ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
ตอนที่ ๑๓๓๖
สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ความเห็นถูกไม่ใช่เรา เห็นถูกเมื่อไหร่ความเห็นผิดก็ลดน้อยลงไปจนกว่าจะไม่เหลือเลย แต่ต้องถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรม ดับกิเลสตามลำดับขั้น กิเลสดับได้คิดดูสิ เก็บสะสมมานานแสนนานมากมาย ติดข้องตั้งแต่ลืมตาจนหลับตาทุกชาติไป แต่ปัญญาสามารถจะค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งดับกิเลสได้ เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงแสดงความจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ได้รู้ตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทางที่จะดับกิเลสไหม
ผู้ฟัง ไม่มีเลย
ท่านอาจารย์ ไม่รู้อะไรเลยไปนั่งนิ่งๆ ไปเดินจงกรมละ กิเลสได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นคนตรง
ผู้ฟัง กว่าจะผ่านตรงนั้นมา ก็หลงทางเสียตั้งเยอะแล้ว
ท่านอาจารย์ แต่เป็นบุญที่ได้เข้าใจถูกต้อง แล้วก็จะไม่กลับไปสู่ความเห็นผิด เมื่อมีความเห็นถูกมั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง โมหะกับอวิชาเหมือนกันไหม
ท่านอาจารย์ เราต้องรู้ภาษาบาลีด้วย ไม่อย่างนั้นทั้งๆ ที่เป็นธรรมอย่างเดียวกันแต่มีลักษณะและพูดได้หลายอย่าง ขอเชิญคุณคำปั่น
อ.คำปั่น ว่าโดยสภาพธรรมก็คือเป็นอย่างเดียวกัน แต่ว่าพยัญชนะต่างกัน ความหมายมีดังนี้ โมหะก็คือหลง อวิชาคือไม่รู้ความจริง นี่คือพยัญชนะที่กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงประการหนึ่ง เวลาที่กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้คือเจตสิก ธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต ชื่อของสภาพธรรมนี้มีมาก แต่เมื่อกล่าวโดยประมวลก็คือโมหเจตสิก ก็คือความหลงความไม่รู้ความจริง ชื่อต่างกันแต่ความเป็นจริงของธรรมไม่เปลี่ยน
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีโมหไหม มี ไม่รู้ใช่ไหมจึงชื่อว่าอวิชชา ไม่รู้ก็หลงเข้าใจว่าเป็นเรามานานแสนนาน หลงติดข้อง หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เราติดข้องดับแล้วหมดแล้ว แต่การสืบต่อปรากฏเหมือนกับว่ายังอยู่ กว่าจะประจักษ์แจ้งจริงๆ ที่จะค่อยๆ ละความหลงเพราะรู้ เพราะฉะนั้นวิชชาก็ละอวิชชา
ผู้ฟัง อย่างนี้ก็เท่ากับหลงตลอดเวลาเลย
ท่านอาจารย์ ดีไหมที่รู้
ผู้ฟัง ดี
ท่านอาจารย์ จะได้ไม่หลง
อ.คำปั่น ชาติที่ประเสริฐก็คือได้พบกัน แล้วก็ได้เกื้อกูลกันให้ได้มีความเข้าใจถูกเห็นถูกในธรรม ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้ตรัสรู้ความจริงเป็นพุทธรัตนะ ธรรมที่เป็นไปเพื่อดับกิเลส ซึ่งเป็นคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นธรรมรัตนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอุปการะเกื้อกูลแก่สัตว์โลก สัตว์โลกได้ฟังได้ศึกษาปัญญาเจริญขึ้นดับกิเลสตามลำดับขั้นเป็นสังฆรัตนะ เป็นพระอริยสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ว่าจะอยู่ในเพศใดก็ตาม บรรพชิตถ้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล ก็เป็นสังฆรัตนะ คฤหัสถ์ที่ครองเรือนไม่ได้ออกบวชแต่ฟังธรรมอบรมปัญญาถึงความเป็นพระอริยบุคคล ในฐานะที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นสังฆรัตนะ ที่เราได้ยินได้ฟังคำของพระองค์ ได้ยินคำของใคร
ผู้ฟัง ได้ยินคำของพระพุทธเจ้า
อ. คำปั่น ใช่ เพราะฉะนั้นในบรรดาบุคคลผู้กล่าว หรือว่าในบรรดาบุคคลผู้พูด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด เพราะพระองค์กล่าวคำจริง ซึ่งก็เป็นประโยชน์สำหรับผู้ฟัง เวลาที่พระองค์ทรงแสดงธรรมในแต่ละพระสูตร มีผู้บรรลุธรรมมากมายนับไม่ถ้วน และพระธรรมที่พระองค์ตรัสก็ยังเป็นประโยชน์จนถึงยุคนี้สมัยนี้
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจธรรมจะรู้ความจริงได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้แน่นอน
ท่านอาจารย์ จะเป็นพระอริยบุคคล ดับกิเลสได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็เป็นผู้ที่มั่นคง ว่าถ้าไม่เข้าใจธรรม คือธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง ไม่มีทางที่จะละความไม่รู้ จะไปดับความไม่รู้หรือดับกิเลสไม่ได้เลย ไม่มีหนทางอื่นเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงว่ามีหนทางเดียว ก็คือการรู้ความจริงของสภาพธรรม แล้วจะรู้ได้อย่างไร ก็ต้องอาศัยการฟังจนกระทั่งเข้าใจตามลำดับ
ผู้ฟัง การที่ว่าฟังแล้วรู้เพื่อละความไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ความจริงของเห็นของได้ยินขณะนี้ แล้วจะนำไปสู่การดับกิเลสได้อย่างไร
ท่านอาจารย์ มีแต่ความไม่รู้ หรือว่ามีความติดข้องพอใจในสิ่งที่ปรากฏด้วย
ผู้ฟัง ปกติก็ทั้งไม่รู้ความจริง แล้วก็ติดข้องพอใจ
ท่านอาจารย์ เวลาติดข้องแล้วสิ่งที่ได้มาด้วยความติดข้องหมดสิ้นไป สูญไป รู้สึกอย่างไร
ผู้ฟัง เสียใจ
ท่านอาจารย์ ก็เป็นทุกข์ และติดข้องไว้มากเลย ตั้งแต่ลืมตาจนตายทุกข์เยอะไหม
ผู้ฟัง ก็เยอะ
ท่านอาจารย์ แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์อย่างนี้อยู่ตลอดไป ดีไหม
ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้ฟังเหมือนกับว่าก็ไม่เห็นเดือดร้อนเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีคนมากที่ไม่มีโอกาสได้ฟัง และถึงแม้ว่าฟังแล้วก็มีคนที่ไม่เห็นประโยชน์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสด้วยพระองค์เอง ว่าแล้วเราจะทำอะไรเขาได้ เพราะทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ผู้ที่เข้าใจประโยชน์เท่านั้นที่จะรู้ว่าพระคุณที่เปรียบไม่ได้เลยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือทำให้ได้เข้าใจสิ่งซึ่งไม่สามารถจะเข้าใจ แม้ว่ามีตั้งแต่เกิดจนตาย ทำให้เกิดความติดข้อง ต้องการ เดือดร้อน เป็นทุกข์ และทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด ไม่ได้ติดตามไปเลย เสียเวลาไหม ต้องฟังทีละคำแม้แต่อริยสัจธรรม ๔ พูดกันตลอด แต่เข้าใจหรือเปล่า อริยสัจธรรมที่ ๑ สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับนี่แหละเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรที่เป็นของเราหรือเป็นอะไรที่เที่ยงเลย แค่มีปรากฏให้ติดข้องแล้วก็ดับไป แล้วก็หลงเข้าใจว่ายังมีอยู่ แล้วก็นำมาซึ่งความติดข้อง ขณะที่กำลังติดข้องเป็นทุกข์หรือเปล่า
ผู้ฟัง ศึกษาแล้วจึงทราบว่าขณะนี้ต้องเป็นทุกข์
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ศึกษา ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เห็นประโยชน์มาฟังทำไม ความจริงคืออะไร
ผู้ฟัง จะเรียนถามว่ามีคนทักมาว่าให้เดินสายกลาง ขอคำแนะนำว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ให้อยู่ในสังคมได้อย่างที่ไม่ต้องลำบากใจ
ท่านอาจารย์ ทางสายกลางของแต่ละคนก็ตามใจชอบ ใครจะชอบอะไรก็บอกว่านั่นแหละสายกลาง แต่ว่าถ้าเข้าใจธรรม ทางสายกลางคือไม่มีโลภะ แล้วก็ไม่มีโทสะ ซึ่งก็หมายความว่าต้องไม่มีโมหะ ถึงจะเป็นสายกลางได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละคำต่างคนต่างคิดเอง จนกว่าจะฟังว่าทางคืออะไร แล้วสายกลางคืออะไร แล้วทางไปไหน การที่เราจะฟังอะไรแล้วเราจะเชื่อทันทีก็ไม่มีความเข้าใจเลยในสิ่งที่เราเพียงฟังแล้วเชื่อ แต่ถ้าฟังแล้วไตร่ตรอง ทางสายกลางเป็นหนทางแน่และกลางด้วย และอะไรที่ไม่ใช่กลาง อยู่ตรงไหนซ้ายขวา ก็ต้องรู้ทางไปไหนก่อน ถ้าถามคนที่เขาบอกว่าอยู่ในโลกนี้ต้องทางสายกลาง ไปไหนทางนั้น เพียงแต่พูด แต่เขาจะบอกได้ไหมว่าทางสายกลางในแต่ละเหตุการณ์ที่เขาคิดว่าจะต้องไปเป็นทางสายกลางคืออะไร เพราะฉะนั้นทางสายกลางต้องละเอียดมาก ที่จะรู้ว่าเป็นทางถูกหรือเป็นทางผิด ต้องไตร่ตรองแม้แต่ว่าทางสายกลางถูกหรือผิด ไม่ใช่ว่าอยู่ดีเขาทางสายกลาง เราก็จะไปสายกลางด้วยความไม่รู้ แต่ทางสายกลางต้องเป็นหนทางที่ถูก เพราะไม่ผิดที่จะไปทางอื่นที่ไม่ตรง ไปสู่ความเข้าใจถูกต้อง จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะว่าการฟังเราต้องรู้ประโยชน์ของการฟัง ฟังทำไม ถ้าเพียงไม่เข้าใจเลยทั้งหมดที่ฟังเสียเวลามาก เพราะฟังแล้วไม่เข้าใจ แต่ว่าประโยชน์ก็คือว่าฟังแล้วต้องเข้าใจ และเข้าใจทีละคำแต่ละคำด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าเราถามคนที่บอกเราว่าในสังคมต้องมีชีวิตอย่างทางสายกลาง ก็ต้องถามเขาว่าทางนั้นไปไหน ที่ว่าเป็นทางสายกลางไปไหน แต่ถ้าเป็นคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องละเอียดมาก ทางสายกลางคือทางที่เป็นกุศล นำไปสู่การรู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นขณะนั้นต้องไม่มีความติดข้อง ที่จะไปทำอย่างอื่นด้วยความต้องการว่าอยากจะเป็นพระโสดาบัน อยากจะดับกิเลส บางคนก็ถึงความเป็นพระอรหันต์เลย บอกว่าทางนี้เป็นทางเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นทางนั้นไปด้วยความอยาก เพราะไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น จะเป็นทางสายกลางไม่ได้เลย และถ้าเราไม่ชอบหนทางนั้น แล้วเราก็อาจจะปฏิบัติด้วยความทุกข์ยาก คิดว่าหนทางที่เราไม่ชอบถูก ไปทรมานตัวใครอยากจะทรมานตัวบ้าง แต่ก็มีผู้ที่อุตส่าห์ไปทรมานตัว กำลังทรมานตัวใครชอบ ไม่ชอบ แต่หลงผิดเข้าใจผิดว่าทำอย่างนั้นแล้วจะหมดกิเลส ถ้าเราพยายามที่จะไม่มีกิเลสด้วยตัวเราเอง ไม่สนุกสนาน ไม่ดูโทรทัศน์ ไม่แต่งตัวสวยๆ ไม่ทำอะไร อันนั้นก็คือว่าคิดว่าหนทางที่จะไม่ทำสิ่งที่เราเคยพอใจนั่นแหละจะเป็นทางนำไปสู่การรู้ความจริงก็ไม่ถูกอีก เพราะฉะนั้นทางสายกลางต้องเป็นปัญญา ขณะนั้นไม่มีความเห็นผิด แล้วก็ไม่ใช่ทำด้วยโลภะความติดข้องหรือด้วยโทสะ แต่ต้องเริ่มก้าวแรกให้ถูกต้อง ถ้าก้าวแรกไม่ถูกไปซ้ายก็ไม่ใช่ทางสายกลาง ก้าวต่อๆ ไปก็ต้องผิดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นก้าวแรกจากความที่มืดสนิท ไม่รู้เลยว่าเกิดมา เกิดมาได้อย่างไร ทำไมถึงหลากหลาย แล้วก็เกิดมาแล้วต้องตายด้วย แต่ว่าไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ บางคนก็อายุสั้น บางคนอายุยืน และระหว่างที่ยังไม่ตายมีการเห็น มีการได้ยิน หลากหลายมากในแต่ละวัน เมื่อกี้นี้ก็อย่างหนึ่ง เดียวนี้ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ต่อไปก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่มีอะไรที่คงที่ และก็เลือกไม่ได้ด้วย เพราะทุกคนอยากจะเห็นแต่สิ่งที่ดีน่าพอใจ แต่ทำไมไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ อยู่ในโรงพยาบาล น่าพอใจไหม อยู่ในห้องไอซียู น่าพอใจไหม ก็เลือกไม่ได้ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครสามารถที่จะดลบันดาลหรือเลือกได้เลยที่จะเห็น ที่จะได้ยิน ที่จะได้กลิ่น ที่จะลิ้มรส แม้คิดนึก เพราะถ้าเลือกได้ ทุกคนอยากเลือกเป็นคนดี มีความสะดวกสบายทางตาเห็นสิ่งที่สวยงาม ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็ต้องมีความเข้าใจว่าเพราะอะไรทั้งหมด ที่จะต้องรู้ตามความเป็นจริงถ้ามีความเข้าใจสิ่งที่กำลังมี เริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อยและมั่นคง
อย่างเดี๋ยวนี้มีเห็น เคยเป็นเราเห็น แล้วก็ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ไม่ว่าอะไรปรากฏเพราะเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีที่จะปรากฏให้รู้ว่ามี เกิดแล้วก็ต้องดับไปไม่กลับมาอีกเลย ถ้ามีความเข้าใจจนประจักษ์แจ้งขณะนี้ที่กำลังเกิดดับ กิเลสก็ค่อยๆ หมดสิ้นไปตามลำดับขั้น เพราะเหตุว่าเคยยึดถือว่าเป็นเราเห็น แต่เห็นก็เกิดแล้วดับ เคยยึดถือว่าเป็นเราได้ยิน ได้ยินเกิดแล้วก็ดับ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นแต่เพียงว่ามีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วไม่สามารถที่จะยั่งยืนต่อไปได้เลย แค่เกิดและก็ดับ และถ้าประจักษ์แจ้งจริงๆ นั่นเราหรือ สิ่งที่เกิดแล้วดับนั่นแล้วหรือ แต่ตราบใดที่ยังไม่ประจักษ์แจ้ง ก็ฟังไว้ค่อยๆ พิจารณาว่าจริงหรือเปล่า ว่าเห็นขณะนี้ไม่มีใครทำ เกิดแล้วก็ดับไป และเพียงแค่เห็นจริงๆ ได้ยินก็ไม่ได้ คิดก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นธรรมแต่ละหนึ่งก็มีลักษณะเฉพาะของตนๆ ซึ่งเมื่อเช้านี้เราก็ได้พูดถึงเรื่องจิต เจตสิก และรูป จิต เจตสิก ก็เป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรม รูปก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ถ้ามีความเข้าใจว่าทุกอย่างไม่ว่านามธรรมหรือรูปธรรมเกิดดับอยู่ตลอดเวลา จริงไหม ใครบอก ค่อยๆ พิจารณา แม้แต่เห็นก็เป็นธาตุรู้เป็นนามธรรม แต่ก็ไม่ใช่ได้ยิน และก็ไม่ใช่คิดนึกด้วย คนละขณะ ฟังแค่นี้ก็เริ่มเห็นความจริงว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืน แต่ว่าไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้งทันทีได้ เหมือนคนอยู่ในห้องมืด เริ่มมีแสงไฟ แต่ว่าสิ่งที่อยู่ในห้องมืดนั่นหลายหลากมาก ไม่มีการที่จะปรากฏชัดเจน เพราะแสงไฟน้อยเหลือเกิน แค่สลัวมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย แต่ถ้ามีความเข้าใจมากขึ้นความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏก็เพิ่มขึ้น รอบรู้มั่นคงว่าไม่มีเราแต่เป็นธรรมทั้งหมด นั่นคือปริยัติ ซึ่งถ้าไม่มีเลย ไม่มีทางที่จะถึงการประจักษ์แจ้งสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ด้วยสติสัมปชัญญะที่รู้ทีละหนึ่ง ลองคิดความหมาย ทีละหนึ่ง อย่างอื่นไม่ปรากฏเลย ยังไม่เป็นอย่างนี้ใช่ไหม แต่เมื่อปัญญามั่นคงขึ้นก็จะรู้เห็นขณะนี้ในขณะที่กำลังเห็น ขณะนั้นไม่มีได้ยิน เวลาที่ได้ยินปรากฏ ขณะนั้นมีแต่ได้ยิน เห็นไม่มี
เพราะฉะนั้นเริ่มรู้ความต่างของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ ค่อยๆ รู้ชัดเจนขึ้น ซึ่งขณะนี้เห็นกับได้ยินแยกไม่ออกเลย เหมือนพร้อมกัน แต่ความจริงก็คือว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกันเกิดพร้อมกันไม่ได้ ความจริงทั้งหมดปัญญาจะค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะแยกสิ่งที่ดูเหมือนว่ารวมกันออกเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง และจึงสามารถประจักษ์ขณะที่ธรรมนั้นเกิดขึ้นและดับไปได้ ฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจ ถ้าคิดว่าถูกต้องแต่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งก็ฟังต่อไป เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทำให้เข้าใจเพิ่มขึ้นได้ คิดเองไม่ได้เลย ต้องเข้าใจว่าไม่มีเรา ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นธรรม เราเห็นต้นมะม่วง มีลูกเล็กๆ แล้วเราก็ไปนั่ง เมื่อไหร่จะโตสักที โตวันโตคืนให้ได้รับประทานสักหน่อย เป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหม พยายามสักเท่าไหร่ก็เป็นไปไม่ได้เอาน้ำไปรดสักเท่าไหร่ ไปบอกสักเท่าไหร่ก็ไม่มีทาง นอกจากถึงเวลาที่มีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด ความหวังดีของเราไม่จำกัดเฉพาะวงศาคณาญาติ ใครก็ได้ที่ไม่เคยได้เข้าใจธรรมเลย แล้วได้เข้าใจ เรายินดีด้วยทั้งหมดเลย ไม่ใช่ว่าเรามีญาติเฉพาะในชาตินี้ใช่ไหม ชาติก่อนใครเป็นญาติกันบ้างก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็ถึงจะญาติหรือไม่ใช่ญาติ ก็คือว่าใครก็ตามมีโอกาสได้เข้าใจธรรมก็อนุโมทนา เพราะว่าความเห็นหลากหลายต่างกัน จะให้เป็นอย่างเดียวกันไม่ได้ คนที่ตายแล้วเราไปร้องไห้ กับเราไม่ร้องไห้ลองคิดดูสิอะไรดี ไม่ร้องไห้ก็ต้องดีกว่า เพราะว่าเข้าใจตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างไม่เที่ยง วันหนึ่งวันใดใครก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพียงแต่ว่าตายแล้วไปไหนจะเกิดที่ไหน จะมีอะไรต่อไป ไม่สามารถที่จะดลบัลดาลได้ แต่ความหวังดีของเราก็มีว่า ถ้าเราทำสิ่งที่ดีที่เป็นกุศล และอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ ถ้าเขาสามารถรู้และอนุโมทนาได้ก็เป็นกุศลของเขาเอง
เพราะฉะนั้นการทำความดีทั้งหมดทุกขณะ คนที่รู้ก็ยินดีด้วย การที่ได้มีความเข้าใจธรรม แล้วก็อุทิศส่วนกุศล ถ้าเขาเห็นประโยชน์ เขาก็ยินดีด้วย แต่ถ้าทำสิ่งที่ไม่ดี ใครจะชื่นชมอนุโมทนา ก็เป็นเรื่องของความเข้าใจถูกต้องที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรไม่ควร แต่ถึงใครไม่อนุโมทนาก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่หรือ ก็ทำดีต่อไป ต้องไม่ลืมคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ๔๕ พรรษา และก็เป็นสิ่งที่ละเอียด แต่ละคำต้องชัดเจนว่าเรากำลังพูดถึงอะไร ถ้าเราพูดถึงทางสายกลาง หมายความถึงทางที่จะอบรมเจริญปัญญา ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ไปหมายความเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมหรืออะไรเลย ต้องให้รู้ว่าทางสายกลางคือหนทางที่จะรู้แจ้งสัจจธรรม อริยสัจจะ ซึ่งต้องเริ่มจากการเข้าใจธรรม สัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่มีแล้วก็ไม่มีหนทางที่จะเป็นทางสายกลางได้เลย
ผู้ฟัง อย่างที่ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ ว่าพูดแต่คำที่ไม่รู้จัก
ท่านอาจารย์ คำที่ไม่รู้จักเยอะไหม
ผู้ฟัง เยอะมาก
ท่านอาจารย์ ๔๕ พรรษา กี่คำ แล้วคำที่ไม่ใช่ ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดงอีกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเป็นคำที่ไม่รู้จักทั้งนั้น แต่จะค่อยๆ รู้จักทีละคำ
ผู้ฟัง วันนี้ก็เพิ่งได้เข้าใจความหมายของคำว่าอธิษฐาน
อ.คำปั่น เมื่อเช้าท่านใดที่ได้ฟังก็พอจะเข้าใจใช่ไหม ซึ่งเป็นคำที่ได้ยินได้ฟังมา แต่ว่าจะไม่กระจ่าง จนกว่าจะได้ฟังคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ในสังคมไทยไม่มีใครที่จะไม่ได้ยินคำว่าอธิษฐาน เข้าใจผิดอย่างเช่น ขอโน่น ขอนี่ ขอให้ฝนตก ขอให้ฝนหยุด เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงอธิษฐานคือความตั้งมั่น มั่นคงในการที่จะสะสมความดี สะสมความเข้าใจจากการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังพระธรรม ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่ไม่มั่นคง ไม่มีความตั้งมั่นแล้ว กุศลนั้นก็ไม่สำเร็จ อย่างเช่นมาฟังธรรมมาในครั้งนี้ ถ้าไม่มีความมั่นคง ไม่มีความตั้งมั่น ก็ไม่มา ก็ไม่ฟังหรือว่าฟังครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่สำเร็จผล แต่ถ้ามีความมั่นคงตั้งมั่นจริงๆ ก็ฟังด้วยความเคารพ เพื่อความเข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นคุณความดีที่เป็นบารมีที่จะเป็นเหตุที่จะทำให้ถึงฝั่งของการดับกิเลสจึงเป็นเรื่องของคุณความดี ที่จะเป็นไปในการขัดเกลากิเลส แล้วก็มีปัญญาความเข้าใจถูกเห็นถูกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นหนึ่งในบารมี ก็คืออธิษฐานบารมี คือความมั่นคงความตั้งมั่น ในกุศลธรรมด้วยความไม่หวั่นไหว
ท่านอาจารย์ เคยอธิษฐานขออะไรกันบ้างไหม คงมากมาย แต่ตอนนี้ควรจะตั้งมั่นคงในอะไร ที่จะเป็นประโยชน์กว่า ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะเริ่มเข้าใจว่า ขอไม่มีทางสำเร็จในเมื่อไม่มีเหตุ แต่อธิษฐานรู้ว่าอะไรเป็นเหตุ แล้วมั่นคงที่จะสะสมเหตุเพื่อที่จะให้ผลนั้นเกิดขึ้น ถ้าอธิษฐานขอรู้แจ้งอริยสัจธรรม แล้วไปเที่ยวไปสนุกสนานไปทำโน่นทำนี่ มีทางไหมที่ไม่มีปัญญาแล้วจะนั่งอธิษฐานขอไปทุกค่ำคืนก็ขอรู้แจ้งอริยสัจจธรรม แต่ไม่เข้าใจธรรมเลยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอธิษฐานหมายความว่าถึงไม่พูดเป็นคำ แต่มีความมั่นคงที่จะรู้ประโยชน์ ว่าถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมเราก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ไปเชื่อคำของคนอื่น ซึ่งไม่มีเหตุผลเลย เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าไม่มีคำใดที่จะถูกต้องถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง อย่างคำของผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว เพราะฉะนั้นอธิษฐานก็มีความมั่นคงที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ เพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่ออย่างอื่นเลย แต่ละคนก็รู้ตัวเองถึงไม่อธิษฐาน แต่ว่าถ้ามีความมั่นคงอย่างนั้น ก็คือใจที่มั่นคงคืออธิษฐานนั่นเอง ไม่ใช่ว่าเพียงแต่พูดขอ แล้วก็ไม่ทำ เหตุที่จะให้สมควรแก่ผล
ต่อไปนี้จะอธิษฐานไหม ต้องพิจารณาไตร่ตรองจะอธิษฐานไหม ไม่ได้บอกว่าจะขอไหมหรือถึงแม้ว่าจะขอ ขออะไรให้เข้าใจธรรม ไม่ได้ขออย่างอื่นกุศลใดๆ ทั้งหมดที่ได้ทำแล้วเรารู้ว่านำมาซึ่งผลที่ดี เหตุดีผลต้องดี ถ้าเหตุไม่ดีไปทำชั่วมาแล้วขอสักเท่าไรก็ไม่เป็นผล เพราะว่าเหตุไม่ดีต้องนำผลที่ไม่ดีมาให้ แต่รู้ว่ากุศลทั้งหมดไม่ว่าทาน ศีล การช่วยเหลือคนอื่น หรืออะไรก็ตาม เล็กน้อยสักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่หวังผลอื่นเลย นอกจากเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส ขณะนั้นก็เป็นจิตที่มั่นคง แต่ไม่ใช่ขอด้วยคำพูด แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380