ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
ตอนที่ ๑๓๓๘
สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เป็นคฤหัสถ์อย่างนี้ แล้วมีโอกาสที่จะได้อ่านด้วยตัวเอง หรือจะได้ยินได้ฟังจากไหนก็ตาม แต่ความละเอียดก็คือว่ารู้ว่ามีกิเลสแค่ไหน คฤหัสถ์อย่างเรากิเลสทั้งวันยังไม่เห็นภัย หรือว่าไม่ได้สะสมอัธยาศัยที่แม้เห็นภัยก็รู้ว่าความไม่รู้นั้นจะหมดสิ้นไปได้ด้วยความเข้าใจ ก็สะสมตามอัธยาศัย ไม่มีใครชวนใครไปบวช เพราะเหตุว่าเขารู้อัธยาศัยของคนที่เขาชวนหรือ ว่าสามารถที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตได้หรือไม่ได้ แล้วไปชวนได้อย่างไร แต่ถ้าผู้นั้นได้ฟังพระธรรมแล้วรู้จักตัวเองมั่นคงที่จะเป็นศากยบุตร บุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากพระอุระคือปัญญาของพระองค์ รู้ตัวเองว่าสามารถที่จะสละอาคารบ้านเรือน วงศาคณาญาติชีวิตของคฤหัสถ์ทั้งหมด เพื่อที่จะขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง โดยต้องศึกษา ศึกษาที่นี่คือฟังให้เข้าใจ เพื่อประพฤติปฏิบัติตาม ขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์คือต้องประพฤติตามพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ว่าผู้ที่เป็นภิกษุจะมีกายวาจาอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไปไม่ได้ กำเริบได้ด้วยความไม่รู้ อะไรกำเริบ กิเลสกำเริบ ก็จะเห็นได้เลยว่าถ้าได้อ่านได้เข้าใจพระวินัยด้วย ก็จะมีการรู้จักตัวเองมากขึ้น และธรรมดาพูดกันแค่ศีล ๕ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน เป็นศีลของคฤหัสถ์ บางท่านก็ ๘ ถ้ามีคุณธรรมก็ถึง ๑๐ เพิ่มกว่านั้นอีกก็ได้ อ่านพระวินัยแล้วจะรู้ได้เลยว่าเราสามารถเพิ่มการขัดเกลาทางกาย ทางวาจาได้ ด้วยความสมัครใจ ไม่มีใครบังคับในเพศคฤหัสถ์ ไม่ใช่ว่าเป็นเพศคฤหัสถ์แล้วจะขัดเกลากิเลสมากกว่านี้ไม่ได้ มากกว่าได้ตามอัธยาศัยของคฤหัสถ์ แต่ก็รู้ว่าต้องห่างจากบรรพชิตมาก จะเห็นได้ถ้าอ่านพระวินัยจะรู้ได้เลยขัดเกลามากแค่ไหน
อ.คำปั่น ชีวิตของบรรพชิตก็คือชีวิตที่ขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง สิ่งใดก็ตามที่ไม่เหมาะไม่ควรแก่ความเป็นบรรพชิต ทำไม่ได้เลย แต่ว่าสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ก็เกื้อกูล เป็นประโยชน์ที่คฤหัสถ์ก็สามารถที่จะน้อมประพฤติตามได้ อย่างเช่น ผู้ที่ชอบสนุกก็อาจจะไปแกล้งเพื่อนให้เพื่อนหัวเราะ แต่พระภิกษุทำไม่ได้เลย ภิกษุรูปหนึ่งไปทำให้ภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นภิกษุในกลุ่มของสัตตรสวัคคีย์ ก็คือภิกษุ ๑๗ รูป ภิกษุรูปนี้พอถูกจี้ก็หัวเราะจนกระทั่งหายใจไม่ทัน มรณภาพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่าภิกษุจี้ภิกษุเป็นอาบัติปาจิตตีย์ หรือชอบความสนุกก็หลอนภิกษุให้กลัวผีด้วยความสนุก ด้วยความเพลิดเพลิน พระภิกษุทำไม่ได้ เป็นอาบัติปาจิตตีย์อีกเหมือนกัน คฤหัสถ์ได้ศึกษาอย่างนี้ พอเห็นไหมว่ากำลังของอกุศล กำลังของความติดข้องยังมีอยู่ คฤหัสถ์ศึกษาสามารถที่จะเข้าใจได้ อากัปกิริยาใดๆ ก็ตามที่ไม่เป็นประโยชน์ คฤหัสถ์ก็สามารถศึกษาแล้วก็ไม่กระทำอย่างนั้น แม้แต่การบริโภคอาหารที่เป็นเสขิยวัตร วัตรที่งดงามที่ควรประพฤติ ความงามทั้งหมดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้โดยประการทั้งปวง คฤหัสถ์ก็สามารถที่จะศึกษา และน้อมประพฤติตามได้ ขณะที่คำข้าวอยู่ในปากไม่ควรพูด เพราะฉะนั้นเมื่อได้ศึกษาแล้วว่าอย่างไหนเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ศึกษาแล้วก็คือไม่กระทำ เมื่อไม่กระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็เป็นผู้ที่ได้น้อมประพฤติขัดเกลากิเลสของตัวเองในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ นี่คือพระมหากรุณา ใครจะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตต้องประพฤติตามรอยพระบาท ที่พระองค์ได้ดำเนินไปแล้วอย่างไร ผู้นั้นก็ต้องสามารถที่จะประพฤติตามได้ทั้งกาย วาจา คฤหัสถ์พูดตลก คะนองสนุกดีไหม มีใครไม่ชอบตลกบ้าง ได้หัวเราะ ตลกดี มีหนังสือเป็นเล่มๆ แต่ว่าตามพระธรรมวินัย คำว่าคะนอง ลองคิดดูจะถึงระดับไหน พระภิกษุเถระเดินไปไม่สวมรองเท้า ภิกษุอื่นสวมรองเท้าเดินไปคะนองกาย ต้องมีความเคารพ ต้องมีการขัดเกลากิเลส ต้องรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ทุกอย่างต้องศึกษาทั้งหมด นอกจากจะเข้าใจพระธรรมแล้วยังต้องขัดเกลากายวาจาเป็นวินัยบัญญัติด้วย จึงสมควรที่จะเป็นภิกษุในธรรมวินัย ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเราได้ศึกษาพระธรรมและพระวินัย เราย่อมเข้าใจถูกต้องว่าพุทธบริษัทจะต้องเข้าใจธรรม ถ้าบอกว่าเป็นชาวพุทธ พุท ธะ คือผู้รู้ ผู้เข้าใจ แต่ถามว่าธรรมคืออะไรก็ไม่รู้ แล้วจะเป็นชาวพุทธกันหรือ ตามความเป็นจริงก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นยิ่งเปิดเผยทั้งพระธรรมและพระวินัยยิ่งรุ่งเรือง แสดงให้เห็นว่าความบริสุทธิ์ของพระศาสนาไม่มีใครสามารถที่จะรู้เท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงบัญญัติไว้ว่าการกระทำอย่างนี้ไม่สมควร ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่พระองค์ยังไม่ปรินิพพาน แม้ปรินิพพานไปแล้ว คำที่พระองค์ตรัสแล้ว คนอื่นก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเห็นคุณของพระองค์เหนือบุคคลอื่นทั้งสิ้น ที่ทรงบัญญัติสิ่งที่ขัดเกลาอย่างยิ่ง เพราะเต็มใจที่จะขัดเกลาใช่ไหมจึงบวชเป็นพระภิกษุ แต่ว่าถ้าบวชเป็นพระภิกษุแล้วไม่ได้ศึกษาธรรม แล้วไม่ประพฤติตามพระวินัยบัญญัติ ผู้นั้นก็ไม่ใช่ภิกษุในธรรมวินัย ก็เป็นโทษอย่างยิ่ง เพราะเหตุว่าถ้าไม่ทำให้คนอื่นหลงเข้าใจคิดว่า บุคคลนี้ศึกษาธรรมและขัดเกลากิเลสตามพระธรรมวินัยด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พุทธบริษัทจะต้องมีการเอื้อเฟื้อต่อพระวินัย โดยการที่ว่าเข้าใจตามสมควรต่อการที่คฤหัสถ์จะปฏิบัติต่อบรรพชิต เพื่อว่าจะได้ไม่ไปทำให้ท่านเดือดร้อนหรือว่าอาบัติ เป็นการเกื้อกูลอนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน แต่ถ้าคฤหัสถ์ไม่รู้ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร การที่จะศึกษาทั้งพระธรรมวินัยทั้ง ๒ อย่าง ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ว่าพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ทุกคำเป็นคำจริงที่ลึกซึ้ง ที่จะทำให้ผู้ฟังได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะรู้ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ ไม่ว่าเราจะศึกษานานเท่าไหร่ก็ตาม สามารถที่จะรู้หมดไหมทั้ง ๓ ปิฏก เราไม่ประมาทเลย ศึกษาด้วยความเคารพจริงๆ ว่าคำนี้รู้ตรงนี้ แต่คำนี้ที่อื่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหมายความถึงอะไร ก็ต้องละเอียดต่อไปอีก
ด้วยเหตุนี้ศึกษาธรรมด้วยความเคารพ และก็ต้องเข้าใจพิจารณาในเหตุผลด้วยเมื่อได้ยินคำว่าธุดงค์ต้องรู้เลย ใครไม่รู้เลยว่าใครรักษาธุดงค์ พี่น้อง ๒ รูป ภิกษุด้วยกันรักษาธุดงค์ ไม่บอกอีกท่านหนึ่งว่าท่านรักษาธุดงค์ แม้เป็นพี่น้องกันก็ยังไม่บอกเลย ก็แสดงให้เห็นว่าธุดงค์จริงๆ ก็ต้องยิ่งกว่าศีลที่รักษา ๒๒๗ ข้อ จะขออย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ จะประกาศให้ใครรู้ก็ไม่ได้ จะชักชวนใครไปธุดงค์ก็ผิด ขณะนี้วิกฤตพระพุทธศาสนา เพราะว่าไม่ได้เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะแก้ไขวิกฤติที่คนอื่นคงยาก แต่แก้ไขวิกฤตที่ตัวเองเข้าใจผิดในพระพุทธศาสนา เพราะไม่ได้ศึกษา สิ่งใดที่คิดว่าเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนากลับเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เช่น ภิกษุรับเงินและทอง เห็นง่ายๆ ข้ออื่นคงไม่ต้องพูดมากกว่านี้มาก แต่ว่าพูดเฉพาะที่เห็นแล้วก็เป็นไปอย่างที่ชาวบ้านไม่รู้เลย ก็พากันให้เงินทองกับพระภิกษุ ซึ่งแทนที่จะรู้ว่าพระภิกษุคือใคร ก็ไม่รู้ เพราะคฤหัสถ์ก็ไม่รู้พระธรรมวินัย ก็ต้องมีความเข้าใจเพื่อที่จะดำรงพระศาสนา และสำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะเหตุว่าไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเลย แต่บอกว่าสำนักวิปัสสนา ปัญญาไม่มีสำนัก ที่ไหนก็ได้เมื่อได้สะสมแล้ว ไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไหร่ กะเกณฑ์ก็ไม่ได้ ไม่ใช่ไปจงใจทำ ๑๐ วัน เดือนหนึ่ง ๑๐ ปี แล้วจะรู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะเหตุว่าใครจะรู้สิ่งที่ขณะนี้จิตและเจตสิกกำลังเกิดดับ ฟังเข้าใจไม่ใช่เราแต่เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิตแล้วดับ แล้วสะสมสืบต่อ เป็นปัจจัยที่เมื่อได้ฟังอีกสิ่งที่มีแล้วในใจก็สามารถจะทำให้เข้าใจคำที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ โดยเพิ่มความรู้ว่าเป็นอนัตตาไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้นธรรมแต่ละคำต้องสอดคล้อง ต้องลึกซึ้ง แล้วก็ต้องตรง ศึกษาด้วยความเคารพแต่ละคำ ไม่ใช่ประมาทว่าเรารู้แล้วแค่นี้ ตามคำแปลไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ตามความเป็นจริงของธรรมซึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่งทุกธรรม ทั้งจิต ทั้งเจตสิก ทั้งรูป
สนทนาธรรมที่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๒๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีอยู่เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่น่าฟังหรือเปล่า หรือว่าควรจะฟังเรื่องอื่น ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่พ้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แล้วก็คิดนึกถึงแต่สิ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้กลิ่น ลิ้มรส ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปี จนจากโลกนี้ไป ก็ไม่พ้นจากสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน แต่ว่าไม่รู้ความจริงเลยว่าทำไมเกิดมาอยู่ในโลกที่ต้องมีสิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็น แล้วก็ชื่นชมมากเลยเวลาที่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่ว่าเวลาที่เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเห็น ไม่ยากจะดู ไม่อยากฟัง ก็เกิดความทุกข์ ไม่ชอบ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ ใครบังคับบัญชาได้ แล้วก็จากโลกนี้ไปโดยที่ไม่รู้ความจริงว่าสิ่งที่เห็นแต่ละวันหมดแล้วไม่เหลือเลย เช่นเมื่อวานนี้ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย หรือว่าแม้แต่เมื่อครู่นี้เอง เห็นเมื่อครู่นี้ แล้วก็มีได้ยิน แล้วก็มีเห็น เห็นที่เกิดก่อนได้ยินไม่ใช่เห็นที่เกิดหลังจากที่ได้ยิน
แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างแสนสั้นชั่วคราว แต่ไม่เคยมีใครบอกให้รู้ว่านี่แหละคำที่เราได้ยินบ่อยๆ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อนิจจังคือไม่มีอะไรที่เกิดแล้วจะทรงอยู่ตั้งอยู่ตลอดไป ทุกสิ่งทุกอย่างหมดไป เกิดมาแล้วก็ค่อยๆ โตขึ้น ของที่มีตั้งแต่เป็นเด็ก เดี๋ยวนี้ของนั้นอยู่ไหน ของๆ เราตอนเป็นเด็กของเล่นต่างๆ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มีการที่จะคิดถึงเลย แต่ละอย่างๆ หมดไปสิ้นไป ที่หมดจริงๆ ก็คือว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งที่เคยเป็นของเราทั้งหมด รวมทั้งตัวเราตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่สามารถที่จะติดตามไปได้เลย แล้วก็เป็นความจริงอย่างนี้ แล้วก็ต้องเกิดอีกเหมือนกับที่เราได้เกิดมา แล้วก็ต้องเห็นอีกได้ยินอีกเรื่อยไปไม่สิ้นสุดในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏเลยก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่ทราบว่าเบื่อบ้างหรือยัง หรือว่ายังพอใจที่จะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ซึ่งมีแล้วก็หมดไปๆ ยับยั้งไม่ได้ เดี๋ยวสุขสั้นมาก ทางไหน ทางตา ทางหูเกิดแล้ว ทางตาหายไปไหน ทางหูดับไปแล้ว ทางจมูกอาจมีกลิ่นมากระทบ แล้วก็หมดไป ทุกขณะอนิจจัง หมายความว่าไม่เคยตั้งมั่นคงอยู่ได้นานเลย แต่ว่าเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เราคิดมาก
เพราะฉะนั้น การที่เราไม่เคยฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าฟังจากคนอื่นคำอื่นก็ไม่ได้กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงให้ละเอียดชัดเจน สิ่งที่เกิดมีชั่วคราวแล้วก็ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เราอยู่ไหน ก่อนเกิดมีเราไหม ไม่มีแน่ๆ แต่เกิดแล้วก็กลายเป็นเรา ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นก็เกิดมาได้อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ก่อนเกิดไม่มีแน่นอน แต่พอเกิดแล้ว มีแล้ว เป็นเราแล้ว เป็นเรามาเรื่อยๆ จนกว่าจะจากโลกนี้ไป แล้วก็หมดความเป็นเราไม่เหลือเลย แล้วก็ตั้งต้นใหม่อีก เกิดอีกเหมือนตอนเกิดมาเป็นเรา แล้วก็มีชีวิตอยู่ทุกวันไป เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ โดยไม่รู้เลยว่าใครจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ วันไหน เวลาไหน เมื่อมีเหตุที่จะต้องเกิดขึ้นเป็นไป ก็ต้องเป็น ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ เหมือนได้ยินเดี๋ยวนี้ได้ยิน แล้วใครจะไม่ให้ได้ยินบ้าง เห็นเดี๋ยวนี้ก็กำลังเห็น ใครจะไม่ให้เห็นบ้าง
เพราะฉะนั้น ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีละเอียดเกินกว่าที่ใครจะคิดหวังคาดคะเนเอาเองได้ เพราะอาศัยพระปัญญาคุณที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมี ที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม สิ่งที่ปรากฏความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร พระองค์ทรงแสดงไว้เพื่อที่จะให้คนที่เห็นประโยชน์ว่าเกิดมาแล้วก่อนจะจากโลกนี้ไป สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าใจสิ่งที่มี ดีกว่าเกิดมาสุขทุกข์ชั่วคราว ลาภยศ สรรเสริญ เดี๋ยวมีเดี๋ยวหมด แล้วก็จากโลกนี้ไป เอาอะไรไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไรนอกจากว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเข้าใจว่ามี แต่แล้วก็ไม่มี สิ่งที่มีแน่ๆ คือก่อนมีไม่มีอะไรเลย แล้วก็มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นจึงปรากฏว่ามี แล้วสิ่งที่มีนั้นก็ดับไป อนิจจัง ใครก็บังคับไม่ได้ที่จะให้ยั่งยืนต่อไป ก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย
เห็นไหมว่าเราเกิดมาถ้าเราได้มีความเข้าใจความจริงอย่างนี้ เราจะลดความเดือดร้อนใจลงไปมาก เพราะรู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ยั่งยืน แม้แต่ที่ว่าเป็นเราก็ชั่วขณะที่เห็นเป็นเราเห็น เมื่อได้ยินเกิดขึ้นก็เป็นเราได้ยิน เมื่อคิดเกิดขึ้นก็เป็นเราคิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ซึ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใครจริงๆ ชั่วคราว เกิดมีแล้วก็หมดไป เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดแล้วก็ไม่ยั่งยืน หมดสิ้นไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ก็จะตั้งต้นเข้าใจธรรมเดี๋ยวนี้ เกิดจึงมี แล้วก็หมดไป เป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา เราฟังไม่กี่คำ แต่ยังมีคำอีกมากซึ่งเมื่อได้ฟังแล้วก็จะทำให้เข้าใจมั่นคงยิ่งขึ้นว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นอนัตตาด้วย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร กำลังเห็นใช่ไหม แล้วเห็นอะไร
ผู้ฟัง ขอตอบว่าเห็นสี
ท่านอาจารย์ แต่ถามว่าสีอะไร
ผู้ฟัง ตอนนี้ผมมองไปข้างหน้าก็เห็นสีฟ้า
ท่านอาจารย์ สีเดียวเหรอ หรือหลายสี
ผู้ฟัง เห็นทีละสี
ท่านอาจารย์ ต้องเห็นทีละ ๑ สีใช่ไหม เริ่มเป็นคนที่คิดเพื่อที่จะเข้าใจว่าถ้าไม่คิดไม่มีทางที่จะเข้าใจจริงๆ ว่าเราไม่รู้ และเราก็ไม่สนใจที่จะเข้าใจในคำว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ทุกคำที่ต้องสอดคล้องกันมาก เมื่อครู่นี้บอกว่าเห็นสีฟ้า แล้วก็เห็นสีอื่นด้วยใช่ไหม
ผู้ฟัง เห็นสีอื่นด้วย
ท่านอาจารย์ สีชมพู สีเหลือง สีเหลืองไม่ใช่สีฟ้า เมื่อเห็นสีฟ้าต้องเป็นสีฟ้าเท่านั้น เห็นสีเหลืองจะเห็นสีฟ้าด้วยไม่ได้ เพราะสีเหลืองกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเห็นทีละสี แต่ว่าเร็วเหมือนกับว่าเมื่อลืมตาก็หลากหลายสีหมดเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าต้องมีสิ่งที่เป็นความจริงที่รู้ว่า ก่อนที่จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทางตาต้องมีการเห็นสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ จะเรียกสีอะไรก็ได้ ไม่เรียกสีอะไรก็ได้ แต่สิ่งนั้นกำลังกระทบตา แล้วก็ความจริงเห็นทีละ ๑ สี เวลานี้เห็น ๒ สีพร้อมกันได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ สีหนึ่งที่เห็นต้องดับไปก่อน จึงจะมีการเห็นสีอีกสีหนึ่งได้ เพราะทั้งสองสีไม่ได้รวมกัน แยกกัน สีเหลืองเป็นเหลือง สีชมพูเป็นสีชมพู สีฟ้าเป็นสีฟ้า แสดงให้เห็นว่าเห็นมากมายเท่าไหร่ แต่เกิดแล้วดับ ปรากฏทีละหนึ่ง เร็วจนเหมือนว่าสืบต่อกัน พร้อมกันทันทีที่เห็น นี่คือความรวดเร็วของธรรม ซึ่งเป็นสภาพรู้ เกิดขึ้นต้องเห็นสิ่งที่กระทบตา มีตา ตาไม่เห็น มีสิ่งที่กระทบตาสิ่งที่กระทบตาก็ไม่เห็น แต่เมื่อมีสิ่งที่กระทบตากระทบกับตาจึงเกิดการเห็น ที่เราบอกว่าเห็น ทุกคนกำลังเห็นมีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเห็น เป็นสภาพรู้ ถ้าได้ฟังแล้วก็จะเข้าใจคำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ซึ่งต้องเกิดจึงมี ถ้ายังไม่เกิดก็ไม่มี เกิดเมื่อไหร่มีเมื่อนั้น แต่ว่าสั้นมากแล้วก็หมดไป ใครก็ไม่สามารถจะรู้ได้นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ความจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างแสนสั้น เร็วมากจนชาวโลกไม่รู้เลย จึงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนมั่นคง แต่ต้องไม่ลืมว่าใครเป็นผู้ตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อนิจจังด้วย ทุกขัง อนัตตา สิ่งที่จากไม่มี แล้วก็เกิดมีแล้วหมดไป หาอีกไม่ได้เลย ชอบไหม ถ้าชอบมากจะไปหาที่ไหนอีกได้ แค่ปรากฏว่ามีเท่านั้น แล้วก็หายไปเลยในสังสารวัฎ ไม่กลับมาอีกเลย ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้ ว่าแม้เห็นก็เช่นเดียวกัน เห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป พร้อมกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ได้ยินเกิดขึ้นมีเสียงกำลังได้ยินเสียง แล้วเสียงก็หมด ได้ยินเสียงก็ต้องหมดไปด้วยแล้ว แล้วเราอยู่ไหนมีแต่ธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นหลากหลายมากแล้วก็ดับไป พอที่จะเข้าใจธรรมไหมว่าเป็นอย่างนี้แหละตั้งแต่เกิดจนตาย ยับยั้งไม่ได้เลย ตอนเกิดเป็นเรา ตอนตายหมดความเป็นเราที่เข้าใจว่าเป็นเราทั้งหมด แต่ความจริงแต่ละขณะก็เมื่อเกิดแล้วดับไป เหมือนตายไปๆ อยู่เรื่อยๆ แล้วจะมีเราที่ไหน
การฟังธรรมเพื่อเข้าใจความจริง ใครจะอยากฟัง หรือไม่อยากฟัง ความจริงก็เป็นอย่างนี้ เมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ ทีละหนึ่งวันผ่านไปเรื่อยๆ แล้วก็จากโลกนี้ไป ด้วยความไม่รู้ แล้วก็เกิดอีก เป็นอย่างนี้อีก ไม่รู้อีก จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเข้าใจแต่ละคำ สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีการดับไปเป็นธรรมดา
ผู้ฟัง คือเราเห็นทีละสี แต่ว่ากว่าจะเป็นโต๊ะเก้าอี้ขึ้นมาก็คือเราเห็นมากมายหลายขณะมากเลยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่ได้ยินใช่ไหม
ผู้ฟัง ไม่ใช่ เห็นคือเห็น
ท่านอาจารย์ กำลังเห็นก็ยังมีได้ยินแทรกคั่น
ผู้ฟัง ก็มีคั่นไปคั่นมา
ท่านอาจารย์ แสดงความรวดเร็วอย่างยิ่งของธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ปนกัน เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นปนกับได้ยินไม่ได้ เดี๋ยวนี้ขณะที่ได้ยินมี เห็นต้องไม่มี นี่คือสิ่งที่ชาวโลกไม่รู้ ให้ทราบว่าแต่ละขณะเกิดแล้วก็ดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงลวงเหมือนมายากลให้เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่ยั่งยืน แต่ความจริงถ้าขยายลงไปจนกระทั่งหนึ่งเดียวที่เกิดขึ้น หนึ่งนั้นดับ แต่ก็สืบต่อเร็วมาก จนไม่ปรากฏการดับไปกำลังเป็นอย่างนี้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380