ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๓
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้ว่า ทางถูกคือฟังเรื่องสิ่งที่มีและค่อยๆ เข้าใจว่าไม่ใช่เรา แต่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น
อ.วิชัย พระโสดาบันบุคคล ท่านไม่มีความเห็นผิดในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นอัตตาตัวตน หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ยังมีความติดข้อง ยังมีความไม่รู้อยู่
ท่านอาจารย์ พระโสดาบันดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนแล้ว แต่ยังมีกิเลสใช่หรือไม่ ยังมีความพอใจเพราะยังไม่ได้ดับโลภะ ดับแต่ทิฏฐิความเห็นผิดในสิ่งต่างๆ จึงยังมีทุกอย่างเว้นสิ่งที่ได้ดับไปแล้วจะเกิดอีกไม่ได้เลยคือการที่ได้ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมกว่าจะถึงการรู้แจ้งอริยสัจจ์ วิปัสสนาญาณเท่าไร ไม่ใช่ฟังเช่นนี้แล้วไปบรรลุได้ แต่ว่าสัญญายังจำ ยังมีสัญญาใช่หรือไม่ สัญญาต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เพราะฉะนั้น สัญญาจำการรู้แจ้งอริยสัจจ์หรือไม่
อ.วิชัย ต้องจำด้วย
ท่านอาจารย์ ต้องจำแล้วไม่มีความเห็นผิดเกิดขึ้นอีกเลย สัญญาที่จะเกิดกับมิจฉาทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ หรือทิฏฐิใดๆ ทั้งสิ้นไม่เกิดอีก แต่สัญญาจำใช่หรือไม่ นี่ดอกกุหลาบ สัญญาจำหรือไม่ แต่ไม่เห็นผิด เพราะฉะนั้น โลภะเกิดกับการจำที่ไม่เห็นผิดเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้ว ไม่ใช่ว่าเมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วไม่เห็นอะไรเป็นอะไรเลยสักอย่างหนึ่ง เป็นไปได้อย่างไร ไม่เห็นคน ไม่เห็นสัตว์ ท่านเห็นเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ปัญญาที่จากการสะสมมาในจิตแสนนานด้วยความเป็นเราไม่เหลือเลยที่จะเห็นว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เมื่อไม่เห็นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเที่ยงอีกต่อไป ดอกไม้ก็ยังคงเป็นดอกไม้ จะไม่ให้จำได้อย่างไร จำก็ยังจำอยู่ แต่ไม่มีความเห็นผิด แต่โลภะยังอยู่ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่เที่ยง แต่รู้ว่าเป็นดอกไม้และสะสมความพอใจในสิ่งนี้ยังไม่ได้ดับไปก็เกิดพอใจ โดยที่ไม่เห็นผิดเหมือนอย่างปุถุชน
อ.วิชัย เพราะว่าท่านได้ประจักษ์แจ้ง จึงมีสัญญาที่จะเป็นไปพร้อมการประจักษ์แจ้งที่เห็นความเป็นจริงแล้ว
ท่านอาจารย์ กว่าจะประจักษ์แจ้ง กว่าจะถึงการเกิดดับ และเกิดดับอีกเท่าไร ต้องรู้เลย ทรงพระมหากรุณาแสดงโดยละเอียด ไม่ให้เห็นผิดเลย ขันติญาณมี ๓ ระดับ ต้องฟังอย่างชัดเจน ขันติญาณไม่ใช่ขันติธรรมดา ตอนนี้ถ้าใครปวดหัวตัวร้อนแต่ยังฟังธรรมอยู่ หรือว่าหิว หรือเมื่อย หรืออะไรก็ตาม แต่ยังมีความอดทนที่จะฟังเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ นั่นไม่ใช่ขันติญาณเพราะญาณยังไม่เกิด
เพราะฉะนั้น ขันติญาณตั้งแต่ไหน ญาณไหนถึงญาณไหน สัมมสนญาณถึงอุทยัพพยญาณ ขันติอย่างอ่อน อย่างอ่อนอย่าไปคิดเลย มหาศาลระดับที่ว่าทุกอย่างต้องไม่ใช่เราในขั้นระดับนั้น ในขั้นระดับของสัมมสนญาณ ทั่วทั้งหมดและเป็นปกติ เพราะอะไร ก็เดี๋ยวนี้จริงยิ่งกว่าขณะอื่นที่ยังไม่เกิด หรือยิ่งกว่าขณะที่ดับไปแล้วเพราะปรากฏว่าจริงๆ เป็นเช่นนี้ แต่จากจริงๆ เป็นเช่นนี้แล้วเป็นเรา เป็นดอกไม้ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงเพราะไม่รู้ กับรู้แล้วว่าไม่เที่ยง แต่ที่ปรากฏก็มากเหลือเกิน ใช่หรือไม่
ดังนั้น กว่าปัญญาจะละเอียดไปหมดทุกอย่างเดี๋ยวนี้ สิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นเจตสิกประเภทใด เป็นรูปประเภทใด เป็นจิตประเภทใดทั้งสิ้น เหมือนเดี๋ยวนี้เลย กว่าจะถึงอุทยัพพยญาณ ปัญญาระดับสัมมสนญาณที่กว่าจะถึงอุทยัพพยญาณ จะต้องเป็นผู้ที่มั่นคงว่าไม่มีอะไรเหลือที่จะเห็นว่าเป็นเรา ไม่ว่าสติสัมปชัญญะจะเกิดเมื่อไรโดยความเป็นอนัตตา คิดดูว่าความไม่ใช่เราจะมั่นคงระดับไหน แม้แต่สติสัมปชัญญะที่จะเกิดเป็นปกติกว่าจะถึงอุทยัพพยญาณก็ยังต้องเป็นธรรมดาที่ไม่ใช่เรา เดี๋ยวนี้ก็ได้ ตรงไหนก็ได้ รูปนั้นก็ได้ นามนี้ก็ได้ แล้วแต่ ขณะนั้นปัญญารู้ว่าไม่ใช่เรา รู้ว่าขณะนั้นเป็นสติ สติก็ไม่ใช่เรา สิ่งที่ปรากฏก็ไม่ใช่เรา ทั้งหมดที่เคยเป็นเราต้องชัดเจน กว่าจะถึงอุทยัพพยญาณ ขันติอย่างอ่อน และจากอุทยัพพยญาณไปถึงสังขารุเปกขาญาณ อย่างกลางยังไม่ถึงอย่างกล้า ก็คิดดู
เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมที่จะดับกิเลส ไม่ใช่อย่างที่คิดกันว่าไปนั่งทำได้เลย แต่ดับสิ่งที่เคยสะสมมาในสังสารวัฏฏ์ที่ยาวนาน ซึ่งดับได้ด้วยปัญญา แต่ต้องเป็นปัญญาจริงๆ ตามระดับขั้นของปัญญา ฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่เรา แต่กำลังสะสมโดยไม่ใช่เราอีก เพราะจิตที่เกิดดับสะสมกุศลและอกุศล ทำให้วิบากเกิดเป็นไปจนกระทั่งถึงกิริยาเกิดเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงขันติญาณ ซึ่งถ้ากล่าวถึงความอดทนทั่วไป ความอดทนต่อความหนาวความเย็น ความร้อน ยุงเหลือบริ้นไรต่างๆ ก็เป็นกุศล แต่ยังไม่ใช่เป็นกำลังของปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ ยังไม่ใช่ญาณเลย เป็นได้เพียงบารมีที่ถ้าไม่มีเลยก็หมดทาง อย่าหวัง อย่าคิดไปทำอะไรก็น่าสงสารที่เข้าใจผิด เห็นผิด ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพ ด้วยความเข้าใจในความลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นมีชีวิตเป็นปกติ ฟังธรรม ปัญญาคือความเห็นถูกทำหน้าที่ของเขาเอง ขณะนี้กำลังปรุงแต่งเป็นสังขารขันธ์แล้วแต่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็รู้ว่า ไม่ใช่เราไปทำ ขอให้เข้าใจอย่างมั่นคงว่าเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จะไปวิบวับแล้วว่าขณะนี้เกิดดับ ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยเพราะเป็นเรา ปัญญาที่ไหนมี ไม่มีเลยสักนิดเดียว แล้วจะมาประจักษ์วิบวับเกิดดับได้อย่างไร บางคนนั่งๆ อยู่ขณะนี้แล้วว่าเห็นเกิดดับ ได้อย่างไร ลองแสดงหนทาง ไม่มีเลย มีแต่ความไม่รู้ตลอด
เพราะฉะนั้น พระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วยให้พ้นจากความเห็นผิดในสังสารวัฏฏ์ ถ้าผิดนิดเดียวก็อยู่ในสังสารวัฏฏ์ต่อไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่ที่ไม่รู้คือเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงไม่มีการเห็นการเกิดดับของอะไรเลยทั้งสิ้น และยังเกิดดับรวมกันด้วย ทำให้ปรากฏรูปร่างสัณฐานเป็นนิมิตต่างๆ ถ้าแยกออกไปแล้วก็ไม่มีรูปร่างสัณฐาน เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ
อ.วิชัย เริ่มเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ก็มีจริง เห็นเป็นธรรม เป็นเราหรือๆ ไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรไม่เป็นเรา
ผู้ฟัง เพราะเกิดขึ้นแล้วดับไป
ท่านอาจารย์ เห็นเกิดขึ้นแล้วดับ นอกจากเห็นมีอะไรอีกที่เกิดดับ ฟังแล้วไม่ได้ไตร่ตรองละเอียด แต่ถ้าไตร่ตรองละเอียดก็จะรู้ได้ ทุกอย่างที่เกิดต้องดับ ที่มีเห็นเดี๋ยวนี้ เห็นเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นไม่เกิด จะมีเห็นหรือไม่ ตัวเห็นนี่เองเกิด แล้วเห็นก็ดับใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น อะไรอีกนอกจากเห็นที่เกิดแล้วดับ
ผู้ฟัง ความรู้สึก
ท่านอาจารย์ ความรู้สึกอะไร
ผู้ฟัง ชอบ ไม่ชอบ สวย ไม่สวย
ท่านอาจารย์ นั่นอีกอย่างหนึ่ง แต่ละหนึ่งๆ เกิดทั้งนั้นเลย เริ่มคิดเองแล้ว เริ่มเข้าใจว่าทั้งวันไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีเพราะเกิดจึงมี ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วไม่ได้อยู่นานเลย เดี๋ยวรัก เดี๋ยวชัง เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวชอบ เดี๋ยวไม่ชอบ แต่ละหนึ่งเกิดดับแต่เร็วกว่าที่เราคิด จึงไม่ปรากฎว่าอะไรเกิดดับเลย มั่นใจหรือยัง จริงหรือไม่ ตั้งแต่เริ่มต้องเข้าใจว่าถูกต้องหรือไม่ จริงหรือไม่ จึงจะสามารถเข้าใจต่อไปอีก ลึกซึ้งต่อไปอีก เพราะนี่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งคือไม่ว่าอะไรทั้งหมดเลย สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ไม่ดับบ้าง
ผู้ฟัง กิเลสที่อยู่ในใจ
ท่านอาจารย์ เห็นกิเลสแล้วหรือ
ผู้ฟัง โลภ โกรธ หลง ที่อยู่ในตัวเรา
ท่านอาจารย์ และอะไรอีก
ผู้ฟัง ทิฏฐิ
ท่านอาจารย์ ทิฏฐิเป็นความเห็นผิด ยึดมั่นในความเห็นผิด เพราะฉะนั้น ยึดมั่นเป็นอย่างหนึ่ง เห็นผิดเป็นอย่างหนึ่ง เกิดพร้อมกัน ถ้าไม่ยึดมั่นก็ไม่เห็นผิด ทิ้งไปได้เลยใช่หรือไม่ แต่ยึดมั่นในความเห็นผิดก็ยังเห็นผิดต่อไป ความเห็นผิดเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีเมื่อไร
ผู้ฟัง คิดว่ามีอยู่ตลอดเวลา แต่เราอาจจะไม่รู้ตัว
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่านี่คือคิดเอง เห็นหรือไม่ว่าคิดเองเมื่อไร เมื่อนั้นผิดทันที ตลอดเวลาเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะเห็น เพียงเห็น ไม่ได้เห็นอะไรผิดเลย แต่เห็นแล้วจำผิด เห็นผิดได้ แต่ขณะที่กำลังเห็นจริงๆ หนึ่งขณะจะไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ฟังแล้วพิจารณาว่าจริงหรือไม่เพื่อจะได้เข้าใจ ทั้งหมดที่เป็นประโยชน์คือความเข้าใจเท่านั้นเอง
อ.วิชัย เริ่มรู้จักธรรมแล้วใช่หรือไม่ แล้วรู้ด้วยว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดต้องดับ เห็นขณะนี้เกิดหรือไม่
ผู้ฟัง เกิด
อ.วิชัย เกิด แล้วเห็นในขณะนี้ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ก็ดับไปแล้ว ผ่านไปแล้ว
ท่านอาจารย์ คำถามของคุณวิชัยฟังดูเหมือนสำหรับคนใหม่ แต่สำหรับคนเก่า แต่ละคำ แต่ละครั้งที่ได้ฟังเพื่อที่จะเรียกให้มาดู ให้มารู้เห็นที่กำลังเห็น ไม่เช่นนั้นก็นั่งไปเรื่อยๆ ฟังไปเรื่อยๆ เพียงเห็นใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่กำลังเห็น เพราะฉะนั้น พูดบ่อยๆ คนที่ฟังแล้วจะได้รู้ว่า รู้ตรงเห็นหรือยัง กำลังเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรที่ไหนก็ตาม แล้วแต่ว่าความจำที่จำไว้มั่นคงว่า เห็นขณะนี้เกิดดับ แต่ยังไม่ถึงขณะที่กำลังรู้ตรงเห็น กว่าจะเกิดดับ นี่คือความลึกซึ้ง
ดังนั้นไม่ว่าฟังอะไรก็ตาม ความเข้าใจเดิมที่แต่ละคนสะสมมา ก็สามารถที่จะทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏตามกำลังของการสะสม อย่างเช่นท่านพระสารีบุตรสะสมมามาก ถ้าเพียงแค่คุณวิชัยพูดเท่านี้ ท่านรู้แจ้งอริยสัจจธรรมทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกถามเลย เพียงแค่ได้ยินได้ฟังก็ได้ คำจริงเตือนให้สิ่งที่ได้สะสมมาแล้วเกิดประจักษ์แจ้งธรรมได้ เพราะฉะนั้นประมาทปัญญาไม่ได้เลย ไม่ว่าจะฟังอะไรก็ตามเพื่อเข้าใจ
อ.วิชัย ดังนั้นเห็นขณะนี้เกิดดับหรือไม่
ผู้ฟัง เกิดดับ
อ.วิชัย นั่นคือฟัง พิจารณาว่าสิ่งใดเกิดต้องดับไป แต่ว่าการเกิดดับของเห็นยังไม่ปรากฏ เพราะขณะนี้เหมือนเห็นตลอดเวลาเลย แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ขณะเห็นกับขณะได้ยินไม่พร้อมกัน พร้อมกันไม่ได้ เพราะว่าจิตต้องเกิดทีละขณะ แต่ขณะนี้ดูเหมือนมีเห็นด้วย ดูเหมือนมีได้ยินด้วย แต่เป็นจิตที่เกิดขึ้นคนละขณะกัน จิตเห็นกับจิตได้ยิน ต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มั่นใจ
ท่านอาจารย์ ต้องตรง ไม่ต้องคิดมาก เห็นเป็นเห็นใช่หรือไม่ แล้วเห็นจะได้ยินได้อย่างไร ได้ยินก็เป็นได้ยิน จะไปเห็นได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เห็นกับได้ยินคนละขณะแล้วก็ต่างกันด้วยใช่หรือไม่ นี่เพียงขั้นต้นที่เริ่มมั่นคงว่าใช่ เห็นกับได้ยินต่างกัน ปัญญาสามารถแทงตลอดการเกิดขึ้นของเห็น การดับไปของเห็น การเกิดขึ้นของได้ยิน และการดับไปของได้ยิน ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้หรือไม่
ผู้ฟัง ต้องใช้เวลา
ท่านอาจารย์ นานเท่าไร
ผู้ฟัง ฟังสะสมไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่รีบร้อนใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้มีหรือไม่ ไฟดับแล้วนำไฟนั้นกลับมาอีกได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้แล้ว
ท่านอาจารย์ เห็นแล้ว ดับแล้ว จะให้เห็นนั้นกลับมาเห็นอีกได้หรือไม่
ผู้ฟัง เรานึกคิดได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ เราคิดว่าเป็นเช่นนั้นแต่เราไม่รู้ว่า เห็นต้องมีสิ่งที่กระทบตา และสิ่งที่กระทบตาดับหรือไม่
ผู้ฟัง ดับไปแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ดับทั้งเห็น ทั้งสิ่งที่กระทบตา และจะไปให้เห็นไหนมาเกิดเห็นสิ่งที่กระทบตาอีกได้หรือ ดับคือไม่กลับมาอีกเลย ใช้คำว่าดับ ในสังสารวัฏฏ์หนึ่งขณะไม่ซ้ำ ไม่ได้กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว เคยมีความสุขมากๆ หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มี จะให้เป็นเช่นนั้นอีกได้หรือไม่
ผู้ฟัง แบบเดิมไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เก่าเลย ต้องใหม่ มากกว่านั้นอีกก็ได้ น้อยกว่านั้นอีกก็ได้ แต่ไม่ใช่เก่า เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่เก่าเลยทั้งสิ้น ไปตลอดตามเหตุตามปัจจัยด้วย ไปผิดก็มี ไปถูกก็มี ไปดีก็มี ไปร้ายก็มี แล้วแต่เหตุปัจจัย ดังนั้น ฟังเพื่อรู้เหตุและเหตุต้องนำผลมาให้ตรงตามเหตุ จากที่เราไม่เคยเข้าใจเลย กับการที่เริ่มเข้าใจนิดหน่อยว่ามีเราจริงๆ หรือไม่ เกิดมาแล้วก็ตาย เราไปไหน อยู่ไหน ความเป็นเราอยู่ตรงไหน ก็ไม่มีเลย นอกจากมีแต่สิ่งที่เกิดก่อนตายแล้วก็ดับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงขณะที่ตายสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แต่ยังไม่สิ้นสุดเหตุที่จะทำให้เกิดอีก ต้องเกิดอีกแน่ใช่หรือไม่ จะเกิดอย่างไรดี แบบไหนดี แล้วแต่เหตุปัจจัย ถ้ารู้เหตุที่ดีก็ทำดี รู้ว่าอะไรดีก็ทำ เพราะแม้แต่หนึ่งขณะก็ไม่เสียเวลาที่จะไม่กระทำ นิดเดียวก็ทำ หน่อยเดียวก็ทำ ใครจะรู้ ใครจะประมาทความไม่ดีที่ทำมาแล้วมาก ไปนรกไม่ยากใช่หรือไม่ หรือยาก แล้วแต่กรรม ขณะนี้เห็น เห็นอะไร
ผู้ฟัง เห็นท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น ใช่หรือไม่ โต๊ะเห็นดิฉันหรือไม่
ผู้ฟัง โต๊ะเห็นเราไม่ได้ แต่เราเห็นโต๊ะ
ท่านอาจารย์ สภาพรู้กำลังเห็น ที่เห็นคือรู้ว่ามีสิ่งนี้ปรากฏเช่นนี้ เมื่อเป็นคุณวิชัยก็รู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏเป็นเช่นนี้ คือเห็น ไม่ต้องนึกถึงอะไรเลย เพียงแค่เห็น เห็นเป็นสภาพรู้ สิ่งที่มีจริงในโลกนี้ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเกิดจริงๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย แข็ง ไปทุบตีแข็งสักเท่าไร แข็งก็ไม่โกรธไม่รู้สึก ไม่เห็น ไม่ได้ยินใช่หรือไม่ แต่เห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ว่ามี เพราะฉะนั้น สภาพรู้นั่นเองที่รู้ว่าสิ่งนี้มีเช่นนี้ เป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้ ไม่ใช่เรา เสียงมีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เมื่อไร อะไรรู้ว่ามีเสียง
ผู้ฟัง จิตเราสัมผัส
ท่านอาจารย์ เราเรียกว่าจิต แต่หมายความที่เราใช้ทุกวันคือได้ยิน ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ จิตนั่นเองได้ยิน ไม่ใช่เราได้ยิน เพราะฉะนั้น ที่เคยเป็นเราได้ยินก็มีธาตุรู้คือ จิตเกิดขึ้นรู้เสียงในขณะนั้น แต่เราพูดกันด้วยความไม่รู้ว่า เป็นจิตที่เกิดขึ้นรู้เสียง เราก็บอกว่าเราได้ยิน ใช่หรือไม่ แต่ความจริงไม่ใช่เรา ธรรมเกิดขึ้นแล้วรู้เสียงที่กำลังปรากฏเฉพาะเสียงนั้น เราก็บอกว่าเราได้ยินเสียงนั้น วันหนึ่งได้ยินเสียงบ่อยหรือไม่
ผู้ฟัง บ่อย
ท่านอาจารย์ เราได้ยินหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ อะไรได้ยิน
ผู้ฟัง จิต
ท่านอาจารย์ จิตได้ยินเกิดขึ้นได้ยิน ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น รู้จักจิตแล้วว่าเป็นสภาพรู้ตั้งแต่ลืมตาจนหลับตา ตอนนอนหลับแล้วมีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง มี ถ้าเราฝัน เรายังรู้หรือไม่
ท่านอาจารย์ แน่นอน อะไรปรากฏหมายความว่าจิตต้องรู้ ถ้าจิตไม่รู้สิ่งนั้นปรากฏไม่ได้เลยไม่ว่าอะไรทั้งนั้น แม้เดี๋ยวนี้ก็มีจิตเกิดดับ รู้ทางตา ทางหูได้ยินบ้าง คิดบ้าง เป็นจิตเกิดดับสืบต่อทั้งวันตั้งแต่เกิดจนตาย ทุกชาติไม่เคยขาดจิตเลย ไม่ให้จิตเกิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ถ้าตอบว่ามีหมายความว่ารู้จักจิต เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งมั่นคง เดี๋ยวนี้มีเห็นแน่นอน เมื่อมีเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็นใช่หรือไม่ เวลาที่บอกว่าได้ยินก็ต้องมีเสียง เสียงกำลังปรากฏเพราะมีสภาพที่กำลังได้ยิน ถ้าไม่ได้ยินจะมีเสียงปรากฏหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพรู้ เราใช้คำว่าจิตหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่หมายความว่า มีสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้ว่าอะไรเป็นอะไร มีดอกไม้ มีอะไร ต้องมีสิ่งที่เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ ถูกต้องหรือไม่ โต๊ะรู้หรือไม่ว่ามีดอกไม้
ผู้ฟัง ตัวโต๊ะไม่รู้
ท่านอาจารย์ แต่ขณะที่มีดอกไม้ ต้องมีผู้ที่เห็นใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น สภาพที่เห็นนั่นเองมีจริงๆ ไม่ใช่เรา เราใช้คำว่าสภาพนั้นเกิดขึ้นรู้ว่ากำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา เกิดขึ้นรู้ว่ามีเสียงปรากฏทางหู เกิดขึ้นรู้ว่ามีกลิ่น ยังไม่ต้องทางไหนก็ได้ เมื่อมีกลิ่นเท่านั้น คือมีสภาพที่เกิดขึ้นรู้ จึงมีกลิ่นใช่หรือไม่ รู้กลิ่นนั้นจึงรู้ว่ามีกลิ่น ถ้าไม่รู้กลิ่น กลิ่นจะมีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี นี่คือค่อยๆ คิดจนกระทั่งลึกลับมากเลย กำลังเห็นแท้ๆ ก็ไม่รู้ไม่ว่าใคร ถึงฟังไปก็ตาม ฟังไปก็ค่อยๆ เข้าใจทีละนิดทีละหน่อยว่า ลักษณะรู้ก็คือมีสิ่งที่ปรากฏทั้งวัน เพราะมีสภาพที่เกิดขึ้นรู้เฉพาะสิ่งหนึ่งๆ ๆ รวมกันแล้วก็เป็นวันหนึ่ง แต่ว่าสภาพรู้ต้องเกิดขึ้นรู้ และสภาพรู้นั้นคือใช้คำว่าจิต ไม่ใช่เรารู้แล้ว เมื่อก่อนเป็นเรารู้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา แต่มีธาตุหรือธรรมที่ต้องเกิดเป็นแต่ละหนึ่งๆ และธาตุที่เกิดขึ้นรู้มีแน่นอน เพราะกำลังมีสิ่งที่ปรากฏโดยรู้คือเห็น ถ้าเสียงปรากฏก็เพราะมีธาตุที่กำลังได้ยินหรือรู้เสียงนั้น ไม่เช่นนั้นเสียงนั้นก็ไม่มีถ้าไม่มีใครได้ยิน ชีวิตประจำวันถ้าไม่เกิดจะเป็นคนหรือไม่ ไม่รู้อะไรเลย ถ้าไม่มีสภาพรู้เกิดขึ้นจะเป็นคนหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เป็นต้นไม้ เป็นอะไรก็เป็นไปซึ่งไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้น สภาพรู้ไม่รู้ว่าเป็นสภาพรู้ จึงเป็นเราทุกชาติ เป็นเราเห็น ทั้งๆ ธาตุนั้นเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นเห็น ไม่ทำอย่างอื่นเลย เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ขณะได้ยินก็มีสภาพรู้เกิดขึ้น ธาตุรู้เกิดขึ้น ขณะนั้นไม่เห็น อีกอย่างหนึ่งแล้ว กำลังได้ยินเสียง เมื่อก่อนเป็นเราได้ยินเพราะไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้เสียงจึงใช้คำว่าได้ยิน กว่าจะค่อยๆ เข้าใจสภาพรู้ ทั้งๆ ที่กำลังมีก็ยากเพราะเคยเป็นเราทั้งหมด แต่สิ่งที่เคยเป็นเราทั้งหมดเป็นธรรมคือ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลย แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตอนเช้าไม่ใช่ตอนนี้ เห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เห็นก่อนจะมาถึงที่นี่ กำลังนั่งอยู่ที่นี่ ออกไปข้างนอก คนละเห็นแล้วใช่หรือไม่ แม้ยังไม่ออกไปก็คนละขณะแล้ว เร็วมากสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยไหว้พระหรือไม่
ผู้ฟัง ไหว้พระพุทธรูปที่บ้าน และพระสงฆ์
ท่านอาจารย์ พระพุทธรูปใช่หรือไม่ แต่ความจริงไม่ใช่ ไปไหว้รูปเพื่ออะไร ไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเห็นรูปนั้น ถ้าใครไหว้รูป กับไหว้เมื่อระลึกถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ต่าง
ท่านอาจารย์ คนนั้นไม่รู้คุณ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า รู้จักแต่รูป และคิดว่ารูปนั้นควรไหว้ก็เลยไหว้ แต่ว่าผู้ที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้ไหว้รูป แต่รูปนั้นเตือนให้ระลึกถึงคุณ จึงไหว้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะที่กำลังกราบนมัสการเหมือนกราบรูป แต่ความจริงกราบคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าไม่รู้คุณ จะไหว้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไหว้แบบตามๆ กัน
ท่านอาจารย์ ไหว้โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะฉะนั้น ไหว้เพราะรู้คุณจะดีกว่า ใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ นี่เป็นเหตุที่เราจะฟังธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากการเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร จะเป็นอื่นได้หรือไม่ ก่อนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดมานับไม่ถ้วน กว่าจะตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงซึ่งรู้ยากมาก เห็นดับไปแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นอะไร เกิดมาแล้วก็ตายไป เกิดมาแล้วก็ตายไป ใช่หรือไม่
เกิดคืออะไร ตายคืออะไร ถ้าไม่รู้ความจริงก็หลงเข้าใจผิดว่า เป็นเรา เป็นเขา แล้วหายไปไหน ถ้าเป็นเราจริงๆ ก็ต้องยังอยู่ แต่มีเกิดแล้วตายไม่กลับมาอีกเลย แต่มีการเกิดอีก เพื่อที่จะรู้ความจริงจึงใช้คำว่าโพธิสัตว์ ผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่จะเข้าใจสิ่งที่มี ซึ่งเมื่อมีแล้วก็ต้องรู้ความจริงได้ใช่หรือไม่ ถ้าอะไรไม่มีแล้วเราจะไปรู้ความจริงของสิ่งที่ไม่มีไม่ได้ แต่สิ่งที่มีสามารถที่จะเข้าใจความจริงนั้นได้ ตั้งความปรารถนานานเท่าไร บำเพ็ญคุณความดีนานเท่าไร เพราะเหตุว่าอกุศลมีแต่จะทำให้ไม่รู้ หลงติดข้อง หลงโกรธ หลงอะไรก็ตามทุกอย่าง แต่กุศลตรงกันข้ามใช่หรือไม่
เพราะฉะนั้น ถ้าอกุศลมากขึ้นๆ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงได้ ด้วยเหตุนี้ ทรงบำเพ็ญบารมีซึ่งเป็นกุศลทั้งหมด เพื่อที่จะให้กิเลสน้อยลงที่จะได้รู้ความจริงของสภาพธรรมได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380