ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342


    ตอนที่ ๑๓๔๒

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโฮมเฟรช

    วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.อรรณพ เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏแต่ละลักษณะเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ และจริงกว่านั้นคืออะไร

    อ.อรรณพ จริงกว่านั้นก็คือเป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครทั้งนั้นในโลกไหนทั้งสิ้น ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางที่จะเกิดความเข้าใจถูกด้วยตัวเอง

    อ. อรรณพ เพราะฉะนั้นที่ว่าจำผิดตามพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา จริงๆ ก็คือจำผิดว่าเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ แล้วไม่รู้ตัวเลย คิดว่าเก่ง จำถูก

    อ.อรรณพ จำแม่น

    ท่านอาจารย์ จำได้ อารมณ์ของสมาธิตามลำดับที่จะสงบขึ้นเป็นอย่างไรก็จำ จนกระทั่งทำอิทธิปาฏิหารย์ได้ เหาะก็ได้ อะไรก็ได้ ก็ยังจำ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริง นั่งอย่างนี้แล้วก็เกิดเหาะได้

    อ.อรรณพ เหาะได้

    ท่านอาจารย์ ยากไหม

    อ.อรรณพ ยาก

    ท่านอาจารย์ เหาะได้จริงๆ ยังยาก แล้วที่จะรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เราเหาะ ยิ่งยากกว่าเท่าไหร่ อย่าไปคิดเลยว่าอะไรที่ว่ายากแสนยากที่สุดที่ชาวโลกเขาทำกันได้ ถ้าเทียบกับความเข้าใจธรรม ยากกว่านั้นกี่เท่า เพราะเหตุว่าเขาเป็นเขามานานเท่าไหร่ ความที่เขาสะสมมาที่จะทำอิทธิปาฏิหารย์เขาทำได้ แต่ที่จะให้รู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เขาไม่ใช่อะไรเลย นอกจากสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ จะยากกว่าสักแค่ไหน เวลาที่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเข้าใจ จะไม่มีการประมาทเลย เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจด้วยความเคารพ ไม่ใช่เป็นการไปทำเพื่อที่จะให้รู้ เป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ และก็เข้าใจผิดด้วย ก็เป็นผู้ตรง ยังไม่ได้ไปเหาะเหินเดินอากาศ แค่จำสิ่งที่มี แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจว่าขณะใดก็ตามเดี๋ยวนี้จำแล้ว เดี๋ยวนี้จำแล้ว ไม่ต้องไปหาความจำที่ไหนเลย แต่ไม่เคยคิดเลยที่จะเข้าใจว่าเดี๋ยวนี้จำเกิดจำ แล้วก็ดับไป กว่าจะหมดการยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา หนทางเดียวไม่ใช่เราที่จะไปทำ แต่ความเข้าใจถูก ปัญญาที่เกิดขึ้นมีความเห็นมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ค่อยๆ ละความไม่รู้ อย่างอื่นไม่สามารถที่จะไปละความไม่รู้ได้เลย ความไม่รู้มากแค่ไหน และการที่จะอดทน ขันติบารมี รู้ว่าละได้แน่นอน เพราะว่ามีผู้ที่ละแล้วมากในอดีต ก็เป็นสิ่งที่ผู้นั้นเห็นคุณเห็นประโยชน์ว่าหนทางเดียวก็คือว่าตลอดชาติ กี่ชาติก็ตามแต่ สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดคือความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง มิฉะนั้นก็เข้าใจผิดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่คนต้องหวังอยู่เสมอ ถ้าไม่หวังธรรมจะช่วย ก็หวังอย่างอื่นช่วย ไปกราบไหว้อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้าง หรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็หาทางไปที่จะช่วย ก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นๆ ช่วย เพราะยังไม่รู้จักธรรม ถ้ากล่าวว่ารู้จักธรรม และธรรมช่วย ก็ต้องรู้ว่าช่วยอย่างไรตอนไหน ถึงจะรู้ว่าเป็นธรรมที่ช่วย

    ผู้ฟัง ความเข้าใจที่ว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มีเหตุและปัจจัย อันนี้จะเป็นคำตอบว่าช่วยเราได้ไหม

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ช่วยได้ไหม

    ผู้ฟัง เวลาเรามีความเดือดร้อนขึ้นมา ธรรมช่วยได้ เพราะเรา ...

    ท่านอาจารย์ ช่วยอย่างไร

    ผู้ฟัง ช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุ และปัจจัย อยู่ๆ เกิดขึ้นเองไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาไม่เดือดร้อน ธรรมช่วยหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ช่วย

    ท่านอาจารย์ ช่วยอย่างไร

    ผู้ฟัง ช่วยให้เราเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น คุณของพระธรรมคือทำให้ความไม่รู้ที่เคยไม่รู้ค่อยๆ หมดไปทีละเล็กทีละน้อย ตามกำลังของความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะนี้เห็นมีไหม

    ผู้ฟัง เห็นมี

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จริงๆ แล้วไม่เป็นเรา แต่เรายังเข้าใจว่าเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ ที่ไม่เป็นเรา อะไรทำให้รู้ว่าไม่เป็นเรา

    ผู้ฟัง ต้องค่อยๆ ฟังที่อาจารย์เคยให้ว่าอย่าใจร้อน ฟังทีละคำ ฟังให้เข้าใจก่อน

    ท่านอาจารย์ กำลังเดือดร้อน ธรรมช่วยอย่างไร

    ผู้ฟัง ช่วยสะกิดให้เราคิดว่าทุกอย่างเกิดแล้วเดี๋ยวก็ดับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน ธรรมก็มีคุณใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่จะไปช่วยเราตอนเราทุกข์ยาก

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ยิ่งเห็นคุณของพระธรรมไม่ว่าในยามใด แต่ก่อนเห็นเฉพาะตอนทุกยากลำบากเดือดร้อนใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้ารู้ว่าไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ไหน ความเข้าใจธรรมก็ทำให้พ้นจากความเข้าใจผิด ที่หลงเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ประมาทที่จะเริ่มเข้าใจใหม่จริงๆ สำหรับคนที่ยังไม่ถูกต้องว่าธรรมคืออะไร คือความตรงต่อความเป็นจริง ธรรมต้องตรงมาก ความเป็นจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ตรงก็คือผิด ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ถ้าไม่ตรงก็คือผิด ความผิดมีมานาน ความไม่ตรงตามความเป็นจริงก็มีมานาน กว่าจะค่อยๆ ตรง ยากที่จะต้องตรงจริงๆ ถึงจะได้สาระ และก็ต้องเป็นคนที่ละเอียดด้วย ความจริงต้องเป็นความจริง จะไม่ผิดเลย เด็กๆ ไปโรงเรียนนี่เป็นทุกข์กันหรือ ตื่นแต่เช้าไปโรงเรียนเด็กเป็นทุกข์กันทั้งนั้นเลยหรือ ไปเข้าโรงเรียน เหมือนจะไปสำนักปฏิบัติเป็นทุกข์กันทั้งนั้นหรือถึงได้ไปสำนักปฏิบัติ เด็กเครียดเหรอเด็กถึงได้ไปสำนักปฏิบัติ แค่นี้ก็ไม่ตรงแล้ว แค่นี้ยังไม่ตรง แล้วจะไปตรงอะไร เพราะฉะนั้นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ตรงต่อความจริงนั่นคือความถูกต้อง ธรรมที่เข้าใจถูกต้อง ต้องตรงต่อความเป็นจริง เพราะธรรมมีจริงใครเปลี่ยนแปลงลักษณะของธรรมไม่ได้เลย ธรรมต้องไม่ใช่ใคร แล้วก็ไม่ใช่ของใคร บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป นี่ตรงไหม

    ที่กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ต้องตรงระดับไหน ระดับที่ว่าเจ้าศากยะทั้งหลายสุข ไม่ได้ทุกข์เดือดร้อนอะไรเลย ไปฟังธรรม ไม่ได้เครียดไม่ได้อะไรเลย ไม่ใช่ว่าร้องไห้โศกเศร้า พ่อแม่พี่น้องตายหมด แล้วก็ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะได้หายโศกเศร้า ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ว่าความเป็นผู้ตรง ทั้งๆ ที่สุขแสนสุข ตรงที่รู้ว่าเราไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี มีทรัพย์สินเงินทอง มีบ้านช่อง มีมิตรสหาย มีเพื่อนฝูง มีทุกอย่าง แต่ก็ไม่รู้ความจริง ถ้าเป็นผู้ที่ตรงก็คือเห็นประโยชน์ของการที่รู้ว่ามีผู้ที่รู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง และทรงแสดงความจริงซึ่งคนอื่นรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ เพียงเท่านี้จะฟังไหม หรือจะไปสำนักปฏิบัติ ไม่ตรงแล้ว ถ้ารู้ว่าเพราะไม่รู้ แล้วมีผู้รู้ และทุกคำได้ตรัสไว้ดีแล้วมากมาย ที่สามารถที่จะไตร่ตรอง และเป็นผู้ที่ตรง และเข้าใจความจริงได้จึงฟัง นี่คือประโยชน์ที่ได้ฟังจากธรรม ไม่ว่าจะทุกข์ยากเดือดร้อน ไม่ว่าจะสุขสบายสักเท่าไหร่ ก็เป็นผู้ที่รู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่าไม่ได้รู้ความจริง แล้วโอกาสไหนล่ะ ถ้าชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ มีโอกาสได้ยินได้ฟัง แล้วไม่ฟัง แล้วต่อไปจะมีโอกาสได้ฟังไหม พลาดโอกาสอย่างน่าเสียดายที่สุด เพราะใครจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ฟังคำจริงทุกคำ ละเอียดยิ่งถึงที่สุด นี่เป็นเหตุที่เห็นคุณค่า แล้วก็ไม่ละเลยโอกาสเลยที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ทุกคนเป็นมรดก ก็คือความเห็นที่ถูกต้องของตนเอง ซึ่งถ้าไม่ไตร่ตรองไม่เข้าใจ ใครก็เอาไปมอบให้ไม่ได้ ไปสอนเท่าไร ไปบอกสักเท่าไหร่ก็คิดคนละอย่าง ก็คิดแต่ว่าเราเครียดเราต้องไปฟังธรรม ไม่ใช่แต่ไม่รู้ต่างหากจึงฟัง แล้วก็รู้ว่าแต่ละคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าไม่เริ่มฟัง มีโอกาสไหมที่จะถึงความลึกซึ้งถึงที่สุด เพราะว่าแต่ละคำไม่ใช่เพียงแค่คำจริง แต่ธรรมมีจริง และปัญญาที่สามารถที่จะถึงความจริงของธรรม ต่างจากการที่ไม่รู้เลย แล้วก็ถูกปิดบังอยู่ในสังสารวัฎนานเท่าไร ลองคิดดูก็แล้วกันถูกปิดบัง เดี๋ยวนี้มีสภาพธรรมปรากฏก็ไม่รู้ตามความเป็นจริงเลยสักนิด ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

    แม้แต่เห็นอะไรก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งแม้แต่คำว่าหลับตา สิ่งที่เคยเป็นคน เป็นดอกไม้ในห้องนี้ไม่มี เพราะฉะนั้นเห็นอะไร ก็ต้องเห็นสิ่งที่สามารถกระทบตา แล้วก็มีธาตุรู้คือเห็นเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงปรากฏว่ามี แล้วใครไปทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หรือว่ามีปัจจัยที่ไม่ได้ทำเลย เพราะว่าทุกคนกำลังนั่ง เห็นตลอดเวลา ใครทำเห็น ไม่มีเลยใช่ไหม ขณะที่กำลังได้ยินก็มีการได้ยินแต่เห็นด้วย ใครทำให้เห็นเกิดขึ้น และขณะที่ได้ยินจริงๆ แล้วเห็นหรือเปล่า แค่นี้ก็ขาดการไตร่ตรองว่าขณะที่ได้ยินต้องไม่มีเห็น และไม่ใช่แค่ไม่มีเห็น ไม่มีทุกอย่าง นอกจากเสียงกับได้ยิน ลองคิดดูจริงไหม แต่ละคำไม่ใช่เรารีบร้อนไปปรากฏ ไปประจักษ์ ไปนั่งดูรูป เดินก้าวไป อะไรไปทั้งสิ้น แต่ว่าความเข้าใจต่างหากที่ค่อยๆ ละความไม่รู้ แล้วก็เห็นจริงๆ ว่าจะรู้อย่างนี้ได้ไหม ถ้าไม่ได้จะมีคำสอนอย่างนี้หรือ จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องไม่ใช่อย่างที่คนอื่นคิดว่าแค่สอน แต่ว่าสามารถที่จะให้คนที่ฟังมีการค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งเป็นปัญญาของตนเอง เกิดจากธรรมเตชะ คำที่สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จนกระทั่งประจักษ์แจ้งว่าความจริงตรงตามที่ตรัสไว้ทุกประการ สิ่งนั้นเกิด ขณะนี้รู้โดยความเข้าใจว่าถ้าไม่เกิดไม่มี แต่ขณะเกิดไม่ปรากฏ แต่ว่าผู้ที่ประจักษ์ชัดไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้เกิด แต่ประจักษ์การเกิดจึงสามารถที่จะละความติดข้องว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงยั่งยืน เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ใช่อย่างที่เคยคิด ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่ใช่ดอกไม้ ไม่ใช่คน แต่เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งปรากฏกับปัญญาตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นประโยชน์จริงๆ ก็คือรู้ว่าไม่รู้ โอกาสที่จะรู้มี ไม่ใช่ไม่มี แล้วจะทิ้งโอกาสนั้นหรือ และโอกาสนั้นจะมีอีกเมื่อไหร่ถ้าทิ้งไป ผู้ที่เห็นประโยชน์จริงๆ ไม่ได้ทุกข์เลย ก็สนุกดี มีทุกอย่าง อาหารก็อร่อยทุกอย่างหมด แต่ไม่รู้ ไม่ว่ายามใดทั้งสิ้นฟังธรรม เข้าใจเมื่อไหร่นั่นคือประโยชน์ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็นทุกข์ก่อนใช่ไหมเจ็บป่วยเสียก่อน เดือดร้อนเสียก่อน แล้วไปฟังธรรม นั่นไม่ถูก เพราะฟังเพื่อหวัง ต้องไม่ลืมฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ได้หวังอะไรเลยทั้งสิ้น ธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งละเอียดมาก ต้องไตร่ตรอง ต้องคิดไม่ใช่ว่าฟังแล้วไปจำเฉยๆ และคิดว่าเราเข้าใจธรรมแล้ว แต่ต้องรู้ว่าเข้าใจคือเข้าใจ และเริ่มเข้าใจด้วยว่าถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ และจะเข้าใจอะไร ในเมื่อสิ่งนั้นไม่ปรากฏ ทุกคำต้องตรง

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านวิทยากรอธิบายเรื่องกฐินที่ถูกต้องให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังได้เข้าใจเพิ่มขึ้น

    อ.ธีรพันธ์ กฐินหมายถึงไม้สะดึงที่ขึงผ้า เพื่อที่จะทำเป็นสบง ผ้านุ่ง จีวร ผ้าห่ม ผ้าห่มซ้อน ผืนใดผืนหนึ่ง ภิกษุเมื่อได้ผ้ามาแล้วก็ร่วมกันทำ กะ ตัด เย็บ ย้อมให้เสร็จภายในวันนั้น เมื่อได้ผ้าตัดเย็บย้อมเรียบร้อยแล้ว สงฆ์ตกลงมอบให้ผู้ใดผู้หนึ่งที่เป็นอย่างเช่นผู้เป็นพหูสูตเล่าเรียนมากสดับฟังมาก สงฆ์ก็ประชุมกันก็มอบ เรียกว่าการกรานกฐิน เป็นเรื่องของกฐินที่ทำได้ภายในหนึ่งเดือนหลังจากออกพรรษา

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าคุ้นเคยกับคำว่ากฐินมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่เพียงแต่จับเป็นคำๆ แล้วเอามาคิดว่าเราเข้าใจ แต่เราจะต้องเข้าใจด้วยว่าผู้ที่สละอาคารบ้านเรือน และดำเนินตามรอยพระบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์ ต้องประพฤติตามสิกขาบท ผู้ที่อยู่ในโลกจะมีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค พอได้ไหม คนจนอย่างไรๆ ก็ต้องมีที่อยู่อาศัย และมีเสื้อผ้าด้วยเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค ชีวิตของพระภิกษุก็คือจากมีทุกอย่าง ไปสู่เพียงมีชีวิตดำรงอยู่เพื่อขัดเกลากิเลส เพราะว่านอกจากจะมีชีวิตอย่างนี้แล้ว กิเลสทั้งนั้น อาหารที่รับประทานก็ต้องอร่อย กี่มื้อก็ได้ ปรุงอย่างประณีต อยู่ด้วยกิเลส เสื้อผ้าก็มากมาย ลองไปนับดู เพราะฉะนั้นอยู่ด้วยความพอใจเป็นกิเลสอีกเหมือนกัน แต่ถ้าผู้ที่เห็นจริงๆ ว่าเกิดแล้วก็ต้องตายแล้วก็สะสมแต่ความติดข้องกับการที่จะมีชีวิตอย่างเข้าใจพระธรรมขัดเกลากิเลส เมื่อสามารถจะกระทำได้ เพราะแต่ละคนแต่ละชาติไม่เหมือนกันสักชาติเดียว ชาติหนึ่งเป็นพระราชาสมบูรณ์พร้อม อีกชาติหนึ่งเป็นขอทาน ไม่มีอะไรเลยก็ได้ ใครจะสามารถที่จะไปเลือกให้ชีวิตต้องเป็นอย่างนี้ๆ ตลอดไปแล้ว แต่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นอะไร แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริง แล้วไม่เป็นทุกข์ เพราะความเข้าใจ ด้วยเหตุนี้ต้องเป็นอัธยาศัยในเฉพาะชาติ แม้แต่ชาดกต่างๆ ชีวิตของพระโพธิสัตว์หลากหลายมากแต่ละชีวิต ถ้าอ่านดู เป็นนก เป็นช้าง เป็นอะไร ก็มีหมดทุกอย่าง เป็นมนุษย์ก็แล้วแต่จะเกิดเป็นอะไร เราก็ต้องรู้ว่าตราบใดที่ยังมีสังสารวัฏ ชาติไหนที่มีโอกาสได้ฟังธรรมแล้วก็สะสม แล้วแต่อัธยาศัยว่าชาตินี้จะละกิเลส ประพฤติตามพระสัมมาส้มพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุในเพศบรรพชิต หรือชาตินี้ไม่หรอกไม่มีปัจจัยพอที่จะเป็นอย่างนั้น แต่สามารถที่จะฟังธรรม วิสาขามิคารมารดา อนาถบิณฑิก ไม่มีใครไปเปลี่ยนอัธยาศัย แล้วแต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดตามปัจจัย ว่าจะได้ฟังพระธรรมในชาติไหน และเป็นใคร เป็นแล้วเลือกไม่ได้ แต่ว่าในชาตินั้นได้มีโอกาสฟังพระธรรม ประโยชน์ที่สุดก็คือได้เข้าใจความจริง แล้วก็มีชีวิตตามปัญญาที่เข้าใจธรรม

    ด้วยเหตุนี้พระภิกษุทั้งหลายจะเป็นอย่างคฤหัสถ์ไม่ได้ ไม่ได้เลย ไม่ว่าในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ที่อยู่อาศัยก็จะเหมือนคฤหัสถ์ไม่ได้ เครื่องนุ่งห่มก็เหมือนไม่ได้ อาหารก็แล้วแต่ บิณฑบาตรหมายความว่าแล้วแต่จะได้ ขอใครก็ไม่ได้ ไม่ได้ขอเลย แต่ว่าแสดงอาการสงบพร้อมด้วยบาตร เหมือนกับผู้ขอใครจะให้หรือไม่ให้ก็แล้วแต่ ถ้าใครเห็นคนที่สงบ แล้วก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร แล้วไม่มีอาหาร ปกติก็มีการให้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระภิกษุทั้งหลายก็อยู่ได้ด้วยการขอ ไม่ใช่ไปอยู่นิ่งๆ ยืนอยู่แล้วก็อาหารอร่อยๆ มาก็ใส่บาตรกัน ไม่ใช่ นั่นไม่ได้ขัดเกลาอะไรเลย ต้องมีความเข้าใจอย่างละเอียดยิ่งถึงจะรู้ว่า เราจะอนุเคราะห์คนอื่นให้เขาพ้นจากกิเลส ตามที่เขาเป็นเพศบรรพชิตที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้แม้แต่เสื้อผ้าซื้อได้ไหม มีเงินหรือจะได้ไปซื้อ ไม่มีทางเลย ต้องศึกษาว่าการกระทำใดๆ ทั้งหมดซึ่งนำมาซึ่งกิเลส นั่นไม่ใช่ชีวิตของพระภิกษุ ด้วยเหตุนี้สิ่งใดที่ทรงอนุญาตไว้ สิ่งนั้นสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ พระภิกษุมีผ้า ๓ ผืน แต่ว่าเก่าใช้ตั้งนาน อาจจะขาดด้วย มีเข็มไว้เย็บมีด้าย แล้วถ้าขาดก็เย็บ แต่ถ้าขาดเป็นชิ้นๆ ท่านก็ต้องแสวงหาโดยการไปเก็บตามป่าช้า หรือที่รกร้างข้างถนนที่เขาทิ้งแล้ว อะไรก็ตามที่คนไม่ต้องการ แต่ยังสามารถเป็นประโยชน์ได้ พระภิกษุเก็บสิ่งนั้นมาเพื่อที่จะใช้สอย แต่ต้องตามพระธรรมวินัย เก็บไว้ได้นานไหมไปเจอผ้าผืนหนึ่ง

    อ.ธีรพันธ์ ถ้าเก็บไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องสละผ้านอกจากจะวิกัปทำเป็น ๒ เจ้าของ หรือว่าอธิษฐานใช้

    ท่านอาจารย์ การศึกษาพระวินัยไม่ใช่เพียงตามคำ แต่ต้องเข้าใจเหตุผล เก็บไว้ของเรานะ เราเป็นคนเก็บมา แต่ของเราจริงๆ ได้ไหม ไม่ได้เพียงเพื่อประโยชน์ในการที่จะใช้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงมีกำหนดไว้ว่าถ้าเกิน ๑๐ วันก็ต้องสละ พระวินัยละเอียดมาก จึงต้องมีพระวินัยธรตั้งแต่ในครั้งพุทธกาล ซึ่งท่านพระอุบาลีท่านเป็นเอตทัคคะในทางพระวินัย ก็แสดงให้เห็นว่าเราจะประมาทกิเลสประมาทคำสอนไม่ได้ว่าละเอียดอย่างยิ่ง ทุกคำเพื่อการขัดเกลา แล้วใครจะรู้กำลังของกิเลสแม้ในผ้าซึ่งเก็บมาจากที่เขาทิ้งแล้ว ก็ยังสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสได้ ด้วยเหตุนี้ชีวิตของพระภิกษุต้องเป็นชีวิตที่ขัดเกลา คฤหัสถ์ พุทธบริษัท ที่ได้เข้าใจธรรมก็มีส่วนที่จะต้องเข้าใจถูก เพื่อที่จะได้ช่วยกันดำรงรักษาคำสอน ถ้าภิกษุท่านใดที่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ก็เพ่งโทษให้รู้ว่าเป็นโทษทำอย่างนี้ไม่ได้ ติเตียน โพนทะนา กระจายข่าวให้รู้ทั่วๆ กันว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ยังไม่ถึงกฐินเลย เราไม่มีความรู้อะไรเลย เขาว่าทั้งนั้น แล้วก็ตามเขาทั้งนั้น ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าเป็นผู้ที่เคารพในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมวินัยแสดงไว้ดีแล้ว ใครก็ตามที่มีความเคารพ ก็สามารถที่จะฟัง ไตร่ตรอง ศึกษา ให้เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะว่าทั้งหมดเป็นเรื่องของการขัดเกลากิเลส ไม่มีอะไรที่จะนำกิเลสออกไปจากใจได้ ฝังแน่น ติดลึก เหนียว พอกพูน ไม่มีทางเลย นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องนำกิเลสออก ทั้งเพศคฤหัสถ์ และบรรพชิต แต่ว่าวิถีชีวิตหรือความเป็นอยู่ในต่างกัน ตามอัธยาศัยที่ได้สะสมมา

    เพราะฉะนั้น ภิกษุละเอียดแค่นั้น คฤหัสถ์กิเลสมากแค่ไหน แม้แต่ผ้าเก็บตกมาจากข้างถนนหรือว่าจากป่าช้าก็ยังเป็นที่ตั้งของความยึดมั่นได้ ของเราพอกพูนเข้าไปสิ มีมากเท่าไหร่ รู้ไหม ถ้าไม่ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้พระองค์ตรัสรู้หนทางที่จะขัดเกลาละคลายกิเลส ไม่มีทางที่จะเอากิเลสออกได้เลย ทั้งๆ รู้ปัญญาต้องอบรมถึงระดับไหน เป็นผู้ที่ตรงอย่างยิ่ง มีโอกาสที่จะได้สะสมความเห็นถูกต้อง ซึ่งอีกมากตามกำลังของกิเลส ลองคิดดูกิเลสเพิ่มขึ้นระดับไหน ปัญญาเพิ่มขึ้นเท่ากิเลสหรือเปล่า น้อยมาก กิเลสเพิ่มขึ้นตั้งเท่าไหร่ ปัญญาเพิ่มขึ้นนิดเดียว กว่าจะถึงการที่สามารถเข้าใจ แล้วก็ค่อยๆ เป็นสิ่งที่สะสมมาเป็นปัจจัย อุปนิสสยมีกำลังก็ค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กที่ละน้อย ในที่สุดก็สามารถที่จะเข้าใจ และเป็นผู้ตรงต่อพระธรรมวินัย เพราะแม้แต่คำว่ากฐินคำเดียว ก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุ และความเป็นมาของกฐิน แท้ที่จริงก็คือผ้าที่ทรงอนุญาตไว้ว่าเมื่อถึงกาลที่ฝนตกหนัก การเดินทางลำบาก ผ้าเปียก ถึงเวลาที่ใครผ้าขาด หรือว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ก็ต้องเอามารวมกัน ผ้าที่เก็บไว้ทั้งหมดไม่ใช่ของใคร เพื่อที่จะให้เป็นผืนหนึ่งด้วยความสามัคคีที่จะมอบให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้สอย

    เพราะฉะนั้นแต่ละอย่างเป็นไปในเรื่องขัดเกลา นี่แค่คร่าวๆ ความจริงยังละเอียดกว่านั้นอีกในการกระทำแต่ละขั้นตอน เป็นเรื่องของขัดเกลากิเลสทั้งหมด จึงสมควรที่จะเห็นความบริสุทธิ์หมดจดอย่างยิ่งของพระธรรมและพระวินัย ที่จะต้องเคารพไม่ว่าไม่รู้จักกฐิน ถึงเวลาก็เอาเงินใส่ซองไม่ใช่ นั่นคือการทำลายพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    4 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ