ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๘
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท
วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ด้วยเหตุนี้ ศรัทธาของพระอริยบุคคลจึงมั่นคงกว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล
อ.อรรณพ ใครคือผู้ที่สมควรที่จะเรียกให้มาดู
ท่านอาจารย์ ทุกคำยืนยันคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จะเดือดร้อนหรือไม่ ใครอยากทำให้ใครสนใจธรรมมาฟังธรรมบ้างก็ไม่ได้เข้าใจความเป็นอนัตตา แต่ถ้าเข้าใจก็คือเมื่อถึงเวลาที่เหตุที่ได้สะสมมาแล้วจะให้ผล ใครก็ยับยั้งไม่ได้ที่จะไม่ให้เกิดขึ้น มากันเองก็ตั้งมากมายหลายตัวอย่าง เปิดวิทยุหมุนเจอบ้างอะไรบ้างมากมาย เมื่อถึงเวลาไม่เห็นมีใครไปชวน แต่กรรมที่ได้กระทำไว้ที่สะสมไว้แล้วถึงเวลา ไม่มีใครสามารถจะกั้นได้
ผู้ฟัง ขอความเข้าใจในสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นความอยากทั้งสองอย่างก็คือ เมื่อเป็นทุกข์อยากไปทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ฟังธรรม กับอยากที่จะไปฟังธรรมด้วยความเป็นเรา ซึ่งตอนฟังธรรมก็หายทุกข์เวลาที่ได้ยินคำพูดบางคำ เช่น เราผิดหวังจากบางเรื่องแล้วเราก็ฟังธรรม แล้วท่านอาจารย์ก็มีการสนทนาในนั้นว่า เพราะเป็นเราที่หวังก็เลยผิดหวัง ด้วยคำพูดเช่นนี้หรือว่าด้วยสะสมความเข้าใจมาน้อยๆ เช่นนี้ก็ทำให้ทุกข์หายไปได้บ้าง แต่ขอความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ มีตั้งหลายขณะซึ่งเป็นโรค แต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคใช่หรือไม่ นั่งกันอยู่นี่ถ้าไปหาหมอ หมอตรวจพบแน่ใช่หรือไม่ แต่ว่าเราไม่รู้ว่าเป็นโรคใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เวลาที่เป็นทุกข์เดือดร้อนผิดหวังอะไรก็ตามแต่ แล้วไปแก้โรคนี้โดยวิธีอื่นแล้วก็หายไป เหมือนหายโรค โรคอื่นก็มีตั้งมากมายแต่ไม่รู้ว่าเป็นโรค ใช่หรือไม่ เมื่อโรคไหนเกิดก็คิดว่านั่นเป็นโรคแล้วไปรักษาโรคนั้น แต่ความจริงก็ยังเป็นโรคอยู่นั่นเองเพราะยังไม่รู้จักโรค นั่นคือขณะที่ยังไม่ได้ฟังธรรมใช่หรือไม่ เมื่อฟังธรรม คำถามก็คือว่าแล้วอยากฟังธรรมเป็นการรักษาความขุ่นใจ หรือบางโรคที่ไม่ชอบที่ขณะนั้นเดือดร้อนได้หรือไม่ ก็ต้องรู้ว่าฟังแล้วต้องการอะไร ต้องการเพื่อจะรักษาโรคเท่านั้น หรือว่าฟังเพราะเห็นประโยชน์
หลายคนมาฟังธรรม เมื่อมีความสุขก็หายไป หมดโรคแล้ว ไม่ฟังแล้วใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วต้องเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ ไม่ใช่ฟังเพื่ออะไรต่างๆ แต่ฟังเพราะไม่รู้ และก็รู้ว่าถ้าฟังแล้วจะรู้และเข้าใจ นี่คือตรงตามความเป็นจริงว่า การฟังธรรมทุกครั้งไม่ได้หวังอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เพื่อเข้าใจจึงจะค่อยๆ รักษาโรคไม่รู้ได้
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ไม่ทุกข์ก็ฟังพระธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะเห็นประโยชน์ ซึ่งบางทีปะปนกัน บางคนบอกว่าชอบฟัง แต่ว่าเข้าใจหรือไม่ ถ้าเข้าใจ เข้าใจเป็นส่วนหนึ่ง ชอบก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ถ้าชอบฟัง ฟังไปแล้วไม่เข้าใจก็เป็นชอบฟัง แต่ว่าไม่เข้าใจเพราะเพียงฟัง ใช่หรือไม่ แต่เห็นประโยชน์ก็ต้องอีกอย่าง ไม่ใช่เพียงชอบ เพราะรู้ว่าชอบตั้งหลายอย่างแล้วเหตุใดมาชอบฟังธรรม นี่คือตรงกันข้ามกันใช่หรือไม่ เพราะชอบอย่างอื่น อยากได้ ติดข้องพอใจ แต่เมื่อชอบฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้ ก็ต้องรู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่า ฟังเพื่ออะไร ตรงหรือไม่ ถ้าไม่ตรงสักนิดเดียวก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะยังเป็นเราอยู่นั่นเองที่ฟังเพื่ออะไรต่างๆ แม้แต่ฟังเพื่ออยากจะเก่งก็ไม่ถูกต้องเพราะเป็นเรา ดังนั้นการทำอะไรก็ตามด้วยความเป็นเรา ยังไม่ได้ค่อยๆ ละความเข้าใจผิดที่หลงว่ามีเรา แต่ความจริงเป็นธรรม
ผู้ฟัง เราจะเข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เข้าใจตรงนี้เพิ่มขึ้นให้จนเป็นสัญญาความจำ ที่จำได้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ไม่ไปจดจ้องแบบผิดๆ ด้วยว่าแต่ละหนึ่งเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วมีความต้องการอะไรหรือไม่
ผู้ฟัง มีความต้องการอยากรู้
ท่านอาจารย์ อยากรู้ ยังไม่หมดความเป็นเรา เพราะฉะนั้น มีความเป็นเราแน่นอนและมีมากด้วย แล้วแต่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ แม้แต่ประโยคที่จะถามเรื่องธรรมต่างๆ จะถามด้วยความเข้าใจ หรือว่ายังไม่จบ ที่คุณกนกวรรณพูดก็แสดงความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตาแล้ว ไม่คิดว่าจะมาก็จะมา แล้วที่ตอบว่าวันนี้จะมาหรือไม่ก็แล้วแต่ปัจจัย แสดงเค้าของความที่ได้เคยได้ยินได้ฟังว่าเป็นอนัตตา แต่ยังไม่ลึกพอจึงมีคำถามนี้ แสดงให้เห็นว่า ความเป็นตัวตนจะออกมาในรูปแบบที่ขณะนั้นไม่รู้ว่าด้วยความเป็นตัวตน ไม่ใช่เพียงอยากถาม อยากหาวิธี รู้ได้เลยถึงจุดประสงค์ทั้งๆ ที่เคยฟังว่าเป็นอนัตตา ทั้งๆ ที่มีความรู้ความเข้าใจพอสมควรที่จะพูดได้ว่า แล้วแต่เหตุปัจจัย ก็ยังถาม แสดงว่าอะไร
ดังนั้นประโยชน์จริงๆ ไม่ใช่อยู่ที่ผู้พูด แต่อยู่ที่ผู้ฟังได้คิดและไตร่ตรองด้วยตัวเอง เพราะว่าถ้าฟังเขาบอกแล้วเชื่อว่าจริง เดี๋ยวก็ลืม แต่ถ้าถามให้คิดให้ละเอียดจะเป็นปัญญาของคนนั้นเอง ที่หลังจากไตร่ตรองแล้วรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด จะทำให้เป็นคนที่สามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่ได้ยินได้ฟังถูกหรือผิด ไม่ใช่ให้เชื่อ
ผู้ฟัง หรือแม้แต่ความเป็นไปที่สภาพธรรมในชีวิตประจำวันจะไม่ใช่เรา คือยังห่างไกล
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีหนึ่งขณะนี้ จะถึงหรือไม่ เพียงแค่ขาดหนึ่งขณะนี้ไปหนึ่งขณะ จะถึงหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ประมาทแต่ละหนึ่งขณะไม่ได้เลย น้ำในมหาสมุทรหรือที่ไหนก็ตามทีละหยด การที่จะไปละความไม่รู้ซึ่งหนาเหนียวแน่นมากในสังสารวัฏฏ์อาศัยอะไร ถ้าไม่ใช่ความเข้าใจที่เกิดจากการไตร่ตรองพิจารณาว่า อะไรถูก อะไรผิด นั่นเป็นจุดเริ่มของปัญญาที่จะไม่หลงทาง
ผู้ฟัง การเข้าใจอย่างละเอียดในคำนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่าความเข้าใจอย่างละเอียด ก็ต้องมาจากการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วไม่ใช่ให้เชื่อ ไตร่ตรองพิจารณาจนเข้าใจความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมนั้น เห็นเกิดดับ ลึกซึ้งอย่างยิ่งหรือไม่
ผู้ฟัง ลึกซึ้ง
ท่านอาจารย์ จริงหรือไม่
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ รู้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง รู้ได้
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง ต้องฟังให้เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะจริง สิ่งไหนที่จริง ความจริงก็ต้องปรากฏ เพราะฉะนั้น เห็นขณะนี้เกิดดับจริงๆ รู้ได้แน่นอน แต่ไม่ใช่เพราะอยากรู้ หรือไปทำให้รู้ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ความเข้าใจค่อยๆ ละเอียดขึ้นๆ จนกระทั่งมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ปัญญาที่สามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ขณะอื่นเลยทั้งสิ้นและโดยความเป็นอนัตตา เลือกได้หรือไม่ เวลานี้มีทั้งคิด มีทั้งเห็น มีทั้งจำ มีทั้งความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ สารพัดทุกอย่างที่มีแล้วจะเลือกรู้ได้หรือไม่ ไม่ได้
แสดงให้เห็นว่าเป็นความเข้าใจที่รู้ว่า แม้แต่ความเข้าใจจะเกิดเองก็ไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจที่เป็นไปโดยการละ เพราะถ้ายังรวมกันก็ไม่มีทางจะไปรู้หนึ่งได้ แต่ละความที่เคยรวมกันโดยเข้าใจความจริงทีละหนึ่ง เช่น สิ่งที่ปรากฏทางตาเวลานี้รวมกันหมดเลยใช่หรือไม่ แต่เริ่มเข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น นี่เป็นจุดเริ่ม เพียงเป็นสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นแล้วเราจะไปใส่ใจหรือไม่ นั่นสีแดง นั่นสีม่วง นี่สีขาว เราก็ไม่ใส่ใจแล้ว เมื่อเริ่มเข้าใจว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ คำนี้คำเดียวสามารถนำไปสู่ความเข้าใจความลึกซึ้งขึ้นว่า สิ่งนี้ไม่สามารถที่จะปรากฏในขณะที่ไม่เห็น เห็นเกิดเมื่อไร สิ่งนี้ต้องปรากฏเมื่อนั้น ไม่มีใครไปทำ
เพราะฉะนั้น ความเข้าใจความเป็นธรรมค่อยๆ ละเอียดขึ้นว่า เพียงเป็นสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งยังไม่ถึงเพราะว่าขณะนี้ก็ยังเป็นคน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะความใส่ใจสนใจในสิ่งที่รวมกัน และถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะแยกออกละเอียดมาก เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วดับด้วย และจิตที่เกิดต่อไม่เห็น หนึ่งขณะที่เห็นแต่มารวมกันเป็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่ใช่พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรู้หรือไม่ คนธรรมดาไม่สามารถจะรู้ได้จนกว่าจะได้ฟังคำของพระองค์ สาวกคือผู้ฟังและมีความเข้าใจที่มั่นคงด้วย คำของพระองค์เป็นคำจริง
ดังนั้น ความเป็นผู้ตรงคือเริ่มเข้าใจถูก กว่าจะค่อยๆ ละความเป็นคนนั้นคนนี้ ถ้าเกิดนึกถึงอะไรขึ้นมา จำใช่หรือไม่ ถ้าไม่จำจะคิดเช่นนั้นได้หรือไม่ ลักษณะที่จำปรากฏหรือไม่ว่าไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าเราเลือกคิดไม่ได้ คิดเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย อย่างที่เคยกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อ ๑๐ ปีก่อน ๒๐ปีก่อนที่เหมือนลืมไปเลย เราไม่ได้ไปจำหมดทุกอย่างแต่แล้วก็เกิดคิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะจำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรากำลังฟังเดี๋ยวนี้ก็สะสมๆ เหมือนไม่มี เวลาไม่ได้ฟัง เวลาไม่ได้คิด ใช่หรือไม่ แต่เมื่อพร้อมด้วยเหตุปัจจัยเมื่อไร สิ่งนั้นเกิด จะเห็นความเป็นอนัตตา เหมือนกับเรื่องที่ตั้ง ๒๐ ปีก่อน ลืมไปแล้วเพราะอะไรเกิดคิดขึ้นได้ แสดงให้เห็นการสะสมของธรรมว่า ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมได้เลย
จิตเป็นสภาพที่สะสมกุศลและอกุศลที่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เกิดอีก เมื่อได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส โดยแล้วแต่เจตสิกใดเกิดขึ้นทำหน้าที่อะไร สัญญาจำอย่างเดียว จำเท่านั้น แต่วิตกเจตสิกจรดในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าอารมณ์ใดทั้งสิ้น ผัสสเจตสิกกระทบ ทำอื่นไม่ได้ กำลังเห็นผัสสะกระทบ เกิดพร้อมจิตที่เห็น กระทบอะไร กระทบสิ่งที่กำลังปรากฏ เสียงที่ปรากฏ ผัสสะกระทบเสียง จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง จิตจะไปรู้อย่างอื่นที่ผัสสะไม่กระทบไม่ได้
ผัสสะเกิดขึ้นทำหน้าที่ของผัสสะ สัญญาเจตสิกทำหน้าที่ของสัญญาเจตสิก วิตกทำหน้าที่ของวิตกเจตสิก เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องละเอียดโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ว่าเราอยาก แต่ถ้าอยากเกิดเมื่อไร ปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วมีกำลังที่จะรู้ว่า นั่นคือธรรมชนิดหนึ่ง มีลักษณะเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้วดับไป จึงสามารถที่จะประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ซึ่งขณะนี้เราไม่รู้เลยเพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อไรในสังสารวัฏฏ์ข้างหน้า มีปัจจัยที่จะเกิดอะไรขึ้นสิ่งนั้นต้องเกิด โลภะก็ต้องเกิด โทสะก็ต้องเกิด ปัญญาที่สะสมมาแล้วก็เกิดได้ เมื่อมีกำลังหรือเมื่อถึงเวลาที่จะเกิด ใครจะไปห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ พร้อมที่จะเกิดก็เกิด
ดังนั้นจะเห็นตัวอย่างของสาวกในพระไตรปิฎก ท่านไม่ได้มีการหวังล่วงหน้าเลย กำลังล้างเท้าเป็นพระโสดาบันโดยไม่ได้คิดมาก่อน ไม่ต้องไปนั่งเตรียมตัวว่า กำลังนั่งดีๆ จ้องดีๆ แล้วปัญญาจะเกิด นั่นคือไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ขณะนี้เป็นครั้งหนึ่ง ณ กาลครั้งหนึ่ง ชาติหน้าลืมหมดเลย เราอยู่ที่ไหน เคยฟังอะไร แต่คำที่ได้ฟังจะสะสมสืบต่ออยู่ในจิต ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นใคร เมื่อไร สถานการณ์อย่างไรก็ตาม พร้อมด้วยปัจจัยที่จะเกิดก็เกิดโดยเราไม่รู้ว่า ต่อไปคนข้างหน้าซึ่งมาจากคนนี้จะเป็นอย่างไร ตามการสะสม
--------------------------------------------------------------------------------------
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
--------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ฟัง พุทธศาสนิกชนมักจะเข้าใจว่า สร้างบุญหนีกรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรู้จักบุญหรือไม่ ข้อสำคัญที่สุดก็คือพุทธศาสนิกชน แต่ว่าเข้าใจแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหรือไม่ แม้แต่คำว่าบุญหรือจะสร้างบุญ เพื่ออะไร
ผู้ฟัง เป็นความโลภ
ท่านอาจารย์ ก็เพื่อตัวเอง แต่ไม่ใช่เพราะบุญคือความดี เพราะฉะนั้นถ้าเปลี่ยน ชาวพุทธหรือพุทธศาสนิกชนเห็นประโยชน์ของการที่จะมีกิเลสน้อยลงๆ ขัดเกลากิเลสโดยที่มีความดีเพิ่มขึ้น เช่นนั้นจะพอใจหรือไม่ หรือว่าอยากจะสร้างบุญ แต่ละเรื่องเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาโดยละเอียดมาก ไม่เช่นนั้นก็หลงทางตั้งแต่ต้น เช่น สร้างบุญ ก็ต้องถามว่าเพื่ออะไร
ผู้ฟัง โดยส่วนใหญ่สร้างบุญก็เพื่อขอ
ท่านอาจารย์ ก็เพื่อตัวเองใช่หรือไม่ แล้วชาวพุทธได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหรือไม่ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ไม่ได้พูดถึงคนสร้างบุญ แต่บุญเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่ว่าอะไรทุกอย่าง เพราะฉะนั้น การที่จะกล่าวว่าพุทธศาสนิกชน หรือผู้ที่เข้าใจธรรมนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องพิจารณาตนเองว่า มีความเข้าใจมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่เข้าใจเพียงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา บางคนยังถามว่าเพื่ออะไร ใช่หรือไม่ เพื่อสร้างบุญ หรือว่าเพื่อให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง
ดังนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เป็นเรื่องซึ่งถ้าไม่เข้าใจตั้งแต่ต้นก็หลงทางตั้งแต่ต้น ซึ่งจะไม่ทำให้เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
ผู้ฟัง หนทางที่ถูกต้องที่สุดก็คือ เราควรฟังธรรมเพื่อสะสมความเข้าใจในทางที่ถูกต้อง การฟังธรรมที่ถูกต้องคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่เคยรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคยได้ฟังชื่อนี้เลยแล้วจะสนใจหรือไม่ แต่เมื่อได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีบุคคลอยู่สองประเภท ประเภทหนึ่งสนใจที่จะได้ฟังคำของพระองค์ แต่อีกประเภทหนึ่งสนใจคิดว่าพระองค์จะนำสิ่งดีๆ มาให้ โดยการขอหรือว่าโดยการนับถือ แสดงให้เห็นว่า แม้แต่การที่จะนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องรู้ประโยชน์ว่าเพื่ออะไร เราเป็นใคร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำ พระ อรหันต สัมมา สัมพุทธเจ้า ผู้ดับกิเลสด้วยการที่ทรงตรัสรู้ความจริง ได้ยินเช่นนี้ ถ้าไม่รู้ความหมายก็คิดว่าเป็นผู้ที่ควรเคารพบูชาสูงสุด เพื่อขอ เพื่อไหว้ เพื่อสักการะ แต่ถ้ามีความเข้าใจว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงดับกิเลสได้หมดสิ้นด้วยพระปัญญา ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงคุณเหนือบุคคลอื่นใดทั้งสิ้นพร้อมทั้งพระทศพลญาณ พระญาณมากมายมหาศาลที่ทรงแสดงธรรม เพื่อให้บุคคลอื่นสามารถที่จะมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมีในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้ผู้ที่เห็นประโยชน์ว่า เราเกิดมาถ้าไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราสามารถจะเข้าใจอะไรในชีวิตได้หรือไม่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะรู้อะไร ควรจะเข้าใจอะไร
ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมากจึงจะเห็นคุณ และเมื่อรู้คุณแล้วจะประพฤติปฏิบัติตามคำที่พระองค์ได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้นที่คนทั่วไปได้ยินได้ฟังคือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรม ทรงประกาศสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย ได้ยินคำว่า "ธรรม" จนคุ้นหู แต่ถ้าไม่ฟังให้เข้าใจจริงๆ ก็บอกไม่ได้ว่าธรรมคืออะไร แม้แต่เพียงคำเดียวก็ประมาทไม่ได้เลย การศึกษาทั้งหมดถ้ารู้ไม่จริงก็เป็นโทษเพราะเข้าใจผิด แต่ถ้ารู้จริงย่อมเป็นคุณ เราเป็นใคร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร พระองค์ตรัสรู้ธรรม แล้วเรารู้ธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง สิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวเสมอคือว่า จะต้องถูกต้องและมั่นคง ความถูกต้องและมั่นคงคืออย่างไร
ท่านอาจารย์ ฟังคำแม้เพียงคำเดียวก็ไตร่ตรองจนกระทั่งไม่เปลี่ยน คำนั้นต้องเป็นคำนั้น เช่น ธรรมคืออะไร
ผู้ฟัง ธรรมคือสิ่งที่เป็นจริง
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่มีจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ได้อย่างไร ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ไตร่ตรอง ดังนั้นธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งหรือไม่ เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงตรัสรู้โดยทรงบำเพ็ญพระบารมี ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะบำเพ็ญบารมีเช่นนั้นได้เลย พระองค์ตรัสรู้ธรรม หมายความว่ามีธรรมที่ลึกซึ้ง ไม่ง่ายเลย ต้องบำเพ็ญบารมีนานมากกว่าจะเข้าใจความจริงของธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพียงคำว่ามีจริงก็ต้องคิด ไม่ใช่ให้จำแต่ให้ไตร่ตรองว่า นี่คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อตรัสรู้ความจริง
เพียงกล่าวว่า "ธรรมคือสิ่งที่มีจริง" ไม่พอ เพราะยังไม่รู้ว่าอะไร ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงก็ต้องรู้ว่า สิ่งที่มีจริงนั้นคืออะไร เดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้มี
ท่านอาจารย์ อะไร
ผู้ฟัง เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส มีจริง
ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เกิดจนตายทุกวันมีจริงทั้งนั้น แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงว่าพระองค์ตรัสรู้คน หรือดอกไม้ หรือโต๊ะ หรือเก้าอี้ แต่ตรัสรู้ธรรม สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราเคยยึดถือและเคยเข้าใจมาก่อน ใช่หรือไม่ ธรรมต้องเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งยากที่จะรู้ที่จะเข้าใจ แม้ว่าเดี๋ยวนี้ก็มี
ขณะนี้ทุกคนกำลังเห็น เห็นมีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้น ทรงตรัสรู้เห็นที่กำลังเห็น ซึ่งทุกคนที่เห็นไม่ได้สนใจเห็น ไม่ได้ต้องการจะเข้าใจความจริงของเห็นเลย ไม่รู้ด้วยว่าเป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไรกว่าจะตรัสรู้ความจริงของเห็น และทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่เว้น ไม่ใช่เพียงเห็นอย่างเดียว ดังนั้นต้องต่างกับที่เราคิดใช่หรือไม่ เราคิดว่าเห็นเป็นเราเห็น ธรรมดามากเลย ไม่ต้องมีใครสอน ไม่ต้องมีใครบอก เราเห็นใช่หรือไม่ นกเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง นกก็เห็น
ท่านอาจารย์ ไก่เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง เห็นเช่นเดียวกัน
ท่านอาจารย์ แล้วเห็นเป็นไก่ หรือเป็นนก หรือเป็นคน
ผู้ฟัง เห็นเป็นเห็น
ท่านอาจารย์ กว่าจะรู้ว่าเห็นเป็นเห็นเท่านั้น ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น เท่านี้ลองคิดดูนานหรือไม่ กว่าจะมีความเข้าใจที่มั่นคงที่จะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีใครรู้การเกิดดับเลย เพราะเมื่อสิ่งหนึ่งดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้อีกสิ่งหนึ่งเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่น มากมายมหาศาล ถ้าจะกล่าวว่า โลกนี้ เดี๋ยวนี้ ห้องนี้มีอะไรบ้าง พูดได้หลายอย่าง แต่ทั้งหมดต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็มีไม่ได้ แล้วไม่มีใครไปทำให้เกิดด้วย ไม่มีคนที่จะไปทำให้เกิด แต่สิ่งนั้นต้องเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด ไม่เกิดไม่ได้ ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจธรรม เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม คิดเป็นธรรม จำเป็นธรรม ชอบเป็นธรรม ไม่ชอบเป็นธรรม แล้วมีเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ มีแต่ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง จนกว่าจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพธรรม จึงสามารถที่จะมั่นคงว่าไม่มีเรา เพราะสิ่งนั้นมีปัจจัยเกิด ไม่มีใครไปทำ และสิ่งที่มีปัจจัยเกิดขึ้นก็ดับไปเป็นธรรมดา ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้น ค่อยๆ เข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษาว่า สอนให้รู้ ให้เข้าใจ ประกาศความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามความเป็นจริง เพื่อรู้ว่าไม่มีเรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380