ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๔๘
สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ การจะพูดถึงคำหนึ่งคำใด ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ฟังเผินๆ เข้าใจเผินๆ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าความจริงแท้คืออะไร การศึกษาธรรมโดยความไม่ประมาท เมื่อได้ยินคำว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในความรู้สึกของคนทั่วไปซึ่งไม่ได้เข้าใจพระธรรมคือ คำของพระองค์เหมือนกับคำของคนธรรมดาอื่นๆ ที่สอนให้มีศีลธรรม สอนให้เป็นคนดี สอนให้กตัญญู สอนสารพัดเรื่องที่จะสอนกันได้ คิดว่าเป็นอย่างนั้นแต่ว่าตามความเป็นจริงแล้วห่างกันไกลมาก เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างที่ได้กล่าวถึงในตอนต้น" เจ้า" เหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในพระปัญญาคุณ พุทธะ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ ความรู้ความเข้าใจของพระองค์ที่ทรงบำเพ็ญมา ไม่มีใครสามารถที่จะหยั่งถึงได้เลย
ดังนั้น จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อเมื่อได้ฟังคำของพระองค์แล้วเข้าใจ จึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า ไม่ใช่คนอื่นที่สามารถที่จะกล่าวคำเช่นนี้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รู้ความจริง และการรู้ความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างกันมาก กับการรู้ความจริงของท่านพระสารีบุตร ซึ่งมีปัญญารองจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และปัญญาของเราหรือของคนอื่นๆ จะต่างกับพระองค์สักเพียงใด ถ้าพูดถึงปัญญาจริงๆ ต้องรู้ว่าเหนือสิ่งที่เราจะคาดคิดได้ ตราบใดที่เราอยู่ในโลกมืดเราจะไม่รู้ว่าความสว่างนั้นคืออะไร หรือในนั้นมีอะไรบ้าง เราอยู่ในโลกมืดโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยมานานมาก มืดคือเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็เกิด แล้วก็ตาย แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือสักอย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใดจึงต้องมีการเกิดขึ้น มีการดับไปต่างๆ
ด้วยเหตุนี้กว่าจะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องเป็นผู้ที่ข้องที่จะรู้ความจริง เราติดข้องในรูป ตั้งแต่เกิดมาเด็กทุกคนก็อยากได้ของดีๆ สวยๆ งามๆ ได้เสียงเพราะๆ ได้กลิ่นหอม ได้รสอร่อย ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่ว่ามีใครบ้างหรือไม่ที่จะคิดว่า เกิดมาเห็นแต่ก็ไม่ได้เห็นตลอดไป เดี๋ยวก็ได้ยิน เดี๋ยวก็คิดแล้ว นี่คืออะไรกันแน่ มาจากไหน เหตุใดต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ต้องมีสิ่งที่ปกปิดความจริงไว้ แต่ว่าสามารถที่จะรู้ความจริงนั้นได้ ผู้ที่ใคร่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจึงเป็นโพธิสัตว์
สัตว์คือผู้ข้อง ถ้าพวกเราก็เป็นสัตว์ผู้ข้องอยู่ในโลกของรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แต่ผู้ข้องที่จะรู้ความจริงนั้นเป็นโพธิสัตว์ ผู้ที่ข้องอยู่ในการที่รู้ความจริงมี ๓ ระดับ ระดับสูงสุดคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ตรัสรู้ความจริงซึ่งเหนือบุคคลใด ไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลยทั้งสิ้น จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกัน ๒ พระองค์ไม่ได้ เพราะว่าถ้า ๒ พระองค์ก็เปรียบกันได้ แต่เพราะไม่มีใครสามารถจะเปรียบได้เลยจึงมีเพียงพระองค์เดียว ไม่ว่าในสากลจักรวาล ในเทวโลก ในพรหมโลกทั้งสิ้น เทพพรหมเหล่านั้นก็ยังต้องมาเฝ้าทูลถามปัญหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือเป็นผู้ที่เหนือบุคคลใด พระองค์สามารถตรัสรู้ความจริง ประจักษ์แจ้งพร้อมด้วยพระญาณต่างๆ มากมาย ประเสริฐกว่าบุคคลอื่นทั้งทางอิทธิปาฏิหารย์ ในทุกทางทั้งหมด ทศพลญาณ
เพราะฉะนั้น คำของพระองค์แต่ละคำเป็นธรรมเตชะ ที่ภาษาไทยใช้คำว่าเดช มีกำลัง สามารถที่จะเผาความไม่รู้ให้หมดไปได้ จากความไม่รู้เลย เมื่อได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังด้วยดีด้วยความเคารพสามารถที่จะเกิดปัญญา ความเข้าใจที่ถูกต้องซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น ขณะนี้เห็นเกิดแล้วดับ ก่อนนี้ไม่เคยได้ยิน แต่ใครที่จะพูดคำนี้คนนั้นต้องประจักษ์แจ้ง และพระสัมมาส้มพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเพียงว่า เห็นเกิดแล้วดับ แต่ทรงแสดงว่าเห็นเกิดจากอะไร และในหนึ่งขณะที่เห็น มีธรรมอะไรที่เกิดกับเห็นในขณะนั้นด้วย ทรงแสดงโดยละเอียดเพื่อให้ปัญญาที่ไม่เคยเกิดเลยในสังสารวัฏฏ์ได้เริ่มเกิด ได้เริ่มเข้าใจความจริงว่า ทุกคำที่ได้ฟังเป็นคำจริงที่ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้เลยไม่ว่าเขาเป็นใคร
เห็นต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น และสิ่งที่ถูกเห็นก็คือกำลังปรากฏอย่างนี้ เป็นอื่นไม่ได้ เป็นเสียงไม่ได้ เป็นรสไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งนี้ที่มีจริงที่กำลังปรากฏให้เห็น เวลาได้ยินไม่ใช่ขณะที่เห็น ขณะนี้เหมือนเห็นกับได้ยินพร้อมกัน แต่พระสัมมาสัมเจ้าทรงตรัสรู้ว่า จิตที่เห็นไม่ใช่จิตที่ได้ยิน จิตที่เห็นต้องอาศัยตา จักขุปสาท รูปที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ สำหรับจิตได้ยินต้องอาศัยโสตปสาท รูปที่สามารถกระทบเฉพาะเสียง แต่เสียงก็ไม่รู้อะไร โสตปสาทเป็นรูปก็ไม่รู้อะไร แต่จากการกระทบกันของทั้ง ๒ อย่างนี้เป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่ทำให้จิตได้ยินเกิดขึ้น ได้ยินเพียงเสียงแล้วดับไป ไม่มีใครที่ได้ยิน เป็นแต่เพียงธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินแล้วดับไป ทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา นี่เป็นเพียงส่วนที่พระองค์ได้ตรัสสอนให้คนที่สามารถเข้าใจได้
แต่พระปัญญาของพระองค์มากกว่านั้นอีก ทรงอุปมาว่าที่พระองค์แสดงกับชาวโลกเท่ากับใบไม้สองสามใบในฝ่าพระหัตถ์ แต่ว่าพระปัญญาของพระองค์เหมือนใบไม้ในป่า ต้องเริ่มเห็นว่า เราจะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความประมาทไม่ได้ แต่ต้องฟังด้วยความเคารพที่จะต้องเข้าใจทุกคำจริงๆ เช่น ธรรม สิ่งที่มีจริงทั้งหมด มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างที่ปรากฏให้รู้ว่ามีจริง เช่นแข็ง ปรากฏลักษณะแข็งให้รู้ได้ว่าแข็งมี หรือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็สามารถที่จะรู้ได้ว่ามีจริงๆ แต่หารู้ไม่ว่าเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นกระทบตา ถ้าสิ่งนั้นไม่กระทบตา เห็นไม่ได้เลย ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหลังเพราะไม่ได้กระทบตา
นี่คือชีวิตของแต่ละชีวิตซึ่งไม่สามารถที่จะรู้ความจริงว่า เกิดแล้วต้องตายแล้วจะเกิดเป็นใครไม่สามารถที่จะรู้ได้เลย จะเป็นคนเก่งระดับโลก หรือว่าจะเป็นคนที่มีความสามารถอื่นๆ ก็เป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาได้ แต่ต้องเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย จะเห็นได้เลยว่าฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ที่จะเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำเพราะแต่ละคำลึกซึ้งเป็นอภิธรรม เป็นปรมัตถธรรมซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ไม่ว่าใครก็ตาม ศึกษาวิชาใดก็ตาม มีความสามารถปานใดก็ตาม มีปัญญาหรือไม่ รู้จักปัญญาหรือยัง ถ้ารู้จักตอบได้ ถ้าไม่รู้จักจะตอบถูกหรือไม่ ลองคิดดูเพราะถ้าไม่คิดจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะเหตุว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไม่สามารถที่จะให้ปัญญาของพระองค์แก่ใครได้เลย แต่ว่าทรงแสดงธรรมจากความจริงทุกคำที่จะทำให้คนอื่นสามารถจะเข้าใจได้ คำของพระองค์จะทำให้คนที่คิดไตร่ตรอง เกิดความเข้าใจของตนเองซึ่งเป็นปัญญาที่คนอื่นลักขโมยไปไม่ได้ น้ำหรือไฟก็แตะต้องไม่ได้เพราะอยู่ในใจ ภายในที่สุดของทุกคนก็คือใจ ถ้าถามให้คิดว่า คนเก่งในโลกที่เราคิดว่าเขาเก่งมากไม่ว่าจะในทางหนึ่งทางใด มีปัญญาหรือไม่มี
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะว่าไม่รู้ความจริงของเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่รู้ความจริงของเดี๋ยวนี้ซึ่งมีจริงๆ จะเป็นปัญญาได้อย่างไร การเข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีชั่วคราวแสนสั้นซึ่งเกิดแล้วดับ นั่นคือปัญญา ปัญญาเริ่มจากการฟังคำจริงและพิจารณาไตร่ตรอง ก่อนนั้นไม่รู้ จิตก็ไม่รู้ เป็นเรา ได้ยินก็เป็นเรา ทุกอย่างเป็นเราและเป็นของเรา หารู้ไม่ว่าถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นและดับไปแล้วจะเป็นเรา หรือเป็นของเราได้อย่างไร ถ้ารู้อย่างนี้ รู้ตรงตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีเป็นปัญญาเจตสิก เป็นธรรมที่สามารถเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริงๆ เพราะไม่ว่านักวิทยาศาสตร์จะสร้างอะไร ทำอะไรต่อไปข้างหน้าอีกมากมายก็ตามแต่ จะรู้การเกิดดับของจิตและเจตสิกในขณะนี้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นนับถือใคร
ผู้ฟัง พระพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่คนสมัยนี้มักจะเปรียบเทียบ ถ้าวิทยาศาสตร์ไม่บอกว่าอย่างนี้ เขาไม่เชื่อ เหมือนกับนับถือนักวิทยาศาสตร์ว่ายิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่หารู้ไม่ว่าเป็นความรู้เพียงเล็กน้อยซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความคิด แต่ถ้ารู้จริงๆ ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะแม้แต่เขากำลังจะคิดเครื่องมือวิทยาศาสตร์ต่างๆ จะเป็นอะไรก็ตาม แต่ขณะนั้นเขาหารู้ไม่ว่าสภาพธรรมจริงๆ เกิดดับเร็วกว่านั้นสุดที่จะประมาณได้ ขณะนี้เห็นเกิดขึ้นกี่เห็น กี่ขณะ นับได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงขณะจิตโดยละเอียดว่า จิตใดเกิดแล้วดับ จิตใดเกิดต่อ ประกอบด้วยเจตสิกเท่าไร และเจตสิกแต่ละหนึ่งเป็นปัจจัยแก่จิตที่เกิดนั้นในฐานะปัจจัยใด เพื่อให้รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเราเลย แล้วถ้ารู้อย่างนี้มากขึ้น ค่อยๆ ละคลายมากขึ้นก็สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรม ตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประจักษ์แจ้ง เป็นสังฆรัตนะ เพราะพระรัตนตรัยมี ๓ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ พระภิกษุที่ไม่เข้าใจธรรม เข้าใจผิดและไม่รักษาพระธรรมวินัย จึงไม่สามารถที่จะรู้แจ้งความจริงได้ ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ไม่มีโอกาสที่จะเป็นสังฆรัตนะ เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจทุกอย่างตามความเป็นจริง
ไม่ทราบว่ามีอะไรสงสัยที่จะสนทนาหรือไม่ ได้ทุกข้อ ทุกเรื่อง เพราะมีคำตอบในพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน จากธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ทั้ง ๓ ปิฎก ทั้งพระวินัยปิฏก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก เคยได้ยินทั้ง ๓ คำนี้หรือไม่ พระไตรปิฎกคืออะไร พระวินัยปิฎกคืออะไร สุตตันตปิฎกคืออะไร อภิธรรมปิฎกคืออะไร เพียงแค่ได้ยินไม่พอแต่ควรที่จะรู้ด้วยว่าคืออะไร ความรู้ทุกอย่างเป็นประโยชน์ แต่ความรู้จริงที่เป็นประโยชน์กว่าสิ่งใดทั้งสิ้นก็คือ ความรู้ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
อ.วิชัย เพราะฉะนั้นบารมีคือฝั่ง แต่ฝั่งนี้เต็มไปด้วยกิเลสทั้งหมดเลย ใ่ช่หรือไม่ แล้วจะข้ามจากฝั่งที่เต็มไปด้วยกิเลสได้อย่างไร ต้องมีบารมี ต้องมีธรรมที่ให้พ้นหรือให้ข้ามจากฝั่งที่เต็มไปด้วยกิเลส ไปสู่ฝั่งที่ไม่มีกิเลสเลย จึงชื่อว่าบารมี
ดังนั้น บารมีต้องหมายถึงธรรมที่ดีงามที่เป็นไปด้วยกับปัญญา ที่จะเห็นโทษของกิเลสและอบรมบารมีที่จะถึงฝั่งการไม่มีกิเลส จึงชื่อว่าบารมี บางครั้งก็จำได้ใช่หรือไม่ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี ขันติบารมี วิริยะบารมี อุเบกขาบารมี บารมีมากมายเลย นั่นคือแสดงถึงธรรมที่ดีงาม เป็นธรรมที่จะให้ข้ามพ้นจากฝั่งที่เต็มไปด้วยกิเลส ไปสู่ฝั่งที่ไม่มีกิเลส ขณะนี้กำลังอบรมบารมีอยู่หรือไม่ ขณะไหนเป็นบารมี
ผู้ฟัง ขณะที่เกิดปัญญา ใช่หรือไม่
อ.วิชัย ปัญญาที่เข้าใจธรรม นั่นคือบารมี แต่เท่านี้พอหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่พอ
อ.วิชัย ไม่พอ ดังนั้นจึงต้องอบรมบารมี
ผู้ฟัง ขอถามน้องเตาว่า พุทธศาสนาในความคิดของน้องคืออะไร
ผู้ฟัง พุทธศาสนาในความคิดคือ สิ่งที่ทำให้เรามีข้อยึดว่าเราสบายใจที่ได้ทำตรงนี้ เวลาเราไม่สบายใจก็สามารถสวดมนต์ นั่งสมาธิ เพื่อทำให้เราสบายใจขึ้นมาได้
ผู้ฟัง นี่คือความคิดของน้อง ขอเรียนเชิญอาจารย์ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
ท่านอาจารย์ ถ้าจะให้เข้าใจจริงๆ กับคำที่ชินหู พุทธศาสนา ศาสนาคือคำสอน เพียงแค่คำว่าศาสนาหมายความถึง คำสอนของใครก็ได้ที่เขารู้อย่างไรเขาก็พูดอย่างนั้น ดังนั้นจึงมีหลายศาสนามาก ตามความคิดของแต่ละคนว่าเขาจะเชื่อในคำของใคร เขาก็นับถือศาสนาคือคำสอนของคนนั้น
พุทธศาสนา อีกชื่อหนึ่งต่างจากศาสนาอื่น พุทธะคือผู้รู้ความจริงถึงที่สุด เป็นศาสนาที่สามารถจะทำให้คนที่จะรู้ความจริง ศึกษาจนกระทั่งเป็นความเข้าใจถูกของตนเองว่า ความจริงถึงที่สุดนั้นคืออะไร ศาสนาอื่นเป็นเรื่องความเชื่อ ในเรื่องการให้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้นๆ แต่พุทธศาสนาไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ว่าให้คิดไตร่ตรองจนกระทั่งคำที่ได้ฟังเป็นความจริงหรือไม่
เราจะรู้ได้เลยว่า ถ้าเราไม่เคยฟังคำสอนของพระพุทธศาสนา เราคิดว่าเรารู้ คิดว่าเรารู้จริงด้วย แต่พุทธศาสนาแต่ละคำแสดงให้เห็นความต่างว่า ผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริงและสอนเรา มีคำซึ่งยากลึกซึ้งต้องไตร่ตรอง เมื่อสักครู่นี้กล่าวว่าพุทธศาสนาทำให้สบายใจ สอนว่าอย่างไรที่ทำให้สบายใจ ไม่พอเลย เพียงนิดๆ หน่อยๆ คร่าวๆ ยังไม่จริง ยังไม่ชัด แต่ต้องเป็นผู้ที่มั่นคงและจริงด้วย คนแรกตอบว่า พุทธศาสนาทำให้สบายใจ ใช่หรือไม่ พุทธศาสนาสอนอะไรจึงทำให้สบายใจ
ผู้ฟัง พุทธศาสนาสอนให้เราทำความดี เวลาเราทำความดี เราได้เผยแพร่สิ่งดีๆ ให้คนอื่น เราก็รู้สึกสบายใจตามไปด้วย
ท่านอาจารย์ แต่เพราะเหตุใดรู้อย่างนี้แล้วเราก็ยังไม่ดี ใช่หรือไม่ คำทุกคำทั้งประโยคนี้ถ้าคนฟังแล้วดีหมด แต่ฟังแล้วเท่าไรๆ ก็ยังไม่ดี หมายความว่าอย่างไร พระพุทธศาสนาสอนให้คนทำดี แต่เพราะอะไรคนทำไม่ดี ทุกวงการด้วย เพราะอะไร ทุกวงการก็พูดว่านับถือพุทธศาสนาทั้งนั้น แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ แล้วทำไม่ดีกันทุกวงการเพราะอะไร แล้วจะบอกว่าพุทธศาสนาสอนให้ทำดีได้หรือ
ผู้ฟัง ต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคลด้วยว่า บุคคลนั้นทำตามหลักคำสอนหรือไม่ บุคคลเปิดใจรับหรือไม่
ท่านอาจารย์ ทุกคนอยากเป็นคนดี แต่อดไม่ดีไม่ได้ เห็นหรือไม่ว่ามีอะไรที่ทำให้เป็นอย่างนั้น ต้องมีเหตุ ทุกคนก็รู้ว่าความดีควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือคนอื่น การหวังดีต่อคนอื่น ต่อเพื่อนฝูง มิตรสหาย สังคม แต่เหตุใดทำดีไม่ได้ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าคนเราก็มีกิเลส มีความต้องการของแต่ละคน
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่ากิเลส กิเลสมีจริงๆ หรือไม่ มีจริง ถ้าเช่นนั้นคนที่ไม่รู้เลยเขาจะถามว่า แล้วกิเลสคืออะไร ตอบให้เขารู้หน่อยว่ากิเลสคืออะไร
ผู้ฟัง เป็นความอยาก ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เราอยากได้นั่น อยากได้นี่ และเราต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา
ท่านอาจารย์ บังคับไม่ให้อยากได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้ แต่ว่าคงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าบางครั้งบังคับได้ บางครั้งบังคับไม่ได้ แต่ความจริงขณะที่บังคับไม่ได้เพราะอะไร และขณะที่บังคับได้เพราะอะไร ต้องมีเหตุผล เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุผล ทุกอย่างชัดเจนและละเอียดมากเลย ถ้าพูดถึงกิเลส ต้องบอกว่ากิเลสคืออะไร กิเลสมีกี่อย่าง เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ ยืนอยู่ตรงนี้มีกิเลสหรือไม่
ผู้ฟัง ก็มีบ้าง
ท่านอาจารย์ มีบ้าง แสดงว่ารู้จักกิเลส เพราะฉะนั้น ที่มีบ้างนั้นคืออะไร นี่คือพระพุทธศาสนาจริงๆ จะให้ความจริง จนกระทั่งคนนั้นสามารถที่จะเข้าใจได้มั่นคงว่า นี่คือคำสอนของผู้ที่ตรัสรู้ ตรัสรู้ถึงที่สุด เดี๋ยวนี้ที่ยืนอยู่มีกิเลสบ้างนั้นคืออะไร ช่วยกันตอบก็ได้
ผู้ฟัง ความอยากรับประทานอาหาร
ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีความอยากรับประทานอาหาร ขณะที่เห็น เห็นอยากรับประทานอาหารหรือไม่ หรือเห็นเป็นเห็น และอยากเป็นอยาก
ผู้ฟัง เห็นเป็นเห็น อยากเป็นอยาก
ท่านอาจารย์ อยากเป็นอยาก เห็นเป็นเห็น แสดงว่าเริ่มเข้าใจแต่ละหนึ่ง เห็นเป็นอยากไม่ได้ และอยากเป็นเห็นไม่ได้ เพราะถึงไม่เห็นก็อยาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ใช้คำนี้เลย สิ่งที่มีจริงทุกอย่างโดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง เห็นมีจริง บังคับไม่ให้เห็นไม่ได้ หิวมีจริง บังคับไม่ให้หิวไม่ได้ อยากมีจริง บังคับไม่ให้อยากไม่ได้เพราะเกิดแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะบังคับบัญชาสิ่งใดๆ ก็ตามที่เกิดแล้ว เพราะเกิดแล้วจะไม่ให้เกิดได้อย่างไร เดี๋ยวนี้คิดหรือไม่ คิดเกิดแล้วบังคับไม่ให้คิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ได้ยินขณะนี้เกิดแล้ว บังคับให้ไม่ได้ยินได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกคนตั้งต้นที่จะเข้าใจแต่ละคำให้มั่นคง สิ่งที่มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสในภาษามัคธี ซึ่งเราใช้คำว่าบาลีว่าธรรม สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม เพราะภาษานั้นไม่มีคำว่าสิ่งที่มีจริง ภาษาไทยเรานำคำว่าธรรมมาใช้ แต่เราไม่ได้เข้าใจละเอียดว่าจริงๆ ธรรมคืออะไร แต่ถ้ารู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจะตรัสรู้ได้อย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่เหมือนคนทั้งหลายเลย
เริ่มเห็นความต่างว่า คำของคนอื่นเราสามารถเข้าใจได้ พูดไม่กี่คำเราก็เข้าใจ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดจากการตรัสรู้สิ่งซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้แน่นอน ถ้าพระองค์ไม่ตรัสและไม่แสดงความจริงของสิ่งนั้น ซึ่งพระองค์ตรัสรู้โดยที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี อยู่ดีๆ รู้ไม่ได้ แต่ว่าถ้ามีบารมีซึ่งเราจะค่อยๆ ศึกษาไปทีละคำ ทีละคำ ถ้าไม่ศึกษาอย่างนี้ไม่ใช่พระพุทธศาสนา เป็นความคิดเองของแต่ละคน ที่เข้าใจว่าพระพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ พระพุทธศาสนาเป็นอย่างนั้น พระพุทธศาสนาสอนให้สบายใจ นี่คือเราคิดเอง แต่ความจริงไม่ใช่
พระพุทธศาสนาสอนให้รู้ว่า สิ่งที่มีจริงมีแน่นอน แต่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น สิ่งนั้นต้องเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัย อาศัยกันและกัน ปรุงแต่งกันและกันเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ต้องเป็นตามปัจจัยที่ได้ปรุงแต่ง ถ้าเห็นสิ่งที่สวยงาม ไม่ให้ชอบได้หรือไม่ ไม่ได้ อาหารอร่อย ใช้คำว่าอร่อยก็แสดงว่าชอบแล้ว ใช่หรือไม่ ไม่ให้ชอบก็ไม่ได้ ชอบมีจริง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ชอบต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ถูกหรือไม่ ทุกคำค่อยๆ ฟังจนกระทั่งรู้ว่า แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย ไม่ว่าเห็นขณะนี้มีเห็น เห็นเกิดแล้ว ถ้าเห็นไม่เกิดก็ไม่มีเห็น พูดทุกคำให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งเราเข้าใจผิดยึดถือสิ่งที่มีจริงว่าเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นของเรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380