ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๒
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ปริยัติ ถ้าไม่มีหรือไม่มั่นคงก็ไม่ถึงสัจจญาณ ผิดได้เพราะไปปฏิบัติ ความมั่นคงคือมีความเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่กำลังเกิดดับ ไม่ต้องไปไหน แต่เหตุใดไม่รู้ ก็อวิชชาจะรู้ได้อย่างไร อวิชชาไม่รู้อยู่แล้วโลภะก็ยังอยากรู้เข้าไปอีก ใช่หรือไม่ แล้วจะไปรู้ด้วยความอยากได้อย่างไร ไม่ได้เข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตา ถ้ามีความเข้าใจในความเป็นธรรมซึ่งเป็นอนัตตาก็คือไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นมีปัจจัยเมื่อไร สติเกิดเมื่อไร โดยความเป็นอนัตตา
ผู้ฟัง เหตุใดฟังธรรมและมีความเข้าใจแล้ว ยังเดือดร้อนด้วยความเป็นตัวตนกับกิเลสต่างๆ ที่มีมากมายมหาศาล
ท่านอาจารย์ ยังมีกิเลสหรือไม่
ผู้ฟัง ยังมี
ท่านอาจารย์ เดือดร้อนเพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะความไม่รู้และกิเลสต่างๆ
ท่านอาจารย์ ใช่ พูดได้ แต่จะทำ
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แสดงว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ถ้ามีความมั่นคงเพียงประโยคเดียวนำไปถึงการเป็นพระอรหันต์ ขณะนี้เราฟังธรรมจนกว่าปัญญาจะเกิดขึ้นเข้าใจว่า ไม่ใช่เรา มากหรือน้อยเท่าไรใครรู้นอกจากตัวเอง มีศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ลืมคำนี้ "ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่ครูอาจารย์อื่น แต่ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปรินิพพานแล้วพระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น มั่นคงในการฟังพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าเป็นคำของคนอื่นชัดเจนว่าผิด ชี้ได้เลยว่าผิดตอนไหน เมื่อไร อย่างไร แต่คนที่กำลังเห็นผิดไม่รู้เพราะความเห็นผิดเกิด จะรู้ว่าอะไรถูกได้อย่างไร ความเห็นผิดก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นความเห็นผิด
ผู้ฟัง อะไรที่จะเป็นปริยัติมั่นคงจนเป็นสัจจญาณ เพื่อให้ผู้ฟังไม่เข้าใจผิด
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้สภาพธรรมเกิดหรือไม่
ผู้ฟัง คือฟังทราบว่าเกิด แต่ยังไม่รู้ว่าเกิด
ท่านอาจารย์ ดับหรือไม่
ผู้ฟัง ทราบว่าดับ แต่ยังไม่เห็นการเกิดดับ
ท่านอาจารย์ แล้วเมื่อไรจะเห็น
ผู้ฟัง ก็ต้องเป็นปัญญา
ท่านอาจารย์ เมื่อไร
ผู้ฟัง ปัญญาตรงนั้นเกิด
ท่านอาจารย์ เมื่อเข้าใจ ที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ต้องไปที่อื่นๆ เลยนั่นคือเข้าใจผิด ธรรมเมื่อครู่นี้ดับแล้ว ธรรมที่ยังไม่มาถึงก็ยังไม่มาถึง รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมปรากฏ ปัญญาที่ได้อบรมแล้วสามารถที่จะรู้แจ้ง เพราะเหตุใด เรารู้หรือไม่ว่าจากการฟังวันนี้ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจไปก็จะถึงวันนั้น ที่เมื่อฟังแล้วสามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะเหตุว่าเราจะรู้ได้อย่างไร ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ชาติก่อนหมดแล้ว เคยฟังมาหรือไม่ ชาตินี้เคยฟังมากน้อยเท่าไร เมื่อถึงชาติหน้าเราก็ไม่รู้อีก แต่ละชาติๆ ความตรงก็คือเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ไม่ใช่สิ่งที่หมดไปแล้ว หรือสิ่งที่ยังไม่มาถึง
ท่านพระสารีบุตรก่อนที่จะได้พบท่านพระอัสสชิ อุปติสสปริพาชกต้องการที่จะรู้ความจริง ถึงแม้อยู่กับอาจารย์ก็รู้ว่าอาจารย์นั้นไม่ได้ให้ความจริงเลย ท่านแสวงหาและสัญญากันด้วยว่า ถ้าใครรู้ความจริงแล้วให้มาบอกกันด้วย เมื่อท่านพระสารีบุตรเพียงได้ฟัง สามารถที่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมถึงความเป็นพระโสดาบัน ลองคิดดู ท่านไม่คิดเลยว่าจะได้พบพระอัสสชิ ท่านรู้มาก่อนหรือไม่ ก็ไม่ใช่ พบแล้วก็ไม่รู้ว่าท่านพระอัสสชิจะพูดว่าอะไร แต่ปัญญาที่สะสมมาแล้วถึงเวลามั่นใจได้เลย เป็นอนัตตา เกิดแน่นอนต่อเมื่อมีปัจจัย ไม่ต้องไปเตรียมหา เตรียมทำ ๗ วัน ๘ วัน ๑๐ วัน อะไรเลยทั้งสิ้น คุณอรวรรณจำเรื่องเก่าๆ จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ท่านอาจารย์ ได้บ้าง วันดีคืนดียังไม่ทันนึกเลย เกิดคิดขึ้นมาเองได้อย่างไร ตั้งหลาย ๑๐ ปี ถ้าเป็นหลายกัปป์ที่สะสมมาก็ได้ใช่หรือไม่ ปัญญาไม่ได้ไปไหนเลย ปัญญาสะสมอยู่ในจิต เพราะฉะนั้น ไม่รู้ว่าปัญญามีปัจจัยที่จะเกิดรู้ความจริงเมื่อไรเพราะเป็นอนัตตา ไม่ต้องถึงปัญญาระดับนั้น แม้แต่สติสัมปชัญญะเดี๋ยวนี้จะเกิดหรือไม่ ไม่รู้ใช่หรือไม่ เกิดแล้วหรือยัง คนมีปัญญารู้ได้ ทันใดที่สติสัมปชัญญะเกิดเข้าใจในความเป็นอนัตตา ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ปัจจัยทำให้พูดพูดเช่นนี้ ฟังฟังเช่นนี้ เห็นเห็นเช่นนี้ สติสัมปชัญญะเกิด ความเข้าใจความเป็นอนัตตาจะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ และมีการที่จะรู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาก ผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือพระอริยบุคคล
แต่ละคำ กว่าจะได้สะสมมาในแต่ละชาติในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ด้วยความต้องการด้วยโลภะที่ไปทำอะไรต่างๆ แต่รู้เลยว่าแต่ละขณะเดี๋ยวนี้มีค่ายิ่ง เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีขณะนี้ ขณะต่อไปจะมีหรือไม่ ที่มีมากๆ ก็มาจากแต่ละขณะนี่เอง ดังนั้นประมาทแม้เพียงหนึ่งขณะก็ไม่ได้ ไม่ว่ากุศลประเภทใด แม้แต่การฟังธรรม รู้ได้เลยเมื่อถึงเวลาเพราะเคยได้ฟังและเคยสะสมความเข้าใจ สภาพธรรมซึ่งไม่เคยปรากฏ ตอนเป็นอุปติสสปริพาชกไม่เคยปรากฏเลย แต่ขณะนั้นเพียงฟัง สภาพธรรมปรากฏกับปัญญาที่ได้สะสมแล้ว ต้องเป็นเช่นนี้จึงจะเป็นอนัตตา
สิ่งหนึ่งที่ประมาทไม่ได้คือ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" จะเกิดที่ไหนใครก็ไม่รู้ เหมือนกับเราจากโลกก่อนมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดที่นี่ ฉันใด จากโลกนี้ไปก็ไม่รู้ว่าจะเกิดที่ไหน ต้องตามเหตุตามปัจจัย ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบันก็มีโอกาสที่จะเกิดในอบายภูมิ แม้ว่าจะได้ฟังพระธรรมมากสักเท่าไรก็ตาม แต่ความเข้าใจยังไม่พอที่จะป้องกันการเกิดในอบายภูมิ จนกว่าจะประจักษ์แจ้งธรรมเป็นพระโสดาบันเมื่อใด เมื่อนั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิ
ดังนั้นแต่ละหนึ่ง ถ้ามีความเข้าใจก็เป็นธรรม ซึ่งไม่พ้นจากจิตเจตสิกและรูปนั่นเอง การที่เราจะค่อยๆ ละความเป็นตัวตนได้ ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏมีจริงๆ เดี๋ยวนี้ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น มิฉะนั้นแล้วเราจะกล่าวไม่ได้เลยเพราะยังเป็นเราแน่นอน จนกว่าจะได้รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง ขณะนี้ใครเห็น ก็เราเห็น ขณะนี้ใครจำ ก็เราจำ เพราะฉะนั้นสภาพธรรม แม้จะได้ฟังบ่อยเท่าไร นานเท่าไร มั่นคงเท่าไร แต่ยังอีกยาวไกลมากที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมโดยความเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงในขั้นคิดไตร่ตรองจากการฟัง เพราะเหตุว่าปัญญาจะต้องอบรมเจริญขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะรู้การเจริญขึ้นของปัญญาด้วยตนเอง
ธรรมเป็นเรื่องละเอียดและตรง ต้องพิจารณาไตร่ตรองจนเป็นความถูกต้องที่ละความเป็นเราโดยธรรม คือปัญญา ไม่ใช่เราไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น เมื่อปัญญามีน้อยยังละความเป็นเราไม่ได้ ก็ละเพียงขั้นการฟังที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่าเป็นธรรม จากการฟังแล้วมีความเข้าใจมั่นคง แต่ว่าสภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏเพียงหนึ่งให้รู้รอบในธรรมนั้น ไม่มีลักษณะของความเป็นเราในธรรมนั้นเลย ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง กตญาณ ปฏิเวธ แทงตลอดในลักษณะของสภาพธรรมที่ขณะนี้รวมกัน ปนกัน เหมือนเห็นกับได้ยินและก็มีคิดนึกด้วย แต่ละหนึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีตัวตนที่จะไปทำให้รู้แจ้งชัด นอกจากปัญญาที่เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็จะละคลายความเป็นสิ่งนั้น ค่อยๆ รู้ว่าเป็นเพียงธรรมแต่ละหนึ่งจริงๆ ซึ่งคงต้องฟังธรรมอีกนานไม่ใช่ชาตินี้ชาติเดียว แต่ถ้าชาตินี้ไม่ได้ฟังเลย จะนานอีกเท่าไรกว่าจะได้ฟัง
ผู้ฟัง โลภะคือ ความติดข้องกับความต้องการปัญญาที่มากกว่าความเป็นจริง ก็ทำให้เข้าใจไม่ถ่องแท้ในสิ่งที่ได้ฟัง ตรงนี้เหมือนกับในหมู่พวกเรา สำคัญมากที่จะไม่เป็นเครื่องกั้นปัญญา แล้วปัญญาจะค่อยๆ โตไปทีละขั้น
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องละ ไม่ใช่เรื่องติดข้อง เพราะเหตุว่าความไม่รู้ความจริงว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังเกิดดับซึ่งไม่ใช่เรา แล้วไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราด้วย เพียงฟังและเข้าใจแล้วก็คิด แต่ว่าสภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏตามที่ได้ฟัง เช่น เห็นขณะนี้เป็นเราเห็นแน่นอน แล้วเมื่อไรจะละคลายเห็นว่าไม่ใช่เรา จะไปทำสักเท่าไรให้ละคลายการที่ยึดถือเห็นว่าเป็นเรา เป็นไปไม่ได้เลย จะละคลายต่อเมื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งเป็นธาตุชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ฟังเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นธาตุรู้เพราะมีสิ่งที่ปรากฏและรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นเช่นนี้
เพราะฉะนั้น ธาตุรู้ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ขณะเห็น กำลังมีสิ่งที่ถูกรู้ที่ปรากฏว่ามีสิ่งนี้ แต่ไม่รู้อะไรเลยใช่หรือไม่ คิดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ และรู้ได้ว่าสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งก็คือสิ่งที่ปรากฏ เป็นอารมณ์ของพระองค์ที่ประจักษ์ว่าเกิดแล้วปรากฏและดับไป ซึ่งเรายังไม่เห็นการเกิดดับ แต่พระองค์บำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไรที่จะได้ตรัสรู้ความจริงเพราะความเข้าใจ
ถ้าฟังแล้วเข้าใจ เราบังคับไม่ได้เลยที่จะให้ไปพยายามอยากจะรู้เหลือเกินว่า เห็นเกิดดับเป็นอย่างไร แต่อาศัยปัญญาที่มั่นคง ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยในสิ่งที่มีนั่นเองที่จะละความเข้าใจว่าเป็นเรา ไม่มีอย่างอื่นเลย ขณะที่ได้ยิน ได้ยินเกิดขึ้นได้ยินเสียง ไม่มีขณะใดเลยที่สามารถที่จะรู้การเกิดดับของได้ยินและเสียง เมื่อได้ฟังแล้วก็เริ่มใช่หรือไม่ ขณะนี้เสียงปรากฏเพราะมีได้ยิน ไม่มีใครเลยในขณะที่กำลังได้ยิน เพราะฉะนั้น ธาตุรู้เสียงเกิดขึ้นได้ยินเสียงแล้วดับไป นี่เป็นสิ่งที่ใครก็ไม่รู้ แต่ฟังแล้วเข้าใจได้ ค่อยๆ เข้าใจว่าใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ ไปทำให้อะไรสักอย่างเกิดก็ไม่ได้ เห็นมีปัจจัยเกิดขึ้น ได้ยินมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ละหนึ่งขณะกำลังเกิดดับสลับกันเร็วสุดที่จะประมาณได้
เพราะฉะนั้น เป็นผู้ตรงต่อความจริงว่าเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาพรู้ที่เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า เป็นเช่นนี้จริงๆ หาความเป็นเราจากเห็นหรือจากได้ยินก็ไม่ได้เพราะหมดแล้ว แต่ละคำๆ ถ้าเราฟังครั้งเดียวก็เหมือนกับว่าไม่เห็นเป็นไร ยังมีสิ่งที่ปรากฏอยู่เรื่อยๆ แต่ว่าถ้าฟังด้วยความเข้าใจมั่นคงขึ้นจะรู้เลยว่า เกิดได้ยินไม่ใช่เรา ดับไปแล้วมีประโยชน์อะไร จากไม่มีได้ยินแล้วก็เกิดได้ยิน แล้วได้ยินก็หมดไปเหมือนไม่มี แต่เมื่อมีการเกิดก็มีการดับแล้วหมดไป เหมือนไม่มี
ดังนั้นกว่าทุกๆ คำจะค่อยๆ มั่นคง จนค่อยๆ ระลึกได้ในขณะที่กำลังเห็น ธาตุรู้ไม่เคยปรากฏใช่หรือไม่ ได้ยินแต่ชื่อ ถ้าปรากฏจะต้องไม่มีอย่างอื่นปรากฏเลย นอกจากสภาพรู้ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น แต่ธาตุรู้ก็ยังไม่ได้ปรากฏ ทั้งๆ ที่ขณะนี้กำลังเห็นซึ่งไม่มีรูปร่างเลย เพียงเกิดขึ้นแล้วเห็น เท่านี้ ฟังอีกนานเท่าไรกว่าจะเข้าไปในใจ จนกระทั่งค่อยๆ เห็น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ ๆ โดยไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย เพียงแต่ฟังคำที่สามารถที่จะเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าสภาพนั้นจะปรากฏกับการที่เริ่มเข้าใจ เริ่มเข้าใจจนกระทั่งเข้าใจขึ้น ไม่มีทางอื่นเลยที่สภาพของธรรมเดี๋ยวนี้จะปรากฏแต่ละหนึ่ง ให้รอบรู้ในสภาพธรรมนั้นเพียงหนึ่งปรากฏ อย่างอื่นไม่ปรากฎ จึงรู้ขึ้นในสิ่งนั้นเพราะไม่มีสิ่งอื่นมาปะปน
ความรู้ขั้นฟัง มีทุกสิ่งทุกอย่างกำลังปะปนกันหมด ทั้งคิด ทั้งจำ ทั้งเห็น ทุกอย่างยังไม่ได้แยกออกเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้น จะชัดได้อย่างไรในความเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ต้องฟังแล้วก็เข้าใจว่าธรรมแต่ละหนึ่งปนกันไม่ได้เลย แต่เดี๋ยวนี้ปนกันหมด ใช่หรือไม่ จะว่ารู้ชัดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพียงแต่ว่าฟังแล้วเข้าใจ สามารถที่จะน้อมเชื่อมั่นคงในสิ่งที่เป็นจริงเดี๋ยวนี้เลย เพราะเห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นกับได้ยินจะเกิดพร้อมกันไม่ได้เลย เพราะเสียงต้องเป็นเสียง และสิ่งที่ปรากฏต่างๆ ก็ไม่ใช่เสียง ดังนั้นจะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ นี่คือปัญญาที่พิจารณาเข้าใจ ใช่หรือไม่ แต่ถ้าไม่มีการฟังเลยหรือว่าฟังแล้วไม่รู้ว่านี่คือธรรมตัวจริงซึ่งกำลังเกิดดับ แต่ว่าเพราะความรวดเร็วจึงไม่ประจักษ์การเกิดดับ ไม่มีหนทางอื่นเลยนอกจากอยู่กับธรรม แต่อะไรอยู่กับธรรม โมหะ โลภะ โทสะ อยู่กับธรรม
วันหนึ่งๆ ก็เป็นเราตั้งแต่ลืมตา ไม่รู้ความจริงก็ติดข้อง เมื่อไม่ได้สิ่งที่พอใจก็เป็นโทสะ วนเวียนอยู่เช่นนี้ นี่คือสังสารวัฏฏ์ ตลอดทั้งวัน ทุกวัน ทุกชาติเป็นเช่นนี้ไม่สิ้นสุดเลย และสิ่งที่มีไปไหน หมดแล้วไม่กลับมาอีกเลย เหตุใดไม่รู้ความจริงว่าเป็นเช่นนี้คือไม่มีเรา และไม่ใช่ของเราด้วย เพราะฉะนั้น ความจริงนี้แม้ฟังแล้วเข้าใจก็ยังต้องอาศัยความอดทนและความเพียร จากฝั่งไม่รู้ไปสู่ฝั่งรู้ ไกลกว่าฝั่งนี้และฝั่งนั้นของมหาสมุทรใช่หรือไม่ มองมหาสมุทรสุดสายตาไม่รู้ว่าไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ความไม่รู้ที่มีมามากมายในสังสารวัฏฏ์ ที่จะหมดไปได้ตามลำดับของกิเลสอกุศลต่างๆ ก็จะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น และความเข้าใจไม่ได้เกิดบ่อยๆ ขณะที่ฟังเข้าใจ เมื่อไม่ฟังเป็นอย่างไร ใครยังจำได้ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีเลย ความเป็นเราก็กลับมาอีก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา แสดงความจริงของความรวดเร็วของสิ่งที่มากจนมีปัจจัยเกิดบ่อย หลังจากเห็นหนึ่งขณะจิตไม่มีใครรู้ ขณะนี้มากมายหลายขณะกว่าจะเป็นคนแต่ละคน ใส่เสื้อแต่ละสี และเสื้อแต่ละตัวก็ต่างกันใช่หรือไม่ เร็วประมาณไม่ได้เลย แต่ความจริงก็คือต้องทีละหนึ่งปะปนกันไม่ได้เลย ดังนั้นกว่าจะมีความเข้าใจว่า จิตเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้แต่เกิดแล้วดับแน่นอน ไม่มีจิตไหนที่เกิดแล้วไม่ดับแต่ไม่รู้ แต่หนทางรู้มี หนทางนั้นก็คือได้ยินคำซึ่งไม่เคยได้ยินมาก่อน และเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ให้เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย เหมือนเช่นท่านพระสารีบุตร ท่านสะสมบารมีมานานเท่าไร แต่ท่านไม่รู้เลยว่าท่านจะได้รู้ความจริงเมื่อไร
ขณะนี้ที่กำลังเข้าใจธรรมสะสมความเข้าใจไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคอยว่าเมื่อไรเราจะรู้ความจริง แต่ห้ามไม่ได้ แต่ปัญญาสามารถเข้าใจว่า ขณะนั้นเป็นธรรมที่มีความติดข้องซึ่งเป็นเครื่องกั้น เพราะฉะนั้น ปัญญาประเสริฐกว่าธรรมใดๆ ทั้งสิ้นในบรรดาสภาพธรรมที่เกิดดับ เพราะสามารถเข้าใจถูกจนกระทั่งประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งถ้าไม่ใช่ปัญญาแล้วไม่สามารถที่จะแยกออกได้เลย เป็นแต่ละหนึ่งๆ สิ่งที่รวมกันแล้วจะแยกอย่างไร ใช้มือไปแยกก็ไม่มีทางเพราะนามธรรมจับต้องไม่ได้ ดังนั้นเป็นผู้ที่เข้าใจจริงๆ เป็นผู้ที่มีโอกาสที่หาได้ยากเพราะเหตุว่าได้ฟังคำจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า เห็นคุณค่าของความเข้าใจความจริงมากน้อยเพียงใด และเป็นผู้ตรงด้วยว่ากิเลสสะสมมามาก ฟังธรรมเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยท่ามกลางอกุศลด้วยซ้ำไป แต่สามารถที่จะเจริญขึ้นได้ด้วยความอดทน เพราะฉะนั้น อริยสัจจธรรมที่ ๑ คืออะไร
ผู้ฟัง ทุกขะ
ท่านอาจารย์ ทุกขอริยสัจจะ เดี๋ยวนี้เป็นทุกข์หรือไม่ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หาทุกข์ไม่เจอ ทุกข์อยู่ไหน เวลานี้อะไรเป็นทุกข์ แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไปแล้วไม่เหลือเลย ไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีติดข้อง เพราะฉะนั้นคำว่าทุกขอริยสัจจะ ไม่ได้หมายความเพียงแค่ทุกขเวทนา ถ้าศึกษาธรรมโดยละเอียดก็สอดคล้องกันว่า ทุกอย่างที่เกิดดับเป็นทุกขอริยสัจจะ เพราะเหตุว่าทำให้ผู้ที่รู้ความจริงสามารถที่จะละกิเลส คือความไม่รู้ที่หลงยึดถือสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับว่าเป็นเรา คือเดี๋ยวนี้ ทั้งหมดที่ทรงแสดงเพื่อให้เข้าใจความจริงเดี๋ยวนี้
เพราะฉะนั้น หลงมานาน แต่ว่าเมื่อใดที่ประจักษ์การเกิดดับ เมื่อนั้นจึงสามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ถ้ายังคงมีความติดข้องอยู่ ความติดข้องนั้นก็ปิดบัง รู้ได้เลย ปัญญารู้ จึงละความไม่รู้และความเห็นผิด ความติดข้อง ติดข้องจึงไม่ละ ใครจะไปละอะไรได้ อาหารก็อร่อย ทุกสิ่งก็สวย เพลงก็เพราะ ทุกอย่างทั้งหมดเลย ไม่ใช่ละด้วยการไปคิดกันเองว่าละ แต่ปัญญารู้หรือไม่ว่า นั่นคือสิ่งที่มีจริงที่เกิด มี ให้รู้ว่ามีแล้วดับ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน หาอีกไม่ได้เลยในสังสารวัฏฏ์ด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะในชาตินี้หรือวันนี้เท่านั้น
การฟังธรรมคือ ไม่มีเราที่ขวนขวายอยากจะรู้ความจริงจนกระทั่งไปทำผิดๆ เพราะคิดว่าทำเช่นนั้นแล้วสามารถที่จะรู้ความจริงได้ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะต้องตรงว่าความจริงคือเดี๋ยวนี้ ติดข้องเดี๋ยวนี้ จะละก็คือต้องละเดี๋ยวนี้ เพราะมีความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ด้วยเหตุนี้ ใครรู้ว่าท่านพระองคุลีมาลจะได้เป็นพระอรหันต์ ตัวท่านเองท่านก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ พฤติกรรมของท่าน ใครก็คิดว่าไม่น่าจะสามารถเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ใครจะรู้ว่าท่านฟังมานานเท่าไร ท่านสะสมความเข้าใจมานานเท่าไร แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลา ยังไม่มีปัจจัยที่จะเกิด อกุศลก็เกิด ถ้าอกุศลไม่เกิดจะฆ่าคนตั้งมากมายได้หรือไม่
เพราะฉะนั้น ให้เห็นกำลังของอกุศลที่มีมาก เมื่อยังมีปัจจัยให้เกิดก็เกิด ยับยั้งไม่ได้ แต่อย่าประมาทความเข้าใจ แม้แต่เพียงเล็กน้อยในแต่ละชาติที่สะสมมา โดยคนนั้นไม่รู้เลยว่า ได้สะสมมามากพอที่สามารถที่จะฟังธรรมแล้วเข้าใจได้จนกระทั่งรู้ความจริง เหมือนเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม กี่ปีมาแล้วที่ไม่เคยคิดถึงเลย วันดีคืนดีอยู่ดีๆ ก็เกิดคิดขึ้นมาได้อย่างไร ความรู้ความเข้าใจทั้งหมดที่ได้สะสมมาแล้วไม่ได้ปรากฏเลยเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย ใช่หรือไม่
อุปติสสปริพาชกมีครูอาจารย์สั่งสอน แต่ความที่ท่านได้สะสมมาท่านรู้ว่านั่นไม่ถูก นั่นไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เข้าใจที่ถึงการดับกิเลสได้ ท่านจึงแสวงหา แม้ว่าท่านฟังครูบาอาจารย์อยู่แต่ปัญญาก็สามารถจะรู้ว่า ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ เมื่อแสวงหาจึงได้พบเมื่อถึงเวลา ถ้ายังไม่ถึงเวลา ใครจะเร่งรัดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ เหมือนผลไม้ยังอ่อนอยู่ยังไม่ถึงเวลาที่จะสุก จะไปทำอย่างไรก็สุกไม่ได้ ปลูกข้าววันนี้จะให้ผลเกิดพรุ่งนี้ก็เป็นไปไม่ได้
ดังนั้นจึงต้องเป็นผู้ที่อดทน เพราะรู้ว่าสามารถที่จะรู้ความจริงนี้ได้แน่นอน และการที่มีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจถูกต้องจะเป็นปัจจัยให้ ไม่ว่ากาลใดก็ยังมีปัจจัยที่จะทำให้เพียงได้ยินคำว่า พุทธะหรือพุทโธในภาษาบาลี ความปีติเกิดว่ามีผู้ที่ตรัสรู้ความจริง เช่นท่านอนาถบิณฑิกะ เพียงได้ยินคำนั้นไม่เหมือนคนอื่นเลย คนอื่นได้ยินก็เฉยๆ แต่ท่านนอนไม่หลับเพราะใคร่ที่จะได้ฟังคำของผู้ที่ได้ตรัสรู้ ตื่นขึ้นหลายครั้งแต่ยังไม่สว่าง จนกว่าจะได้ไปเฝ้าได้ฟังธรรม ดังนั้นถ้าสะสมมาแล้ว ใครจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จเพราะมีปัจจัยที่จะรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380