ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
ตอนที่ ๑๓๔๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
อ.วิชัย โลกของความเป็นจริงกับโลกของการที่ยังสำคัญโดยความไม่รู้ด้วยความยึดถือต่างกันจะต่างอย่างไร
ท่านอาจารย์ โลกเดี๋ยวนี้มีคนมากมาย แต่โลกตามความเป็นจริงไม่มี ไม่มีคนนี้แน่นอนที่สุด แต่ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้เดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏมีแน่นอน แต่ว่าการที่จะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น เป็นการยากเพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วเหมือนนักเล่นกล ทันทีที่เห็นก็เป็นคนโน้นคนนี้ไปเลย แต่จะเป็นคนโน้นคนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อต้องมีสิ่งที่เพียงปรากฏเมื่อกระทบตา ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคง สิ่งเดียวที่ปรากฏที่กระทบตาเป็นสิ่งอื่นไม่ได้ กว่าจะฟังแล้วลบการที่เราไปจำไว้มากมายว่ามีดอกไม้มีโต๊ะมีคน ก็จะถึงวาระที่กว่าปัญญาจะรู้ความจริง ซึ่งความจริงฟังกี่ครั้ง เดี๋ยวนี้เหมือนซ้ำเก่าที่เคยฟังมาแล้ว แต่แต่ละครั้งมีค่าที่สุด เพราะเหตุว่าถ้าขาดแม้แต่หนึ่งขณะเวลานี้ข้างหน้าก็ไม่ถึงสักขณะเดียว ประมาทไม่ได้เลยว่ามีค่าคือได้ฟัง แม้ว่าเป็นคำเก่า แต่ก็มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วก็พูดถึงสิ่งที่ปรากฏแล้วคำเดียวกันเหมือนเดิม แต่ว่ากว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เข้าใจจริงๆ ว่าธรรมต้องตรง มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเมื่อลืมตา จะเป็นอื่นไม่ได้ เป็นอย่างนั้นอย่างเดียว จะเป็นโต๊ะเป็นดอกไม้เป็นคนเป็นอะไรไม่ได้ ต้องจริงตั้งแต่คำแรก มั่นคงตั้งแต่คำแรก และรู้ว่าถ้าฟังอีกก็จะเปลี่ยนคำนี้ได้อย่างไร ถ้าเปลี่ยนก็คือผิดไม่ตรง เพราะว่าความจริงสามารถที่จะเข้าใจได้ แล้วไม่ได้ฟังมานานเท่าไหร่
อ.วิชัย นานมาก นับประมาณไม่ได้
ท่านอาจารย์ ฟังก็ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง และต้องฟังอีกนานเท่าไหร่ จากการที่ไม่เคยได้ฟังมานานเท่าไหร่ ที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นเรื่องละ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เป็นเรื่องเราต้องการอยากจะได้แล้วก็ยังมีเรา เพราะถ้ายังมีเราก็ไม่รู้จักธรรม แต่เมื่อไหร่รู้ไม่มีเราแน่นอน มีแต่ธรรมซึ่งรวมเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็หลงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจนกว่าความเข้าใจทำหน้าที่ ไม่มีตัวเราต่างหากที่จะไปเร่งรัดขวนขวายทำ แต่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ทรงแสดงตามความเป็นจริงที่ได้ทรงตรัสรู้ และกว่าจะตรัสรู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาต้องเกิดแน่นอน แค่นี้ความจริงแค่นี้ เราก็ต้องฟังอีกนานเท่าไหร่เพื่อที่จะไม่ลืม จนกระทั่งวันนั้นก็รู้ว่ากว่าจะเดินทางมาถึงที่สภาพธรรมขณะนี้ปรากฏเพราะเกิดแล้วก็ดับด้วย เพราะว่าถ้าไม่มีการเข้าใจความจริงอย่างนี้ก็จะต้องถูกปิดบังไป เพราะว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วมาก แต่คำใดที่ได้ยินได้ฟังต้องจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรงตามที่เป็นจริงที่ตรัสรู้ ไม่เช่นนั้นจะมีคำอย่างนี้ได้อย่างไร สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาเกิด ไม่มีใครไปทำด้วย ถ้าเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น สามารถที่จะละคลาย แค่ปรากฏแล้วก็หมดไป แข็งก็ไม่ใช่เสียง เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ที่ฟังไว้เพื่อจะได้เข้าใจขึ้นทีละเล็กน้อย เท่ากับที่ไม่เคยได้ฟังมาแล้วนานเท่าไร ก็จะต้องฟังไปนานเท่านั้นแหละ
ถ้าเราไม่มานั่งตรงนี้ ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วเราก็ลืมไป ไม่เคยได้ฟังว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิด เวลาที่เรามาตรงนี้ก็คือว่าเราได้ฟังคำ ซึ่งควรที่จะเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าไม่อยู่ตรงนี้ รับรองได้ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา ข้างนอกคุณหมอมีขนมอะไรมากไหม แต่ไม่คิดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย เพียงแค่ไม่อยู่ตรงที่ๆ มีโอกาสได้ฟังเสียงที่พูดถึงความจริงของสิ่งที่มี ก็เป็นเรื่องอื่น เป็นเรื่องอื่นมานานแล้ว และก็จะเป็นเรื่องอื่นต่อไป เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังก็คือว่าเราก็รู้ว่าถ้าเราไม่อยู่ตรงนี้เราก็ฟังเรื่องอื่น ก็อยู่ตรงนี้ไม่ดีหรือ แม้ว่าจะฟังซ้ำ ก็ช้ำอย่างนี้แต่ก็จริงอย่างนี้ ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลย มีสิ่งที่ปรากฏแล้วก็ดับเร็ว ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐาน ใครจะไปรู้ได้ว่าทั้งหมดเป็นนิมิตของสิ่งที่เกิดดับทั้งนั้น
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงนิมิตก็เป็นสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจ เพราะว่าถ้ากล่าวถึงธรรมเกิดขึ้นต้องมีธรรมนั้น แต่ว่าการเกิดดับอย่างรวดเร็วไม่สามารถที่จะรู้ธรรมทีละขณะที่เขาเกิดได้ แต่ว่าก็จะมีนิมิตของสิ่งนั้น
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเราบอกเอาดอกไม้ไปแยกให้ละเอียดยิบ ทำไมเราเข้าใจได้ มีดอกไม้ที่ไหนกัน แตกย่อยละเอียดยิบเพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่น จะรวมเป็นกลีบเป็นอะไรไม่ได้เลย แต่พอมารวมกันเป็นดอกไม้ ตัวนี้ทั้งตัวก็เหมือนกันอากาศธาตุแทรกอยู่ละเอียดยิบ และมีสมุฏฐานที่ทำให้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครไปทำเลย กรรมก็ทำให้ตาเกิด หูเกิด จมูกเกิด ลิ้นเกิด กายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว มองไม่เห็นเลย กระทบเมื่อไหร่ก็เพียงแข็งที่สามารถที่จะรู้ได้ แต่ตัวปสาท รูปที่สามารถกระทบกับแข็ง ที่จะทำให้เกิดการรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แล้วก็มีการรู้สิ่งที่ปรากฏ ทันทีเลยมีใครต้องไปทำอะไรสักนิดเดียว ไม่มีใครทำทั้งนั้น แต่ก็มีสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างรวดเร็วทุกขณะ อาศัยความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย นี่แหละที่จะค่อยๆ สามารถที่จะทำให้สิ่งที่ลวงอยู่ค่อยๆ ละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ไม่เห็นอีกก็ไม่เป็นไร ประเดี๋ยวก็มีอีก มีสิ่งโน้นมีสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีใครไปจัดทำขึ้นเลย นี่คือธรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นอนัตตา ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะเปิดเผยความจริงซึ่งกำลังเป็นอยู่ได้ ให้รู้ว่าถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้มากมาย เห็นทีไรก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เห็นดับไปเลย และเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ด้วย นี่ก็วัดความไม่รู้ได้ว่าไม่รู้ระดับไหน ไม่รู้ระดับที่สภาพธรรมยังไม่ปรากฏเพียงหนึ่ง ไหนลองให้เป็นหนึ่งได้ไหม อะไรที่กำลังลืมตาให้ปรากฏเป็นหนึ่ง มีไหม เป็นไปไม่ได้เลย และนี่คือความจริงว่าไม่มีใครต้องไปทำ แต่ความเข้าใจที่ไม่สนใจในรูปร่างนิมิตสัณฐาน เพราะว่ามีความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วก็เป็นแค่สิ่งที่สามารถปรากฏเมื่อกระทบตา ถ้าไม่กระทบตาก็ไม่ปรากฏ จะกระทบมากน้อยไม่สำคัญ เพราะใครไปทำไม่ได้ ใครจะไปทำให้น้อยลงก็ไม่ได้ ให้เหลือเพียงนิดเดียวก็ไม่ได้ อาศัยความเข้าใจที่เริ่มรู้ความจริงว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างที่อ่อนแข็งมีสิ่งที่กระทบตาได้ ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานเท่านั้นเอง แยกๆ ออกไปแล้วก็ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากสิ่งที่เกิดดับ
อ.วิชัย ก็มีคนหนึ่งเขาก็มาสนทนาด้วย เขาก็ถามว่าการที่พยายามที่จะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดว่าเป็นธรรม นั่นก็เป็นโลภะ แต่ก็รู้ว่าถ้าไม่ให้ไปรู้สิ่งนั้น แล้วปัญญาจะเกิดได้อย่างไร ก็เหมือนกับยังมีความไม่เข้าใจตรงที่ว่าพยายามจะรู้ก็เป็นโลภะ และถ้าจะไม่ให้รู้แล้วปัญญาจะเกิดได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ขาดความละเอียด ก่อนที่จะพยายามจะหาหนทางไปรู้อย่างนั้น เขาได้ยินอะไร เขาฟังอะไร
อ.วิชัย ก็ฟังว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ ฟังว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่เขาไม่รู้อะไรเลยแล้วก็ไปนั่งพยายาม มีการได้ฟังและเข้าใจ แค่คำนี้เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ว่าความเป็นตัวตนพยายาม นี่คือทำอย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อทรงตรัสรู้แล้ว รู้ว่าสัตว์โลกเต็มไปด้วยความไม่รู้ความติดข้องลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่คำของพระองค์สามารถจะเข้าใจได้ ถ้าเป็นคนที่มั่นคงละเอียด เพราะเขาได้ยินใช่ไหม เขาจึงเข้าใจว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทุกคนฟังเข้าใจ แล้วทำไมความเข้าใจนี้จะไปทำอย่างอื่น โลภะเนียนมากเลย แค่ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ก็ถูกแล้ว จะไปทำอะไร จะไปทำอะไร จะไปทำใหญ่เลย ก็ผิดหมด ทำไมแทนที่จะเข้าใจขึ้น มั่นคงขึ้น ว่าถ้าไม่มีตาสิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งนี้ก็ปรากฏไม่ได้ อะไรเป็นอะไรกันแน่ ไม่มีเราเลยก็เป็นแต่ละหนึ่งๆ คือตาเป็นตา ตาเป็นสิ่งที่กระทบตาไม่ได้ และสิ่งที่กระทบตาก็กระทบอื่นไม่ได้ นอกจากกระทบตา อย่างเดี๋ยวนี้ แล้วธาตุรู้ก็เกิดขึ้นเห็น เห็นเกินกว่าสิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่ได้ ทำไมไม่เข้าใจตรงนี้แค่นี้ให้มั่นคง กลับจะไปทำอะไร ไปเพียรทำอะไร และก็ยังถามด้วย ก็แสดงให้รู้ว่ากว่าจะคิดเอง แล้วก็ค่อยๆ รู้ความละเอียดลึกซึ้งตรงไหน ลึกซึ้งตรงที่ธรรมเป็นอย่างนี้ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงอย่างนี้ ไม่ได้แสดงอย่างอื่นเลย ขณะนี้แค่หลับตาไม่มีแล้ว คนอยู่ที่ไหน เรื่องราวทั้งโลกอยู่ที่ไหน โทรทัศน์อยู่ที่ไหน เมื่อเช้านี้มีข่าวอะไร ก็ไม่มีทั้งนั้นทำไมไม่มั่นคงอยู่ตรงที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ เข้าใจตรงนี้สิ ไม่ใช่ไปทำอย่างอื่น
เพราะฉะนั้นก่อนอื่นคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ต้องให้มีความเข้าใจชัดเจน ว่าสภาพที่มีจริงที่ไม่ใช่สภาพรู้มีแน่นอน คือแยกให้เห็นความต่างของนามธรรมและรูปธรรม จะไม่เข้าใจได้อย่างไร แข็งจะรู้อะไร ตัวแข็งก็ไม่รู้อะไร กลิ่นก็ไม่รู้อะไร แข็ง กลิ่นพวกนี้ไม่ใช่สภาพรู้ ถ้าเราใช้คำว่าไม่ใช่สภาพรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่ารูปธรรม แต่ถ้าเราไปพอใจว่าเราไปบอกเด็กคนหนึ่งให้จำไว้ได้เลยรูปธรรมมีอะไรบ้าง เด็กคนนั้นตอบได้เลยเราพอใจไหม เด็กไม่ได้เข้าใจแต่จำได้ แล้วก็รู้ว่าคำนี้หมายความถึงอะไร ความเข้าใจต้องลึกกว่านั้น ไม่ใช่เพียงแต่เราตอบได้ว่านี่เป็นรูปธรรม นั่นเป็นนามธรรม นั่นไม่ยาก แต่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตามีแน่นอน อย่างที่กล่าวเมื่อครู่นี้ฟังไปเถอะ จะเป็นอะไรไม่ได้นอกจากเป็นสิ่งที่กระทบตา แล้วธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้นก็ปรากฏว่ามีจริงๆ แต่ถ้าไม่มีการเห็นเลยใครจะไปบอกว่ามีเราจะเชื่อไหม ถ้าไม่มีการเห็นเลย แต่พอมีเห็นแล้วถึงอย่างไรก็ต้องรู้แล้วว่าเห็นต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ให้มีความเข้าใจมั่นคงว่าสิ่งที่มีไม่ใช่เรา แต่สิ่งนั้นมีเมื่อเกิดขึ้น และการที่จะเกิดได้ก็ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น แต่อาศัยกันและกันเป็นปัจจัยปรุงแต่ง ค่อยๆ รู้ความน่าอัศจรรย์ของธรรมว่าไม่มีใครเลยไปทำอะไรให้โลกนี้เกิดเป็นโลกขึ้นมาได้ ให้เป็นคนเป็นสัตว์เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ แต่สิ่งที่มีแต่ละหนึ่งอาศัยกันอย่างไร เราก็ค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจ เราจะอธิบายหรือว่าจะพูดถึงอะไรก็ได้ทั้งนั้น มันนำมาซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่นถ้าจะพูดถึงรูป เวลาเห็นอย่างหนึ่ง เวลากระทบสัมผัสอีกอย่างหนึ่ง อะไรมีจริง ก็ต้องให้คนที่ฟังได้คิดบ้าง
ผู้ฟัง หนูต้องไปโรงพยาบาลเพื่อที่จะรักษาโรคของตัวเอง คือรู้เลยว่าเป็นกรรมเสร็จแล้วหนูก็มาพักที่บ้านน้องสาว คือเขาป่วยมากกว่าหนูอีก พอจะให้ความกระจ่างกับเขา คือความเข้าใจของน้องก็ยังน้อย
ท่านอาจารย์ แต่ว่าไม่ใช่บอกให้เชื่อ ต้องเข้าใจธรรมคือสิ่งที่มีจริง จะไปบอกว่านี่กรรม นั่นเหตุของกรรม ฟังไม่ออกหรอก มันชั่วคราวใช่ไหม แต่เมื่อครู่ที่ถามคุณตู่ที่คุณตู่บอกว่าเป็นโรคเกิดจากกรรม ถามว่าตอนไหนคือต้องให้ชัดเจน เราจะไปเหมาได้หรือว่านี่เกิดจากกรรม หรือเกิดจากจิต หรือเกิดจากอุตุ หรือเกิดจากอาหาร ธรรมเป็นเรื่องตรงแล้วก็ชัด แสดงว่าความเข้าใจของคนพูดแค่ไหนที่บอกว่าเป็นโรคของกรรมหมายความว่าอย่างไร ต้องบอกให้ชัดเจนขณะเจ็บ ตรงเจ็บนั่นแหละ ถ้าไม่มีกรรมที่จะทำให้มีกายปสาทซึมซาบอยู่ทั่วตัว อย่างต้นไม้ใบหญ้าไม่มีกายปสาท ทำอย่างไรก็ไม่เจ็บ แต่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดกรรมทำให้รูปหนึ่งเกิดขึ้นทั่วตัว เป็นรูปที่สามารถกระทบกับรูปเย็นร้อนอ่อนแข็งภายนอกได้ แตะหน้าผากแตะนิ้วหรืออะไรก็ตามแต่ ตรงไหนที่สามารถที่จะสัมผัสกระทบเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ นั่นคือได้กระทบกับกายปสาท ถ้าที่ใดที่ไม่มีกายปสาท ใครไปทำให้เกิดได้ไหม เราต้องคิดแล้ว ใครไปทำให้เกิดได้ไหม หมอทำได้ไหม คนไม่มีตา และหมอไปทำให้เกิดตาได้ไหม ไปเอาอะไรมาทำให้เกิดตา ตานี้ไม่ใช่ตาขาวตาดำทั้งหมด เฉพาะส่วนที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กระทบกันได้ คือที่กำลังปรากฏให้เห็น ใครไปทำได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม ทำรูปตาให้เกิดได้ เอาส่วนผสมอย่างไรมาทำก็ได้ แต่ให้มีจักขุปสาท รูปที่มองไม่เห็นเลยอยู่กลางตา ที่กำลังกระทบกับสิ่งที่กระทบกันได้ คือที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น กระทบเสียงไม่ได้ กระทบแข็งอะไรก็ไม่ได้ จึงมีการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏที่กระทบตา เพราะฉะนั้นตัวตาจริงๆ ใครไปทำให้เกิดไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้รูปบางรูปเกิดจากกรรม เฉพาะกรรมเท่านั้นที่ทำให้เกิดรูปนั้น รูปบางรูปเกิดจากจิต กรรมก็ทำให้เกิดไม่ได้นอกจากจิต รูปบางรูปก็เกิดจากอุตุความเย็นความร้อน รูปบางรูปก็เกิดจากอาหารที่บริโภคเข้าไป เราต้องศึกษาโดยละเอียดเพื่อรู้ว่าไม่มีใครไปทำอะไรได้เลย เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ทั้งหมด ที่แสดงไว้ละเอียดยิ่ง ก่อนอื่นให้รู้ว่าไม่ใช่เราเพราะอะไร เพราะเป็นธรรม เป็นรูปธรรมไม่รู้อะไรเลย กับเป็นนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ต้องเข้าใจ ๒ อย่างนี้ชัดเจนก่อน ไม่เช่นนั้นเรื่องกรรมก็ฟังไปเรื่อยๆ
อ.วิชัย แล้วความมั่นคงที่จะเรียกว่ามีปัญญาที่รู้เรื่องกรรมและผลของกรรมจะค่อยๆ ละเอียดอย่างไร นอกจากการที่พระองค์ตรัสอาจจะเป็นเรื่องราวของบุคคลต่างๆ แต่ว่าถึงที่สุดต้องรู้จักตัวธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้เรื่องกรรมและผลของกรรม แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา จะเป็นอย่างไร เอาไหมดีไหม เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรทั้งหมด ต้องรู้ว่าไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเรื่องกรรมเรารู้มากก็เป็นเราอีก กรรมของเราอีก มีตัวเราอยู่ ที่มั่นคงคือให้เข้าใจในความเป็นธรรม แล้วเมื่อนั้นก็จะรู้ว่าธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา จะต้องร้องไห้กันอีกไหม แน่นอนใครจะไม่ร้องไห้ แต่ขณะนั้นใครรู้ว่าเป็นธรรมต่างหาก จะร้องไห้ หรือจะไม่ร้องไห้ หรือจะหัวเราะ หรือจะอะไรก็ตามแต่ ขอให้มีปัญญารู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นลักษณะของธรรมที่เกิดขึ้นปรากฏ แล้วก็เป็นอย่างนั้น จนกว่าปัญญาขณะนั้นไม่หวั่นไหวเลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น รู้ว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่ถูกต้องคือเข้าใจว่าเป็นธรรม มีจริงๆ ทำเห็นให้เกิดขึ้นได้ไหมกำลังเห็น การที่จะค่อยๆ รู้ว่าเราแต่ละหนึ่งคนมีความเข้าใจมากน้อยระดับไหน จากการคิด แม้ว่าจะตอบเพราะคิด ก็เป็นความเข้าใจระดับหนึ่ง หรือว่ายังไม่เข้าใจ ยังมีความเป็นเรามากมาย เพราะฉะนั้นใครทำให้เห็นเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แน่ใจนะ
ผู้ฟัง หนูเคยคิดว่าคือถ้าเราเกิดมาแล้วนาทีแรกสิ่งต่อไปก็คือเราก็จะต้องมุ่งหน้าไปสู่ความตาย ความพลัดพราก เวลาป่วยขนาดป่วยไม่มากก็รู้สึกทรมานมาก พอจะอยู่กับทุกขเวทนาอย่างนี้อย่างไรดี
ท่านอาจารย์ รู้สึกว่าทุกคนมีทุกข์แต่ละรูปแบบ แต่ว่าคนที่มีทุกข์แล้วเข้าใจธรรมก็มี และคนมีทุกข์ที่ไม่เข้าใจธรรมก็มี ในระหว่างสองคน คนหนึ่งมีทุกข์เท่าๆ กันเลย แต่เขาเข้าใจธรรม คือสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เราพูดคำไหนแต่ก่อนเราพูดคำที่เราไม่รู้จัก แล้วพูดตามๆ กันไป หรือพูดเข้าใจครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มที่ แต่ต่อไปนี้เราจะรู้ว่านั่นไม่ใช่เข้าใจจริงๆ ถ้าเข้าใจจริงๆ คือคำนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง สิ่งที่เป็นจริงมีจริงเป็นสัจจะ คำพูดตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไม่ได้เหมือนกัน จนกระทั่งไม่ต้องคิดว่าแล้วเราจะพูดอย่างไรดี พูดอย่างนั้นหรือพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ แต่ว่าความเข้าใจจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้ เราไม่ได้ไปยืมคำใครเขามารูปธรรมนามธรรม ธรรมไม่เอาเลย ตั้งต้นใหม่หมดเลย ใครจะคิดยังไงก็เรื่องของเขา เขาจะเข้าใจมากน้อยเท่าไร เขาฟังเท่าไหร่ก็เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราคือความเป็นคนตรง ที่ต่อไปนี้พูดคำที่รู้จักเพิ่มขึ้น เข้าใจขึ้น พอได้ยินคำว่าธรรมไม่ชัดเลย แต่ก่อนนี้ว่าหมายความถึงอะไร แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเราพูดภาษาไทย สิ่งที่มีจริงๆ มีไหม ที่มีจริงๆ คือธรรมถ้าเราไปนั่งบอกใครเขาๆ ก็จำๆ ๆ ไป แต่ไม่ใช่ความคิดความเข้าใจของเขา แค่จำคำที่ได้ฟัง แต่ถ้าเราไม่ไปให้เขาจำๆ ๆ แต่เริ่มให้เขาคิดตั้งแต่ต้น จะเป็นความเข้าใจของเขาเองมั่นคงขึ้นตั้งแต่ต้นเช่น สิ่งที่มีจริงๆ มีหรือเปล่า ลองคิด แค่นี้เป็นการฝึกความคิดในเหตุในผล ที่จะต้องเป็นคนตรง สิ่งที่มีจริง มีจริงๆ หรือเปล่าคำตอบคือ
ผู้ฟัง สิ่งที่มีจริงก็มีจริง
ท่านอาจารย์ มีจริงนะ ไม่เปลี่ยนนะ ต้องมีสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไร
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น จะมีเห็นไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ไม่มีเห็นใช่ไหม แล้วใครไปทำให้เห็นเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คือเริ่มค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำว่าธรรม มีจริงเมื่อเกิดขึ้น มีลักษณะต่างกันหลากหลายแต่ละอย่าง ได้ยินมีจริงไหม
ผู้ฟัง ได้ยินมีจริง
ท่านอาจารย์ เห็นกับได้ยินเหมือนกันไหม
ผู้ฟัง ไม่เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าเห็นก็คือเห็นจากตา ได้ยินได้ยินจากหู
ท่านอาจารย์ มีสิ่งที่ปรากฏไม่เหมือนกันใช่ไหม ได้ยินต้องมีเสียงปรากฏใช่ไหม ถ้าไม่มีเสียงจะมีได้ยินได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นใครไปทำให้ได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเสียงไม่มากระทบหูได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่พอเสียงกระทบหู ไม่ให้ได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครทำเลย นี่คือธรรม ธรรมที่เกิดโดยที่ว่าไม่มีใครไปทำไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้นต่อไปนี้มั่นคงว่าไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่เกิดไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย นอกจากอาศัยสิ่งที่เกื้อกูลกัน อาศัยกันและกันปรุงแต่งทำให้เกิดขึ้น เช่น ถ้าไม่มีตาเห็นก็เกิดไม่ได้ชัดเจนอยู่แล้ว แสดงว่าใครก็ไปทำให้เห็นเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีตา แต่เมื่อมีตาแล้วก็มีสิ่งที่กระทบได้เฉพาะตา กระทบกันก็ทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เพราะเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้รู้ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ตาก็ไม่เห็น แต่มีธาตุรู้คือเห็น เราบอกว่าเห็น พอบอกว่าเป็นธาตุรู้ไม่ชินกับคำนี้เลย ธาตุคืออะไร รู้คืออะไร ธาตุคือสิ่งที่มีจริงแน่นอน และธรรมก็มีจริง ธรรมนั่นแหละเป็นธาตุ เพราะว่ามีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้ ทรงไว้ซึ่งลักษณะ เพราะฉะนั้นเราจะบอกว่าอะไรมีจริง หมายความว่าสิ่งนั้นต้องมีลักษณะปรากฏว่ามี ไม่ใช่ไม่มี แล้วเราไปนั่งวาดภาพมันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีลักษณะปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ได้ยินก็มีจริงๆ เสียงก็มีจริงๆ แข็งก็มีจริงๆ ร้อนก็มีจริงๆ ก็เป็นธรรมทั้งหมดที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน เปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานได้ไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380