ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ใครจะบอกว่ารู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องถามว่า รู้คุณเมื่อไร ต้องเมื่อเข้าใจเท่านั้น

    ผู้ฟัง พระธรรมบอกว่า การศึกษาธรรมควรจะต้องเป็นการศึกษาทีละคำให้เข้าใจชัดเจน

    ท่านอาจารย์ พระธรรมบอกว่า หรือว่าความจริงที่ได้ฟังไตร่ตรองแล้วก็รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้เชื่อเลย บางคนอ่านพระไตรปิฎกแล้วว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทำอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง พระองค์จะให้ใครทำอะไรได้ในเมื่อตรัสไว้แล้วว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ทุกคำต้องสอดคล้อง เปลี่ยนไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทำอย่างนี้ ให้ทำอย่างนั้น แต่พูดความจริงให้ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญา เรียนถามท่านอาจารย์ คำว่าปัญญา

    ท่านอาจารย์ ความจริงมีหรือไม่

    ผู้ฟัง ความจริงมี

    ท่านอาจารย์ อยู่ไหน

    ผู้ฟัง ในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ อยู่ที่สิ่งที่มีใช่หรือไม่ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ใครรู้ความจริงของสิ่งนั้นบ้าง

    ผู้ฟัง ยังไม่รู้ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม

    ท่านอาจารย์ รู้เมื่อใดนั่นคือปัญญา ความรู้ถูกต้องตามความเป็นจริง ง่ายๆ เลยวันนี้ แต่ก็ยากมาก เห็นอะไร

    ผู้ฟัง เห็นดอกไม้ เห็นท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ คำถามธรรมดาง่ายมาก ตอบก็ง่ายว่าเห็นดอกไม้ คิดให้ดี หลับตา ดอกไม้อยู่ไหน

    ผู้ฟัง ก็ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจริงๆ มีดอกไม้หรือไม่

    ผู้ฟัง ความจริงไม่มีดอกไม้

    ท่านอาจารย์ แล้วมีอะไร

    ผู้ฟัง มีสิ่งที่ปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเข้าใจเช่นนี้ว่าจริงหรือไม่ หรือไม่จริง

    ผู้ฟัง จริง เป็นสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ จริง เมื่อไรจะรู้เช่นนี้ ถ้ารู้เช่นนี้เมื่อไร กำลังจะหมดกิเลส กิเลสคือความไม่รู้ ความติดข้องมากมายหลายอย่าง แต่ทั้งหมดเริ่มจากความไม่รู้ ไม่รู้แม้แต่สิ่งที่มีอยู่ทุกวัน ไม่เคยรู้เลยว่า ขณะนี้ถ้าไม่เห็นก็ไม่มีอะไรปรากฏ แต่เมื่อมีเห็น มีสิ่งที่ถูกเห็น เฉพาะสิ่งที่ถูกเห็นเท่านั้นที่ปรากฏว่ามีในขณะที่เห็น สิ่งที่อยู่ข้างหลังดิฉันมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี มีดอกไม้

    ท่านอาจารย์ เพราะกระทบตาคุณนิรันดร์ สิ่งที่อยู่ข้างหลังดิฉันมีใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีเมื่อกระทบตาใช่หรือไม่ แต่ไม่ได้กระทบตาดิฉัน

    ผู้ฟัง ไม่ ไม่กระทบ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่รู้ว่าข้างหลังมีอะไร เพียงแค่เห็นทุกวันๆ ก็ลืมว่า สิ่งนั้นต้องกระทบตา ถ้าไม่มีตาไม่เห็น กว่าจะค่อยๆ รู้ว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม ต้องมั่นคงว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม เพราะมี สิ่งที่มี ไม่มีดอกไม้ แต่มีธรรม ถูกหรือไม่

    ผู้ฟัง ถูก ไม่มีดอกไม้ แต่มีธรรม

    ท่านอาจารย์ มีธรรมเมื่อไร มีเมื่อเกิด

    ผู้ฟัง มีเมื่อเกิด

    ท่านอาจารย์ เกิดเป็นอะไรก็ไม่ต้องไปคิดถึงเลย ขอให้เข้าใจตามลำดับว่า มีเมื่อเกิด แล้วแต่ว่าจะเกิดเป็นอะไร เกิดเป็นเสียง ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงก็ไม่ปรากฏว่ามีเสียงนั้นเลย ข้างนอกห้องมีเสียงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีเสียง นอกห้องมีเสียง

    ท่านอาจารย์ นอกถนนมีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี แต่ไม่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ในป่ามีหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็มี แต่ไม่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีปัจจัยแล้วจะยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีได้ยิน เสียงที่มีที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยดับแล้ว ไม่ได้กระทบหู เพราะฉะนั้นไม่มีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงนั้นก็ไม่ปรากฏ เมื่อปรากฏแล้วหมดแล้ว ไปตามหาเสียงเมื่อครู่นี้ฉันใด สิ่งที่ปรากฏทางตารู้หรือไม่ว่าเป็นเช่นเดียวกัน เพียงปรากฏก็เกิดดับ แต่ไม่มีใครสามารถจะประจักษ์แจ้งได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วปัญญาต้องเพิ่มขึ้นตามลำดับ ความเข้าใจค่อยๆ ละความไม่รู้ซึ่งกำลังปิดบังทุกอย่างที่มีจริง ไม่ให้ปรากฏตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง ถ้าพระธรรมบอกว่าเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นสิ่งที่มีจริงที่สามารถรู้ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เหตุใดแม้แต่ตรัสรู้ใหม่ๆ พระองค์ท่านไม่ทรงน้อมใจที่จะทรงแสดงให้กับปุถุชนอย่างเราฟัง

    ท่านอาจารย์ เห็นขณะนี้เกิดดับหรือไม่

    ผู้ฟัง เกิดแล้วก็ดับ

    ท่านอาจารย์ ยากหรือไม่

    ผู้ฟัง ยากแน่นอน

    ท่านอาจารย์ ก็ตรัสไว้ว่ายากที่จะรู้ได้

    ผู้ฟัง เป็นเพียงขั้นการฟังที่จะเข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าจริงก็สามารถประจักษ์แจ้งได้เพราะจริง สิ่งที่ไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ได้หรือไม่ในเมื่อไม่มี แต่เมื่อสิ่งนั้นมีจริงๆ ก็รู้ความจริงของสิ่งนั้นได้ว่า ถ้าไม่มีการเกิดก็ไม่มี แต่เดี๋ยวนี้ใครรู้ว่าเกิด เกิด เกิด จึงมี แล้วยิ่งกว่านั้นก็คือ "สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา" ใครรู้ ลึกซึ้งหรือไม่ แต่ละคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มีความเห็นถูกเข้าใจถูก ทุกอย่างที่มีจริงที่สามารถที่จะเข้าใจได้ จากการค่อยๆ คิด ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ไตร่ตรองว่า ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะทรงประจักษ์แจ้งการเกิดดับ มิฉะนั้นจะตรัสได้หรือไม่ว่า ขณะนี้สิ่งใดที่ปรากฎ สิ่งนั้นเกิดแล้วดับ

    ผู้ฟัง เพราะว่าสัตว์โลกอย่างเรา เนิ่นนานแล้วที่อยู่ด้วยความไม่รู้และยึดมั่นในความเป็นเรา เมื่อได้ฟังธรรมที่ทรงแสดงความจริง ก็ยากที่จะเข้าถึงสิ่งที่เป็นจริงๆ ทั้งที่จริงก็มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ ท่านพระสารีบุตรรู้แจ้งอริยสัจจธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง รู้แจ้งอริยสัจจธรรม

    ท่านอาจารย์ นานเท่าไรกว่าจะรู้

    ผู้ฟัง หนึ่งอสงไขยแสนกัปป์

    ท่านอาจารย์ แล้วเรา

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้ว่านานเท่าไร อาจจะเริ่มบ้างแล้ว

    ท่านอาจารย์ แสนกัปป์ไม่เข้าใจสักคำก็ไม่รู้ แต่ถ้าแสนกัปป์เริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยก็ค่อยๆ รู้ขึ้น คนที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังคำแล้วเข้าใจก็มี คนที่ไม่ไปเฝ้าและไม่ฟังก็มี หรือคนที่เพียงได้ยินได้ฟังแล้วไม่เข้าใจก็มี แล้วแต่การสะสม เด็กที่ไม่เข้าโรงเรียนเลย อ่านหนังสือออกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ออก

    ท่านอาจารย์ เด็กที่เข้าโรงเรียน วันแรกอ่านออกหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ยังไม่ออก

    ท่านอาจารย์ แล้วเพราะอะไรจึงอ่านออกได้

    ผู้ฟัง ก็เริ่มจากค่อยๆ เห็นอักขระทีละตัว

    ท่านอาจารย์ ฉันใด คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้น เราเรียนอย่างอื่นแต่เราไม่ได้เรียนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาษาบาลีจะใช้คำว่าสิกขา ภาษาไทยใช้คำว่าศึกษา ถ้าไม่ฟัง ไม่คิด ไม่ไตร่ตรองจะรู้ได้อย่างไร อยู่ดีๆ จะรู้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต้องมีเหตุ ถ้าไม่มีเหตุก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยแล้วจะรู้หรือไม่ว่า ขณะนี้สภาพธรรมเกิดดับ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทรงทำอะไร แสดงธรรมใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง แสดง

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่แสดงธรรมเลย เราสามารถจะรู้หรือไม่ว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรม

    ผู้ฟัง คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงแสดงว่า ทุกคำตรัสของพระองค์เป็นเรื่องละโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ด้วยความเป็นอนัตตาและไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าถ้าไม่ฟังจะเข้าใจหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ นี่คือความเป็นอนัตตา มีเหตุคือฟัง จึงเข้าใจ คนที่ไม่ฟัง ลองถามว่าเข้าใจหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่า ถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเข้าใจหรือ และคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เหมือนกับคำของคนอื่นเลยทั้งสิ้น ทุกคำเกิดจากพระปัญญาที่ลึกซึ้ง พระองค์ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เราก็พูดตามได้ แต่ปัญญาของเราที่พูดกับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากันหรือ เห็นหรือไม่ว่าพูดคำเดียวกัน เพราะฉะนั้น คำของพระองค์เป็นคำที่นำไปสู่ความเข้าใจ ไม่ใช่นำไปสู่การทำด้วยความเป็นตัวตน

    การฟังธรรมจึงต้องละเอียดและตรงต่อความจริง มิฉะนั้นจะไม่ได้สาระจากพระธรรม และไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ค้านกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พูดว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" แต่มีสำนักปฏิบัติ สอดคล้องกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่สอดคล้องกัน ถ้ามีตัวตนที่จะทำก็ไม่เข้าใจหนทางในการอบรมปัญญา

    ท่านอาจารย์ ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งต่อไป จากเดิมที่คิดว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เดิมคิดว่าพึ่งคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ปรากฏว่าทำด้วยความเป็นเรา ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะไม่ได้รู้ความจริงก็ต้องเป็นเรา ไม่ได้ค่อยๆ เข้าใจ ความเข้าใจนั่นเองละความไม่รู้และละความเห็นผิด ถ้าไม่เข้าใจ ไม่มีหนทางจะละความไม่รู้และความเห็นผิดเลย และไม่ใช่เราไปทำ"ละ" แต่เข้าใจขณะใด ขณะนั้นละความไม่เข้าใจและความเห็นผิด เข้าใจมากน้อยเท่าไรก็ละความเห็นผิดว่า ไม่ใช่เรา ไปเท่านั้น

    ผู้ฟัง เหตุใดการที่จะละกิเลสให้หมดไป จะต้องเริ่มจากการละความไม่รู้ก่อน

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม ไม่ใช่เรา เกิดแล้วดับ

    ผู้ฟัง เพราะไม่รู้ว่าเป็นสวนสวยๆ จึงน่ารื่นรมย์แล้วก็ติดข้อง

    ท่านอาจารย์ คนที่เห็น ต้องเห็นตรงตามความเป็นจริง สิ่งที่ปรากฏให้เห็น มีทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ปัญญารู้ตามความเป็นจริง ทุกอย่างตรงตามความเป็นจริง เมื่อความติดข้องเกิดขึ้น ปัญญารู้ว่า ขณะนั้นเป็นลักษณะสภาพธรรมที่ติดข้อง ไม่ใช่เป็นเรา แต่ถ้ายังคงเป็นเราพอใจ ต้องการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ถ้ามีตัวตนที่จะไปละความติดข้อง ความโกรธ อะไรต่างๆ ให้น้อยลงหรืออะไรก็ตามแต่ แสดงว่าไม่เข้าใจหนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้

    ท่านอาจารย์ ก่อนการตรัสรู้มีพวกฤาษีชีไพรมากมายเลย อยู่ในป่าทรมานตัวต่างๆ กันบ้างแต่ก็ไม่รู้ความจริง หรือแม้แต่ผู้ที่เห็นโทษของความติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส ว่านำมาซึ่งความเดือดร้อนนานาประการ ถ้าไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสที่ปรากฏ จะสบายดีหรือไม่ ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะชอบหรือชัง แต่เมื่อเป็นไปไม่ได้ ท่านเหล่านั้นก็รู้ว่า กุศลจิตที่สงบจากความติดข้องจะเกิดได้อย่างไร นี่คือปัญญาที่เห็นโทษ ไม่ใช่เพราะอยากไปทำ ตรงกันข้ามกันแล้วใช่หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่ง แม้ในพระสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่า แม้เป็นภิกษุหรือใครก็ตามแต่ ถ้าขาดศรัทธาหรือวิริยะ ก็ไม่สามารถจะเข้าใจสภาพธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นได้ เพราะประมาทในความลึกซึ้ง คิดว่าไปทำได้ ทำอะไร ไม่มีทางที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏได้

    ผู้ฟัง โลภะและความติดข้องด้วยความเป็นเรา เป็นเครื่องกั้นของการอบรมปัญญา

    ท่านอาจารย์ ตั้งแต่เด็กมาในหนังสือเรียนมีคำว่าอริยสัจจ์ ๔ แต่ถ้าถามว่าอริยสัจจธรรม ๔ คืออะไร บางคนก็งงเพราะขาดคำว่าธรรม จำได้แต่อริยสัจจ์ ๔ เมื่อถามว่าอริยสัจจธรรม เติม "ธรรม" เพิ่มอีกคำเดียวไม่รู้ว่าอะไรแล้ว ไม่เข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรม แม้ว่าจะพูดว่าสัจจธรรม อริยสัจจะก็ต้องมีธรรม ก็ต้องเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นจะมีอะไรมาเป็นอริยสัจจะ เพราะฉะนั้นต้องละเอียดและมั่นคงจริงๆ ความเข้าใจถูกเท่านั้นที่จะนำไปสู่การที่จะสามารถรู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด แต่ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ละเอียด เห็นผิดเป็นถูก ไม่ยากเพราะโลภะ เพราะความต้องการ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม คนที่ฟังแล้วเข้าใจ จากความเป็นปุถุชน มีความเข้าใจถูกต้องเป็นกัลยาณปุถุชน ยังไม่ถึงความเป็นพระอริยบุคคล แต่เริ่มดีงาม เพราะปัญญาได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องนำไปสู่ความเข้าใจยิ่งขึ้น ทุกคำละเอียดมาก ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ผิดเลย สับสน เพราะฉะนั้นเพียงแค่ธรรมคำเดียว มั่นคงหรือไม่ว่า ไม่ใช่เรา

    โลภะเป็นอริยสัจจธรรมหรือไม่ คนตอบว่าใช่ก็จำชื่อ แต่ไม่รู้ว่าอะไร เห็นความลึกซึ้งของธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตอบได้จะดี เพียงแค่จำชื่อ ถ้าถามว่าอริยสัจธรรมคืออะไร มีทั้งคำว่าธรรม มีทั้งคำว่าสัจจะ มีทั้งคำว่าอริยะ นี่คือความละเอียด ใครก็ตามที่ไม่ละเอียดไม่มีทางเข้าใจ ไม่มีทางรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลยเพราะความไม่รู้มาก กิเลสละเอียดมาก แยบยลมาก ทั้งวันอยู่ด้วยโลภะโดยไม่เห็นโลภะเลย เป็นเจ้านายจริงๆ ในบางแห่งจะใช้ว่าเป็นครูอาจารย์ เป็นทั้งลูกศิษย์ด้วย อาจารย์ต้องการอะไร ครูแนะนำอย่างไร ลูกศิษย์ไปทำตามเลย ไม่เห็นโลภะเลย เดี๋ยวนี้มีก็ไม่เห็น แต่ว่าแสดงความละเอียด เดี๋ยวนี้เลย จิตเกิดขึ้นแล้วดับใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เกิดขึ้นแล้วดับไป

    ท่านอาจารย์ ก่อนเห็นมีจิตหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็มีจิต

    ท่านอาจารย์ จิตก่อนเห็น เห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ก่อนเห็น ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นแล้วดับไป มีจิตที่เกิดสืบต่อ จิตที่เกิดสืบต่อ เห็นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าตอบได้ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเห็นตลอดเวลา ความลึกซึ้งอยู่ที่ไหน ประมาทหรือไม่ พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถที่จะให้ความจริงแท้ ที่ทำให้คนนั้นค่อยๆ กระจ่างพ้นจากความไม่รู้และความเห็นผิด ไม่ใช่ว่ามีความไม่รู้เต็มตัว และมีความอยากที่จะละความไม่รู้ ก็ไปนั่งคิดว่าเรากำลังจะรู้ขึ้น โดยที่ไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างละเอียดยิ่ง ตอนนี้เห็นผิดหรือไม่ว่า เห็นตลอดเวลา เพราะจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นหนึ่งขณะ ลึกซึ้งเพียงใด แต่จริง เพราะอะไร ทรงแสดงการเกิดดับของจิตตามลำดับเลย ก่อนจิตเห็นมีจิต แต่จิตก่อนจิตเห็นไม่เห็น เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น รู้สิ่งเดียวกันที่กระทบตาเพราะสิ่งนั้นยังไม่ดับ ตาก็ยังไม่ดับ แต่จิตที่เกิดต่อจากจิตเห็นไม่เห็น ทำกิจอื่นคือ รับสิ่งที่จิตเห็นเห็นแล้วโดยไม่เห็น

    ดังนั้น ทรงแสดงจิตและกิจของจิตแต่ละจิต ทั้งหมดเพื่อให้เรารู้ว่าไม่มีเรา ฟังแล้วเข้าใจขึ้นๆ แล้วเป็นปกติด้วย เพราะอะไร บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ใครจะทำอะไรให้เกิดขึ้นไม่ได้ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ปัญญาจะเกิดหรือไม่ ไม่เกิดใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นปัญญาที่จะเข้าใจกว่านี้มีอีกมาก แต่ถ้าไม่ได้ฟัง ปัญญาที่จะเข้าใจเช่นนั้นจะเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เกิด

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นจึงต้องเป็นสาวกคือผู้ฟัง และขณะนี้ถ้ามีความมั่นคงที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพระองค์ทรงแสดงว่าปัญญาต้องเกิดตามลำดับ ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรเลยทั้งสิ้นเพราะข้ามขั้นแล้ว ไม่มีปัจจัยที่จะให้ปฏิปัตติเกิดเลยแต่ก็ไปทำ ดังนั้นต้องฟังโดยละเอียด ปริยัติศาสนา หรือพระปริยัติสัทธรรม มีคำหลายๆ คำซึ่งมีความหมายทั้งสิ้น

    สัทธรรมคือธรรมของผู้สงบ หรือที่จะทำให้สงบ ปริยัติสัทธรรม การเข้าใจสิ่งที่มีจากการได้ฟังพระธรรมและรอบรู้ ทำให้สงบจากความไม่รู้ สงบจากอะไร จากความไม่รู้ ต้องรู้ว่าไม่รู้มีมาก แล้วเราก็จะไปทำนั่นทำนี่ ไม่รู้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สงบจากความไม่รู้เลย แต่ปริยัติธรรมทำให้สงบจากความไม่รู้ขั้นฟัง อย่าลืมว่ายังไม่มีปัจจัยพอที่จะให้สัมมาสติเกิดขึ้น ปฏิปัตติไม่ใช่เรา ต้องรู้ว่าเป็นอนัตตา

    ทรงแสดงไว้ว่า ธรรมใดเป็นมรรคซึ่งมี ๘ ที่จะเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น เมื่อเกิดขึ้นต้องมีปริยัติคือความเข้าใจเป็นพื้นฐาน เป็นปัจจัยที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นปฏิบัติ คือปฏิปัตติ ถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมหนึ่ง จึงสามารถจะเห็นการเกิดดับได้ด้วยความเข้าใจ แต่ไม่ใช่ด้วยการไปพยายามจะให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งตัวตนทั้งนั้นเลย ไม่ได้ละความไม่รู้เลยแล้วจะไปประจักษ์เช่นนั้นได้อย่างไร

    ด้วยเหตุนี้โพธิสัตว์ ผู้ที่ข้องในปัญญา โพธิ ปัญญา ความเห็นที่ถูกต้องจึงมี ๓ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระมหาโพธิสัตว์ พระปัจเจกโพธิสัตว์ และสาวกโพธิสัตว์ ใครก็ตามที่ได้ฟังพระธรรมเห็นคุณค่าว่าอีกไกลเท่าไร ไม่ใช่ชาตินี้แน่นอนเลย เพราะอะไร แม้แต่ธรรมเป็นอนัตตาก็ยังไม่ตรง ยังไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจก็รู้ว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ตัวตนคนหนึ่งคนใดที่จะไปทำอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นหน้าที่ของปัญญาที่เกิดขึ้น เข้าใจขึ้น เจริญขึ้นตามลำดับ จึงสามารถเป็นปัจจัยให้สติปัญญาอีกระดับหนึ่งเกิดขึ้นได้คือ ปฏิปัตติ ถ้าไม่มีความเข้าใจขั้นปริยัติที่มั่นคงเป็นสัจจญาณ ทรงแสดงธรรมกำกับไว้หมดเพื่อไม่ให้เข้าใจผิด ถ้าไม่ถึงความเป็นสัจจญาณ ผู้นั้นก็เสื่อมแล้วจากศรัทธาความมั่นคง ไปทำอย่างอื่น และก็ไม่สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ลืมคิดเลยว่าฟังใคร

    ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีคำว่า ให้ปฏิบัติ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา และปัญญาที่สามารถที่จะถึงระดับปฏิปัตติได้ก็ต้องมาจากปริยัติ ถ้าเราฟังธรรมแล้วเราจะไปเป็นตัวตนทำอะไรหรือไม่ นอกจากรู้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งเดียวที่จะทำในชาตินี้คือฟังพระธรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจ ถ้าไม่ฟังก็ไม่เข้าใจ และปัญญาก็ทำหน้าที่ของปัญญา ปัญญาเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ปัญญาเป็นเจตสิก มีเราไปเป็นปัญญาเจตสิกหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเราเป็นปัญญาเจตสิกได้เลย เพราะอะไรไปทำหน้าที่ของปัญญา พยายามอย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่เข้าใจ แต่ถ้ามีความเข้าใจแล้ว ปัญญาตรง ทำกิจของปัญญาคือ มีความเข้าใจถูก เห็นถูกรู้ตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้เข้าใจระดับไหน ไม่หลงผิดคิดว่าสามารถที่จะให้สติเกิดได้ นั่นคือผิดแล้ว ไม่มีความมั่นคงในสัจจญาณ

    ทรงแสดงธรรมกำกับไว้โดยละเอียดยิ่ง ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธ เพียงมีปัจจัยที่สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ยังไม่พอ เพราะว่าความไม่รู้มากมายมหาศาล และโดยความเป็นอนัตตา เป็นเครื่องหยั่งปัญญาทั้งนั้นเลยว่า ปัญญาระดับไหน ถ้าปัญญาไม่มีก็ไปปฏิบัติ ถ้ามีปัญญาก็รู้ว่ายังไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ซึ่งไม่ใช่เราจะเข้าใจ และจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีความมั่นคงในปริยัติซึ่งเป็นสัจจญาณ เมื่อเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดเมื่อใด เมื่อนั้นรู้เลยว่าไม่ใช่สติที่เข้าใจธรรมเท่านั้น แต่สตินั้นตรงลักษณะของสภาพธรรมตามที่ได้เข้าใจ เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะรู้ความต่างของปริยัติ ปฏิบัติ และรู้ด้วยว่ายังไม่ถึงปฏิเวธ เพราะน้อยครั้งมากที่สติเกิด เครื่องทดสอบ อยากให้สติเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง อยาก

    ท่านอาจารย์ ถ้าอยากก็หล่นไปแล้ว ร่วงไปแล้ว ออกนอกทางไปแล้วเพราะอยาก ต้องมั่นคงจนกระทั่งว่าแล้วแต่ปัจจัย แล้วแต่ปัจจัย ยังแอบหวังใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ นี่คือความแยบยลของโลภะ ใครจะรู้ ไม่มีใครรู้ได้เลยนอกจากปัญญา เพราะฉะนั้นพึ่งปัญญา ปัญญาเท่านั้นในบรรดาสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด ถ้าไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไร จะไม่เห็นความประเสริฐสุดของปัญญาเลย ประมาทคิดว่าเราไปทำได้ ใช่หรือไม่ แล้วคิดว่าที่ทำนั่นเป็นปัญญา ไม่ใช่เลย ไม่ได้สามารถที่จะเข้าใจความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา จึงต้องมั่นคงเพราะเครื่องล่อมีมาก ไม่ยากเลยสำหรับผู้ที่ไม่มั่นคง จึงมีสำนักปฏิบัติทั่วประเทศและทั่วโลก

    ผู้ฟัง ถ้าเป็นเราที่ได้ฟังธรรม ได้รู้ชื่อ ได้รู้เรื่องราวแล้ว เป็นเราที่เข้าใจธรรมมากขึ้น ยังไม่ใช่หนทางแห่งปัญญา

    ท่านอาจารย์ ยังไม่หมดความเป็นเรา จะหมดความเป็นเราเมื่อถึงโสตาปฏิมรรคจิต โลภะตามไป ตามไป แม้ปัญญาเกิดแล้วโลภะก็ยังตามไป ปัญญาจะต้องเห็นโลภะละเอียดขึ้นๆ ๆ จึงละโลภะได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงก็ยังคงเป็นเราฟัง เราเข้าใจ เพราะฉะนั้น ปัญญาจึงต้องเจริญขึ้นตามลำดับ ปริยัติ ถ้าไม่มีหรือว่าไม่มั่นคงก็ไม่ถึงสัจจญาณ ผิดได้เพราะไปปฏิบัติ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    19 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ