ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พระภิกษุ เจริญธรรมคุณโยมสุจินต์ บริหารวนเขตต์ เห็นการทำงานของโยมอาจารย์สุจินต์ตั้งใจในการเผยแพร่ธรรม แต่ข้อความคิดเห็นธรรมนั้นไปสร้างความขัดแย้งในสังคมชาวพุทธส่วนหนึ่งที่เขาลุกขึ้นมาโจมตี
ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ ใครโจมตีใคร
พระภิกษุ ยกตัวอย่างคือทั้งสองฝ่าย เท่าที่ฟังทางโยมอาจารย์สุจินต์กล่าวว่า สำนักปฏิบัติธรรมไม่มีความหมาย ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่พุทธศาสนา บวชเพื่ออะไร เป็นสามเณรเพื่ออะไร
ท่านอาจารย์ ดิฉันกล่าวถูกหรือกล่าวผิด
พระภิกษุ อาตมาว่าโดยหลักการแล้ว ธรรมไม่มีผิด ไม่มีถูก
ท่านอาจารย์ ขอประทานโทษ ธรรมคืออะไร
พระภิกษุ อาจารย์อยากจะให้ความหมายว่า ธรรมในความหมายของอาจารย์นั้นคืออะไร
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ในความหมายของดิฉัน แต่ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "ธรรมทั้งหลาย" หมายความว่าธรรมต้องมีจริง ถ้าไม่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลาย" แสดงว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดไม่ได้ เมื่อเกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นไม่มีเรา ขณะที่เห็น ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด ไม่มีสิ่งที่กระทบตา ไม่มีตา เห็นก็เกิดขึ้นไม่ได้ แล้วยังมีปัจจัยอื่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่อให้พุทธบริษัทได้เข้าใจถูกต้องว่า ทุกคำของพระองค์เป็นคำจริงต้องสอดคล้องกัน เช่น ธรรมเปลี่ยนไม่ได้ ธรรมเป็นธรรม และธรรมทั้งหลาย พระองค์ตรัสด้วยพระองค์เองว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ใครจะเปลี่ยน
พระภิกษุ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ในความหมายของท่าน อนัตตา มีสภาวะเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่เกิดไม่มีใครไปทำให้เกิด เกิดแล้วดับไปจะเป็นอัตตาได้อย่างไร อัตตาหมายความถึงสิ่งที่เที่ยง เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า "ธรรมทั้งหลาย สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" นี่คือคำของพระองค์ ใครจะเปลี่ยน เห็นเกิดขึ้นดับไป ไม่มีใครไปทำเห็นให้เกิดขึ้น ไม่มีใครทำเห็นที่เกิดแล้วไม่ให้ดับไป เพราะฉะนั้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ขณะนี้เห็นที่เกิดแล้วดับถูกต้องหรือไม่
พระภิกษุ ใครเห็น
ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีใครเห็นหรือไม่
พระภิกษุ ในสิ่งที่เราได้ยินได้ฟัง เราย่อมมีคนรู้ เราย่อมมีคนเห็น
ท่านอาจารย์ เห็นอะไร ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น
พระภิกษุ สิ่งที่ถูกเห็นก็อยู่ที่ว่า เราเห็นอะไร เห็นคน เห็นดอกไม้
ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเห็น ไม่ใช่อยู่ที่เรา ไม่มีเรา แต่เห็นเป็นเห็น เห็นจะเป็นอื่นไม่ได้ นี่คือความหมายของธรรมคือ สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไปหรือไม่ มีอะไรที่ยังอยู่บ้าง มีอะไรที่ยังเหลือบ้าง
พระภิกษุ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนัตตา แล้วจะเป็นความเห็นได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ขณะที่เห็นดับไป สภาพจำคิดถึงสิ่งที่เห็น และหมายรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นสภาพที่คิดนึกมี
พระภิกษุ ถ้ามีสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป แสดงว่าสิ่งนั้นย่อมมีตัวมีตน
ท่านอาจารย์ ตัวตนอยู่ตรงไหน เห็นเป็นเห็น หรือว่าเห็นเป็นอะไร
พระภิกษุ เห็นก็เป็นสิ่งที่รับรู้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นสภาพรู้ เป็นใครหรือไม่ หรือเป็นธาตุรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความเป็นธาตุ หมายความว่า สิ่งที่มีนั้นไม่สามารถที่จะเปลี่ยนลักษณะนั้นได้ ทรงไว้ซึ่งสภาพนั้น ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำที่ควรฟังและไตร่ตรอง คำของพระองค์ไม่เปลี่ยน
พระภิกษุ พระพุทธเจ้าท่านสอนเฉพาะความจริง สัจจธรรมที่ว่าเห็น หรือไม่เห็นเท่านั้นหรือ
ท่านอาจารย์ พระองค์ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงทั้งหมดโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด
พระภิกษุ ถ้ามีสิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นแสดงว่า มีสิ่งทั้งหลายเป็นตัวเป็นตน
ท่านอาจารย์ ไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีตัวตนหรือไม่
พระภิกษุ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลยก็ไม่มีตัวตน
ท่านอาจารย์ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นจะเป็นเพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ หรือว่าเป็นตัวตน
พระภิกษุ แน่นอน ย่อมเป็นตัวเป็นตนที่เกิดขึ้นและดับไป
ท่านอาจารย์ เป็นความเห็นผิดชื่อว่าสักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิ มีในพระไตรปิฎก
พระภิกษุ สักกายทิฏฐิในความหมายของอาจารย์คืออะไร
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มี เช่น รูปที่ตัวทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ายึดถือว่าเป็นเรา ถ้าไม่มีรูปเกิดขึ้น เราก็ไม่มี ความรู้สึกเกิดขึ้นก็เข้าใจว่า เรารู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ แต่ความรู้สึกเป็นความรู้สึก ไม่ใช่เรา เพราะว่าความรู้สึกไม่ใช่รูป ความจำเกิดขึ้นจำ ใครจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขณะนี้กำลังจำ จำเกิดขึ้นและดับไป ไม่ว่าจิตรู้อะไร สภาพจำก็จำสิ่งที่จิตรู้ และทั้งจิตและเจตสิกก็ดับไป
พระภิกษุ ท่านบอกว่าละสักกายทิฏฐิ ในความหมายของท่านเข้าใจความหมายที่พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญาที่เห็นถูกต้องตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ ๔๕ พรรษา เพราะอย่างอื่นความคิดของแต่ละคนไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แม้แต่ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏก็เกิดขึ้นและดับไปจริง
พระภิกษุ ถ้ารู้จริงไม่ได้ เราก็บรรลุธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะไม่มีเราที่เป็นตัวตนที่จะไปละอะไรได้เลย นอกจากความเข้าใจถูกความเห็นถูก ซึ่งทรงแสดงไว้ว่าหนทางที่จะรู้ความจริงต้องมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ
พระภิกษุ ละสักกายทิฏฐิ
ท่านอาจารย์ ขอถามว่า อะไรละ
พระภิกษุ ความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความเข้าใจละ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ละ ถูกต้องหรือไม่
พระภิกษุ เราพูดโดยภาษาที่เราบอกให้เข้าใจเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ มิได้ เราพูดถึงสิ่งที่มีจริง
พระภิกษุ เพราะในความเป็นอนัตตาย่อมไม่มีความหมายของภาษาในการอธิบาย
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมกี่คำ กี่พระธรรมขันธ์ใน ๔๕ พรรษา ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ใครสามารถจะเข้าใจสิ่งที่มีได้ เพราะฉะนั้นต้องฟังให้เข้าใจว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น ใครทำให้เกิดได้ ลองทำ ทำได้หรือไม่ ตัวเราอยู่ที่ไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตรัสครั้งเดียว ในพระไตรปิฎกทั้งหมดจะกล่าวเรื่องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกบ่อยๆ ไม่ว่าจะเสด็จไปที่ไหนก็ตรัสคำเหล่านี้ทั้งนั้น
พระภิกษุ สิ่งที่เราบอกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อายตนะ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ภาษาบัญญัติ โลกบัญญัติ
ท่านอาจารย์ แต่ต้องมีสิ่งนั้น ถ้าไม่มีจะบัญญัติได้อย่างไร
พระภิกษุ อาตมาถามว่าความจริงในโลกนี้มีอยู่กี่อย่าง
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง ได้ยินมีจริง ได้กลิ่นมีจริง ลิ้มรสมีจริง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายมีจริง คิดนึกมีจริง และยังมีจริงอีกมาก อะไรก็ตามที่เกิดในวันนี้ทั้งหมดมีจริงๆ เมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี
พระภิกษุ สิ่งเหล่านั้นเป็นความจริงที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า เป็นความจริงโดยสมมติ หาใช่ความจริง จริงๆ ไม่
ท่านอาจารย์ ความจริง จริงๆ คืออะไร
พระภิกษุ คนที่จะทราบความจริง จริงๆ ก็ต้องเป็นคนที่เข้าถึงสภาวะที่เป็นสัจจะภาวะ ที่ไม่ใช่ภาษามาบัญญัติเรียก
ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีใครรู้แจ้งธรรมบ้าง
พระภิกษุ ก็ในเมื่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้แจ้งด้วยพระองค์เองและสอน
ท่านอาจารย์ มีผู้ฟังธรรม ก่อนฟังธรรมไม่ได้รู้ความจริง แต่อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ฟังแล้วก็เข้าใจความจริง
พระภิกษุ เมื่อเข้าใจความจริง เขาจะไม่เถียงกัน ไม่ทะเลาะกัน ไม่พูดร้าย ไม่ว่าร้าย ไม่ให้ร้าย เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เช่นนั้น
ท่านอาจารย์ พระคุณเจ้าคิดว่าดิฉันให้ร้ายหรือไม่
พระภิกษุ อาตมาจะบอกว่ามีกลุ่มคนชาวพุทธ ซึ่งมีความเห็นต่างและกล่าวเช่นนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ควรที่จะได้พบปะสนทนาธรรมเพื่อจะได้รู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อะไรเป็นคำที่คิดเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าการสนทนาธรรมเป็นมงคล หมายความว่านำมาซึ่งความเจริญในความเห็นถูกต้อง
--------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท
วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
--------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ฟัง ผู้ที่เริ่มต้นฟังใหม่ๆ หรือแม้ว่าจะฟังมานานแล้วก็ยังไม่สามารถที่จะแยกแยะว่า อะไรเป็นความจริง อะไรคือบัญญัติหรือสิ่งสมมติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญตนว่า เป็นเรา เป็นเขา ที่นำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ในสังคม กราบเรียนท่านอาจารย์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ การฟังธรรมเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะไม่ได้ยินคำของพระองค์ ดังนั้นต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น ทุกคำที่ได้ฟังเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสด้วยพระองค์เองจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้น การตั้งจิตไว้ชอบก็คือฟังเพื่ออะไร ไม่ใช่ฟังเพื่ออย่างอื่นเลยทั้งสิ้น แต่ฟังเพื่อเข้าใจความจริง เพราะเหตุว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ทุกคำตรัสถึงสิ่งที่มีจริง แต่ว่าไม่มีใครรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ และทรงแสดงธรรมแต่ละคำให้เราเข้าใจ
ผู้ฟังต้องคิดถึงว่า ใครเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเราเป็นใคร เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปคิดถึงว่า จะได้เป็นพระโสดาบันดับกิเลส หรือว่าเป็นพระสกทาคามีดับกิเลสต่อไปอีก จนถึงความเป็นพระอนาคามี ดับกิเลสต่อไปอีกจนถึงความเป็นพระอรหันต์ ไกลแสนไกลเพราะอะไร เพราะไม่รู้ ไม่ใช่ว่าใครสามารถที่จะไปถึงการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงหนทางเพื่อรู้ความจริงโดยง่ายเลย แม้พระองค์เองก็ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะรู้สิ่งที่พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ว่า จากการที่ตรัสรู้ พระองค์ประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะคิดเองได้เลย ได้ฟังแล้วก็ยังยาก เหลือเชื่อ แต่ใครเป็นคนตรัสจากการที่ได้ประจักษ์แจ้ง
แต่ละคำเป็นคำจริง ซึ่งความไม่รู้ในแสนโกฏิกัปป์ที่ผ่านมาทำให้ปิดบังความจริงที่ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เพราะฉะนั้น เวลาที่ฟังแล้วประโยชน์ไม่ใช่ไปแยกธรรมหรือทำอะไรทั้งสิ้น ประโยชน์คือได้เข้าใจสิ่งที่มีซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน ซึ่งขณะนี้กำลังถูกปกปิดด้วยความไม่รู้ จนกว่าความเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะค่อยๆ เปิดเผยสิ่งที่มีให้ปรากฏ แต่ว่าถูกปกปิดไว้นานเท่าไร มากเท่าไร หนาเท่าไร แสนโกฏิกัปป์มาแล้วทุกขณะ
เพราะฉะนั้น เป็นการยากยิ่งที่จะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยง่าย แต่ประโยชน์ที่สุดก็คือ ในสังสารวัฏฏ์มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังคำจริงซึ่งเป็นประโยชน์ ที่จะทำให้จากการที่หลงไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น จากเกิดแล้วต้องตายทุกคน แต่ก่อนตายก็จะมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึก มีการทำดีทำชั่วหลากหลายมาก ซึ่งบังคับบัญชาไม่ได้เลยเพราะไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่มีไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยยึดถือว่า สิ่งนั้นยังเที่ยงและมั่นคง เช่น ขณะนี้ ลองคิดดู คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ไม่ต้องไปแยกอะไรใช่หรือไม่ แต่ฟังให้เข้าใจว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ปรากฏเดี๋ยวนี้ เกิดดับ "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา"
เหตุใดกล่าวว่า สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เกิดดับ เห็น ได้ยิน สิ่งต่างๆ หลากหลายมากจะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ ต้องทีละหนึ่ง กว่าจะเป็นทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏดับแล้ว สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏต่อสืบกันเหมือนไม่ดับเลยก็เกิดแล้ว ดับแล้วทั้งนั้น นี่เป็นคำของใคร คำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ เพื่อให้คนฟังได้เริ่มเห็นถูกเข้าใจถูก ซึ่งความเห็นถูกก็ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย อะไรๆ ก็ไม่มี โลกก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีสิ่งที่เกิดและก็มีสภาพที่รู้ เกิดเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง โลกจึงปรากฏ
เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเกิดความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ซึ่งคำของพระองค์ทุกคำเป็นสิ่งที่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ด้วยความเข้าใจ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจเลย ไม่มีทางที่จะรู้ว่า คำจริงสามารถที่จะรู้ได้แต่ต้องด้วยการที่เข้าใจขึ้นๆ ไม่ใช่คิดว่าเมื่อไรเราจะรู้ เมื่อไรเราจะแยกได้ เมื่อไรเราจะเป็นเช่นนั้น เมื่อไรเราจะเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ต้องไปแยก ไม่ใช่ต้องไปทำอะไรเลย ฟังเข้าใจ แต่ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจ คำนั้นจริงหรือไม่
ถ้าคำนั้นเป็นคำจริง ไตร่ตรองจนกระทั่งสามารถที่จะเข้าใจ แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังเป็นประโยชน์ เพราะเหตุว่าการศึกษาใดๆ ก็ตามต้องตั้งต้น ถ้าไม่มีการเริ่มต้นเลยในสังสารวัฏฏ์แล้วต่อไปก็ไม่ได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่เมื่อใดก็ตาม ชาติใดก็ตาม มีโอกาสได้ฟังคำจริงแล้วเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ละเลย การที่เห็นประโยชน์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งรู้ว่าสิ่งที่มีประโยชน์ในชาติหนึ่งๆ ที่เกิดมา ไม่มีอะไรเท่ากับความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีตามความเป็นจริง เพราะว่าทุกอย่างต้องหมดสิ้นไป มีอะไรบ้างที่ไม่หมดสิ้น อาหารที่รับประทานเมื่อสักครู่นี้อยู่ไหน ความคิดอยู่ไหน เราอาจจะบอกว่าคิดเมื่อนั้นเมื่อนี้ ตรงนั้นตรงนี้ แล้วเดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่เหลือเลยสักอย่างเดียว
ความจริงก็คือ สิ่งที่มีจริงมีเมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วดับไป ไม่มีใครรู้เลยเพราะว่าแต่ละหนึ่งไม่ได้ซ้ำกันเลย แม้แต่เดี๋ยวนี้เห็นก็ไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิด แต่ละหนึ่งต้องเกิดแน่นอนแล้วดับไปด้วย แต่ว่าไม่มีการรู้ว่าสิ่งนั้นได้เกิดขึ้นแล้วดับไปแล้ว เพราะการสืบต่อรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นการฟังคำซึ่งเราใช้คำว่า ธรรม คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่ไตร่ตรองแล้วเห็นความหนาแน่นของความไม่รู้ ความเข้าใจที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจะรู้ได้ว่าเพราะได้ฟัง แล้วก็ยังมีอีกมากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะรู้ว่าเพียงคำสองคำ ประโยคสองประโยค ไม่สามารถที่จะทำให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง จนกระทั่งละความเห็นผิดที่หลงยึดถือว่า มีเรา หรือว่าเป็นเรา หรือว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ที่ยั่งยืน แต่ละคำอีกไกลใช่หรือไม่
ขณะนี้สิ่งนี้กำลังเกิดดับ แต่คำจริงแต่ละคำจะนำไปสู่ความเข้าใจขึ้น ความเห็นถูกเพิ่มขึ้น และสิ่งที่กำลังเกิดดับจึงปรากฏโดยไม่มีอะไรที่จะปิดกั้น ซึ่งสิ่งที่ปิดกั้นตลอดเวลาคือความไม่รู้ ทุกอย่างเกิดดับเร็วแล้วหมดไปและไม่รู้เลย ก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน จนกว่าจะได้ฟังคำซึ่งชาตินี้จะเข้าใจมากน้อยเท่าไร ขึ้นอยู่กับว่าได้ฟังแล้วไตร่ตรองและสามารถที่จะรู้ประโยชน์ยิ่งขึ้น
อ.วิชัย ขณะนี้ยังมีความไม่รู้อยู่เพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏ แต่รู้หรือว่าเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้มากน้อยเพียงใด จากการฟังก็รู้ได้ว่า เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นธรรม แต่ว่าเป็นความรู้ขั้นการฟัง และยังต้องสะสมจนมั่นคงที่จะเข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้มีสภาพธรรมแต่ละลักษณะแต่ความไม่รู้ปกปิดไว้ ไม่สามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงได้ เพราะความไม่รู้หรืออวิชชาก็เป็นธรรมเหมือนกัน ดังนั้น ทุกๆ ขณะที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย แต่มีสภาพธรรมแต่ละลักษณะที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรมนั้นๆ
ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทำอะไรขึ้น แต่สิ่งที่มีทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตายเป็นสิ่งที่เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะว่าเกิดมาก็ไม่รู้อะไรเลย และไม่รู้ไปเรื่อยๆ เข้าโรงเรียน เรียนวิชานั้นวิชานี้ มีชีวิตต่อไปจนตายก็ไม่รู้อะไร แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ให้ใครไปทำ แต่ให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้
เริ่มต้น ขณะนี้ทุกคนเห็น ถ้าไม่เคยได้ยินได้ฟังว่า เห็นมีจริงที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป เพียงคำนี้คำเดียว ลองคิดดู คนฟังที่จะใส่ใจมีกี่คนที่จะรู้ว่า เป็นความจริงแน่นอนทุกคำ เห็นมีจริงเมื่อเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงเช่นนี้ทุกอย่างจะค่อยๆ เปิดเผยขึ้น แม้แต่ได้ยินมีจริง เมื่อเกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป ค่อยๆ ไตร่ตรองพิจารณา เพื่อที่จะให้สอดคล้องกับคำที่ว่าสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร และไม่ได้อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วเดี๋ยวนี้ ปรากฏเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นไม่เป็นอย่างอื่น
ถ้าไม่มีตา ไม่เห็นแน่นอน จะไม่รู้เลยว่าสิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะที่ทุกคนมีตาแล้วลืมตาแล้วเห็น เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งมีจริงชั่วคราว ขณะนี้เพียงได้ยินเกิดขึ้น ตามความเป็นจริงเห็นต้องไม่มี และสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า เกิดมีแล้วดับ ไม่ใช่ไม่มี แล้วไม่ใช่ไม่เกิดด้วย ถ้าไม่เกิดไม่มีแน่นอน ไม่ว่าอะไรทั้งหมด มีเมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป
ทุกคำจริงหรือไม่ ไม่ใช่บังคับให้ใครเชื่อ แต่ถ้ารู้ว่าเป็นความจริง จะรู้ว่าความจริงนี้สามารถประจักษ์แจ้งได้ สามารถที่จะรู้จริงๆ ได้ แต่ไม่ใช่ในขณะที่เพิ่งเริ่มฟัง เพราะฉะนั้นอยู่ที่คนที่ได้ฟังว่า ฟังแล้วเห็นประโยชน์ที่จะรู้ว่าจริงอย่างไร จริงแน่นอนเลย แต่ว่าจริงเพียงแค่ตั้งต้น จริงถึงที่สุดก็คือประจักษ์ความจริงได้ สามารถที่จะละการที่เคยยึดถือว่า มีคน มีสัตว์ มีสิ่งต่างๆ เป็นรู้ว่ามีแต่สิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือไม่ว่าจะเป็นวัตถุภายนอกก็ตาม
ทุกอย่างไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้น ขณะนี้เกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา ฟังไว้ เมื่อจริงก็ฟังต่อไปอีกเพื่อจะได้เข้าใจความจริงนี้ยิ่งขึ้น อีกนานหรือไม่ แต่ว่าแน่นอนคือเห็นขณะนี้ดับ ได้ยินดับ ทุกอย่างที่ปรากฏก็ดับ แต่ปรากฏเหมือนไม่ได้ดับไปเลยเพราะเกิดสืบต่ออย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าใช้คำว่าสุดที่จะประมาณได้ จริงเช่นนั้นเลย ขณะนี้กี่คนในห้องนี้ ดอกไม้กี่ดอกแล้วยังมีอย่างอื่นอีก ประมาณได้หรือไม่ว่า กว่าจะเป็นดอกไม้แต่ละหนึ่ง จะต้องมีเห็นกี่ขณะ และยังคนแต่ละคน จะต้องมีเห็นกี่ขณะ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380