ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๕
สนทนาธรรม ที่ สโมสรนายทหาร ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกว่า บุคคลควรเข้าใจธรรมความจริงในภาษาของตนของตน จะมีภาษาอะไรที่เราจะเข้าใจได้ดีเท่ากับภาษาที่เราพูดตั้งแต่เกิด ถ้าเราใช้คำภาษาบาลีจะเห็นได้ว่า ในภาษาไทยใช้คำภาษาบาลีหลายคำแต่ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็เข้าใจผิด เริ่มเปลี่ยนแล้ว เริ่มคิดถึงพระธรรมตามความคิดของตัวเองเพราะไม่ศึกษาให้รอบคอบ เช่น คำว่า อารมณ์ คนไทยบอกว่าวันนี้อารมณ์ดี แต่ภาษาบาลีมีคำว่าอารัมมณะ หมายความว่าสิ่งที่จิตกำลังรู้เพราะจิตเป็นสภาพรู้ ถ้าขณะนี้สิ่งใดไม่ปรากฏ แม้มีเกิดดับตามเหตุตามปัจจัยแต่ไม่ปรากฏเพราะจิตไม่ได้รู้สิ่งนั้น เช่น เสียงในป่า เสียงที่ถนน มีหรือไม่ เมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้เสียงเกิด ใครไปยับยั้งไม่ให้เสียงเกิดได้ เสียงก็ต้องเกิด เกิดแล้วก็ดับด้วย แต่ไม่ปรากฏว่ามีเฉพาะเสียงที่ปรากฏเพราะธาตุรู้กำลังรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นเกิดปรากฏว่ามี เมื่อธาตุรู้คือจิตเกิดขึ้นรู้
เพราะฉะนั้น แต่ละคำทรงแสดงไว้ใน ๔๕ พรรษามากมาย แต่ไม่ใช่ให้คิดเอง คิดเองก็จะต้องผิดหมด เพราะเรามีปัญญาเพียงใด เพียงแค่ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอนาถบิณฑิกได้ยินคำว่าพุทโธ ท่านนอนไม่หลับเพราะใคร่ที่จะได้ฟังคำของผู้ที่ตรัสรู้ เป็นผู้รู้ เป็นพุทธะ ประสงค์ที่จะเข้าเฝ้า คอยทั้งคืนจนกว่าจะได้เฝ้า แต่เราได้ยินคำว่าพระพุทธเจ้า อ่านพระไตรปิฎกเหมือนจะรู้ทั้งหมดเลย แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ อ่านด้วยความไม่เข้าใจและด้วยความเข้าใจผิด ขณะนี้พระพุทธศาสนาล่วงกาลผ่านเวลามานาน มีผู้ที่ประมาทที่ไม่ศึกษาด้วยความเคารพก็ใช้คำแต่ละคำในพระไตรปิฎก โดยที่ไม่ใช่ความหมายตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อศึกษาธรรมก็รู้ว่าคำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่คำที่ตรงกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง คนไทยได้ยินคำว่าเจตสิกหรือไม่ คนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยทั่วโลกไม่มีใครได้ยินคำนี้ ไม่ว่าตำราหรือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้นก็ไม่มีคำนี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า ธาตุรู้มี ยังไม่ใช้คำอะไรเลยทั้งสิ้น แต่พูดในภาษาใดก็ได้ให้เข้าใจว่า ธาตุคือสิ่งที่มีจริง มีจริงๆ ใช่หรือไม่ สิ่งที่มีจริงมีจริงแน่นอน และสิ่งที่มีจริงซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรู้ ฟังเท่านี้จริงใช่หรือไม่ ขณะนี้กำลังเห็น รู้เลยว่าอะไรกำลังปรากฏทางตา เพียงแค่หลับตาไม่มีแล้ว
เพราะฉะนั้น อะไรที่รู้เมื่อลืมตาว่ามีสิ่งนี้ นั่นคือธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ ลึกซึ้งหรือไม่ ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอนที่มีปัจจัยเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เมื่อมีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นแน่นอน ใช่หรือไม่ กล่าวว่าเห็นแล้วไม่มีอะไรถูกเห็นได้อย่างไร ในภาษาบาลี สิ่งที่ถูกเห็นคืออารัมมณะหรืออาลัมพนะ แต่คนไทยจะชินหูกับคำว่าอารมณ์ คนไทยไม่รู้ว่าวันนี้อารมณ์ดีเพราะอะไร เพราะเห็นสิ่งที่ดี ตื่นมาก็ทุกสิ่งทุกอย่างดี บางบ้านมีดอกไม้มากก็มีกลิ่นหอม เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบกายสัมผัสเย็นสบาย วันนั้นไม่เดือดร้อนใจก็บอกว่าอารมณ์ดี แต่ไม่รู้เลยว่าคำว่าอารมณ์ดี และสิ่งที่ว่าเป็นอารมณ์ดี ความจริงคืออะไร ความจริงก็มีธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นและรู้สิ่งที่น่าพอใจ
ดังนั้น อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ คำนี้ไม่เปลี่ยน คำใดก็ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสและบัญญัติไว้กล่าวถึงความจริง ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ ทุกคำต้องตรงจริงและไม่เปลี่ยน เมื่อมีจิตเกิดขึ้นต้องมีอารมณ์ เมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้นต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น และธาตุรู้ต้องมีปัจจัยเกิด ถ้าไม่มีปัจจัยก็เกิดไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น เราไม่รู้ว่าเกิดเพราะอะไร เพียงเห็น เห็นเกิดแล้วไม่รู้ว่าเห็นเกิดมาอย่างไร ก็เป็นเราเห็นไปเลย เห็นดับไปก็ไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อรู้ความจริงให้ชาวโลกจะกี่โลกก็ตาม ทั้งโลกสวรรค์ โลกมนุษย์ โลกพรหม ที่มีโอกาสที่จะได้ฟังได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่ประจำชาติหนึ่งชาติใด
ผู้ฟัง คำว่าจิตรู้แจ้งในอารมณ์ รู้แจ้งอย่างไร
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ ธรรมที่ได้ฟังคือเดี๋ยวนี้ทั้งหมด ไม่ต้องไปคอยเวลาจะนำไปใช้หรืออะไร ไม่ได้เลยทั้งสิ้น ที่เราเคยคิดว่าฟังแล้วจะได้นำไปใช้ เลิกคิดเลยเพราะไม่มีเรา ขณะที่ฟังเป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นขณะที่มีธาตุรู้เกิดขึ้น ธาตุรู้เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ธรรมทั้งหมดต้องตรง เปลี่ยนไม่ได้เลย ธรรมทั้งหลายสิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้น ใครจะไปเว้นไม่ได้เลย ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่คิดเลย เป็นแต่เพียงธาตุคือสิ่งที่มีจริง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป สิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เราได้ทราบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทั้งหมดต้องเป็นหนึ่งในสองคือ อย่างหนึ่งเกิดขึ้นไม่รู้ แข็งไม่รู้อะไร กลิ่นไม่รู้อะไร แต่เกิดมีจริงๆ แต่สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเมื่อเกิดแล้วรู้ ไม่รู้ไม่ได้เลยเพราะเป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้ ต้องรู้
ธาตุที่เกิดขึ้นรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งคือจิต ใช้คำว่าจิต เหตุใดต้องอธิบายใช้คำ รู้คำเดียวไม่พอหรือ เห็นหรือไม่ว่าถ้าไม่ไตร่ตรองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มีเหตุผลอะไร แต่เป็นสภาพธรรมที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แสดงว่ามีสภาพอื่นรู้แต่ไม่ใช่รู้แจ้ง เห็นหรือไม่ว่าแม้แต่คำก็ต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะต่างกันอย่างไร คือมีสภาพรู้อื่นด้วย แต่สภาพรู้อื่นไม่ได้รู้แจ้งอย่างจิต จึงกล่าวว่ามีสภาพธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏให้รู้คืออารมณ์ ทรงบัญญัติคำนั้นว่า วิญญาณ วิญญาณะ ญาธาตุ ธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เดี๋ยวนี้มีวิญญาณหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ จะเรียกคำอื่นก็ได้ใช่หรือไม่ ตั้งหลายคำ จิต มโน มนัส เรียกอะไรก็ได้ แต่ความจริงคือเปลี่ยนไม่ได้ ต้องเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เริ่มรู้ ตอนเกิดยังไม่มีเลยที่จะเป็นคนนี้ มาจากไหนก็ไม่รู้ ใครมาทำให้เกิด มาจากโลกไหนก็ไม่รู้หมดเลย แต่เกิดแล้ว รู้แล้ว ทันทีที่รู้เป็นธาตุรู้ เป็นวิญญาณธาตุ มีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ แต่คนไทยใช้คำว่าอารมณ์ เพราะฉะนั้น เมื่อมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วยแน่นอน จะกล่าวว่ามีแต่จิตสภาพรู้ โดยที่ไม่มีอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ นี่คือเริ่มตรง เริ่มเข้าใจ เริ่มรู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ แต่ไม่ลืมคำว่า จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ถูกรู้ ตอนนี้จะใช้คำว่าจิต แทนคำว่าวิญญาณก็ได้ เพราะว่าเวลากล่าวถึงวิญญาณ จะแสดงความเจาะจงถึงสภาพธรรมแต่ละประเภทซึ่งมีมากมายหลายคำที่ทรงแสดงไว้ แต่ว่าเราเริ่มเป็นพื้นฐานก่อนคือ มีจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ แต่มีสภาพรู้อื่นที่ไม่ใช่จิต เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจแม้ยังไม่รู้ว่าอะไร แต่ก็รู้ว่ามีสภาพรู้อื่นที่ไม่ใช่จิต จึงมีคำว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ คนก็เลยสงสัยอย่างที่มีท่านผู้ถามว่า รู้แจ้งอย่างไร เพราะว่ามีความรู้หลายอย่าง แต่ถ้ารู้แจ้งอารมณ์ กำกับไว้แล้วใช่หรือไม่ ว่าไม่ใช่รู้อื่น ไม่ใช่แจ้งอื่น แต่แจ้งเฉพาะอารมณ์ที่ปรากฏ
ดังนั้นทุกคำต้องละเอียดมาก ขณะนี้เห็นดอกไม้ชัดเจนหรือไม่ แล้วเวลาที่ไม่เห็นจะชัดเจนเหมือนขณะที่เห็นหรือไม่ หลับตาไปเท่านั้น เพียงหลับตาสิ่งที่ปรากฏไม่ชัดเจนเลย พยายามคิดนึกเท่าไร จำเท่าไร ก็ไม่เหมือนการเห็นที่เกิดขึ้นเห็น เห็นหมดทุกอย่างไม่ว่าน้ำกับฟ้า ฟ้าจรดน้ำในมหาสมุทร แต่ยังรู้แจ้งว่านั่นฟ้า นี่น้ำ เพราะนั่นคือจิตที่เกิดขึ้นต้องรู้แจ้ง ไม่ต้องพูดก็ได้ใช่หรือไม่ แต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง ให้มีความเข้าใจเช่นนี้เพื่ออะไร เพื่อไม่ใช่เรา เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นหนึ่งที่ต้องรู้แจ้งอารมณ์ ในเมื่อสภาพธรรมอื่นซึ่งเป็นสภาพรู้ก็เกิด แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอารมณ์
นี่คือการตรัสรู้ และใครจะรู้ละเอียดเช่นนี้ที่จะทรงแสดงความจริงว่า แม้จิตหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นมีสภาพรู้อื่นที่เกิดร่วมกันแต่ไม่ใช่จิต และเป็นสภาพรู้ซึ่งมีลักษณะหลากหลาย ต่างเกิดขึ้นทำกิจของตนของตน ไม่ใช่เรา เพียงมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ฟังคำนี้อีกนานเท่าไร กว่าความเข้าใจจะมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง และรู้คุณของผู้ที่ได้ทรงพระมหากรุณาแสดง จากความไม่รู้เลยในสังสารวัฏฏ์สามารถที่จะเริ่มมีแสงสว่าง เริ่มมีความเข้าใจถูกว่าไม่มีเรา เกิดก็ไม่ใช่เรา เห็นก็ไม่ใช่เรา ทุกอย่างที่มีในชีวิตเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ใช่เราแล้วดับไป
เมื่อสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็เกิดอีกตามเหตุตามปัจจัยที่ได้สะสมมา จากชาตินี้และชาติก่อนๆ เหมือนที่นั่งอยู่ตรงนี้มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วเหตุใดเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ ใครไปทำให้เป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีใครทั้งสิ้น แต่เป็นธาตุที่เกิดดับสืบต่อนานมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ และจะนานต่อไปอีกถ้าไม่มีการเข้าใจถูกต้องจนสามารถที่จะเห็นความจริงว่า ประโยชน์อะไรกับการที่ไม่ใช่เรา แต่ว่าต้องเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่แต่ละหนึ่งแล้วดับไปอยู่เรื่อยๆ และไม่กลับมาอีกเลย นี่คือสนทนาธรรมตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ เพื่อที่จะให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง
ผู้ฟัง จิตรู้แจ้งในอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตามต้องรู้แจ้งอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ ยังไม่พูดถึงจิตไหน เป็นกุศล เป็นอกุศลเลย เพียงแค่จิต ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์เท่านั้น เดี๋ยวนี้เป็นเช่นนี้เลย แต่ไม่ได้เข้าใจจิตเลยถ้าไม่ได้ฟัง ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ฟังทีละคำเพื่อที่จะรอบรู้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะพบคำนี้ที่ไหน จิตต้องเป็นจิต ธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ อารมณ์ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ นี่คือฟังมาแล้ว ถ้าไม่ได้ฟังจะตอบเช่นนี้ไม่ได้เลย เพราะว่าเมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงจิต ซึ่งเกิดหลากหลายแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ว่าทุกอย่างที่เกิดไม่ใช่เฉพาะจิตเท่านั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับต้องดับแน่ๆ มีความดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรเหลือเลย เมื่อวานนี้มีอะไรเหลือหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เมื่อเช้านี้มีอะไรเหลือหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เร็วปานนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเลย ลองคิดดูจากที่ไม่มีเลยก็เกิดมีแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีก ก็ไม่มีแล้วใช่หรือไม่ ไม่มีเลยใช่หรือไม่ ไม่เหลือเลยใช่หรือไม่ ก็ไม่มี ไม่มีเมื่อไร ไม่ติดข้องเมื่อนั้น แต่ถ้ามีอยู่เมื่อไรก็ติดข้องเมื่อนั้น นี่คือหนึ่งญา เข้าใจญานี้หรือยัง วิญญา คือวิญญาณ ธาตุรู้ มีหลายชื่อ จิต มโน มนัส หทย ขอให้รู้ว่า ถ้าพูดคำนี้หมายความถึงสภาพรู้ เดี๋ยวนี้ก็มี แล้วจะไม่รู้ได้อย่างไร ในเมื่อกำลังมีจริงๆ ให้เข้าใจจริงๆ ในความไม่ใช่เรา มีแต่ความเป็นธาตุ เดี๋ยวนี้เห็นอะไร
ผู้ฟัง ถ้าพูดตรงๆ ก็เห็นท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ จิตรู้แจ้งใช่หรือไม่ แต่สภาพจำไม่ใช่จิต อีกหนึ่งรู้แล้ว
ผู้ฟัง คือจะไปตอบไม่ได้ว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏ ตอบไม่ได้อยู่แล้วเพราะยังเข้าไม่ถึง
ท่านอาจารย์ เราต้องพูดถึงธรรมทีละหนึ่ง เพื่อที่จะได้เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องไปเปิดตำราอะไรอีกเลย สมัยพุทธกาลคนที่ไปเฝ้าฟังธรรมเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เนื่องจากสะสมมาที่จะเข้าใจได้เพราะกำลังมีจริงๆ ให้รู้ว่ากำลังมีเดี๋ยวนี้เอง ไม่ใช่ต้องไปหาซื้อ ต้องไปไหน ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น มีเดี๋ยวนี้แต่ไม่เคยรู้มาเลย เพราะฉะนั้น รู้ในสิ่งที่มี ไม่ไช่ไปทำด้วยความต้องการจะรู้ เพราะหลงเข้าใจว่าเราทำหรือมีเรา ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียด ถ้าไม่ไตร่ตรองก็ผิดง่ายมาก แม้แต่ข้อความในพระไตรปิฎกแสดงถึงพระเถระซึ่งมีชื่อเสียงทุกคนรู้จักก็ยังเห็นผิดได้ เพราะธรรมละเอียดมากและสะสมมามาก ความแยบยลของธรรมแต่ละอย่างมากมายตามประเภทของธรรมนั้นๆ
ดังนั้นมีอีกญาหนึ่งคือ ปัญญา ที่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีตามความเป็นจริงได้ แต่ต้องไม่ปนกัน จิต วิญญา วิญญาณะ สัญญาคือเจตสิก สภาพรู้ซึ่งเกิดกับจิต แต่ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งนั้น รู้หรือไม่รู้ในสิ่งนั้น อะไรอื่นทั้งหมดที่เป็นสภาพรู้ที่ไม่ใช่จิตที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ในชีวิตประจำวันเป็นเจตสิกทั้งหมด เป็นอีกธรรมหนึ่งซึ่งเป็นธาตุรู้ ไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต เกิดพร้อมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต และดับพร้อมกับจิตด้วย เดี๋ยวนี้เลย เพราะฉะนั้น เมื่อมีจิตเกิดขึ้นแต่ไม่รู้เลยคิดว่าเป็นเรา แต่ที่ว่าเป็นเราทั้งจิตและเจตสิก ซึ่งเกิดทำกิจการงานแล้วดับไป เคยโกรธหรือไม่
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ เราโกรธ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ผิด ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะความจริงโกรธไม่ใช่เราเลย แต่มีจริง เป็นสภาพรู้หนึ่ง แต่ไม่ใช่รู้แจ้งอย่างจิตที่กำลังเห็น แต่ไม่ชอบสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะที่จิตเห็น เพราะฉะนั้นไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิกซึ่งมีทั้งหมด ๕๒ ประเภท
ผู้ฟัง ขอพูดถึงเรื่องส่วนตัวนิดหนึ่งว่า แม่บ้านถูบ้านแล้วปรากฏว่ากีต้าร์คอหัก แม่บ้านก็งงว่าเพราะอะไรถึงไม่พูด บอกพูดแล้วเกิดประโยชน์หรือไม่ พูดแล้วมีแต่เรื่อง ทำไมต้องหัก ทำไมต้องอย่างนั้น ถ้าตั้งคำถามว่าทำไม สิ่งที่ตามมาคือความโกรธ ความไม่พอใจ เป็นนามธรรมตัวหนึ่งก็คือเจตสิก
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่คนที่ไม่รู้เลยก็พูดเป็นเรื่อง เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทั้งหมด แต่คนที่รู้ก็รู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด อยู่ที่จะพูดหรือไม่พูด แต่ความเข้าใจก็ต้องเป็นความเข้าใจ ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมดแต่ละหนึ่งๆ ที่เล่ามาแล้วเป็นธรรมทั้งหมด ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ว่าถ้าไม่รู้เป็นเราหมด หรือว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้หมดเลย ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ นี่คือความต่างกันของสภาพธรรมที่เข้าใจ ปัญญา กับสภาพธรรมที่ไม่รู้ แล้วยึดถือสภาพนั้นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้อยู่ในโลกของความจำหรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ลืมใช่หรือไม่ เป็นเราจำ หรือไม่คิดเลย เห็นทันทีก็ดอกไม้แล้ว แต่นั่นจำใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ว่าแม้จำก็ไม่ใช่เรา ทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตายไม่ใช่เรา ไม่ได้มีใครพยายามจะไปรู้ เพราะพยายามอย่างไรถ้าไม่รู้เกิดขึ้นก็ต้องไม่รู้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ธรรมเตชะ ที่เราใช้คำว่าเดช เหมือนปาฏิหาริย์ มีอานุภาพที่สามารถที่จะทำให้ความที่ไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว มีความเข้าใจถูกเกิดขึ้นและจะเข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้น จนสามารถที่จะรู้ความจริงของการที่สภาพธรรมขณะนี้กำลังเกิดดับ แล้วเมื่อนั้นความมั่นคงที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราจะเพิ่มขึ้นๆ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งความจริงที่ใช้คำว่าอริยสัจจธรรม ดับกิเลสได้ น่าอัศจรรย์ใช่หรือไม่ จากไม่รู้เลยว่ามีกิเลส เป็นเรา แล้วเมื่อรู้ว่าไม่ใช่เรา ใครจะดับกิเลสไม่มีทางเลย เพราะกิเลสเกิดเพราะไม่รู้ ความไม่รู้มีจริงๆ หรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร ตอนนี้รู้เพียง ๒ อย่าง นามธรรมกับรูปธรรม สภาพไม่รู้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม สภาพรู้มี ๒ อย่างคือ จิตกับเจตสิก ต่อไปนี้รู้ได้เลยเมื่ออะไรเกิดขึ้น นั่นอะไร โดยมากชื่อจะมาก่อนเพราะจำผิด เป็นเราจำใช่หรือไม่ แต่ว่าความจริงจำก็ไม่ใช่เรา ทุกอย่างจะค่อยๆ มั่นคงชัดเจนขึ้น จำเป็นจำ จำเป็นจิตได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่านี่คือความเข้าใจแล้ว เพราะจำเป็นเจตสิก สภาพจิตรู้แจ้งอย่างเดียว เพราะฉะนั้น วันหนึ่งๆ ที่จะรู้จักจิตก็เมื่อเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย คิดนึก กำลังคิดมีจริงๆ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ รู้อะไร
ผู้ฟัง คำว่ารู้ ตอบไม่ได้
ท่านอาจารย์ คิดต้องรู้
ผู้ฟัง รู้ว่าเป็นเรา
ท่านอาจารย์ คิดเป็นสภาพรู้ ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วเวลาบอกว่าคิด คิดอะไร รู้อะไร
ผู้ฟัง ก็ต้องรู้เรื่องราวทั่วๆ ไป
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องราว เป็นคำต่างๆ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วคือ ชีวิตประจำวันทั้งหมดเลย ใครไม่สนใจแล้วไปบอกให้เขาสนใจได้หรือไม่ ไปชักชวนมาฟังได้หรือไม่ ไม่สำเร็จใช่หรือไม่ ถ้าเขาไม่ได้สะสมมาเลย แต่แม้ว่าเขาสะสมมาแล้วก็ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในอกุศล ต้องรู้จริงๆ ว่าฟังธรรมเพื่ออะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380