ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
ตอนที่ ๑๓๔๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมทั้งหมดที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน เปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นั่นคือความหมายของธาตุ ความหมายของธรรมหลากหลายมากแต่ทั้งหมดก็คือว่าทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ไม่มีใครไปทำให้เกิด แต่มีปัจจัยทำให้เกิด แต่ที่คนทั้งโลกก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะทรงตรัสรู้ คิดว่าสิ่งที่เกิดยั่งยืนไม่ดับไป เหมือนเห็นเดี๋ยวนี้เหมือนเห็นตลอดเวลา แต่ทำไมได้ยิน ได้ยินกระทบตาไม่ได้ จะให้มีได้ยินพร้อมกับเห็นไม่ได้ ได้ยินต้องกระทบหู ขณะที่ได้ยินปรากฏมีเสียงกับได้ยิน ไม่ใช่เราใช่ไหม เราทำให้เกิดได้ยินได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ทำให้หูเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ทำให้เสียงเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น ทั้งหมดมารวมอยู่ที่ไม่ว่าใดๆ ก็ตามที่มีจริง มีจริงแน่นอน ใครไปเปลี่ยนให้ไม่มีก็ไม่ได้ แต่มีจริงเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เห็นไม่เกิดไม่มีเห็น ได้ยินไม่เกิดไม่มีได้ยิน เสียงไม่เกิดไม่มีเสียง เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดมีปัจจัยอาศัยกันและกันเกิด ซึ่งต่อไปเราจะรู้ว่าถ้าขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดไม่ได้ อย่างตาถ้าไม่มีตาเห็นก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีเสียงได้ยินก็เกิดไม่ได้ ชั่วหนึ่งขณะจิตมีเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันทำให้เกิดขึ้น โดยไม่มีใครไปทำเลย นี่คือความหมายของคำว่าธรรม สิ่งที่มีจริงที่ใครเปลี่ยนไม่ได้ และเมื่อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องอาศัยปัจจัยทำให้เกิด แต่ไม่มีตัวคนตัวใคร นอกจากธรรมแต่ละหนึ่งๆ ที่มีจริงอาศัยกันและกัน เสียงตั้งใจจะกระทบหูหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เสียงไม่ได้ตั้งใจจะกระทบหู เพราะเสียงไม่รู้อะไร เราก็เริ่มแยกแล้วสิ่งที่มีก็ต้องต่างกันเป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งคือรู้อะไรไม่ได้เลย เกิดมาแข็ง แข็งจะไปรู้อะไร ใครจะตีใครจะทำอะไรแข็งก็ไม่รู้สึกทั้งนั้น ไม่รู้ด้วยว่าอะไรเป็นอะไร เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ามีธรรมสิ่งที่มีจริง แต่ลักษณะของสิ่งนั้นก็เปลี่ยนไม่ได้ คือถ้าไม่ใช่สภาพรู้ก็จะเกิดรู้ไม่ได้ ต้องเป็นสภาพไม่รู้ แข็งตั้งเป็นแข็ง เปลี่ยนแข็งไม่ได้ เสียงต้องเป็นเสียง เปลี่ยนเสียงไม่ได้ ธรรมแต่ละหนึ่งมากไหม ทั้งวันๆ เป็นธรรมหมดเลยเมื่อมีจริง และสิ่งที่เราไม่รู้คือธรรมที่เกิดนั่นแหละดับ แต่พอฟังแล้วเริ่มรู้ว่าธาตุรู้เกิดขึ้น ที่เราใช้คำว่าธาตุรู้ คนไทยใช้คำว่าจิตหรือวิญญาณก็ได้ แต่ถ้าถามเขาว่าจิตคืออะไรเขาตอบไม่ได้ แต่รู้ว่ามี และบางทีก็เข้าใจว่าวิญญาณก็ออกจากร่างไปเป็นผีหรือเป็นอะไรอย่างนั้น แต่ความจริงวิญญาณหรือจิตหรือมโนหรือมนัส หทย หรืออะไรก็ตามแต่ หมายความถึงธรรมที่เกิดแล้วรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ธรรมก็มี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเกิดแต่ไม่รู้อะไร เป็นแข็งเป็นอ่อน เป็นหวานเป็นเค็ม อีกอย่างหนึ่งเกิดแล้ว ไม่รู้ไม่ได้ ต้องรู้ เกิดขึ้นรู้ แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เพราะถ้ามีแข็งก็เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ธาตุรู้ ถ้าเป็นเสียงก็ไม่ใช่ธาตุรู้ ก็ต้องเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นธรรมก็ต่างกันเป็น ๒ อย่าง ธรรมอย่างหนึ่งไม่ใช่ไม่มี แต่ไม่รู้ อีกอย่างหนึ่งก็มี แต่ไม่ใช่ไม่รู้ ต้องรู้ สภาพธรรมที่มีแต่ต้องรู้ใช้คำว่านามธรรม นามธรรมยังต่างกันเป็น ๒ อย่าง
ผู้ฟัง สภาพรู้ ธาตุรู้ ก็คือจิตใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ใช้คำว่าจิตก็ได้ ไม่เรียกได้ไหม กำลังเห็นไม่บอกว่าเห็นได้ไหม ไม่พูดว่าเห็นก็ยังเห็นใช่ไหม เปลี่ยนเห็นไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงลักษณะนั้นไม่ได้ แล้วก็เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แล้วดับไปไม่กลับไปอีกเลยในสังสารวัฏ เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ ได้ยินเมื่อครู่นี้ไม่ใช่ได้ยินเดี๋ยวนี้ คิดเดี๋ยวนี้ไม่ใช่คิดเมื่อครู่นี้ แต่ละหนึ่ง
ผู้ฟัง หมายความว่าเกิดแล้วดับไป ถ้าเกิดอีกก็คือเกิดดับ เกิดดับ ตลอดทั้งวัน
ท่านอาจารย์ สิ่งใหม่หมดเลย ทั้งชาติ
ผู้ฟัง ทั้งชาติจนกว่าจะตาย
ท่านอาจารย์ ทั้งสังสารวัฏตายแล้วก็ยังเกิดอีก เพราะมีเหตุที่จะให้เกิด เพราะฉะนั้นใครจะไปทำอะไรกับธรรมได้ไหม เพราะไม่มีใคร มีแต่ธรรม ต้องมีความมั่นคงอย่างนี้ เพื่อปัญญาจะได้เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น ต้องเริ่มต้นอย่างมั่นคงว่าสิ่งที่มีมีแน่ๆ และใครก็ไปทำให้เกิดไม่ได้เลย แต่มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น เปลี่ยนก็ไม่ได้ เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับ
ผู้ฟัง คือความเข้าใจเริ่มมี แต่ด้วยลักษณะของสภาพธรรมเกิดดับรวดเร็วมาก ยังไม่ทันอะไรคือเขาก็ดับแล้ว
ท่านอาจารย์ เราจะไปเร่งรัดให้เข้าใจโน่นให้เข้าใจนี่ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ที่เริ่มเข้าใจต้องมั่นคง ที่ไม่เปลี่ยน ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงไม่เปลี่ยน นั่นแหละจะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ ไม่สับสน แต่ถ้ายังไม่มั่นคงก็สับสน พอมีคำใหม่มาก็สับสน แต่ให้มีความเข้าใจว่าไม่มีเรา แต่สิ่งที่มีจริงมีจริงๆ แต่สิ่งที่มีจริงนั้นไม่มีใครสามารถทำให้เกิดได้ เกิดขึ้นเองตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ดับไปด้วย แต่ไม่มีใครรู้ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ และให้รู้ความจริงว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แค่นี้ไม่ต้องไปนั่งคิดว่าเร็วแค่ไหน ตกลงไม่มีเราใช่ไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มีนะ แล้วมีอะไร
ผู้ฟัง มีแต่ธรรม
ท่านอาจารย์ มีแต่ธรรม ถ้าไม่เกิด จะมีธรรมไหม
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่เกิดแล้วปรากฏ ปรากฏว่าเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา
ท่านอาจารย์ คุณตู่เห็นแข็งไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาที่กระทบแข็ง เห็นแข็งไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เวลาที่บอกว่าไม่เห็นมีอะไรกระทบ เพราะไม่เห็นสิ่งที่กระทบ เราบอกว่าเห็นโต๊ะ ในขณะนั้นไม่มีแข็งปรากฏเลย แต่เวลากระทบแข็งสีสันต่างๆ ไม่ปรากฏ แล้วเวลาเจ็บ อะไรปรากฏ
ผู้ฟัง เจ็บปรากฏ
ท่านอาจารย์ แข็งที่กระทบปรากฏไหม
ผู้ฟัง ไม่ปรากฎ
ท่านอาจารย์ กายปสาทปรากฏไหม
ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ ปรากฏทีละหนึ่งแต่ให้รู้ว่าตรงนั้นแหละมีอะไร เดี๋ยวนี้เห็นก็ต้องยังมีตาเกิดยังไม่ดับ ถ้าดับแล้วก็จะมาทำให้สิ่งนี้มากระทบไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างละเอียดมาก แต่ว่าทุกอย่างสามารถที่จะเข้าใจในหนึ่งลักษณะที่ปรากฏ แล้วจะรู้ตามความเป็นจริงว่าขณะนั้นอะไรตรงตามที่ได้ฟัง ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่งที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ต้องเป็นความเข้าใจที่ถึงการที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมนั้นจึงสามารถที่จะละความเป็นเราได้ มิฉะนั้นสงสัย สงสัยมีจริงไหม
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจก็สงสัยต่อไป ไม่จบ เดี๋ยวสงสัยเรื่องนี้คิดอยู่นั่นแหละเป็นยังไงไม่เห็นมีอะไรมากระทบสักอย่าง แต่ถ้ามีความเข้าใจว่าสิ่งที่กระทบไม่เห็น ยังไงก็ไม่เห็น เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าขณะนั้นต้องมีเย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหวกระทบ อย่างลมพัดทำไมเราบอกได้ว่าลมพัด มีอะไรที่ไหวกระทบใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เห็นไหม เห็นลมไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ไม่เห็นแต่ต้องมี ธรรมก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง และก็ละเอียด แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา ก่อนอื่นแล้วถึงสามารถจะเข้าใจภาวะที่ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไรตามความเป็นจริง เดี๋ยวนี้มีสภาพรู้ไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง หมายความว่าเรายืนยันด้วยขณะนี้ที่มีสภาพรู้ ถูกต้องไหม คิดรู้ใช่ไหม รู้เรื่องที่กำลังคิด เพราะฉะนั้นเราต้องมีความเข้าใจขึ้นอีกว่าสภาพรู้คือรู้อย่างหนึ่งอย่างใด อะไรก็ได้ อย่างเสียงปรากฏอย่างนี้ ต้องมีขณะนั้นสภาพที่เราใช้ภาษาไทยว่าได้ยิน แต่ถามว่าได้ยินเป็นอย่างไร ก็คือรู้ว่าเสียงขณะนั้นเป็นเสียงอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เหมือนกับเห็น เห็นอะไร ก็เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏว่าเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น นั่นคือเห็น เพราะฉะนั้นเป็นสภาพรู้ ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นปรากฏอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้ สัณฐานอย่างนี้ พอถึงเสียงก็รู้ว่านี่เสียงนี้ไม่ใช่เสียงอื่น ขณะที่ได้ยินคือรู้เฉพาะเสียงนั้น รู้ในความเป็นเสียงนั้นซึ่งไม่เป็นเสียงอื่น กระทบสิ่งที่แข็ง แข็งปรากฏ อย่างอื่นไม่ได้ปรากฏ แข็งปรากฏเพราะมีสภาพที่รู้แข็งตรงนั้น ถ้าไม่รู้แข็ง แข็งปรากฏไม่ได้ แต่ที่แข็งปรากฏ อยู่ดีๆ ปรากฏเองไม่ได้ แต่มีธาตุที่กำลังรู้แข็ง แข็งจึงปรากฏได้ เพราะฉะนั้นสภาพรู้มีแน่นอน เพิ่มเติมอีกได้ไหมสภาพรู้
ผู้ฟัง อย่างเช่นเราอาบน้ำร้อน ก็รู้ว่าร้อน สภาพรู้
ท่านอาจารย์ รู้ว่าร้อนใช่ไหม ร้อนรู้ว่าร้อนไหม ตัวร้อน
ผู้ฟัง ตัวร้อนไม่รู้
ท่านอาจารย์ ต้องมั่นคง ร้อนเป็นร้อนอย่างเดียว ร้อนจะรู้ร้อนไม่ได้ สภาพรู้ร้อนมีขณะที่ร้อนปรากฏ ไม่ได้รู้อย่างอื่น รู้ตรงร้อนนั่นแหละ เพราะฉะนั้นสภาพรู้ไม่มีรูปร่าง สีขาวสีเขียวไม่มี แต่เกิดขึ้นแล้วรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ พอร้อนปรากฏหมายความว่ามีสภาพที่กำลังรู้ลักษณะที่ร้อน ถ้าไม่มีสภาพรู้ลักษณะที่ร้อน อย่างเดี๋ยวนี้ร้อนก็ไม่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏทีละหนึ่ง สภาพรู้เกิดขึ้นต้องรู้ ขณะที่เย็นปรากฎ มีสภาพรู้ไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ สภาพรู้ รู้อะไร
ผู้ฟัง รู้เย็น
ท่านอาจารย์ รู้เย็นเฉพาะที่ปรากฏด้วย ไม่ใช่เย็นที่อื่น พอจะแยกได้ ตลอดชีวิตมีแต่นามธรรมและรูปธรรม คือมีสภาพรู้กับมีสิ่งที่ถูกรู้ เราเรียกสภาพรู้ในชื่อภาษาบาลีว่าจิตตะ บางครั้งก็ใช้คำว่าวิญญาณ รู้ทางไหนรู้ทางตา ก็เป็นจักขุวิญญาณ แยกออกไปเป็นธาตุรู้แต่ละประเภท จึงทำให้มีจิตหลากหลายมาก โดยสภาพธรรมที่เกิดร่วมกันที่ปรุงแต่งทำให้สภาพนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ค่อยๆ ละเอียดขึ้น แต่ต้องมีความเข้าใจว่าธรรมมีจริง แต่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคืออย่างหนึ่งเป็นรูปธรรมอีกอย่างหนึ่งเป็นนามธรรม นามธรรมวันนี้ที่ปรากฏคือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ใหญ่ๆ เลย รู้แจ้งเลย แต่ยังมีนามธรรมอื่น โกรธ รูปโกรธได้ไหม รูปโกรธไม่ได้ โกรธขณะนั้นเป็นสภาพที่หยาบกระด้าง พอโกรธขณะนั้นไม่ปกติเลย หยาบกระด้าง แล้วความรู้สึกเป็นอย่างไร ไม่สบาย ลักษณะที่หยาบกระด้างโกรธกับลักษณะที่รู้สึกไม่สบายเป็นคนละลักษณะ นามธรรมจะมีต่างกันเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือนามธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้นเป็นจิต และนามธรรมอื่นๆ นอกจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก เป็นเจตสิก วันนี้จิตทั้งวันใช่ไหมที่เห็น ไม่ใช่เรา ได้ยินก็เป็นจิต คิดก็เป็นจิต และก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แสดงให้เห็นว่าจิตเกิดตามลำพังไม่ได้ เราค่อยๆ เข้าใจอะไรเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นแต่ละหนึ่งขณะหลากหลายมาก เพราะนามธรรมอีกชนิดหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับจิตเท่านั้น จะเกิดกับสภาพธรรมอื่นไม่ได้ เกิดกับจิต เจตสิกเกิดกับจิต เจตสิกแต่ละเจตสิกทั้งหมดเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นจิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ทั้งสองอย่างไม่แยกกันเลย รู้สิ่งเดียวกันด้วย เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกัน แต่ต่างหน้าที่ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเฉพาะสิ่งที่ถูกรู้ ตอนนี้เรียกชื่อใหม่ก็ได้ ไม่เรียกสิ่งที่ถูกรู้ ใช้คำว่าอารมณ์ในภาษาไทย แต่ภาษาบาลีเป็นอารัมมณะ ออกเสียงอารัมมะณะ แต่ภาษาไทยก็ตัดสั้นเป็นอารมณ์ ถ้ามีจิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้คืออารมณ์ ไม่ว่าจิตรู้อะไรก็ตาม สิ่งที่ถูกจิตรู้ทั้งหมด เฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้นที่ถูกรู้เป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพรู้ ถ้าบอกว่าจิตได้ยิน ได้ยินอะไรสิ่งนั้นถูกจิตรู้ จิตได้ยินรู้อะไร
ผู้ฟัง เสียง
ท่านอาจารย์ จิตได้ยินเสียง หมายความว่าจิตรู้เฉพาะเสียงที่ปรากฎ เสียงเป็นอารมณ์ของจิตได้ยิน แข็งถ้าไม่กระทบแข็งจะปรากฏไหม
ผู้ฟัง ถ้าไม่กระทบแข็งไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เวลาแข็งปรากฏมีสภาพรู้แข็งใช่ไหม เพราะฉะนั้นอะไรเป็นจิต
ผู้ฟัง คือรู้แข็งใช่ไหม
ท่านอาจารย์ รู้แข็งเป็นจิต ใช้คำว่ารู้แข็งภาษาไทย ภาษาบาลีพูดว่ารู้แข็งไม่มีใคร รู้จักต้องบอกว่าจิต รู้แข็ง แข็งเป็นจิตหรือเปล่า
ผู้ฟัง แข็งไม่ใช่จิต ต้องรู้แข็งถึงจะเป็นจิต
ท่านอาจารย์ จิตรู้แข็ง เพราะฉะนั้นสภาพรู้แข็ง ตัวรู้แข็งไหม
ผู้ฟัง ตัวรู้ไม่แข็ง
ท่านอาจารย์ รู้เท่านั้นเกิดมารู้ และขณะนั้นรู้อะไร
ผู้ฟัง รู้แข็งรู้เป็นจิต
ท่านอาจารย์ ขณะที่รู้แข็ง รู้อื่นไม่ได้ สภาพรู้นั้นรู้แข็งอย่างเดียว ถ้าไม่มีสภาพรู้แข็ง แข็งไม่ปรากฏ ที่ปรากฏเพราะมีสภาพที่กำลังรู้แข็ง แข็งจึงปรากฏ เพราะฉะนั้นแข็งเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ใช่ไหม ขณะที่แข็งปรากฏ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารมณ์หรืออารัมมณะ แข็งก็เป็นอารมณ์ของจิตรู้แข็ง เสียงเป็นอารมณ์ของจิตรู้เสียง จิตรู้อะไรสิ่งนั้นก็ใช้คำว่าอารมณ์ คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่กำลังปรากฏเพื่อไม่ลืม ที่เราพูดแล้วพูดอีก พูดแล้วพูดอีก เพราะเหตุว่าทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้มีก็รู้ยาก แล้วไม่ใช่ให้ไปจำคำ ไม่มีประโยชน์เลย แต่ต้องค่อยๆ เข้าใจ ทั้งๆ ที่ค่อยๆ เข้าใจก็ยังไม่ประจักษ์แจ้ง ประจักษ์เมื่อไหร่ แข็งกำลังปรากฏ รู้แข็งตรงไหน ตรงที่แข็งปรากฏ แล้วก็จะเข้าใจว่าแข็งเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีแข็ง แล้วปัญญาต่อไปก็สามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของแข็ง
สนทนาธรรมที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๑๐ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
อ.วิชัย มีข้อความหนึ่งที่กล่าวว่าการที่จะได้ฟังพระสัทธรรมเป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ ก็เพราะเหตุว่าคนไม่เห็นประโยชน์ของการที่จะได้ฟังคำซึ่งหายากยิ่งเพราะเป็นคำของผู้ซึ่งไม่มีผู้ใดเปรียบได้ ที่เรากราบไหว้กันทุกคน คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคนรู้จักใช่ไหม ขอให้เป็นการสนทนาเพื่อความเข้าใจจริงๆ เพราะทุกขณะมีค่ามาก ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจดีกว่าฟังไป แล้วก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทุกคำควรเข้าใจ ขณะนี้ทุกคนรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม มีใครไม่รู้จักบ้างไหม ไม่มี พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อประกาศคุณธรรมสูงสุด พระอรหันต์คือผู้ที่หมดกิเลส เป็นไปได้ไหม คิดดูสมัยนี้ยุคนี้เห็นแต่กิเลสเต็มบ้านเต็มเมือง ทุกวงการ พระอรหันต์คือผู้ที่ดับกิเลสหมดไม่เหลือเลย ประเสริฐไหมที่จะเป็นผู้ไม่มีกิเลส เพราะว่าผู้มีกิเลส เพราะกิเลสทำให้เป็นคนไม่ดี แต่ผู้ไม่มีกิเลสจะไม่มีการที่จะไม่ดีเลย ทุกคนในโลกนี้กำลังลำบาก เพราะว่ามีคนมีกิเลสมาก เดี๋ยวฆ่า เดี๋ยวทุจริต ทุกวงการไม่เว้นเลย ก็แสดงให้เห็นว่าเพราะอะไร เพราะว่าไม่รู้ความจริงว่าหนทางที่จะเป็นคนดี แล้วก็ละคลายกิเลสมี แต่ไม่ใช่ว่าเราจะทำได้เอง ทุกคนไม่สามารถที่จะละกิเลสได้ เพราะแม้แต่ได้ยินคำว่ากิเลส ก็แค่ได้ยิน แต่ว่าทั้งหมดของเราเผินมากทุกคำ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เผิน กิเลสก็เผิน ธรรมก็เผิน แล้วเราก็จะเผินๆ กันไปเรื่อยๆ จะมีประโยชน์ไหม เพราะเหตุว่าถ้าไม่รู้จริงก็เป็นการเสียประโยชน์ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะว่าไม่ได้รู้จริงๆ เลย แต่ถ้าเป็นความรู้จริงที่เป็นประโยชน์ มีหรือที่จะให้โทษ เพราะเราขาดการไตร่ตรอง ขาดการที่จะเข้าใจความจริงซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วเราก็เผินๆ ตามกันไป แต่จะมีใครบ้างไหมที่จะเห็นประโยชน์ของการเป็นผู้ตรง เป็นผู้ไม่เผิน ได้ยินคำไหนไม่ใช่ให้เชื่อ อย่างเช่นบอกว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อเลยโดยไม่รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นใคร ต้องไม่ลืมพระอรหันต์ผู้ที่ดับกิเลสหมด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธะเป็นผู้ที่รู้ รู้ถึงที่สุดไม่มีใครเหนือพระองค์ได้เลย จึงเป็นเจ้า พระพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทธะ ผู้ทรงตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรสงสัย และคิดว่าคำของผู้ที่ตรัสรู้สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา ขอเพียงให้เราเป็นผู้ที่ตรง แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะว่าแต่ละคนรู้ไหมว่าอายุจะยืนยาวนานสักเท่าไร เด็กก็สิ้นชีวิตได้ วันนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ แล้วประโยชน์ของการที่อยู่มาตั้งแต่เกิดจนถึงก่อนที่จะตายคืออะไร ถ้าเราได้รู้ความจริง ได้มีความฉลาด ได้มีปัญญา ได้รู้ว่าผู้ที่มีปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นกล่าวว่าอย่างไร ตรัสว่าอย่างไร เป็นประโยชน์แก่คนอื่นอย่างไร รวมทั้งเราด้วย เราก็จะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยแต่ละคำที่ได้ฟัง ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นรับรองได้เลย ที่เคยฟังมาแล้วไม่ได้รู้ไม่ได้เข้าใจจริงๆ เช่นได้ยินคำว่าธรรมบ่อยๆ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ความจริงคืออะไร ก็ไม่มีใครตอบได้ถ้าไม่ได้ฟังจริงๆ และได้ยินแต่คำว่าพระรัตนตรัย พระพุทธรัตนะ คือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลย ทรงตรัสรู้ความจริง เราไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้จริง และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด เพียงแค่อะไรจริงยังรู้ไม่รู้เลย แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทุกอย่างทั้งหมด โดยประการทั้งปวง ไม่เหลือกิเลสความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความติดข้อง และกิเลสความไม่ดีอีกมากมาย นี่คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าได้ฟังประวัติหลังจากที่ตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา นานไหม เข้ามหาวิทยาลัยกี่ปี จบแล้วได้ปริญญาแล้ว แต่ทรงแสดงธรรม ๔๕ พรรษา ผู้ที่เป็นภิกษุ ภิกษุณี ในครั้งนั้น อุบาสก อุบาสิกา มีความเข้าใจธรรมพอที่จะเป็นที่พึ่งของคนอื่นที่จะได้เข้าใจคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว พระองค์ก็ปรินิพพาน สิ่งที่เหลือก็คือคำสอนที่จารึกไว้เป็นพระไตรปิฎก จาก ๔๕ พรรษา ขณะนี้ก็แยกเป็น ๓ ปิฏก คือพระวินัยปิฏก เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุเป็นส่วนใหญ่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380