ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๒๒

    สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์

    วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า เมื่อสักครู่นี้เห็นมี แล้วเห็นหายไปไหน ถ้าเห็นเป็นเราเมื่อสักครู่นี้ ก็ต้องไม่มีเรา เพราะมีเห็น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ตอนนี้เป็นเราได้ยิน แต่ก่อนได้ยิน ไม่มีได้ยิน ไม่มีเราที่ได้ยินใช่ไหม แต่พอได้ยินเกิดขึ้น เป็นเราได้ยิน แล้วได้ยินหายไป เราก็ต้องไม่มี เพราะฉะนั้นไม่มีเรา แต่มีธรรมแน่ๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อ แต่เพราะไม่รู้ความจริงของการเกิดขึ้นของแต่ละหนึ่ง รวมกันเร็วมากเลย เกิดดับรวมกัน เป็นคิ้ว เป็นตา เป็นผม เป็นคน รูปร่างหน้าตาต่างกัน ทุกอย่างแต่ละหนึ่งต้องเกิดทั้งนั้น

    เอาดอกไม้ไปแยกย่อยแล้ว แต่ละหนึ่งต้องเกิดทั้งนั้น แต่เมื่อรวมกันแล้ว ก็ไม่รู้ว่านี่เกิด เพราะฉะนั้นเกิดแล้วก็ดับ ก็ไม่รู้ แต่ว่าถ้าเข้าใจมากกว่านี้ จะประจักษ์แจ้งการเกิดดับ เพราะเกิดจริงและดับจริง เช่น เห็นเกิดดับ ได้ยินเกิดดับ คิดเกิดดับ ทุกอย่างชั่วคราวแสนสั้น แต่ทันทีที่ดับไป มีสิ่งอื่นเกิดซ้อนแล้ว ไม่ทันที่จะรู้ได้เลยว่าสภาพเก่าหมดแล้ว ถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่าเกิดแล้วดับ เมื่อนั้นจึงไม่ใช่เราแน่ ต้องประจักษ์แจ้งอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเพียงให้ฟังเข้าใจ ไม่พอที่จะดับกิเลส ยังคงยึดมั่น เพราะว่าสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏให้เข้าใจอย่างที่พระองค์ได้ทรงประจักษ์แจ้ง สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เพราะได้เข้าใจขึ้นจนกระทั่งหมดความสงสัย สภาพธรรมก็ปรากฏตามที่ได้ฟัง ทุกคำเป็นความจริง เพราะฉะนั้นคำที่จริงตั้งแต่ต้น จริงตลอด ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ แข็งต้องเป็นแข็ง เห็นต้องเป็นเห็น ได้ยินต้องเป็นได้ยิน จำต้องเป็นจำ แล้วทุกอย่างก็เกิดดับ แล้วเราอยู่ไหน เริ่มรู้ว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม ไม่ใช่ว่าหายไปหมดเลย ยังมีธรรมเกิดดับอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่า แม้ว่าธรรมก็เกิดดับไป แต่ความรู้ความเข้าใจจากการฟัง ค่อยๆ เริ่มที่จะเข้าใจสิ่งที่มีมากน้อยแค่ไหน แล้วก็จะเห็นคุณประโยชน์มหาศาลว่า ต่อให้เราจะคิดว่าเป็นเราสักเท่าไหร่ วันหนึ่งก็ไม่มี เมื่อจากโลกนี้ไป

    เพราะฉะนั้นเริ่มรู้ตั้งแต่ยังไม่จากไปดีไหม แล้วจะรู้ได้เลยว่าจะโล่ง จะเบา จากการที่หนักด้วยความเป็นเรา ตั้งแต่มีเราก็ลำบากแล้ว ทุกอย่างเพื่อเรา ทั้งวัน ตั้งแต่ลืมตา เพื่อเราทั้งหมด แต่ถ้ารู้ว่ามีแต่ธรรมซึ่งเกิด ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ห้ามไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เกิดแล้วเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องทำอะไรเลยใช่ไหม ก็มีธรรมตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ ละคลายการที่ไม่รู้ และก็เข้าใจผิดมานานมาก ว่าธรรมแต่ละหนึ่งนั้นเป็นเรา เพราะว่าความจริงก็คือแต่ละหนึ่ง มีปัจจัยเกิดแล้วดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นความเห็นผิดมีจริงๆ แล้วก็ความเห็นถูกต้องจะมีได้ต่อเมื่อมีผู้ที่รู้ความจริง และกล่าวคำจริงให้คนอื่นได้ค่อยๆ รู้ตาม เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจผิดก็สอนผิด ถ้าเข้าใจถูกจะสอนผิดไม่ได้

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ผิด เพราะว่าทรงตรัสรู้แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมใช่ไหม ต้องมีคนฟังใช่ไหม แต่ไปปฏิบัติ ไม่ได้ฟัง แล้วอย่างไร แล้วจะเข้าใจได้ไหม ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย ก็เป็นสิ่งซึ่งจะทำให้กระจ่างชัดในสิ่งซึ่งเราคิดเองไม่ออก เราฟังแล้วเหมือนกับว่าดี ไปปฏิบัติทำให้เราสบายใจ แต่นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือความจริงเป็นอย่างไร สัตว์โลกไม่เคยเข้าใจความจริงอย่างนี้เลย เพราะฉะนั้นเข้าใจความจริงถูกต้อง ดีกว่าไปปฏิบัติแล้วสบายใจ แต่ไม่รู้ความจริง เพราะฉะนั้นก็เทียบกันไม่ได้เลย ไม่ว่าใครทั้งสิ้น จะนับถือใคร เขาพูดว่าอะไร ถูกหรือผิด จริงหรือเปล่า แล้วไปนับถือได้อย่างไรกับสิ่งซึ่งไม่จริง ฟังแล้วรู้เลยใครพูดจริง ใครพูดไม่จริง สมควรไหมที่จะไปนับถือคำไม่จริง

    เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทำให้พ้นจากความหลงเข้าใจผิด หลงเห็นผิด หลงเข้าใจสิ่งที่ไม่ควรนับถือว่าควรนับถือ ไปนับถือความไม่จริงกับความไม่รู้ ซึ่งเป็นภัยอย่างยิ่งเลย เพราะว่าก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครรู้ความจริง จึงมีคำสอนที่ผิดๆ มากมาย ครูทั้ง ๖ มีชื่อเสียงมากเลย สอนผิดทั้งนั้นเลย แต่คนก็เชื่อ ลูกศิษย์ก็มาก เมื่อมีความเชื่อแล้วไม่ฟังคำอื่นเลย แม้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประทับไม่ไกล ไม่ไปเฝ้า ทั้งๆ ที่ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนคนยุคนี้ ได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สนใจที่จะฟังคำของพระองค์ กลับไปหาคำของใคร ที่พูดไม่ถูกไม่เห็นเข้าใจอะไรเลย มีแต่บอกให้ทำ ให้นั่ง ให้เดิน แล้วรู้อะไร ออกมาแล้วก็สบายใจ เดี๋ยวก็ไม่สบายใจอีก แต่ว่าความเข้าใจที่มั่นคง จะค่อยๆ ทำให้สิ่งที่ผิดละทิ้งไปได้ เพราะไม่เห็นประโยชน์ของการที่จะถือสิ่งที่ผิดๆ เอาไว้ต่อไป และก็จะติดแน่นขึ้นแน่นขึ้นด้วย

    อ.วิชัย ดังนั้น เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามหนึ่งก็คือสุคโต ก็คือเสด็จไปดีแล้ว ดีอย่างไร ดีด้วยมรรคอันประเสริฐ ดีด้วยเป็นไปสู่อมตะมหานิพพาน เสด็จไปดีด้วย ไม่กลับมาสู่กิเลสที่พระองค์ละแล้วอีก และดีประการหนึ่งก็คือ หลังจากที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว วาจาพระดำรัสของพระองค์ไม่มีความผิดเลยแม้แต่สักคำเดียว ตรัสด้วยดี ดังนั้นเริ่มที่จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากขึ้น นี่เพียงสนทนาบ้าง เพียงธรรมบางประการเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากที่จะเมื่อรู้แล้ว ก็จะค่อยๆ ละในสิ่งที่หลง ที่ไม่รู้ที่ไม่เข้าใจ หรือความเข้าใจผิดที่เคยกระทำมาแล้ว ด้วยความเข้าใจถูกขึ้น

    ผู้ฟัง ผมเป็นคนที่ถ้าเดินผ่านสุนัข กลัวสุนัขจะกัด ถ้าเข้าใจก็จะไม่กลัว เพราะว่าถ้าไม่มีผลของกรรมที่ไม่ดีที่ได้ทำมา อย่างไรสุนัขก็ไม่กัด แต่แม้จะรู้อย่างนั้นได้ฟังอย่างนั้น ได้ฟังความจริงอย่างนั้น ผมก็ยังรู้สึกกลัว

    ท่านอาจารย์ คุณนิรันดร์ก็ลืมความจริงอีกอย่างหนึ่ง นึกออกไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จะกลัว เกิดแล้ว ไม่ให้กลัวได้ไหม เกิดแล้ว บังคับบัญชาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะหวังอย่างไรก็ตาม สิ่งใดก็ตามที่เกิดเพราะมีเหตุปัจจัยที่เกิดแล้วด้วย แสดงให้เห็นว่าบังคับไม่ได้เลย เกิดแล้วให้เห็นความจริงว่าบังคับไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก็ความหมายเดียวกัน เมื่อไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นต่อให้ฟังอย่างนี้ไป แต่ยังเป็นเราที่ฟัง ยังไม่ได้เห็นความเป็นอนัตตาว่าจริงคือไม่ใช่เรา และสิ่งนั้นก็เกิดแล้วด้วย

    สิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้ว แสดงให้เห็นความจริงชัดเจนว่าไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่สิ่งนี้ซ่อนเร้นเพราะเหตุว่าสะสมมาที่จะกลัว ขณะนั้นความกลัวก็ปิดบัง สนใจในความกลัว ลืมสนิทว่าเกิดแล้ว ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ และเกิดแล้วเป็นอื่นก็ไม่ได้ จะให้ที่กลัวนั้นเป็นไม่กลัวก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นกลัวเกิดแล้วก็ไม่รู้ในความเป็นอนัตตาว่า บังคับบัญชาไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ก็บอกว่า ถ้าเข้าใจก็ไม่กลัว

    ท่านอาจารย์ ก็เกิดแล้วกลัวอะไร เกิดแล้วเป็นอย่างนั้น และกลัวแล้วก็เกิดแล้วเป็นอย่างนั้น จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ นี่เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่าว่า บังคับบัญชาไม่ได้

    ผู้ฟัง เข้าใจความจริงว่า ความกลัวก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีเหตุปัจจัยก็เกิด

    ท่านอาจารย์ บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดแล้วด้วย

    ผู้ฟัง และการที่ได้ฟังความจริงว่า การที่ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรสที่ดีหรือไม่ดี เช่น ได้กระทบสัมผัสเขี้ยวของสุนัขที่คมและเจ็บ ก็เป็นผลของกรรมที่ไม่ดี ถ้าเราไม่เคยทำกรรมมา ให้เดินผ่านอย่างไรเขาก็ไม่กัดเรา

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เขี้ยวสุนัข ถึงเวลาจะเจ็บก็เจ็บ ไม่ต้องไปคิดว่าเป็นเขี้ยวสุนัขคม เคยตกบันได้ไหม

    ผู้ฟัง เคยล้มอย่างนั้น

    ท่านอาจารย์ ทำเองใช่ไหม ไม่ต้องมีสุนัขเขี้ยวคมๆ มาทำเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความคิดทั้งหมด เคยคิดว่าเป็นคน เคยคิดว่าเป็นสุนัข แต่ว่าความคิดก็คือว่าเกิดขึ้นเพราะความจำ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมดเลย จำก็มีจริงใช่ไหม จำว่าเป็นเขี้ยวสุนัข แต่ถ้ารู้ว่าจำไม่ใช่เรา เกิดแล้วดับแล้ว ทุกอย่างจะปรากฏความไม่ใช่เราเมื่อไหร่ เมื่อนั้นความกลัวจะหมดไปได้ ต่อเมื่อถึงความเป็นพระอนาคามีบุคคล จะหวั่นไหวไหม ก็กลัวก็เป็นธรรม ก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย วันนี้รู้ว่ากลัวเขี้ยวสุนัข แต่วันหน้าไม่รู้ว่าจะกลัวอะไรใช่ไหม ก็กลัวก็ยังมีอยู่ แต่จะกลัวอะไรก็ไม่รู้ เพราะยังไม่เกิดขึ้น ต่อเมื่อไหร่เกิด เมื่อนั้นรู้ว่ากลัวอะไร

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่า จุดประสงค์การฟังคือเข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ความกลัวนั้นก็เป็นความจริงที่เข้าใจความจริงได้

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วด้วย ให้เห็นด้วยว่า เป็นอนัตตา ไม่อยากกลัวก็กลัว ไม่อยากให้กลัวเกิด กลัวก็เกิดแล้วด้วย บังคับบัญชาไม่ได้ จะไม่กลัว ก็แล้วแต่จะเกิดหรือไม่เกิด ทุกอย่างถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจให้ถูกต้องว่า กลัวก็ต้องเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย แล้วจะไปยุ่งอะไร จะไปอยากอย่างไรก็เปลี่ยนไม่ได้ อย่างไรอย่างไรความกลัวก็ต้องเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะเกิด ก็เปลี่ยนไม่ให้กลัวไม่ได้ จนกว่าจะรู้ความจริงว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นแต่ละคำที่ได้ฟัง มีตั้งแต่ผิวๆ ตื้นๆ จนกระทั่งถึงลึกที่สุดตามระดับขั้น

    ผู้ฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้านี่ก็เป็นเรื่องของปัญญาที่จะละความไม่รู้ และอกุศลทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ จะกล่าวว่าละความกลัวก็ได้ คือไม่กลัวว่าอะไรจะเกิด จะเป็นความกลัวหรือจะไม่กลัว ก็ไม่หวั่นไหว ไม่กลัวว่าอะไรจะเกิด

    ผู้ฟัง ละความกลัวด้วยปัญญาที่รู้ความจริงว่า ไม่กลัวว่าอะไรจะเกิด รู้ว่ามีเหตุปัจจัยที่จะเกิด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง นี่คือการละความกลัวด้วยปัญญาที่เข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่าบังคับบัญชาไม่ได้ และไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง อันนี้ผมเป็นตัวตนที่จะไปละความกลัวคือไม่ใช่หนทางเลย

    ท่านอาจารย์ กลัวตายไหม

    ผู้ฟัง กลัวตาย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็กลัวเจ็บ

    ผู้ฟัง ก็กลัวเจ็บด้วย

    ท่านอาจารย์ ก็กลัวหมด

    ผู้ฟัง ฟังธรรมไปก็ยังเป็นไปอย่างนี้ เป็นความจริง เข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ แต่เป็นใครหรือว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ตอบว่าเป็นธรรม แต่เวลากลัวเป็นเรา

    ผู้ฟัง ใช่ เวลากลัวเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ยังไม่มั่นคง ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ถึงการแทงตลอด ยังไม่ถึงการประจักษ์แจ้ง แค่ฟังเริ่มเข้าใจผิวๆ

    ผู้ฟัง กลัวหรือกังวลไปถึงอนาคตไกลๆ วางแผนอะไรต่างๆ ก็เป็นการคิดนึกและกังวลไปในสิ่งที่ยังไม่เกิด แล้วก็ไม่รู้จะเกิดหรือไม่เกิด

    ท่านอาจารย์ เสียเวลาไหม แทนที่จะทำความดีหรือว่าเข้าใจ ทุกนาทีมีค่ามาก ถ้าเราเห็นประโยชน์ว่าเมื่อเป็นความดีแล้ว ค่าผิดกันมาก แค่หนึ่งขณะหรือเล็กๆ น้อยๆ ค่ามหาศาลกว่าความไม่ดี ในขณะเดียวกันประโยชน์คุณค่าของความดีแค่ไหนกับการที่ไม่ดี

    ผู้ฟัง เวลาที่ฟังธรรมแล้วมีความเข้าใจ ดูเหมือนจะไม่ไปไหน ก็จะเริ่มกลับมาวนมาที่ว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา เกิดและก็ดับมีเหตุปัจจัย ขอความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ความไม่รู้เป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ความไม่รู้เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ก็ยังมีความไม่รู้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ไม่ว่าจะฟังกี่ชั่วโมง กี่ปี กี่ ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็วนกลับมาที่เก่าคือรู้ว่าไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ก็รู้แค่นี้ ยังไม่รู้เลยว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ตลอดเวลาที่ท่านอาจารย์สนทนาธรรมบรรยายธรรม ๔๐-๕๐ ปี เพื่อพูดมาสู่จุดนี้เท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ เพื่อรู้ว่ารู้แค่ไหน เพราะเหตุว่าฟังดูเหมือนกับรู้เยอะ ความกลัวสุนัขก็ไม่ใช่เรา แต่ทุกวันนี้เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มากกว่านั้นอีกที่ไม่รู้ แล้วก็เพิ่มขึ้นทุกวันที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะให้ไปไหน จนกว่าจะค่อยๆ รู้ในสิ่งที่มี

    ผู้ฟัง ไปปฏิปัตติ สติปัฏฐาน

    ท่านอาจารย์ ยังเลย เพราะเหตุว่าอะไรปฏิบัติ

    ผู้ฟัง ปัญญาปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ แล้วมีปัญญาถึงจะปฏิบัติหรือยัง ถึงขั้นนั้นหรือยัง

    ผู้ฟัง ยัง

    ท่านอาจารย์ ยัง ก็ต้องฟังจนกระทั่งเป็นผู้ที่มั่นคงว่า ไม่มีใครที่จะไปดลบันดาลบังคับบัญชาได้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้นหรือเปล่า จากหนึ่งขณะ ไม่ใช่มากมาย ทีเดียวใช่ไหม แต่ฟังไป เพิ่มขึ้นทีละขณะ สองขณะ หนึ่งขณะ สองขณะนี้ น้อยแค่ไหน เมื่อเทียบกับขณะที่ไม่รู้ซึ่งมาก เพราะฉะนั้นการทำงานของสภาพธรรม เดี๋ยวนี้ใครรู้ว่าจิตกำลังทำอะไร ใครรู้ว่าเจตสิกกำลังทำอะไร ไม่มีใครรู้เลย เป็นเราทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นกว่าจะไม่ใช่เราจริงๆ ก็คิดดู การฟังก็คือว่าเข้าใจขึ้นเท่าไหร่ ก็เท่าที่สามารถจะละความไม่รู้ตามที่ได้เข้าใจเท่านั้นเอง เท่านั้นเอง แต่ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นการรู้ว่ายังไม่พอ และเห็นประโยชน์ของการที่สามารถเข้าใจขึ้นได้ ทำให้ไม่ละเลยโอกาสที่จะได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นฟังธรรมต้องฟังด้วยความละเอียดจริงๆ สภาพธรรมคล้ายคลึงกันมาก ใกล้ชิดกันมาก ยากที่จะรู้ได้ ต้องปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ตรงตามความเป็นจริงได้ทุกอย่าง

    เพราะฉะนั้นฟังด้วยความเป็นเรา ก็คอยว่าเมื่อไหร่เราจะรู้ ฟังโดยความเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ก็คือค่อยๆ รู้ขึ้นทีละน้อยว่า แม้แต่ขณะนี้ก็ไม่ใช่เราที่กำลังใส่ใจ

    เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้พูดคำว่าใส่ใจ ก็ไม่ได้คิดถึงคำว่าใส่ใจ แต่ใส่ใจก็มี และใส่ใจก็เป็นเราทุกทีเลย พูดเมื่อไหร่ก็เราใส่ใจใช่ไหม แต่ตัวใส่ใจก็เป็นหนึ่งในธรรมทั้งหลาย ซึ่งก็ไม่ใช่เราเลย เป็นจิตประเภทต่างๆ นับจิตได้ไหมว่ามีประมาณเท่าไหร่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ หนึ่งขณะ เกิดและดับแล้วไม่กลับมาอีก ลองคิดดู จะเท่าไหร่สำหรับหนึ่งคน และทั้งโลกเท่าไหร่ ไม่สามารถที่จะจำแนกได้เลย แต่สามารถที่จะกล่าวถึงประเภทใหญ่ๆ ได้ ให้รู้ว่าเป็นหนึ่งในประเภทใหญ่ๆ นั้น อย่างความติดข้องมีหลายระดับ แต่ความติดข้องก็เป็นหนึ่งในขณะนั้นซึ่งมี แต่ระดับของความติดข้อง ประมาณไม่ได้ว่าห่างกันแค่ไหน แม้แต่ตัวเราเอง ก็ไม่สามารถที่จะรู้จักตามความเป็นจริงว่าวันนี้เราติดข้องแน่ แต่ติดข้องในอะไร แค่ไหนก็ไม่รู้ ความไม่รู้นี่มากมายมหาศาล

    เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปคิดจะสติปัฏฐานหรืออะไรเลย แค่ฟังแล้วเข้าใจ แล้วรู้ว่าในสังสารวัฏที่เกินแสนโกฏิกัปป์ ไม่รู้ และก็เพิ่งได้เริ่มฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จะพอกับการที่ไม่รู้มานานที่จะให้รู้จนหมดได้ไหม ไม่ได้ นอกจากว่าไม่ใช่เรา ขอคำนี้ให้เข้าใจมั่นคง จะเข้าใจก็ไม่ใช่เรา ไม่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง แล้วไม่กลับมาอีกเลย จะไปพยายามค้นหาจะไปรู้สิ่งนั้นที่ไม่มีก็ไม่ได้ และเสียเวลาด้วย เพราะสิ่งนี้มียังไม่รู้เลย แล้วจะไปค้นหาสิ่งที่ยังไม่มีได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ถ้าผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องของสัจจญาณ มั่นคงในความเป็นอนัตตาความเป็นจริง ก็เหมือนกับว่าจะไม่มีโอกาสที่สติปัฏฐานจะเกิด ถ้าจะเกิดก็ด้วยความเป็นเราที่จะไปจดจ้อง หรือไปทำ หรือว่าเข้าใจเองว่าสติเกิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นนั่นไม่ใช่ปัญญา เพราะเข้าใจผิด ปัญญาไม่เคยเข้าใจผิดเลย ปัญญาต้องรู้ถูก เพราะฉะนั้นสติเดี๋ยวนี้มีไหม

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้แล้วว่ามี ที่เข้าใจ ขณะที่เข้าใจต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นเราจะคิดเอง หรือว่าจะฟังคำของผู้ที่ตรัสรู้ยิ่งกว่าเราสามารถจะคิดได้ เพราะเราไม่มีปัญญาระดับที่จะไปรู้ความจริง รู้แค่คิดผิด เดี๋ยวนี้ไม่มีสติ แต่ขณะใดก็ตามที่เข้าใจ ไม่มีเรา แต่มีสภาพธรรมหลายอย่างที่ต่างเกิดขึ้นทำหน้าที่ของตนแต่ละหนึ่ง โดยปัญญาคือเข้าใจ แต่ปัญญาไม่ใช่สติ

    เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้จริงๆ ไม่ต้องไปคิดถึงว่าเมื่อไหร่สติปัฏฐาน แต่ความเข้าใจต่างหาก เมื่อพร้อมเกิดแล้ว สติต้องเกิดถึงจะรู้จักสติปัฏฐาน ถ้าสติปัฏฐานยังไม่เกิด จะรู้จักสติปัฏฐานไหม ได้แต่ฟังแล้วรู้ว่าต่างกันใช่ไหม แต่สติปัฏฐานยังไม่ได้เกิด แต่เมื่อไหร่ที่สติปัฏฐานเกิด จะสงสัยไหมว่านั่นแหละสติปัฏฐาน ไม่ใช่สติขั้นฟัง ไม่ใช่ไปนั่งคิดว่าสติหรือไม่ใช่สติ หรือสติรู้อะไร สติระดับไหน ไม่ต้องคิดเลย เพราะเหตุว่าความต่างของสติต้องมี

    เพราะฉะนั้นทุกคนได้ยินชื่อ จำชื่อ หวังชื่อ หวังไปทำไม เอาชื่อมาทำไม บอกว่าให้ทำสติปัฏฐาน ให้ปฏิบัติสติปัฏฐาน แค่นั้นแหละปฏิบัติแล้ว ทำแล้ว แล้วหวังอะไรที่ทำ ไม่รู้เลยว่าสติปัฏฐานคืออะไร ก่อนจะรู้สติปัฏฐาน ก็ยังไม่รู้เลยว่าธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ก็อยากจะให้ตอบเลยว่าคือไม่มีเรา แล้วมีอะไร

    ท่านอาจารย์ แต่สิ่งที่มีจริงต้องมีจริงใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่มีเราแล้วมีอะไร สิ่งที่มีจริงต้องมีจริง เพราะฉะนั้นถามว่าเมื่อไม่มีเราแล้วมีอะไร เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือเปล่า ธรรมลึกซึ้งขณะที่ฟังแล้วตอบไม่ถูก แต่ความจริงเหมือนเดิมแต่ไม่รู้ แล้วจะได้รู้ เพราะฉะนั้นถามก็คือต้องตรง เดี๋ยวนี้มีอะไร

    ผู้ฟัง มีความสงสัย

    ท่านอาจารย์ มีความสงสัย เดี๋ยวนี้มีความสงสัย และคนอื่นคิดอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าไม่คิดก็ตอบมาว่ามีอะไร มีสงสัยหนึ่งแล้ว

    ผู้ฟัง ตอนนี้ก็ได้ยิน ได้เห็น

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง นี่สงสัย จริงไหม จริงใช่ไหม มีสงสัยจริงๆ ก็จริงทั้งนั้น แต่เป็นเราไปหมด ไม่ได้ตอบด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องว่าสงสัย ถ้าสงสัยก็ต้องเป็นสงสัย จะเป็นใครไม่ได้เลยใช่ไหม สงสัยต้องเป็นสงสัย สงสัยเกิดเมื่อไหร่ ก็สงสัยเมื่อนั้น จะชาติไหน ภาษาไหน เรื่องอะไรๆ ก็ตามแต่ ลักษณะสงสัยเกิดขึ้นเปลี่ยนสงสัยไม่ได้ สงสัยต้องเป็นสงสัย แต่เพราะความไม่รู้ว่าสงสัยมีจริง เกิดแล้วเป็นอย่างนั้น ก็กลายเป็นเราสงสัย

    ทุกอย่างที่มีเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง แต่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ก็เลยเป็นเราไปหมดเลย นอกจากเป็นเราก็เป็นเขาด้วย แล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แปลว่ามีความไม่รู้ความจริงตั้งแต่เกิด ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกว่าจะได้ฟังคำที่เราต้องฟังแล้วก็คิดว่าจริงไหม อย่างสงสัยจะเป็นเราได้หรือเปล่า เพราะสงสัยต้องเกิด เกิดแล้วก็ดับไป ถ้าสงสัยเป็นเรา เราอยู่ไหน

    เริ่มจะพิจารณาแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออัตตานี่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องเป็นสิ่งนั้นเท่านั้นใช่ไหม อย่างโกรธต้องเป็นโกรธ จะเป็นเราไม่ได้ พอไม่โกรธเราอยู่ไหน ใช่ไหม ถ้าเราคิดว่าโกรธเป็นเรา แล้วเวลาที่ไม่โกรธมีเราไหม ใช่ไหม อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพราะความไม่รู้ ก็เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน เพราะว่าไม่รู้ในความเกิดขึ้นและความดับไป

    เพราะฉะนั้นการฟังสิ่งใหม่ๆ ที่เพิ่งได้ยิน เป็นคำที่ไม่มีใครเคยคิดว่าเป็นสิ่งซึ่งมีประโยชน์ เพราะว่ากำลังเป็นความจริงทุกขณะ ซึ่งไม่มีใครรู้ไม่มีใครเข้าใจมาก่อน ก็หลงว่าเราจะมีชีวิตต่อไปอีกนานเท่าไหร่ แล้วก็หลงว่าเราจะได้อะไรบ้าง หลงอย่างนั้นหลงอย่างนี้หลงไปทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ให้เห็นตามความเป็นจริงว่าเกิดแล้วเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้ ไม่อยากกลัวก็กลัว ไม่อยากเป็นอย่างนั้นก็เป็น ไม่อยากเจ็บก็เจ็บ ทุกอย่างเป็นสิ่งซึ่งให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครไปบังคับบัญชาได้ และก็ไม่ใช่ของใครด้วย

    เริ่มฟังคำซึ่งเราไม่ได้ยินมาก่อน และยากที่จะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะว่าไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อนเลย แต่ถ้าฟังบ่อยๆ ถูกไหมที่ว่า เห็นเดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำ แต่กำลังฟังอย่างนี้ ก็มีเห็นเกิดไปเรื่อยๆ เกิดดับไปเรื่อยๆ และสงสัยก็เกิดขึ้น สงสัยก็ต้องไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่มีจริง จริงเมื่อเกิดขึ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    8 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ