ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339


    ตอนที่ ๑๓๓๙

    สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ จึงลวงเหมือนกับมายากล ให้เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ยั่งยืน แต่ความจริงถ้าขยายลงไปจนกระทั่งหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น หนึ่งนั้นดับ แต่ก็สืบต่อเร็วมากจนไม่ปรากฏการดับไป กำลังเป็นอย่างนี้

    ผู้ฟัง ขอให้กล่าวถึงว่าความจริงอันประเสริฐ และความจริงแท้นั้นเป็นอย่างไร

    อ.คำปั่น ในเบื้องต้นที่ท่านอาจารย์ได้แสดงถึงความเป็นจริงของธรรม ความหมายของธรรมก็คือสิ่งที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันไม่ได้ห่างจากธรรมเลย เพราะว่าเป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงอยู่ทุกขณะ แต่จะไม่มีทางที่จะเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงแน่ จนกว่าจะมีโอกาสได้ยินได้ฟังคำจริง คือพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเมื่อกล่าวโดยประมวลของสิ่งที่มีจริง ก็คือสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ และสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมคือไม่ใช่สภาพรู้ ไม่ใช่สิ่งที่จะไปรู้อะไร เพราะว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามสมุฏฐานแล้วก็ดับไปเท่านั้นไม่มีสภาพรู้ใดๆ เจือปนเลยในความเป็นรูปธรรม เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม จึงไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตน เพราะว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ เท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าประโยชน์อย่างยิ่งของการฟัง ก็คือความเข้าใจจริงๆ เราจะได้ยินคำเยอะแยะ แต่ว่าเราเข้าใจนิดๆ หน่อยๆ ผิวเผิน ไม่มีประโยชน์เลย เพียงคำเดียวแต่ว่ามีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ สิ่งนั้นเป็นประโยชน์ เพราะเหตุว่าจะทำให้เข้าใจคำอื่นๆ ต่อไปที่กล่าวถึงสิ่งนั้นละเอียดขึ้น เช่น คำว่า อนัตตา มี ๒ คำ อัตตา กับ อนัตตา อัตตา หมายความถึงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเกิดมาก็เห็นมากมายเลย เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นโต๊ะ๑ เป็นเก้าอี้๑ เป็นคน ๑ เป็นดอกไม้ ๑ เป็นต้นไม้ ๑ เป็นกลีบดอกไม้ ๑ ทั้งหมดคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตาหมายความว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา อะไรก็ตามถ้ารวมกันก็เป็นดอกไม้ แต่ถ้าอนัตตา ไม่ใช่ดอกไม้ แค่ ๒ คำ อัตตา กับ อนัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตาไม่ใช่สิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น คน ถ้าไม่มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย มีทุกอย่างขณะนี้ รวมๆ แล้วจะเป็นคนได้ไหม แยกออกไปให้ละเอียดยิบ กระจัดกระจายออกไป จนกระทั่งเป็นชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด อย่างไหนเป็นคน ต้องมีความเข้าใจมั่นคงว่าสิ่งที่เราคิดว่ารวมกัน แท้ที่จริงแล้วสามารถที่จะแตกย่อยออกได้ ถ้าเป็นธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ที่ใช้คำว่ารูปธรรม เพราะว่าสิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง ไม่ว่าที่ไหนในสากลจักรวาล สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดต้องเป็นหนึ่งในสอง คือเกิดแล้วไม่รู้อะไร แข็งไม่รู้อะไร หวานไม่รู้อะไร กลิ่นไม่รู้อะไร อะไรก็ตามที่มีจริงแต่ไม่รู้ เราจะบอกว่าไม่จริงได้ไหม เกิดแล้ว มีแล้ว ปรากฏแล้ว แต่ไม่รู้อะไร ก็เป็นธรรมสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ภาษาบาลีถ้าเราจะเรียนทีละคำก็คือว่า รูปะ ธรรมะ รวมแล้วก็เป็นรูปธรรม สิ่งที่เป็นรูปธรรมไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนให้รู้ได้เลย นี่คือความเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนสิ่งที่มีให้เป็นอย่างอื่นได้ ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดเลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่เดี๋ยวนี้เห็นมี ใครทำให้เห็นเกิดขึ้นได้บ้าง อนัตตา ต้องมั่นคงว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา และที่เราว่าเห็น ถ้าไม่มีตาจะเห็นไหม ก็ไม่เห็น แล้วที่ว่าเป็นตา เราอาจจะเคยคิดว่าตาดำ ตาขาว ตาใหญ่ ตาเล็ก ตาสีฟ้า สีน้ำตาล สีเขียว แต่ว่าถ้าแตกย่อยได้ไหมตา ก็ได้ เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่รวมกันเรารู้คร่าวๆ ว่าเป็นตา แต่พอแตกย่อยออกไปแล้ว แข็ง แล้วก็มีกลิ่นด้วย รวมอยู่ที่แข็งนั่น ที่เรียกว่าตาเป็นรูปพิเศษจริงๆ ไม่ใช่ตาดำตาขาวทั้งหมด แต่เป็นรูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น อัตตาอยู่ตรงไหน ใครทำ ไม่มีใครทำเลย แต่ละหนึ่งมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวง อย่างที่เราไปงานศพจะได้ยินคำว่า เหตุปัจจะโย อารัมมะณะปัจจะโย ปัจจัยคือสภาพธรรมที่อาศัยกันปรุงแต่งให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำได้เลย นอกจากอำนาจของสิ่งที่มีสามารถที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดได้ อาศัยกันและกัน

    ด้วยเหตุนี้แม้แต่ที่เราว่าเป็นตา แตกย่อยละเอียดยิบก็คือส่วนที่สามารถกระทบกับสิ่งที่ปรากฏอยู่กลางตา แล้วก็มองไม่เห็นด้วย เพราะว่าเห็นเมื่อไรเป็นสิ่งที่กระทบตา แล้วมีจิตเห็นเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงปรากฏให้เห็นได้ ขณะนี้คนตาบอดอยู่ที่นี่ ในห้องนี้มีสีสัน แต่คนตาบอดไม่มีทางเห็น สิ่งที่คนตาดีเห็น แต่คนตาบอดไม่เห็น แต่ว่าความย่อยละเอียดของธรรม ก็คือตาไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏที่กระทบตา แล้วตาที่เข้าใจสามารถแตกย่อยจนเหลือส่วนเดียวที่เล็กที่สุดที่กำลังกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ แล้วจิตก็เกิดขึ้นเห็นทีละหนึ่ง เร็วแค่ไหน แล้วก็ดับไป แล้วซ้ำๆ ๆ จนรวมกันปรากฏเป็นนิมิต ที่เราใช้คำว่านิมิต หมายความว่ารูปร่างสัณฐานที่ปรากฎว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเห็นก็ต้องมีรูปร่างแล้ว กว้างหรือยาวหรือเหลี่ยมหรือสูงหรือต่ำหรือสีต่างๆ รวมกันเร็วมาก ลวงให้เห็นว่าเป็นอัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แท้ที่จริงแล้วอัตตาที่เราเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่มี แต่มีสิ่งที่เกิดดับสืบต่อรวมกันจนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน ทำให้หลงเข้าใจว่าสิ่งนั้นยั่งยืน แต่ว่าแม้แต่คำเดียว คำว่าอนัตตา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ปฏิเสธหรือเปล่า ไม่มีสักอย่างที่จะเป็นอัตตาได้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้วจากการที่ทรงตรัสรู้ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งมีความมั่นคงว่าเป็นอนัตตาจริงๆ แต่เดิมไม่มีใครได้ยินคำว่าอนัตตา มีแต่โต๊ะ เก้าอี้ คน อัตตาทั้งนั้น คือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่มีจริงเป็นอนัตตา หมายความว่าชาวโลกไม่ได้รู้ความจริงที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ แต่ก็ทรงแสดงความจริงทีละคำ เราฟังเราต้องมีความเข้าใจมั่นคงว่าธรรมคือสิ่งที่มี ใครก็ไม่ทำให้เกิดขึ้นมาได้ แต่อาศัยปัจจัยปรุงแต่งทำให้เกิดขึ้นเป็นแต่ละหนึ่ง แล้วก็รวมกันจนกระทั่งทำให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่ง และก็ยึดถือว่าเป็นสิ่งนั้น แต่ถ้าแตกย่อยออกได้แม้แต่สภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด สามารถที่จะแตกย่อยได้จนละเอียดที่สุด นั่นคือรูปธรรม

    ส่วนนามธรรมหมายความว่าธรรมมีจริง เมื่อเกิดแล้วต้องรู้ ต่างกับรูปธรรมแล้ว เพราะธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงไม่มีเว้น แต่ความต่างกันก็คือว่าสภาพที่มีจริงที่เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เป็นรูปธรรม แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นเลย อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ โลกก็ไม่ปรากฏ สิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ก็ไม่ปรากฏ เสียงก็ไม่ปรากฏ กลิ่นก็ไม่ปรากฏ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ให้ทราบว่ามีธรรมอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่เรา แต่เป็นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งใดสิ่งนั้นจึงปรากฏ

    เพราะฉะนั้นตาไม่เห็นอะไร ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม สิ่งที่กระทบตาก็ไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม แต่ธาตุรู้ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา เป็นอนัตตาไม่เว้นเลยสักอย่าง แม้ตาจะเกิดก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย สิ่งที่กระทบตาจะมากระทบตาได้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย แม้แต่ถ้าธาตุรู้ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดยิ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจทีละคำว่าธรรมมีจริง ธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น ฟังเพียงเท่านี้ก่อน แล้วพิจารณาดูว่าจริงไหม คนเราเกิดมาต่างกันมาก มีใครทำหรือเปล่า แต่เป็นแล้วอย่างนั้น คนตาบอดก็มี ใครทำให้ตาบอด คนที่ตาไม่บอดก็มี ใครทำให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีตามเหตุตามปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แล้วไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น แต่ความจริงที่ว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแยกละเอียดยิบมีอากาศธาตุแทรกคั่น เราอยู่ไหน

    และต่อไปจะรู้ว่าธาตุรู้มีหลายอย่าง เห็นไม่ใช่ได้ยินแน่นอน เพราะว่าต้องอาศัยตา ได้ยินต้องอาศัยหู อีกรูปหนึ่ง แล้วใครทำให้ตาเป็นตา แล้วก็หูเป็นหู ไม่มีใครทำอะไรเลยทั้งสิ้น ก็เริ่มรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วทุกอย่างที่เกิดหลากหลาย ตามเหตุตามปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น แต่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย ไม่มีใครอยากโกรธ หรือใครอยากโกรธ แต่ก็โกรธมีจริงๆ โกรธเป็นธรรม เป็นธาตุรู้ เป็นนามธรรม โต๊ะ เก้าอี้ไม่โกรธ ไปทุบไปตีโต๊ะอย่างไร โต๊ะก็ไม่โกรธ เพราะว่าไม่ใช่สภาพรู้ แต่สภาพรู้เกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด อาศัยตาธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ที่อยากจะรู้ว่าธาตุรู้คืออะไร ก็คือกำลังเห็นนี่แหละ รู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏอย่างนี้ กำลังได้ยินนั่นก็คือธาตุรู้ รู้ว่าเสียงเป็นอย่างนั้น กำลังได้กลิ่น ธาตุรู้ก็รู้ว่ามีกลิ่นหลากหลายมากมาย กลิ่นดอกไม้ก็มี กลิ่นน้ำหอมก็มี กลิ่นอาหารก็มี สารพัดกลิ่น ถ้าไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นกลิ่นก็ปรากฏว่ามีไม่ได้เลย เพราะว่าตัวกลิ่นกระทบกลิ่นก็ไม่รู้อะไร สภาพไม่รู้ใครจะเปลี่ยนให้เป็นสภาพรู้ไม่ได้ฉันใด สภาพรู้ซึ่งเกิดขึ้นใครจะไม่ให้รู้ก็ไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้สิ่งที่มีชีวิตขณะใดก็ตามที่เป็นสิ่งที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นใช้คำว่า จิต หรือว่า จิตตัง ก็ได้หมายความถึงสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ทั้งวันก็คือเห็นเป็นจิต ได้ยินเป็นจิต สภาพได้กลิ่นไม่ใช่กลิ่น แต่สภาพที่กำลังรู้กลิ่นเป็นจิต สภาพที่กำลังลิ้มรสเป็นจิต รสรู้อะไรไม่ได้เลย ลิ้นก็รู้อะไรไม่ได้ แต่ทันทีที่รสกระทบลิ้นเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นลิ้มรส ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ จะหวาน จะเปรี้ยว จะเค็ม สักเท่าไหร่ บอกใครเขาเข้าใจไหม จนกว่าให้เขาชิม ไม่ต้องพูดเลยรู้เลยชัดเจน หวานแค่ไหน เค็มแค่ไหน เปรี้ยวแค่ไหน เพราะธาตุรู้ที่รู้ทางตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ เป็นธาตุที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น ไม่รักไม่ชังอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นอาศัยกันเป็นไปในวันหนึ่งๆ ซึ่งเป็นนามธรรมและรูปธรรม ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงโดยละเอียด ก็เข้าใจว่าเป็นเรา แต่ความจริงก็คือสิ่งที่มีที่เกิดขึ้นหลากหลายมาก เป็นนามธรรมและรูปธรรมและเป็นอนัตตา

    ได้ฟังเพียงเท่านี้สามารถที่จะเข้าใจมั่นคงหรือยังว่าธรรมมีจริง และเป็นอนัตตาด้วย ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้เกิดขึ้นได้ จะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น เช่น ได้ยิน เฉพาะต้องเสียงกระทบหู ธาตุรู้เสียงที่กำลังปรากฏขณะนี้จึงเกิดขึ้นได้ เป็นธาตุรู้เป็นนามธรรม เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งใช้คำว่าจิต ฟังทีละคำๆ ศึกษาธรรมยังมีอีกมาก แต่ว่าได้ยินคำไหนอย่าเพิ่งผ่านไป ให้มีความเข้าใจที่ละเอียดและตรง มั่นคงขึ้น จึงจะรู้ว่าไม่มีเรา

    คำปั่น ซึ่งก็เป็นประโยชน์มากที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความเป็นอนัตตาของสภาพธรรม เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งไม่มีในคำสอนอื่นเลย โดยความหมายของอนัตตา ก็คือไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ข้อความในพระสูตรก็ดี หรือว่าในพระอภิธรรมก็ดี อธิบายในพยัญชนะคำนี้ว่ามีอรรถมีความหมายคือ ที่ชื่อว่าอนัตตาด้วยเหตุ ๔ ประการ ประการแรกที่ ๑ ก็คือ เป็นของว่างเปล่า ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล ประการที่ ๒ ก็คือเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งๆ ถ้าเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยก็เกิดแล้วดับแล้ว ก็ไม่มีใครจะเป็นเจ้าของๆ สิ่งนั้นได้ เพราะว่าเกิดแล้วดับแล้ว ประการที่ ๓ ก็เห็นชัดเจนมากที่กล่าวกันอยู่เสมอ ก็คือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น แสดงถึงความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เห็นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย โกรธเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ความเข้าใจถูกเห็นถูกเกิดขึ้นก็เพราะเหตุปัจจัย จึงคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น และประการสุดท้ายที่ ๔ ปฏิเสธต่ออัตตา เพราะว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละหนึ่งๆ เท่านั้น จะกล่าวได้อย่างไรว่าเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นบุคล เพราะว่าเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ เท่านั้น สิ่งที่มีจริงเป็นจริงแต่ละหนึ่งๆ เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    ผู้ฟัง ทางกายรู้ทั้ง ๓ อย่าง รู้อะไรก่อน หรือว่ารู้พร้อมๆ กัน

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมความละเอียดแต่ละคำ โดยมากเราใช้คำในภาษาบาลี แล้วเราเข้าใจเอง แต่ว่าตามความเป็นจริงต้องเข้าใจความหมายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงใช้คำนั้นแสดงความจริงของคำนั้น กำลังนอนหลับสนิท เห็นอะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็น แต่เมื่อตื่นเห็น อาศัยอะไรจึงเห็น

    ผู้ฟัง อาศัยตา

    ท่านอาจารย์ ที่เราใช้คำว่าประตู ภาษาบาลีใช้คำว่าทวาร หมายความว่าทางที่จิตจะเกิดขึ้นรู้ อาศัยตาเห็น อาศัยหูได้ยิน อาศัยจมูกได้กลิ่น อาศัยลิ้นลิ้มรส อาศัยกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง คิด

    ท่านอาจารย์ ตอนคิด อาศัยตาหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ได้อาศัย

    ท่านอาจารย์ อาศัยหู จมูก ลิ้น กาย หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ แต่อาศัยใจ ซึ่งขณะนั้นสะสมสิ่งที่เคยพบเคยเห็นมาแล้ว และจำด้วย เป็นเหตุให้สามารถที่จะนึกถึงโดยไม่ต้องอาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เมื่ออาศัยใจก็มีใจอีกหนึ่งทางเป็นทวาร การที่จิตจะเกิดขึ้นอยู่ดีๆ ก็คงจะไปทำให้เห็นไม่ได้ นอกจากมีตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพราะเหตุว่ามีใจที่เห็นทุกสิ่งทุกอย่างทุกวันจำไว้ได้หมด ก็เป็นปัจจัยให้เกิดนึกคิดขึ้นมาโดยอาศัยใจ ขณะนั้นไม่ได้อาศัยตา หูจมูก ลิ้น กาย ด้วยเหตุนี้ทางรู้อารมณ์ของโลกนี้มี ๖ ทาง แต่ละคำนี่ต้องละเอียด และต้องใส่ใจว่าทำไมจึงมีคำนี้ เช่น ทางรู้อารมณ์ของโลกนี้ หมายความว่าอย่างไร แต่ละคำจะมีคำอธิบายที่ละเอียดมาก และก็เป็นชีวิตประจำวันด้วย ทางที่อาศัยการรู้อารมณ์ของโลกนี้ ไม่พ้นจาก ๖ ทาง และเวลาที่โลกนี้ไม่ปรากฏมีจิตไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ นอนหลับสนิท ถ้าไม่มีจิตก็ตาย แต่ที่บอกว่าไม่ตายแต่หลับเพราะเหตุว่ามีจิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน โดยไม่อาศัยทวารหนึ่งทวารใด จึงไม่รู้อารมณ์ของโลกนี้ โลกนี้ไม่ได้ปรากฏเลยขณะที่กำลังหลับสนิท ชื่ออะไร

    ผู้ฟัง ตอนหลับสนิทไม่มี

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเลย ไม่มีชื่อ มีญาติพี่น้องไหม

    ผู้ฟัง ไม่มีอะไรเลย

    ท่านอาจารย์ มีบ้านช่องหรือไม่ ไม่มีอะไรปรากฏเลย แต่ยังมีจิตที่เกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติโดยไม่อาศัยทางหนึ่งทางใดเกิดขึ้นรู้ คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก แล้วนี่ใครล่ะ ไม่มีใครสักคน นอกจากธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นต้องเป็นไปตามปัจจัย ถ้ามีตาและมีสิ่งที่กระทบตาให้จิตอื่นเกิดไม่ได้ นอกจากเห็น แต่ว่าถ้าศึกษาธรรมโดยละเอียดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่งถึงจิตทีละหนึ่งขณะ คิดดูว่าจะเร็วสักแค่ไหน ขณะนี้นับไม่ถ้วน คนกี่คน ไหนลองนับ นอกจากนั้นยังมีประตู มีหน้าต่าง มีม่าน มีแก้ว มีโต๊ะ สารพัดอย่าง ใครจะไปนับได้ แสดงให้เห็นว่าพระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ฟัง จะไม่รู้ว่าที่เราหลงเข้าใจว่ามีเราและมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงแต่ละหนึ่งนั้นก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันเลย เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิด เดี๋ยวหลับ เดี๋ยวตื่น ทุกคำต้องชัดเจน ได้ยินคำไหนอย่าเพิ่งผ่าน จนกระทั่งมีความเข้าใจมั่นคงว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือเกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไร แต่เกิดเองไม่ได้ ต้องมีปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ว่าอะไรก็ตาม หนึ่งที่เกิดขึ้นต้องมีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยที่คนอื่นก็ไม่รู้ นามธรรมก็เช่นเดียวกัน จิตเห็นเกิดขึ้นคนอื่นไม่รู้เลย กำลังเห็นมีสภาพธรรมที่ปรุงแต่งให้จิตเห็นเกิดขึ้น เกิดพร้อมกันด้วย รู้สิ่งเดียวกันด้วย แล้วก็ดับไปด้วย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติใช้คำว่า เจตสิกะ คนไทยก็ออกเสียงว่าเจตสิก เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่มีจิตสิ่งที่อาศัยปรุงแต่งให้เกิดกับจิตดับพร้อมจิตคือเจตสิก ต้องเกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน ทรงแสดงว่าจิตหนึ่งขณะอย่างน้อยที่สุดมีเจตสิก ๗ ประเภทเกิดร่วมด้วย เราอยู่ไหน ไม่มีเลย นอกจากทรงแสดงให้ละเอียดขึ้นๆ ๆ จนค่อยๆ เข้าใจมั่นคงว่าธรรมไม่ใช่เรา ธรรมเป็นอนัตตา มิฉะนั้นนั้นเราก็จะเสียเวลาได้ยินคำไหนก็ฟังเผินๆ ก็ยังเป็นเราอยู่นั่นแหละ แต่ว่าไม่เผินสักคำหนึ่ง ไม่ว่าอะไรก็ตาม ไม่ว่าทวาร ไม่ว่าธาตุ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เมื่อกี้นี้ก็จะได้ยินคำว่าธรรม และได้ยินคำว่าธาตุด้วย สองคำเหมือนกันไหมคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น พยัญชนะต่างกัน คือคำว่าธรรมกับคำว่าธาตุ หรือ ธา ตุ แต่ว่าโดยความหมายโดยอรรถหมายถึงสิ่งที่มีจริง ที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตนไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะของสิ่งที่มีจริงนั้น นี่คือโดยอรรถโดยความหมายของธรรมกับธาตุ ความหมายอย่างเดียวกัน เพราะว่าคือกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ทั้งหมดที่ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

    ท่านอาจารย์ ธาตุมีจริงไหม

    ผู้ฟัง ธาตุมี

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั่นแหละ จะใช้คำว่าธรรมว่าเป็นสิ่งที่มีจริงแล้วก็ใช้คำว่าธาตุ ธา ตุ (ธอ ธง สระอา ตอ เต่า สระอุ) หมายความว่าสิ่งนั้นดำรงความเป็นสิ่งนั้น ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ธรรมแต่ละหนึ่งก็คือธาตุแต่ละหนึ่งนั่นเอง ค่อยๆ ให้มั่นคงขึ้นว่าธรรมมีจริง ใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย ใช้คำว่าธาตุ หมายความว่าดำรงไว้ซึ่งสภาพนั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    23 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ