ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๔๕

    สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ขณะนี้แยกเป็น ๓ ปิฎก คือพระวินัยปิฎก เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่มีเรื่องอื่น มีเรื่องอื่นๆ ด้วยแต่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับวินัยคือ การนำกิเลสออกในเพศบรรพชิต ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้เพื่อที่จะให้ผู้ที่จะขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคนที่เป็นคฤหัสถ์ คือ ชาวบ้านธรรมดา ได้ประพฤติตามสมควรแก่เพศบรรพชิต เพราะฉะนั้นก็มีพระวินัยปิฎก สำหรับภิกษุที่จะต้องศึกษาและประพฤติตาม

    พระสุตตันตปิฎกเป็นเรื่องราวที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อ วิสาขามิคารมารดา ชีวกโกมารภัจจ์ หมอที่รักษาโรค เป็นต้น ทั้งหมดมีอยู่ในพระไตรปิฎก เป็นผู้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ทั้งนั้น ท่านเหล่านั้นมีความเข้าใจที่ได้เฝ้าฟังธรรมและได้รู้ธรรมด้วย เมื่อท่านรู้ความจริงก็สามารถที่จะละคลายแล้วดับกิเลสได้ เป็นพระอริยสาวก

    เราพูดคำตั้งหลายคำและทุกคำมีความหมายมาก ซึ่งถ้าไม่ฟังจริงๆ ไม่ศึกษาจริงๆ เราไม่เข้าใจจริงแล้วเพียงแต่ตามๆ กันไปด้วย โดยเฉพาะการสวดมนต์ สวดได้ใช่หรือไม่ เข้าใจแต่ละคำหรือไม่ สวดตามเก่งมากเลย นะโมตัสสะหมายความว่าอย่างไร อิติปิโสภะคะวาหมายความว่าอย่างไร ยังไม่ไปถึงไหนเพียงแค่เริ่มเท่านั้น เราก็ไม่ได้สนใจที่จะเข้าใจจริงๆ ให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นชื่อว่าเราไม่ได้เป็นผู้ศึกษา

    สิกขาคือ ศึกษาเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ เราเป็นผู้เผิน ถ้าเป็นทางโลกก็เพียงต้องการความรู้ขั้นปริญญาที่จะไปทำงาน หรือทำอะไรก็แล้วแต่ เรียนมาถึงวัยเรียนก็เรียนไป จบแล้วก็แล้วแต่ บางคนเรียนจบวิชานี้ก็ไปทำอย่างอื่นที่ถนัดกว่า พอใจกว่า ทำได้ดีกว่า นั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ให้ทราบว่าการศึกษาทั้งหมดไม่ว่าจะศึกษาวิชาอะไรคือเพื่อเข้าใจ และทุกวิชาไม่ถึงที่สุดเลย มีความไม่พอ มีความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเพราะเขาไม่รู้ถึงที่สุด

    แต่สำหรับพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา ๒๕๐๐ กว่าปียังเป็นความจริงซึ่งเป็นประโยชน์กับทุกชีวิต ไม่ว่าจะโลกไหนทั้งสิ้น เพราะว่าทุกคนเกิดมาแล้วไม่รู้ เกิดมาเพื่อตายใช่หรือไม่ หรือเพื่ออย่างอื่น แต่ก่อนตายก็เพื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจ อยากเห็นนั่น อยากเห็นนี่ เพื่อได้ยิน เพื่อได้กลิ่น เพื่อลิ้มรส เพื่อรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เพื่อสนุกสนาน แล้วไม่เหลืออะไรเลยทั้งสิ้นและต้องจากโลกนี้ไปด้วยความไม่รู้ ไม่เข้าใจสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และถ้าผู้ใดสามารถที่จะมีความเข้าใจจริงๆ ชีวิตจะมีประโยชน์ยิ่งขึ้นจนกว่าจะถึงวันที่จากโลกนี้ไป

    อยากจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หรืออยากจะมีความรู้เพียงแค่วิชาการที่จะไปทำงานต่างๆ หรืออยากจะเป็นคนดีและเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย มีชีวิตที่มีประโยชน์ ซึ่งก็แล้วแต่ที่จะรู้ว่ามีสิ่งที่มีประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้นคือ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ขอให้อย่าเผิน เพราะถ้าเผินจะไม่เข้าใจอะไรจริงๆ เลยสักอย่าง แต่ถ้าเพียงคำเดียวแล้วสามารถที่จะเข้าใจขึ้นๆ ๆ ก็จะเป็นผู้ที่รู้จริง

    ผู้ฟัง หัวใจหลักของศาสนานั้นคืออะไร ที่เขาพูดว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา หรือเป็นตัวเรานั้น ขอความอนุเคราะห์อาจารย์ช่วยอธิบายขยายความ

    ท่านอาจารย์ สิ่งทั้งปวง เว้นอะไรหรือไม่ ใช้คำว่าทั้งปวงคือทั้งหมดเลย ไม่เว้นอะไร หรือว่าเว้นอะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เว้น

    ท่านอาจารย์ ไม่เว้น ต้องไม่เว้น สิ่งทั้งปวง ดอกไม้เป็นสิ่งหนึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความจริงคืออะไร ที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นดอกไม้ ที่เป็นดอกไม้คือยึดมั่นถือมั่นแล้ว ถ้าเราไม่เผิน เราจะฟังคำซึ่งเหมือนเราไม่เคยรู้จักเลยสักคำเดียว เหมือนอีกโลกหนึ่ง เป็นโลกอะไร เป็นโลกที่พูดภาษาไทยของเราแท้ๆ แต่พูดคำที่เราไม่รู้ และเริ่มจะรู้ขึ้นไม่ว่าคำใด เหมือนชาวมคธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด ชาวเมืองเขาก็พูดกันธรรมดา แต่เขายังฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเริ่มเข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัส ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาพูดกันธรรมดา แม้แต่คำว่าสิ่งทั้งปวง คนไทยก็พูดกันธรรมดา แต่ถามว่าสิ่งคืออะไร จะได้เป็นทั้งปวง สิ่งหนึ่งสิ่งใด ใช่หรือไม่ โต๊ะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไม่ เก้าอี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไม่ คนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือไม่ เพราะฉะนั้นไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่า ...

    ผู้ฟัง ว่าเป็นของเรา

    ท่านอาจารย์ ว่าเป็นคนด้วยใช่หรือไม่ ตกใจหรือไม่ อีกโลกหนึ่งเลย ขณะนี้เดิมก็มีคนอยู่มากมาย แต่อะไรเป็นคน ไม่ใช่พูดเล่นๆ พูดจริงๆ ให้คิด ให้ไตร่ตรอง และทั้งหมดนี้อยู่ในพระไตรปิฎกที่จะรู้ความจริงว่าอะไรเป็นคน สิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งปวงด้วย แต่เรากำลังจะพูดสักสิ่งหนึ่ง เราก็ไม่รู้แล้ว เช่น คนเป็นสิ่งหนึ่ง แล้วบอกไม่ให้ถือมั่น ไม่ให้ถือมั่นว่าเป็นคน ใช่หรือไม่ ถูกหรือผิด ชวนมาฟังอะไรกัน เพราะต้องรู้ที่ว่าคน ลองบอกว่าเป็นอะไร บอกได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นสิ่งที่เราสมมติขึ้น

    ท่านอาจารย์ สมมติจากอะไร ถ้าบอกว่าสมมติก็ต้องมีสิ่งที่มีจริงๆ และสมมติสิ่งนั้นว่าเป็นคน ใช่หรือไม่ ลองแยกดู ขณะนี้นั่งอยู่ที่นี่เป็นคน แยกตา แยกหู แยกแขน แยกขา แยกปอด แยกตับ ออกให้หมดได้หรือไม่ ยืนอยู่เช่นนี้แยกออกได้หรือไม่ ถ้ามีลูกระเบิดตกลงมาเป็นอย่างไร แยกได้หรือไม่ แยกได้ เพราะฉะนั้นต่อเมื่อใดที่ยังรวมกันอยู่ ยังไม่แยกกระจัดกระจายออกไปแต่ละหนึ่งก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นรวมกัน แต่ตาเป็นตา หูเป็นหู เห็นเป็นเห็น คิดเป็นคิด จำเป็นจำ นี่คือสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่ง เมื่อสักครู่นี้ว่าอย่างไร

    ผู้ฟัง สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

    ท่านอาจารย์ เราจำมาเผินๆ สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่กว่าจะเข้าใจแม้แต่คำว่า สิ่ง คืออะไร และสิ่งทั้งปวงด้วย ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าอะไร

    ผู้ฟัง ว่าเป็นของเราหรือตัวเรา

    ท่านอาจารย์ ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นของเราและเรา ถ้าพูดอย่างนี้ ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑๐๐๐ ครั้ง ยึดมั่นหรือไม่ หรือว่าไม่ยึดมั่น พูดทั้งวันจะละความยึดมั่นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ละ เพราะฉะนั้นจะมีประโยชน์หรือไม่ ถ้าเพียงเผินๆ ได้ยินมา จำมา เพียงแค่จำ แต่เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ จึงรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และตรัสคำนี้เพื่อให้เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ยังไม่ไปถึงไหนเลยเพียงแต่จะเริ่มต้นฟัง และเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ตรัสรู้สิ่งซึ่งชาวโลกทั้งหมดไม่รู้จักตามความเป็นจริง แม้แต่คำที่ได้ยินได้ฟังก็คาดไม่ถึงว่าความละเอียดจะมากยิ่งกว่านี้สักเท่าไร ทุกคำ

    ดังนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาทไม่ได้เลย ไม่ใช่คำของใครที่ฟังแล้วเข้าใจได้ทันที เหมือนเราเข้าใจได้ทันที บอกว่าไม่ให้ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง แต่ว่าความจริงไม่เป็นอย่างนั้น

    อ.วิชัย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ใช่หรือไม่ บอกว่าสิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น แต่รู้จักสิ่งทั้งปวงหรือยัง ถ้าไม่รู้จักสิ่งทั้งปวงก็ไม่รู้ว่ายึดมั่นในอะไร อะไรเป็นธรรมที่ยึดมั่น และอะไรจะเป็นธรรมที่ไถ่ถอนการยึดมั่น ซึ่งข้อความในสังยุตตนิกายสฬายตนวรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสิ่งทั้งปวงในสัพพสูตร มีข้อความว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลายเราจักแสดงสิ่งทั้งปวงแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังข้อนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นสิ่งทั้งปวง จักษุกับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับธัมมารมณ์ อันนี้เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวง"

    ดูเหมือนเป็นสิ่งที่เป็นปกติธรรมดา แต่ว่ายังไม่รู้ว่าคืออะไร อย่างเช่น รูปกับตา หรือภาษาบาลีว่าจักษุ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า นี่คือสิ่งทั้งปวง

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ทั้งหมดเลย ทุกคนกำลังมีตาแล้วก็มีเห็น ถูกต้องหรือไม่ ตาเป็น ๑ เห็นเป็น ๑ และต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นด้วย ถ้ามีเห็นแล้วไม่มีสิ่งที่ถูกเห็น เป็นไปไม่ได้เลย เท่านี้ ๓ อย่างแล้ว ตาเป็นตา ใช่หรือไม่ ตาไม่เห็น อย่างไรๆ ตาก็เห็นไม่ได้ และสิ่งที่กำลังปรากฏที่ถูกเห็นก็เห็นไม่ได้ด้วย แต่ก็มีเห็น นี่คือสิ่งทั้งปวง เพียงแค่ ๑ ทางตาก็ยังมีทั้งเห็น มีตา และมีสิ่งที่กำลังปรากฏด้วย ไม่ควรยึดมั่น รู้ตัวหรือไม่ว่ายึดมั่นอย่างไร

    การฟังธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่เราจะรีบร้อนเหมือนกับไปฟังเทศน์จบหนึ่ง รู้แล้ว ไม่ใช่เลย นั่นไม่ได้ความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ถ้าเป็นความเข้าใจคือฟังแต่ละคำ เริ่มคิด เริ่มไตร่ตรองแล้วจะรู้ได้ว่า ไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้มาก่อนเลย เพื่อที่จะได้รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่

    ขณะนี้สิ่งที่มีคือเห็น ไม่ยึดมั่นว่าเราเห็น เพราะว่าก่อนนั้นเป็นเราที่เห็น ใช่หรือไม่ เพียงฟังเท่านี้ก็ยังยาก เป็นเราที่กำลังเห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ควรยึดมั่นว่าเป็นเราที่เห็น เพราะเหตุว่าเวลาที่เห็นไม่มีแต่ได้ยินมี เราไปยึดมั่นในได้ยินว่าเป็นเรา แต่ขณะนั้นไม่มีเห็นให้ยึดมั่น แต่ขณะใดก็ตามที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยึดมั่นในสิ่งนั้นว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา เพียงแค่ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง ประโยคเดียว จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เมื่อเราเห็นคุณค่าเห็นประโยชน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ จริงๆ แล้วถ้าแยกทุกส่วนออกไปก็คือไม่มีเราเลย แต่เพราะไม่รู้จึงยึดถือตั้งแต่เกิดจนตายว่าเป็นเรา จะจบหรือไม่ที่ว่าไม่ยึดมั่น เป็นไปไม่ได้เลยเพราะว่าก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าเป็นอะไรเสียก่อน

    ผู้ฟัง สิ่งทั้งปวงก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็น ที่เราเจอ หรือแม้แต่เป็นวัตถุสิ่งของ รวมทั้งสังขารของเราด้วย ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ มีอีกคำหนึ่งแล้ว สังขาร ก็จะต่อไปเรื่อยๆ ทีละคำที่ละเอียดขึ้นๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระปัญญาเหนือบุคคลใด ยังทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา แสดงว่ายากลึกซึ้งหรือไม่ แล้วถ้าไม่เป็นสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสหรือไม่ เพื่อใคร เพื่อให้คนฟังเข้าใจถูกต้อง แม้สักเพียงคนเดียว ถึงจะอยู่แสนไกลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปด้วยพระมหากรุณา เพราะรู้ว่าเมื่อเขาได้ฟังคำแล้วเขาจะเข้าใจถูกต้องซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่าความเข้าใจจะติดตามไปให้เข้าใจขึ้นๆ ทุกชาติ ถ้าไม่มีความเข้าใจเลยก็เป็นอย่างนี้คือ ไม่มีการที่จะเข้าใจตั้งแต่เกิดจนตายว่า แท้ที่จริงแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอะไร และเพื่อประโยชน์อย่างไร

    ขอให้เป็นผู้ที่ละเอียดและเป็นผู้ที่ตรง อย่าผ่านอะไรไปง่ายๆ เลย เพราะว่าผ่านไปเผินๆ จึงไม่สามารถที่จะมีความเห็นที่ถูกต้อง ที่จะละความไม่รู้และกิเลสทั้งหลายได้

    อ.วิชัย ไม่ทราบว่าฟังเท่านี้แล้วจะละความยึดมั่นได้หรือไม่ ยัง ใช่หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่ยึดคือความติดข้องและความเห็นผิด เมื่อไม่รู้ความเป็นจริง ไม่ใช่ปัญญา ก็ละความติดข้อง ละความเห็นผิดไม่ได้ ที่เรามีโอกาสได้สนทนาธรรมและเข้าใจธรรมก็เพื่อเข้าใจความเป็นจริง เพราะว่าเมื่อไม่รู้จึงเกิดความติดข้อง จึงเกิดความเห็นผิด ดังนั้น การที่ได้เข้าใจธรรมจึงเป็นหนทางของการละความยึดมั่น เริ่มรู้ใช่หรือไม่ว่ายึดมั่นอะไร ตาเป็นของเราหรือไม่ ตาไม่ใช่ของเรา ตาคืออะไร รูปคืออะไร เห็นคืออะไร สภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เหมือนกันเลย เกิดเพราะมีเหตุให้เกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เหมือนในขณะนี้เห็นแล้วได้ยิน เกิดเพราะมีปัจจัยทั้งหมด ไม่ใช่ของใครเพราะว่าธรรมมีปัจจัยให้เกิดขึ้น

    ดังนั้น เมื่อรู้ตามความเป็นจริงเช่นนี้ ควรหรือที่จะยึดมั่นในสิ่งที่ไม่ใช่ของใครเลย มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป ห้ามไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เมื่อเกิดก็ต้องดับไป นี่คือเพียงขั้นการฟังเท่านั้น แต่ยังต้องรู้กว่านี้อีกมาก ไม่ใช่เรื่องเพียงแค่เห็น หรือเรื่องของตา หรือเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นขอเพียงให้เข้าใจคำเดียว คือคำว่าธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มี พระองค์จะตรัสรู้หรือในเมื่อไม่มี แต่เมื่อมีแล้วคนอื่นไม่รู้ พระองค์จึงตรัสรู้สิ่งที่มีตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้มีจริงแน่นอน แต่ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของใคร เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ เช่นเห็นเป็นเห็น ไม่ใช่ได้ยิน ตาไม่ใช่หู และถ้าไม่มีการเกิดขึ้นก็จะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องฟังและพิจารณา ถ้าไม่มีอะไรเกิดก็ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏว่ามี เพราะเกิดโดยไม่มีใครรู้เลยว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรก็เลยจำ ยึดมั่นในสิ่งที่รวมกัน โดยไม่แยกออกไปเป็นแต่ละหนึ่งๆ

    ถ้าแยกเป็นแต่ละหนึ่ง ลองคิดดูว่า นกเห็นหรือไม่ งูเห็นหรือไม่ หรือว่าคนเท่านั้นที่เห็น แมวเห็นหรือไม่ เห็น นกเห็นหรือไม่ คนเห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้นความจริงคือ เห็นเป็นเห็น เห็นไม่ใช่นก เห็นไม่ใช่คน เห็นไม่ใช่งู เพราะเห็นเกิดที่ไหนเป็นเห็นเท่านั้น แต่รูปร่างทำให้เรานึกว่า นี่เป็นคนเห็น นั่นเป็นแมวเห็น นั่นเป็นนกเห็น นั่นเป็นเทวดาเห็น นั่นเป็นพรหมเห็น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นไม่เป็นอะไรทั้งหมดเลย เห็นต้องเป็นเห็นเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น ใครคิดว่าเป็นเราเห็น ถูกหรือผิด เพราะถ้าเห็นไม่เกิดขึ้นก็ไม่มีเรา แต่เมื่ิอเห็นเกิดเพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นเราเห็น แต่ความจริงเห็นเกิดเพราะจักขุปสาทกระทบกับสิ่งที่กระทบกันได้ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้ขณะนี้เกิดขึ้น เห็นว่าสิ่งต่างๆ ในห้องนี้เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าตาบอดทันทีเดี๋ยวนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ปรากฏไม่ได้ เพราะไม่มีเห็นเกิดขึ้นเห็น

    ฟังแล้วเบื่อหรือไม่ พูดเรื่องที่มีแต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าไม่ใช่เรา ซึ่งจะได้ยินคำว่าอนัตตา หมายความว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา ถ้าไม่เห็นด้วยก็เชิญสนทนาว่าเพราะอะไร คิดว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ หรือว่าธรรมเป็นธรรม ไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะของความจริงนั้นไม่ได้เลย ทุกอย่างที่มี ที่ว่าเป็นคน เป็นธรรมทั้งหมด โต๊ะก็เป็นธรรม แข็งก็เป็นธรรม เห็นก็เป็นธรรม เพราะเมื่อแยกสิ่งที่รวมกันแล้วก็เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเป็นธรรมแต่ละอย่าง

    ผู้ฟัง การฟังพระสัทธรรมเป็นการหาฟังได้ยาก จึงอยากทราบว่าหมายถึงอะไร

    ท่านอาจารย์ เคยฟังเทศน์มามากหรือไม่

    ผู้ฟัง เคยฟังบ้าง

    ท่านอาจารย์ เคยฟังธรรมที่อื่นๆ มาบ้างหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เคยมีโอกาสฟังบ้าง

    ท่านอาจารย์ พูดเรื่องอะไร

    ผู้ฟัง จะเป็นเรื่องแต่ละชาติของพระพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ แล้วรู้ความจริงเดี๋ยวนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นหายากที่จะฟังหรือไม่

    ผู้ฟัง ยาก

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นคำตอบใช่หรือไม่ ฟังเรื่องอื่น เช่นเรื่องพระชาติต่างๆ เรื่องชาดก หาไม่ยากเลย แต่ถ้าฟังเรื่องที่จะเข้าใจจริงๆ เพื่อที่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และดับกิเลสเพราะรู้ความจริง ซึ่งจะเห็นได้เลยว่าหายากที่จะได้ฟัง และคนที่จะสนใจก็น้อยมากด้วย เรื่องที่ฟังก็ยาก คนที่สนใจจะฟังก็ยาก ยิ่งฟังก็ยิ่งยาก เพราะฉะนั้นคนฟังก็ยิ่งน้อยลง จริงหรือไม่ หายาก

    ผู้ฟัง การชวนไปทำบุญ จะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำแล้วถึงได้บุญ

    อ.อรรณพ ต้องรู้จักก่อนว่า บุญคืออะไร ส่วนใหญ่เมื่อเราได้ยินว่าอะไรดีสักอย่าง เราไม่ได้รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เขาว่าดีเราก็ว่าดี เพราะฉะนั้น บุญคือจิตใจที่ดีงาม หรืออีกคำหนึ่งคือคำว่ากุศล บุญแปลว่าชำระจิตให้สะอาด กุศลคือตัดสิ่งที่ไม่ดี ก็คือความหมายเดียวกัน บุญหรือกุศลคือสภาพจิตใจที่ดีงาม

    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมคือเพื่อเข้าใจ แล้วการสนทนาธรรมก็ต้องถามตอบด้วย จะได้ทราบว่าความเห็นของคนฟังเข้าใจเพียงใดแล้ว ขอถามว่า ฟังธรรมเป็นบุญหรือไม่ ต้องรู้ว่าฟังเพราะอยากได้บุญ หรือว่าฟังแล้วความเข้าใจเป็นบุญ เห็นความละเอียดหรือไม่ จะทำให้เราเป็นคนที่ละเอียด เพราะว่าธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ ทั้งๆ ที่มีอยู่ประจำโลกแสนโกฏิกัปป์มาแล้วก็เป็นอย่างนี้ ต่อไปข้างหน้าก็จะเป็นอย่างนี้ ก็เป็นโลกอย่างนี้ มีเห็น มีเกิด มีแก่ มีสุข มีทุกข์ต่างๆ เหล่านี้

    แต่เหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ กัปป์ไม่ใช่วันเดือนปี ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องเป็นคนที่ละเอียดและไตร่ตรอง เพื่อที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ว่า พระองค์เป็นผู้ที่ทรงคุณประเสริฐที่สุด ที่ทำให้เราพ้นจากการที่คิดเองบ้าง เผินๆ บ้าง เหมือนเข้าใจแต่ความจริงไม่เข้าใจบ้าง หรืออาจจะเข้าใจนิดเดียว และความที่เห็นผิดมานานทำให้ความเห็นผิดนั้นทำให้กลายเป็นเข้าใจผิดไปได้ เป็นสิ่งที่ละเอียดมาก ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นพฤติกรรมของคนที่ฟังธรรม ศึกษาธรรม แต่ก็มีการกระทำต่างๆ กัน เพราะความเป็นผู้ที่ไม่ละเอียด

    ฟังธรรมเป็นบุญหรือไม่ อยู่ที่ผู้ฟัง ถ้าผู้ฟัง ฟังเพื่อเข้าใจ เพื่อความเห็นที่ถูกต้อง นั่นเป็นบุญเพราะขณะนั้นเพื่อละความไม่รู้ ความไม่รู้จะเป็นบุญไม่ได้เลยเพราะนำมาซึ่งโทษทั้งปวง ความไม่รู้ทำให้เกิดความติดข้อง ความไม่รู้ทำให้เกิดความสำคัญตน ความไม่รู้ทำให้เกิดความริษยา ทั้งหมดมาจากความไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งทั้งปวงเกิดจริง ชั่วคราวแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย จึงสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำว่า ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง เพราะว่าสิ่งทั้งปวงมีจริง ชั่วคราวแสนสั้นแต่ไม่ยั่งยืน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    5 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ