ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท

    วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมแล้วไม่เข้าใจก็มี ไม่เห็นประโยชน์และไม่เห็นคุณของธรรมก็มี ก่อนอื่นให้เข้าใจว่าเกิดแล้วต้องตาย แต่ตายแล้วต้องเกิดอีกแน่เพราะไม่ใช่พระอรหันต์ เมื่อยังมีกิเลสอยู่ต้องเกิดแต่จะไม่เป็นคนนี้อีกต่อไป เป็นคนนี้ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้นเองแล้วหมดเลย เป็นใหม่หมด โดยที่ไม่รู้ว่าคนใหม่ที่จะเกิดสืบต่อจากคนนี้จะเป็นอย่างไร ย่อมมาจากการสะสมสืบต่อในสังสารวัฏฏ์ทั้งหมด แม้แต่คนนี้ยังไม่รู้เลยว่าชาติก่อนทำอะไร ตอนจากโลกก่อนก็ไม่รู้เลยว่าจะเป็นคนนี้ แต่เป็นแล้วรู้ ชาติหน้ายังไม่มาถึง สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่มาถึง ไม่มีใครรู้เลย อย่างไรก็รู้ไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อถึงแล้วก็เป็นตามปัจจัยที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้น ชาตินี้ก็เป็นการสะสมปัจจัยที่จะเป็นคนต่อไป

    ผู้ฟัง ขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ที่จะช่วยให้คลายจากโรค วิบากเหล่านี้ ควรจะเริ่มต้นหรือว่ามีข้อแนะนำอย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ ความเข้าใจธรรมทำให้คิดเช่นนี้ใช่หรือไม่ แม้นิดเดียวยังเห็นคุณว่า ถ้าอาศัยความเข้าใจพระธรรมก็สามารถที่จะเป็นเช่นนี้ และถ้าเข้าใจมากกว่านี้ ปัญญาความเข้าใจถูกก็นำไปในกิจทั้งปวง แต่ที่พูดมาเพราะอยากใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วยังต้องฟังธรรมอีกมากให้รู้จริงๆ ว่าอะไรเป็นธรรมฝ่ายดี และอะไรเป็นธรรมฝ่ายไม่ดี ธรรมที่เป็นฝ่ายดี ภาษาบาลีคือกุศลธรรม ธรรมฝ่ายไม่ดีคืออกุศลธรรม

    อกุศลธรรมคือความอยาก ถ้าอยากแล้วไม่ฟังธรรมเลย คิดดูว่าอยากไปแล้วจะแก้ไขอะไรได้หรือไม่ แต่ฟังธรรมแล้วรู้ว่าธรรมเท่านั้นที่จะรักษาโรคใจ ร่างกายแข็งแรงดีใช่หรือไม่ มาที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่ แต่ใจ เรารู้ใจของเราเองว่าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น ธรรมที่เข้าใจถูกต้องเท่านั้นที่สามารถจะรักษาโรคใจได้ทุกโรค แต่ไม่ใช่เพียงอยากหายแต่ไม่มียา ยาคือพระธรรม คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ พระองค์ทรงเป็นเหมือนนายแพทย์ที่รักษาโรคได้ทุกโรค ไม่ว่าโรคอะไรทั้งหมด โรคอยาก โรคโกรธ โรคหลง โรคทั้งหมดรักษาได้ด้วยพระธรรม แต่ต้องกินยา ไม่ใช่มียาไว้เพียงเท่านั้น

    อ.วิชัย ดังนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมแล้ว ทุกอย่างไม่เว้นเลย ไม่ว่าจะก่อนฟังธรรมหรือหลังฟังธรรมก็ตาม เป็นสภาพธรรมทั้งหมด แต่การที่ได้ฟังพระธรรมก็มีปัจจัยของการได้ยินคำจริง ซึ่งสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เป็นไปตามที่เราต้องการหรือปรารถนา เพราะทุกอย่างต้องไม่ลืมว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" การที่จะมีความทุกข์เกิดแล้วเพราะมีปัจจัยสะสมมาแล้วที่จะให้ความทุกข์นั้นเกิด จะห้ามอย่างไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้นเพราะมีปัจจัยให้เกิดแล้ว แต่ขณะนั้นไม่มีปัญญาที่จะรู้ความเป็นจริง แต่เมื่อฟังธรรมแล้วกำลังของปัญญาที่ค่อยๆ เกิดทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งบุคคลที่ได้ฟังพระธรรมแล้วจะแสดงความปีติโสมนัสที่ได้ยินได้ฟังพระธรรมว่า พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงแล้วเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าบุคคลผู้มีจักษุจะพึงเห็นได้

    ทุกข์ก็ไม่รู้ สุขก็ไม่รู้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรม แต่บุคคลที่เข้าใจธรรมแล้วไม่ว่าสิ่งใดเกิด บังคับไม่ได้แต่มีความเข้าใจในสิ่งนั้น ปัญญาที่สะสมและอบรมแล้วเป็นสิ่งที่มีค่าประเสริฐที่สุด แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองได้ตรัสว่า นักปราชญ์กล่าวว่า ชีวิตของบุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้นประเสริฐที่สุด ดังนั้นจากความไม่รู้ก็กระทำอะไรด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจ ซึ่งอกุศลธรรมก็ตามความไม่รู้ทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ อหิริกะ อโนตตัปปะ ทุกอย่าง เพราะความไม่รู้เป็นหัวหน้าของอกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ปัญญาเกิดได้อย่างไร ปัญญาคือความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง

    ดังนั้นต้องฟังคำของผู้มีปัญญาว่า พระองค์แสดงธรรมความเป็นจริงไว้ว่าอย่างไร จนมีปัจจัยของความรู้ค่อยๆ เกิดขึ้นและต้องเข้าใจด้วยว่า การที่จะให้ปัญญาเกิดทันทีทันใด ตามใจที่เราหวังนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะว่าทุกอย่างต้องมีปัจจัย แต่บุคคลที่สะสมมาแล้วอดทนไม่หวั่นไหว เพราะรู้ว่าสิ่งที่ดีงาม ต้องอาศัยปัญญานั่นเอง ที่จะให้สิ่งดีงามโดยประการทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูก ผู้ที่มีปัญญาจึงไม่ละเลยในการที่จะกระทำคุณความดีโดยประการทั้งปวง และที่สำคัญที่สุดคือ สามารถที่จะเห็นถูกเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของธรรมว่า ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เราหวังหรือเราคิด แต่ต้องมีปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิด

    ท่านอาจารย์ พระธรรมทั้งหมดทุกคำมีประโยชน์อย่างยิ่ง ต้องไม่ลืมที่ว่า "ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง" เพียงสั้นๆ แต่ลองคิดดูว่า เราคิดถึงสิ่งที่ล่วงแล้วด้วยความเป็นเรา แล้วก็คิดถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึงด้วยความเป็นเรา แล้วเมื่อไรจะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น แต่ละคำมีความลึกซึ้งมาก ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ล่วงแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย ไม่ใช่เพียงชาตินี้ที่เราเป็นเช่นนี้ ชาติก่อนๆ เราเคยเป็นอย่างไรมาแล้ว อาจจะเป็นคนที่เป็นโรคร้ายมากมายยิ่งกว่านี้ หรืออาจจะเป็นคนดีบางส่วน หรือเป็นคนที่มีทุกข์ยากต่างๆ ทั้งหมดไม่ได้กลับมาอีกเลย ไม่มีเรา เหมือนไม่มีเรา แต่ไม่ใช่เพียงแค่เหมือน เพราะจริงๆ ไม่มีเรา ต้องมีความเข้าใจอย่างมั่นคง สิ่งที่ผ่านไปแล้ว หมดแล้วจะมาเป็นเราได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้น ความเข้าใจเท่านั้นที่จะทำให้เราได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วไม่ทุกข์เลย ถ้าเราคิดถึงว่าเราเคยเป็นอย่างไรมาแล้ว เราก็ยังทุกข์ใช่หรือไม่ อยากจะให้ไม่เป็นเช่นนั้นอีก แต่ถ้ารู้ว่าไม่ใช่เรา และหมดแล้วด้วย ไปคิดถึงอะไรที่ไม่ใช่เราแล้วก็หมดไปแล้ว เสียเวลาหรือไม่ นั่งคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วอยู่นั่น หรือว่าสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็ไม่ใช่เราอีก ไปทำให้เกิดก็ไม่ได้สักขณะเดียว จะไปทำให้เห็นเกิดก็ไม่ได้ ได้ยินเกิดก็ไม่ได้ โกรธเกิดก็ไม่ได้ ทุกอย่างมีปัจจัยก็เกิดแล้วดับไป เป็นอดีตไปแล้ว ไม่มีอีกแล้ว ลืมไปว่าไม่มีอีกแล้ว ยังคงเป็นเราไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดความเป็นเรา

    เพราะฉะนั้น เห็นคุณค่าของแต่ละคำ สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่มีจริงๆ คิดถึงเพื่ออะไร เป็นเราหรือที่ล่วงไปแล้ว เป็นเราได้อย่างไร หมดแล้วไม่เหลือเลยสักหนึ่ง แม้แต่ขณะเมื่อครู่นี้ แต่ปัญญาไม่พอ ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ก็สามารถที่จะทิ้งสิ่งที่กำลังปรากฏโดยความเป็นเราเพราะรู้ว่าหมดแล้ว แต่ทิ้งไม่ได้ด้วยความเป็นตัวตน เราสามารถที่จะค่อยๆ ละความเป็นเรา ต่อเมื่อค่อยๆ รู้ลักษณะที่มีจริงว่า เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา ถ้าไม่รู้ความเป็นจริงว่าแต่ละหนึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา ไม่มีทางที่จะละความเป็นเราได้ก็ยังคงเป็นเราต่อไป

    ดังนั้นรู้หนทาง สำคัญที่สุดคือ หนทางที่จะรู้ความจริงจากการที่เข้าใจแล้ว สิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่ใช่เรา สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรา ไปบังคับให้เกิดขึ้นไม่ได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ก็หมดแล้ว ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้มั่นคงขึ้นจะทำให้ไม่สนใจในอดีตและอนาคต ค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นคือหนทางที่จะทำให้รู้จริงๆ ว่าไม่ใช่เรา เพราะสิ่งนี้เองที่กำลังปรากฏเกิดแล้วดับไป

    อ.อรรณพ มีข้อความว่า ดำรงสติเฉพาะหน้า จะไม่ใช่เป็นการคิดถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว และสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีความเข้าใจ เป็นไปได้หรือไม่

    อ.อรรณพ ไม่มีทาง

    ท่านอาจารย์ แต่เข้าใจผิดคิดว่าจะให้เป็น เพราะฉะนั้นความละเอียดก็คือ ไม่มีใครที่จะดำรงสติเฉพาะหน้าได้ แต่ต้องเป็นปัญญาที่มีความเข้าใจถูกต้องจริงๆ ว่า ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏเกิดแล้วด้วยความเป็นอนัตตา และลักษณะของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งก็คือเป็นเช่นนั้นจริงๆ จะเป็นเราได้อย่างไร นี่เป็นหนทางที่จะเริ่มเข้าใจว่าเป็นเราไม่ได้แน่นอน เช่น แข็งจะเป็นเราได้อย่างไร แต่ก่อนเคยเป็นมือเรา ศีรษะเรา ตัวเรา ใช่หรือไม่ แต่ว่าความจริงถ้าเข้าใจขณะนั้นก็คือดำรงสติเฉพาะหน้า ไม่ไปที่อื่น แต่อยู่ที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจ ซึ่งใครก็ทำไม่ได้นอกจากปัญญาที่เข้าใจอย่างมั่นคง ทำให้สามารถที่จะเกิดการเข้าใจในขณะที่สิ่งนั้นปรากฏ แล้วลักษณะของสติก็ปรากฏ ลักษณะของปัญญาก็ปรากฏ ลักษณะของสภาพธรรมก็ปรากฏ จนกว่าปัญญาจะเพิ่มขึ้น

    อ.อรรณพ สติกำหนดธรรมเครื่องนำออกจากทุกข์

    ท่านอาจารย์ สติไม่ใช่ใครใช่หรือไม่ รู้จักสติหรือยัง เหตุใดไม่รู้จัก ก็เพราะไม่ได้ฟังพระธรรม จนกระทั่งมีความเข้าใจละเอียดในความเป็นอนัตตา ในความเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น แม้แต่พยัญชนะที่ว่า "สติกำหนด" ก็เลยเหมือนกับเราไปทำ แต่กำหนดคืออะไร กำหนดอย่างไร

    อ.อรรณพ ก็คือจดจ้องที่การใส่ใจ

    ท่านอาจารย์ จดจ้องก็บอกว่าจดจ้อง แม้แต่คำเมื่อไม่เข้าใจความหมายก็ใช้คำที่ทำให้เข้าใจผิด ซึ่งผู้รู้ภาษาบาลีท่านจะแปลในแบบที่ตรงกับความเป็นจริง แต่คนไม่รู้เลยคิดเองแล้วก็ใช้คำนี้ เพราะฉะนั้นถ้าใช้คำว่าสติระลึกรู้ ชัดเจนกว่าหรือไม่ เพราะแต่ละแห่งก็ใช้คำว่า สภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในกุศล สติไม่ได้ทำหน้าที่อื่นเลย แล้วถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของสภาพธรรม จะไปรู้ธรรมได้อย่างไร ว่าขณะนี้แต่ละหนึ่งที่ปรากฏเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่งเพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป ความไม่รู้ทำให้ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงจึงหลงเข้าใจว่า เป็นเราหรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะหมดไปได้ต่อเมื่อรู้แต่ละหนึ่งซึ่งมีลักษณะที่เกิดขึ้นและดับไป จึงสามารถที่จะละความเป็นสิ่งนั้นได้

    ผู้ฟัง เรียนถามถึงศรัทธา

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้จักก่อนว่าศรัทธาคืออะไร ขอเชิญคุณวิชัย

    อ.วิชัย ศรัทธาเป็นธรรมที่ดีงาม เป็นความผ่องใส เป็นความเลื่อมใส เป็นไปในคุณความดี ขณะใดก็ตามที่กุศลจิตเกิดขณะนั้นมีศรัทธา ขณะนั้นไม่ได้เศร้าหมองเหมือนอกุศลใช่หรือไม่ เพราะอกุศลเกิดขึ้นก็เศร้าหมอง คิดอะไรต่างๆ ด้วยความโลภบ้าง ด้วยความโกรธบ้าง ด้วยความไม่รู้บ้าง ด้วยความเห็นผิดบ้าง ขณะนั้นไม่ใช่ศรัทธา

    ผู้ฟัง ถ้าการทำความดี ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนหรือมิตรสหาย อะไรเหล่านี้ก็ไม่ใช่การมีศรัทธา

    ท่านอาจารย์ คิดเองหรือไม่ว่า ก็ไม่ใช่ แต่ลองคิดดูว่าที่พูดเช่นนี้เพราะไม่รู้จิตซึ่งไม่มีศรัทธา

    ผู้ฟัง จิตที่ไม่มีศรัทธาก็คืออกุศล

    ท่านอาจารย์ ขณะใดก็ตามชีวิตประจำวันทั้งหมด ตื่นขึ้นมารับประทานอาหาร ทำอะไรต่างๆ สนุกสนานรื่นเริง มีศรัทธาหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่สนุก สบายด้วย อร่อยด้วยใช่หรือไม่ ไม่รู้เลยว่าขณะนั้นจิตเศร้าหมองเป็นมลทินด้วยอกุศล เพราะฉะนั้นจึงไม่รู้ลักษณะของศรัทธา ศรัทธาต้องเป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่เช่นนั้น แม้ว่าจะเกิดเพียงไม่มากแต่ก็เกิดได้ เช่น การช่วยเหลือคนอื่นแม้เล็กน้อย ตรงกันข้ามกันแล้วกับการที่เราหมักหมมด้วยความต้องการมากมาย เศร้าหมองโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดความดีเมื่อไรขณะไหนขณะนั้นสภาพจิตตรงกันข้ามกับขณะอื่นทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นไม่รู้ตัวเลยว่า เศร้าหมองเต็มไปด้วยอกุศลความไม่ดีทุกประการ ถ้าจะกล่าวถึงกลิ่นก็คงแย่ต้องเป็นกลิ่นเหม็นแน่นอน แต่ว่าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นแล้วยังเข้าใจว่าดีด้วย

    พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ ทำให้คนที่ได้ฟังไตร่ตรองเกิดปัญญาเข้าใจถูก เริ่มเห็นตัวเองหรือไม่ว่า มากด้วยอกุศลระดับไหน เพราะฉะนั้น เรื่องความเศร้าหมองไม่ต้องพูดถึงเลย มีตลอดเวลาก็ไม่รู้ จนกว่ากุศลจิตเกิดเมื่อใด ต่างกันเลยกับสภาพที่ปกติเป็นเช่นนั้น คิดที่จะทำกุศล คิดที่จะช่วยคนอื่นให้เข้าใจธรรม ทำอะไรๆ ทุกอย่างทั้งหมดที่เป็นฝ่ายดี ขณะนั้นจิตผ่องใสไม่ได้เศร้าหมอง หรือน่าเกลียด หรือไม่สะอาด เหมือนขณะที่เป็นทุกวันแต่ไม่รู้เลย ดังนั้นเห็นความต่างเมื่อกุศลจิตเกิด ขณะใดที่กุศลจิตไม่เกิดขณะนั้นเป็นอีกแบบหนึ่งเลย แต่เป็นแบบที่คุ้นเคยจนไม่รู้จัก จนสนุกสนาน จนพอใจ จนไม่เห็นโทษ แต่ขณะใดก็ตามที่เป็นกุศลขณะนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ว่าในเรื่องของทาน เรื่องของศีล เรื่องของการฟังธรรม

    ผู้ฟัง แล้วศรัทธาที่มั่นคง คงเป็นลักษณะที่แตกต่างจากการทำความดีปกติธรรมดา

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีคุณสุกัญญาหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่มั่นคง จากการที่ไม่เคยฟังธรรมเลย ไม่เข้าใจเลย แต่เมื่อได้ยินสักคำ เพียงคำเดียวรู้ว่าสามารถที่จะทำให้เกิดความเข้าใจถูกต้อง จิตผ่องใสหรือไม่ ขณะนั้นสะอาดหรือไม่

    ผู้ฟัง คือฟังจากท่านอาจารย์ก็ตอบได้ว่าสะอาด

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะฟัง ต้องพิจารณาเอง

    ผู้ฟัง แต่ความสะอาดหรือว่าความผ่องใสของจิต ไม่ปรากฏกับปัญญาที่จะรู้ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังฟังเดี๋ยวนี้เห็นประโยชน์หรือไม่

    ผู้ฟัง เห็นประโยชน์

    ท่านอาจารย์ นั่นคือศรัทธา ไปดูหนัง ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ เล่นกีฬา กับขณะที่ฟังธรรม ต่างกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นรื่นเริงสนุกสนานมากเลยใช่หรือไม่ แต่ขณะนี้ไม่ได้ไปทำกิจเหล่านั้นเลย แต่กำลังได้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดความรู้ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน ประเสริฐกว่าหรือไม่ จากการที่เข้าใจว่าเป็นเราไม่ได้เกิดดับเลย กับการที่รู้ว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ดีบ้างชั่วบ้างตามปัจจัยที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้นก็รู้เหตุว่า จะดีขึ้นพ้นจากความชั่วร้ายทั้งหลาย ความไม่ดีทั้งหลายก็ต่อเมื่อได้เข้าใจขึ้น คิดเช่นนี้ เข้าใจเช่นนี้ เป็นศรัทธาหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ มั่นคงหรือยัง เพราะฉะนั้นธรรมไม่ต้องถามใครเลยทั้งสิ้น ตนเองรู้ เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของพระธรรมหรือไม่ ใครก็พูดตามได้ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จิตมีเท่าไร เจตสิกมีเท่าไร พูดได้หมดแต่เข้าใจหรือไม่ คนที่พูดตามกับคนที่เข้าใจ ต่างกันหรือไม่ ถ้าคนที่เข้าใจจริงๆ จะไปทำสิ่งที่ผิดหรือเห็นผิดได้หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าที่ได้ยินเพียงคิดตาม พูดตาม คนอื่นคิดว่าเก่งมากเลย พูดได้จิตมีเท่าไร เจตสิกมีเท่าไร แล้วก็ตั้งสำนักปฏิบัติ ลองคิดดูว่าเข้าใจแต่ละคำหรือไม่ ถ้าเข้าใจมั่นคงจริงๆ คำนั้นไม่เปลี่ยน ธรรมคือสิ่งที่มีจริง จะปฏิเสธได้อย่างไร

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริง จึงเป็นอริยสัจจธรรม ความเข้าใจที่ทำให้ผู้นั้นประเสริฐพ้นจากความเป็นปุถุชน เพราะมีความเห็นตามความเป็นจริงของธรรมที่ตนเองกล่าว ถ้าบอกว่าธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง ก็ต้องเดี๋ยวนี้ไม่เที่ยง แต่ว่าสามารถที่จะรู้เช่นนั้นได้หรือไม่ และเป็นตัวตนที่ไปทำเพื่อที่จะให้รู้หรือไม่ ไม่ได้รู้เลยว่าเป็นหน้าที่ของปัญญา ถ้าปัญญาไม่เกิดจะรู้ได้อย่างไร และทำอย่างไรปัญญาจะเกิดได้ ก็ต้องรู้ว่าขณะนี้ได้ฟังว่าเห็นเกิดดับ ได้ยินเกิดดับ คิดเกิดดับ ทุกอย่างเกิดดับ จริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ต้องจริงตลอด จะไปจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ได้อย่างไร ใช่หรือไม่ จะไปเปลี่ยนแปลงความจริงของสภาพธรรมได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ได้ฟังแล้วก็คิด แล้วก็พูดตาม แต่เข้าใจจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง ขณะฟังธรรมก็มีความเข้าใจเกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ แน่ใจหรือ

    ผู้ฟัง เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่อง

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วรู้หรือไม่ว่าเป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง เข้าใจว่าเป็นอนัตตา

    ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจเรื่อง เข้าใจคำ พูดภาษาอะไรก็เข้าใจภาษานั้น ภาษาไทยบอกว่าธรรมเป็นอนัตตา จะไปเข้าใจอย่างอื่นได้อย่างไร ก็เข้าใจตามภาษาที่ว่าธรรมเป็นอนัตตา แต่เข้าใจคำว่าอนัตตาหรือไม่

    ผู้ฟัง ต้องปัญญามาก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นปัญญาเพียงเท่านี้ หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ ถ้ามี ปัญญาไม่ผิด ความเห็นถูกนั้นต้องยังมีอยู่

    ผู้ฟัง แล้วจะกล่าวได้หรือไม่ว่า ศรัทธาที่ไม่มั่นคง

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างไม่มั่นคง ไม่ใช่แต่เฉพาะศรัทธา

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่า เป็นสัตว์บุคคลตัวตนหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เรื่องนี้มั่นคงแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น วันนี้ทุกคนได้ฟังเช่นนี้ พิสูจน์ตนเองได้ว่ามีความมั่นคงระดับไหน ถ้ามีคนชักชวนไปสำนักปฏิบัติ รู้เลย มั่นคงหรือไม่ ที่ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา หายไปไหน ไม่มีเหลือแล้วเพราะเพียงแต่พูดตาม

    อ.วิชัย ค่อยๆ เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง ไม่ใช่กล่าวว่าศรัทธาแล้วจะสามารถที่จะรู้ลักษณะของศรัทธาได้ทันที แต่ว่าเป็นความเข้าใจขึ้น เพราะความรู้ความเข้าใจทั้งหมดเป็นกิจของปัญญา ไม่มีเราเลยสักขณะเดียวที่จะไปกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดังนั้นอกุศลที่สะสมมานานแสนนาน คิดดูว่าความเผินหรือความประมาทในพระธรรม ก็เป็นเหตุให้หลงผิดหรือเข้าใจผิดได้ง่าย เพราะว่าอกุศลที่สะสมมานานแสนนานไม่ได้สูญหายไปไหน แล้วการที่จะมีกุศลธรรมทั้งหลายที่จะมั่นคง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศรัทธาเท่านั้น สติ วิริยะ สมาธิ หรือแม้ปัญญาเองก็ตาม จากทีละเล็กทีละน้อย ยังไม่มั่นคงใช่หรือไม่ แต่ว่าถ้าสะสมมากขึ้นเพิ่มขึ้นก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น

    ดังนั้น เป็นเรื่องของความเข้าใจความเป็นธรรม ไม่ว่าจะกล่าวถึงเรื่องใด ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาหรือสติก็ตาม ต้องไม่ประมาทที่จะให้เข้าใจในลักษณะของสิ่งนั้นจริงๆ

    ท่านอาจารย์ มีความเข้าใจว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" แต่ก็ยังมีอกุศลตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่เปลี่ยนความเข้าใจที่ถูกต้องว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพราะฉะนั้น ถ้าสะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจธรรมและเห็นชีวิตซึ่งน้อยมาก จริงๆ แล้วเพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงการหมดสิ้นความเป็นบุคคลนี้ เมื่อจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไป ทำหน้าที่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ นั่นคือตายที่เราใช้คำว่า จุติ มีอะไรที่ติดตามไปได้หรือไม่


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    24 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ