมีเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นแต่เรายังไม่กล่าวถึงปัจจัยใดๆ ทั้งสิ้นเพราะต้องรู้สิ่งนั้นก่อน และถึงจะเข้าใจสิ่งนั้นโดยความเป็นปัจจัยว่าอะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นละเอียดขึ้นละเอียดขึ้นเพื่อเข้าใจมั่นคงขึ้นว่าไม่มีเรา และไม่ใช่เราในครรภ์ฟังคือปริยัติติต้องรอบรู้เป็นสูตรใหม่แยกปัญญาปัญญาที่เกิดจากการฟัง เป็นสาวกไม่ฟังไม่ได้รู้เองไม่ได้คิดเองไม่ได้ผิด ถ้าเกิดว่าเขาหูหนวกนะครับ ก็จะไม่เกิดสุดตามระยะปัญญาละครับ เขาอ่านออกมั้ย ขนาดออกครับ รู้ได้ไหมเวลาอ่านเข้าใจได้ไหม ค่ะ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคิดตามความเป็นจริงค่ะ ความจริงเปลี่ยนไม่ได้เลยขัดแย้งไม่ได้ด้วย อาจจะไม่ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนะแม้แต่ในขณะนี้อาตมาก็ยังเห็นเป็นคนอยู่ล่ะถูกต้องไหมคะเห็นเป็นคนแล้วก็มีปัญญาบอกว่าอ๋อนี่เป็นเพียงแค่๔นะนั้นคิดใช่ค่ะใช่มันเป็นความคิดแบบนี้ไม่ถูกต้องใช่ม่ะคิดถูกแต่ปัญญาขั้นนั้นไม่ใช่คันที่เข้าใจมั่นคง ขอบพระคุณจ้ากล่าวตอนต้นเห็นเมื่อไหร่ก็ยังเห็นเป็นคนไม่ผิดแต่ความรู้เริ่มเกิดว่า เห็นไม่ใช่รู้ว่าเป็นคนคนละคณะ เพราะฉะนั้นจิตมีหลายขนาดนะคะ ทั้งวันเนี่ยไม่ใช่มีแต่จิตเห็นจิตได้ยินมีจิตคิดด้วย เพราะฉะนั้นพอเห็นแล้วคิด พอได้ยินแล้วคิดร่างเจ็บได้เห็นบ้างได้ยินบ้างได้กลิ่นบ้างลิ้มรสบ้างรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้างคิดตามตลอดเลย เพราะฉะนั้นทั้งวันจิตเป็นสภาพที่มากด้วยความคิ มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นสละได้ยินสลับได้กลิ่นสลัดไม่ติดน้อยๆ แต่ทั้งวันคิดในสิ่งที่ปรากฏนั้นมาก เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะซึ่งตั้งค่อยๆ ฟังให้เข้าใจขึ้นว่าพระคุณเจ้ายังคงเห็นคนแน่ๆ ต่อให้บอกสักกี่ครั้งร้อยครั้ง๑๐ครั้งพันครั้งเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้แต่ปัญญาไม่ถึงความเข้าใจในสภาพที่ ต่างกันของเห็นกับคิดซึ่งเกิดต่อกันทันทีเร็วมาก หน้ายังไม่รู้ว่าอะไรทำให้เป็นคนต้องมีสภาพที่จังจำอะไรจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏสิ่งที่ปรากฏปรากฏสร้างมากนักแต่ปรากฏซ้ำๆ จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างนิมิตกะสันท่านให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นถ้าเห็นคนเนี่ยมีจมูกมีตามีคิว เพราะฉะนั้นปรากฏโดยการที่ว่ามีสภาพที่ปรากฏให้เห็นจนรวมกันเป็นคิว แต่ก็เห็นได้แบบบางทีก็เส้นคิ้วนี้ก็หายไปแม้แต่นิดเดียวจิตก็รู้จิตก็เห็นแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งร่วมกันเป็นคิ้วหนาคิ้วบาง เรียกว่าหายไปนี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเร็วมากจนไม่รู้ว่าเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแบบก็เข้าใจว่าไม่ดับเลยยังอยู่ เพราะฉะนั้นเมื่อยังอยู่ความจำ ขอความหลายคนไตรปิฏกนี้ว่าเสมือนว่าทันทีที่เห็นก็ปรากฏเป็นนิมิตพร้อมกันเลย ทั้งๆ ผิดหนึ่งเกิดหนึ่งดับหนึ่งเกือบหนึ่งดับจนกระทั่งเร็วมากจนปรากฏเป็นสันดานทีละหนึ่งทีละหนึ่ง และร่วมกันขณะนี้พอลืมตาก็ทั้งคนทั้งแก้วทั้งโต๊ะทั้งกระเป๋าทั้งกล่องหมดไปเลยแสดงการเกิดดับของสภาพธรรมะเร็วสุดที่จะประมาณได้แล้วใครจะรู้เท่าไม่ใช่การตรัสรู้ ของสัมมาสัมพุทธเจ้า และเมื่อศัตรูแล้วไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดงเพราะความลึกซึ้งแต่รู้ว่าสัตว์โลกที่สะสมมาสามารถจะเข้าใจได้เพราะชั้นทรงพระมหากรุณาแสดงให้เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นสะสมไปให้สะสมความเข้าใจไปเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ให้ไปทำอะไร โดยไม่เข้าใจไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นถ้ารู้แล้วจะทำไมนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ก็รู้จะไปทำอะไร แต่ไม่ใช่เราถ้าเราจะรู้ก็ผิดทันทีคือกลับไปหาความไม่เข้าใจ แล้วที่เห็นถูกต้องเห็นยังไงอาจารย์เห็นถูกต้องเห็นที่นี่คือเข้าใจ พระเห็นเป็นเห็นมีสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น ได้ยินเป็นได้ยินมีเสียงปรากฏเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อฟังแล้วมีความเห็นถูก ไม่ใช่เห็นด้วยตา แต่ความเข้าใจถูก คือความเห็นถูก อันนี้เป็นความคิดใช่ไหมทันใจ เห็นไม่ใช่คิด ได้ยินไหมใช่คิดคิดไม่ใช่เห็นเห็นแล้วรู้ไม่ใช่เห็น รู้ไม่ใช่คิดรู้เป็นรู้เป็นความเข้าใจถูก ที่ฟังมาวันนี้ทั้งหมดเนี่ยหลับตาแล้วเข้าใจไหมใช่ค่ะ ก็เข้าใจ เพราะฉะนั้นเข้าใจคือความเห็นถูกต้องไม่ใช่เห็นด้วยตา เพราะฉะนั้นความเห็นถูกมีรายชื่อชื่อปัญญาก็ได้วิชาก็ได้ สัมมาทิฏฐิก็ได้ เป็นความเห็นถูกเป็นปัญญาซึ่งไม่ใช่เห็นไม่ใช่ได้ยินไม่ใช่กลิ่นเป็นเจตสิกไม่ใช่จิต ต้องแยกกันว่าสภาพธรรมะที่เป็นจิตเพียงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏ หลังจากนั้นเป็นเจตสิกทั้งหมดแม้ความเห็นถูกด้วยความเห็นผิดก็เป็นเจตสิกแต่ละเจตสิก ในชีวิตประจำวันของรัฐบาลนะแต่มาส่วนมากก็พิจารณาแข็ง แต่ไม่รู้ว่าถูกต้องหรือเปล่านะถ้าอย่างงั้นไม่ใช่ค่ะไม่ใช่พิจารณา เป็นยังไงคิดคิด เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ลิ้มรสไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสขณะนั้นคิด มี๖ทาง ที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงทวาร ตะวันคือการที่จิตจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏ เวลาคิดรู้ใช่ไหมครับว่ากำลังคิดเรื่องอะไร ปรากฏให้รู้ว่าคิดเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นขณะที่จิตกำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดทางหนึ่งทางใดจะมีเพียงหนึ่งใน๖ทีละหนึ่งเช่นกำลังเห็นเนี่ยถ่างตาอาศัยตา แข้งหูได้ยินอาศัยหูทางจมูกขณะที่กลิ่นปรากฏได้กลิ่นต้องอาศัยจมูกขณะประสาทรูป ทางรสทางลิ้นขณะใดก็ตามที่หวานเค็มเปรี้ยวปรากฏขณะนั้นก็เพราะว่ามีธาตุที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้นกระทบกับรถจึงมีสภาพที่กำลังลิ้นหรือรู้รสนั้นสภาพที่รู้รสเป็นจิตใจค่ะ เพราะฉะนั้นสภาพที่จะเป็นสภาพรู้โดยอาศัยทวารมี๖ทางทางตาหนึ่งหูหนึ่งจมูกหนึ่งลิ้นหนึ่งทางกายหนึ่ง ขณะที่จิตรู้ทางกายจิตรู้อะไรรู้แข็งรู้แข็งอ่อนเย็นร้อนตึงไว้๓รูปนอกจากนั้นจิตอาใส่ใจเกิดขึ้น เป็นมโนทวาร เพราะฉะนั้นทางรู้อารมณ์ที่ปรากฏของจิตมี๖ทาง ขณะที่ไม่เห็นหลับตาคิดได้ไม่ใช่เธอคิดว่าไม่ได้ยินเสียงคิดได้ไหมไม่ได้กลิ่นไม่ลิ้มรสไม่รู้สิ่งที่กระทบการคิดได้ไม่คิดได้เพราะอาศัยใจ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจึงมี จักขุทวาร โซตะวาน ฆานะทวารชิวๆ ๕ทวารกายทวารมโนทวารภาษาไทยก็ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็แสดงว่าในขณะที่เราเห็น อย่างเช่นในขณะนี้เราเห็นคนทินกรใช่ค่ะใช่เห็นเออมันมีความคิดคิดแบบนี้ถูกต้องใช้ไม่ทัน ถามว่าถูกไหมไม่มีประโยชน์เท่ากับจริงหรือเปล่าถ้าจริงก็ต้องเป็นจริงอย่างนั้น ครับ เพราะฉะนั้น วันนึงวันนึง มีเหม ในขณะเห็นไม่ใช่ได้ยิน ในขณะที่ได้ยินไม่ใช่ขณะที่คิดครับทั้งหมดแนะจิตเป็นสภาพรู้ จิตเกิดขึ้นไม่รู้ได้แม้จะค่ะ ไม่ได้เลย คำนี้ลืมไม่ได้ จิตเกิดขึ้นต้องรู้เพราะเป็นธาตุรู้ เปลี่ยนถาดเข็มให้ไม่เค็มได้ไหมไม่ได้เปลี่ยนธาตุรู้ให้เวลาเกิดแล้วไม่รู้ได้ไหมไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อท่านรู้เกิดขึ้นต้องรู้ คือหมายถึงว่าในขณะที่ เห็นอย่างนี้มันเป็นคิดมากไม่ใช่เห็นแบบไปก่อนใช่ค่ะจรัมพรแล้วก็จิตคิดถึงรูปร่างสัณฐานเกิดสืบต่อไม่ต้องเรียก เรียกก็ได้แต่รู้ว่าคืออะไร จากการที่เห็นบ่อยๆ เพราะมีสภาพที่จำถ้าไม่จำจะไม่รู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นสภาพที่จะมีจริงๆ รึเปล่าใช่ค่ะ จำเนี่ยมันมีจริงหรือเปล่ามีจริงถ้ามีจริงก็ต้องว่ามีจริงเป็นเราหรือเปล่า จำเป็นเบาหวิว แต่ฟังแล้วรู้ว่าไม่ใช่เราสักอย่างเดียวเพราะเป็นธรรมะคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งที่จะว่าไม่ใช่เรานั่นไม่ใช่พูดเอาเองให้ไปนั่งท่องแต่ให้เริ่มเข้าใจถูกต้องไม่ใช่เราเพราะเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเกิดแล้วโดยไม่มีใครไปบังคับบัญชา คิดแล้วไม่มีใครไปทำให้คิดเกิดขึ้นเห็นแล้วไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้ว จะบอกว่าสิ่งนั้นไม่มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นเกิดระดับ แต่เห็นไม่รู้ว่าอะไรแรงมีสภาพที่จำสิ่งที่ปรากฏเป็นจิตหรือเป็นเจตสิกหรือเป็นรูปเจ้าค่ะสภาพจัง จิต จิตเป็นสภาพเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เท่านั้นไม่จำไม่ชอบไม่ชังไม่อะไรเลยทั้งสิ้นแค่เห็นเห็นแค่ได้ยินได้ยินมีเสียงให้รู้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นขณะที่จำ เป็นธรรมะหรือเปล่า มีจริงๆ หรือเปล่าจะแค่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม มาทาเป็นนามธรรมประเภทไหน นำมาทำมีสองที่เกิดขึ้นพร้อมกันดับพร้อมกัน สวนสัตว์เกษศิใช่ค่ะถ้าอย่างนี้ไม่เข้าใจอ่ะไม่มีทางสติประทานเลยจะค่ะ ทำยังไงเข้าใจทั้งใจ ทำยังไงจึงจะเข้าใจพระคุณเจ้าต่อต้านแล้วว่าทำยังไงถึงจะเข้าใจ ทำไมยังไม่รู้ว่าตัวเองตอบได้ยังไงนะฮะ ที่ตอบมาเพราะฟังใช่ไหมคะ และตอบแล้วคิดว่าถูกรึเปล่าที่ตอบ คือกลับไปผิดผิดผิดเข้าใจว่าที่ตอบนะถูก ไม่แน่ใจนะว่าถูกเห็นมีจริงๆ หรือเปล่าคะแคงในจีนถูกหรือผิดคำตอบ ใครทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ไหม ไม่ได้คำตอบที่ถูกหรือผิด โทเห็นเกิดขึ้นจึงมีเห็นถูกไม่ผิด อ๋อเห็นเกิดแล้วต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นถูกหรือผิด นี่เป็นความเข้าใจของพระคุณเจ้าจะบอกว่าไม่เข้าใจไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะทำยังไงพระคุณเจ้าต่อไปแล้ว ว่าทำยังไงถึงจะเข้าใจขึ้น ทำยังไงค่ะ อัตราลองตอบโดนเท ได้ฟังมาแล้ว ๕๐๐ฟังมาแล้วใช้ความทั้งหมดก็คือสภาทั้งหลายเป็นอนัตตาแล้วก็มี สภาพที่ถูกรู้กับสภาพที่รู้ก็คือนามธรรมรูปธรรมแสดงว่าทำอย่างไรให้มันเกิดขึ้นได้ก็คือทำอย่างไรที่เป็นเหตุให้เขาเกิดได้ขึ้นกล่าวคือทางให้เข้าใจถูกต้อง แน่นอนใช่ค่ะเพราะทั้งหมดที่พระคุณเจ้าตอบได้เพราะฟัง และเมื่อฟังแล้วเข้าใจพระคุณจ้างก็ตอบได้ เพราะฉะนั้นก็รู้ว่าหนทางเดียวที่จะเข้าใจคือฟังให้เข้าใจ ฟังแล้วไก่ตรองเข้าใจเมื่อไหร่นั่นคือหนทาง ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ใช้คำว่าสาวก คือผู้ฟัง ถ้าไม่ฟังแล้วคิดเองยังไงต่างคนต่างคิดไม่มีทางถูก เพราะไม่ใช่การตรัสรู้ คนถางอื่นมีไม่ใช่ค่ะ ถ้าไม่มีนั้นคือปัญญาความเข้าใจถูกไม่ใช่เรา ขณะนั้นก็ไม่ใช่เราด้วยเป็นความเห็นที่ถูกต้อง มิฉะนั้นจะไม่มีสุตตะมะยะปัญญา ปัญญาสำเร็จจากการฟัง และไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็คือปัญญาที่เกิดจากการฟัง ลืมไม่ใช่ค่ะฟังแล้วเข้าใจแล้ว ไม่ลืมต้องเปิดหนังสือไม่ใช่ ถ้ามีใครถามว่าธรรมะคืออะไรต้องไปเปิดหนังสือมั้ย ไม่ต้องเปิดเลย ที่กล่าวว่าจิตรู้อารมณ์โดยทางหนึ่งทางใดซึ่งมี๖ทาง จิตเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่มีจิตได้ซึ่งเกิดแล้วไม่รู้ เมื่อเป็นจิต และต้องรู้เมื่อรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นคำถามว่าจิตที่ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ลิ้มรสไม่รู้เป็นที่กระทบสัมผัสไม่คิดนึก มีไหม เพราะว่าจิตเห็นอาสายตา จิตได้ยินอาศัยหู จิตได้กลิ่นอาศัยจมูก จิตเกิดขึ้นรู้รสอาศัยลิ้น จิตเกิดขึ้นรู้เย็นรู้ร้อนรู้อ่อนรู้แข็งอาศัยกายภาษาไทยแม้ไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ได้รสสภาพที่แจ่มก็เป็นปัจจัยให้จิตคิดเนอะ เกิดขึ้นแม้ไม่เห็นหลับตาก็คิดถึงสิ่งที่บ้านที่มีที่ถนนที่ไหนก็ได้ที่จำไว้เสียงก็ยังจำได้ เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยตาหูจมูกลิ้นกายก็คือจิตที่คิด ก็อาศัยทางใจมโนทวารครับเพราะฉันมี๖ทางแต่คำถามถามว่าจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่อาศัยทวารทั้ง๖ มีไหม ไม่มีนะครับ ถ้าไม่ได้ศึกษาตอบไม่ได้แน่นอนใช่ค่ะ เพราะฉะนั้นคำตอบไม่ผิดเพราะเห็นว่าไม่ได้ศึกษา แต่คำตอบที่ถูกต้องต้องมั่นคงจิตเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้จะอาศัยทวารหรือไม่อาศัยทวารถ้าจิตเกิดแล้วต้องรู้ ไม่ยืนยันความถูกต้องว่ามันคงว่าจิตเป็นธาตุรู้เปลี่ยนสภาพของจิตไม่ได้เลย เมื่อจิตเกิดต้องรู้เพราะเป็นธาตุรู้จะอาศัยตาหรือหูหรือจมูกหรือลิ้นหรือกายหรือใจหรือไม่อาศัยเลยแต่เมื่อใดที่จิตเกิดขึ้นจิตต้องรู้ คำว่าไม่อาศัยเลยอาจารย์ช่วยยกตัวอย่างได้ไหมครับพระคุณเจ้าหลับสนิท สนิทเลยพระคุณเจ้าอยู่ที่ไหนขนาดนั้นที่หลับสนิท ไม่รู้ไม่รู้ พระคุณเจ้าชื่ออะไรขณะที่พระคุณเจ้าหลับสนิทก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะไม่รู้ไม่มีอะไรปรากฏเลยแม่คิดก็ไม่มีแต่มีจิต เพราะยังไม่ตาย เพราะฉะนั้นในขณะที่หลับสนิท จิตเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอารมณ์แต่เมื่อไม่ใช้อารมณ์ที่ปรากฏทางตาหูจมูกลิ้นกายใจอารมณ์นั้นจึงไม่ปรากฏ ไม่ใช่อารมณ์ของโลกนี้แต่เป็นอารมณ์ของโลกก้อนคือก้อนจิตใกล้จะตายจากโรคก่อน กลับไป จิตติก่อนจะจุติก่อนจะตายขณะเดียวมีอารมณ์อะไรปฏิสนธิคือจิตขนาดต่อไปซึ่งสืบต่อเกิดทันทีมีอารมณ์เดียวกัน เพราะฉะนั้นภวังคะจิตรก็ทำกิจภวังค์สืบต่อจากปฏิสนธิมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิโดยตลอด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1441
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1442
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1443
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1444
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1445
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1446
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1447
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1448
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1449
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1450
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1451
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1452
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1453
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1454
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1455
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1456
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1457
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1458
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1459
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1460
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1461
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1462
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1463
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1464
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1465
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1466
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1467
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1468
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1469
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1470
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1471
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1472
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1473
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1474
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1475
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1476
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1477
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1478
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1479
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1480
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1481
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1482
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1483
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1484
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1485
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1486
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1487
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1488
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1489
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1490
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1491
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1492
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1493
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1494
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1495
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1496
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1497
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1498
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1499
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1500