ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๔๖

    สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะว่าสิ่งทั้งปวงมีจริง ชั่วคราวแสนสั้นแต่ไม่ยั่งยืน เพราะฉะนั้น ฟังธรรมเพื่อประโยชน์อย่างยิ่งที่จะเป็นผู้ที่ค่อยๆ เข้าใจความจริงมั่นคงขึ้น จนสามารถที่จะรู้ว่าที่เราเคยเข้าใจว่า เป็นเรา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ คือเพราะไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น ประโยชน์ของการฟังธรรมคือเพื่อเข้าใจจริงๆ เพื่อเข้าใจความจริงเท่านั้น การที่เข้าใจความจริงนั้นเป็นบุญ แต่ว่าถ้าฟังเพื่ออย่างอื่นทั้งหมดไม่ใช่บุญ ละเอียดหรือไม่ ถ้าเข้าใจตรงนี้นั่นคือบุญ ถ้าไม่เข้าใจบุญหรือไม่ ไม่ใช่ ฟังแล้วไม่เข้าใจจะเป็นบุญไม่ได้ ฟังแล้วสงสัยเป็นบุญหรือไม่ สงสัยไม่ใช่เข้าใจ สภาพธรรมละเอียดมาก ฟังแล้วสงสัยไม่เป็นบุญเพราะสงสัย แต่ฟังแล้วพิจารณาไตร่ตรองจนกระทั่งหมดความสงสัย ขณะนั้นเป็นบุญ

    ฟังธรรมแล้วอย่าเพิ่งเชื่อใคร แต่ฟังแล้วไตร่ตรองเพื่อที่จะรู้ว่าคนพูดๆ ถูกหรือไม่ พูดจริงหรือไม่และเป็นประโยชน์หรือไม่ เพราะว่าความเป็นกัลยาณมิตรคือ มิตรที่ดี เราบอกว่าเขาเป็นเพื่อนดี แต่เพื่อนคือใครและดีคือดีอย่างไร เพื่อนคือผู้ที่มีความหวังดี พร้อมที่จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ถ้าหวังดีจริงๆ จะให้สิ่งที่ดีที่สุดคือ ความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ ไม่ใช่เพียงเทียมๆ เล็กๆ น้อยๆ ปลอบใจกันไปวันๆ หรือว่าไขว้ๆ เขวๆ เช่น ไม่ยึดถือในสิ่งทั้งปวง ก็ไปสละหมดเลยแต่ไม่รู้อะไร ไม่ใช่ ต้องเข้าใจจริงๆ ว่า ความเข้าใจถูกในสิ่งที่มีเป็นสิ่งที่ยาก แต่สามารถที่จะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ และความเข้าใจสิ่งที่ถูกต้องจะนำประโยชน์มาอย่างยิ่ง

    เพราะเหตุว่าจะทำให้เป็นผู้มีคุณความดีเพิ่มขึ้น และใครจะไม่รู้จักความดีแล้วไม่ชอบความดีบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ดี ทั้งๆ ที่ทุกคนไม่ชอบคนไม่ดี แต่คนไม่ดีก็มีมาก รวมทั้งตัวเองก็เป็นคนไม่ดีด้วยเพราะไม่รู้ความจริง ดังนั้นฟังธรรมเข้าใจเพียงทีละคำก็เป็นประโยชน์ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงต้องเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นก็ไม่มี และการเกิดขึ้นของสิ่งที่มีนั้นไม่มีใครสามารถไปดลบันดาลได้เลย

    ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เพียงประโยคนี้ต้องเข้าใจชัดเจน "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ร้อนเกิดแล้ว เปลี่ยนร้อนให้เป็นหวานได้หรือไม่ ไม่ได้ หวานเป็นหวาน ร้อนเป็นร้อน หวานมีจริงก็เป็นจริงคือหวาน ร้อนมีจริงก็เป็นจริงคือร้อน ใครร้อน ใครหวาน ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น ร้อนเกิดขึ้นเป็นร้อน หวานเกิดขึ้นเป็นหวาน เพราะฉะนั้นที่ตัวทั้งหมด ตาเกิดขึ้นเป็นตา หูเกิดขึ้นเป็นหู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ละหนึ่งแยกกันละเอียดยิบโดยมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ เล็กที่สุดที่แยกออกอีกไม่ได้แต่ยังมีสิ่งที่เกิดรวมกันเป็น ๘ รูป นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ฟังไว้แล้วพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่ และมีประโยชน์หรือไม่ที่ได้เริ่มเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างไม่แน่นอน มีการเกิดขึ้นแล้วต้องหมดไป ไม่มีอะไรซึ่งเกิดและยั่งยืนไปได้เลยสักอย่างเดียว แม้แต่เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นขณะก่อน เสียงที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เสียงก่อน คิดเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่คิดเมื่อก่อน เพราะฉะนั้น แต่ละหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงยากที่ใครจะรู้ได้ว่า เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไป แต่ก็มีสิ่งที่เกิดสืบต่อไม่หยุดยั้งเลยทั้งสิ้น จึงปรากฏเป็นโลกที่กว้างใหญ่และมีผู้คน มีทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย เพราะว่ามีธรรมแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ ปรากฏรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้น คือเป็นอัตตา แต่ตามความเป็นจริงสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นอัตตานั้นเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าแยกออกแล้วก็เป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น นี่คือธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เคยฟังธรรมมาก่อนหรือไม่ ต้องเป็นคนตรง คำอื่นที่ไม่ใช่คำที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทั้งหมด ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนนี้ไม่ทราบชัดเจนหรือยังที่ว่าเป็นเราคือแต่ละหนึ่ง สิ่งหนึ่งๆ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อแน่นจนรวมกันเป็นรูปร่างสัณฐาน ทำให้จำได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่แยกออกได้หมดทุกอย่าง ไมโครโฟนนี้ก็แยกได้ แข็งอย่างนี้ก็แยกได้ ภูเขาก็ทลายไปได้ทั้งหมด เพราะเหตุว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา

    ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เผิน ฟังแล้วไตร่ตรองจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้นและเป็นประโยชน์ด้วย ถ้าวันนี้เราแข็งแรงสบายดี พรุ่งนี้เราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย บางคนก็เป็นทุกข์มากเลย หารู้ไม่ว่านั่นเป็นธรรมดาของธรรมซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรที่คงที่อยู่ได้เลยสักอย่างเดียว แต่การเกิดดับสืบต่อติดกันแน่นจนไม่ปรากฏการดับไป ทำให้เข้าใจว่ายังมีสิ่งนั้นอยู่ แต่ต้องไม่ลืมทุกคำที่ได้ยิน "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา"

    "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครและไม่ใช่ใครด้วย เพียงแต่ว่ามีปัจจัยที่อาศัยกันและกัน ทำให้เกิดขึ้นเป็นแต่ละหนึ่งคนตามสิ่งที่สะสมมา นี่คือธรรมซึ่งต้องฟังอีกนาน เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา และเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ไม่ใช่คำที่เสมอกันฟังแล้วเข้าใจได้เลย แต่ต้องเป็นคำที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

    อ.อรรณพ ถามว่าพระพุทธศาสนาต่างกับศีลธรรมทั่วไปอย่างไร

    ผู้ฟัง ตามที่เข้าใจ ศีลธรรมก็คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

    อ.อรรณพ ทั่วๆ ไป

    ผู้ฟัง ทั่วๆ ไป พระพุทธศาสนานั้นคือพระธรรมคำสอนและพระไตรปิฎก

    อ.อรรณพ แล้วต่างกันอย่างไร สอนให้มีศีลธรรมทั่วไปเท่านั้นหรือไม่

    ผู้ฟัง คือศีลธรรมทั่วไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนาเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ส่วนใหญ่ทุกคนรู้จักศีลธรรม ใช่หรือไม่ ไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จัก ศีลคือความประพฤติทางกายทางวาจา งดเว้นการทุจริตและกระทำสิ่งที่ควรทำ ธรรมก็เป็นสิ่งที่ดีงามที่ควรทำ รู้จักศีลธรรมกันเท่านี้เอง ดังนั้นแม้แต่คำว่าธรรม แม้แต่คำว่าศีล ถ้าไม่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นเรามีศีลธรรม เขามีศีลธรรม ซึ่งยังไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี ต้องไม่ลืมว่าใครก็สอนศีลธรรมได้ สอนได้ทุกอย่างทุกวิชา แต่ที่จะสอนให้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ตามความเป็นจริงนั้น เป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนอื่นต้องรู้ว่าที่ว่าศีลนั้นคืออะไร ทั้งหมดต้องคืออะไร ขอถามทบทวนเมื่อสักครู่นี้ว่า ตาเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นตอบแล้วว่า ตาเป็นธรรม เปลี่ยนไม่ได้ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนไม่ได้ ตาเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ตาไม่ใช่เราเพราะตาเป็นธรรม กว่าจะมั่นคงที่จะรู้จริงๆ ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เมื่อบอกว่าตาเป็นธรรม เราต้องรู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่เช่นนั้นเราจะตอบได้อย่างไรว่าตาเป็นธรรม แต่เพราะรู้ว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ทุกอย่างที่มีจริง ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม ภาษาบาลีไม่มีคำว่าสิ่งที่มีจริง แต่มีคำว่าธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงในภาษาไทย เราสามารถที่จะพูดภาษาไทยเข้าใจภาษาไทย ในขณะที่ชาวมคธพูดภาษามคธีเข้าใจกันในภาษานั้น แต่ความหมายก็คืออย่างเดียวกัน

    ตาเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรม เมื่อเป็นธรรมและมีจริง ไม่ใช่เรา เป็นเราไม่ได้ เป็นแต่สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ไม่เป็นของใครเลยเพราะว่าหมดแล้ว ไฟที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ไฟเป็นของใครหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็น ตาเกิดขึ้นเป็นตาแล้วดับไป เพราะฉะนั้นจะเป็นใครและเป็นของใครไม่ได้ ตาเป็นตาได้อย่างเดียว คือหมายความว่าเป็นธาตุ คือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ไม่กระทบเสียง ไม่กระทบกลิ่น ตาเป็นตา เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราใช้คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกคำหนึ่งในภาษาบาลีคือ ปรมัตถธรรม มาจากคำว่า ปรม (ปะ-ระ-มะ) บรม คนไทยใช้ บ แทน ป ปรม คือ บรม อรรถคือ สิ่งนั้นมีลักษณะที่ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นใหญ่ หวานเป็นหวาน เค็มเป็นเค็ม เปรี้ยวเป็นเปรี้ยว ตาเป็นตา หูเป็นหู นี่คือเป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ คือสิ่งที่มีจริงซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้

    ฟังธรรมก็ต้องรู้ว่ากำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย เพียงแต่ว่าเราไม่รู้ เกิดมาแล้วก็ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงเป็นเราเกิด หรือเป็นธรรมเกิด ถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้นก็ไม่มีการเข้าใจผิดว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้เราจะฟังเรื่องอื่นไปอีกมากมาย แต่ถ้าเราไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงตั้งแต่คำแรกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มี และให้เราเข้าใจมั่นคงทีละคำ พระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม ทรงแสดงธรรมก็คือแสดงความจริงของสิ่งที่มี ให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นธรรม ไม่ใช่เป็นใครและไม่ใช่ของใครด้วย เสียงเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เสียงก็เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เสียงเป็นธรรม ตอนนี้มั่นคงแล้ว กลิ่นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ โกรธ

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ หิว

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ชอบ

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ชอบเกิดขึ้นทำหน้าที่อย่างเดียวคือชอบแล้วดับไป จะเป็นเราได้อย่างไร เพียงเกิดมาชั่วคราวแล้วดับหมดไป จะเป็นเราหรือจะเป็นของเราได้อย่างไร สับสนไม่ได้เลย นี่เป็นหนทางที่จะทำให้เราที่ฟังกันทุกคนว่า มีความเข้าใจมากน้อยระดับไหน

    ธรรมดา ธรรมเป็นธรรมดา แต่ว่าเริ่มเข้าใจถูกต้อง ไม่เปลี่ยนธรรมเพราะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ไม่เคยเข้าใจความจริงของธรรม ฟังธรรมแล้วเริ่มรู้ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา นี่คือคำสอนทั้งหมดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประมวลแล้วทั้งหมดคือ "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา" เพราะหลงเข้าใจผิดว่าเป็นเราก็อยากได้ทุกอย่างเพื่อเรา เมื่อสูญเสียอะไรไปเราก็เสียใจ แต่ความจริงคือเป็นธรรม เสียใจเป็นธรรม ดีใจเป็นธรรม โกรธเป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม

    นี่คือพื้นฐานเบื้องต้นที่จะเริ่มรู้จักพุทธศาสนาว่าคือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นแล้วเราไม่รู้จักเลย ก็จะเป็นเรามีศีลธรรม ทำดีทำชั่วไป แต่ไม่รู้เลยว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนเหมือนคนธรรมดาคนอื่นที่เพียงคิดแล้วก็รู้กันได้ง่ายๆ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจขึ้น และต่อไปความเข้าใจขึ้นจะน่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นว่า ทุกคำที่ได้ฟังเป็นความจริงที่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงได้ จึงมีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะคือ สาวกที่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจจนรู้แจ้งความจริงได้ เพราะเมื่อพระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีการแสดงพระธรรมจึงมีสาวก คือผู้ฟังจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริง

    ต้องทีละคำและไม่สับสน แข็งมีจริงหรือไม่ ทุกอย่างที่จริงต้องจริง เป็นเราหรือไม่ แข็งเป็นแข็ง แข็งต้องเกิดแล้วแข็งก็ดับ แต่ชาวโลกไม่เคยรู้เลยมืดบอดมานานหลงเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดดับเป็นเราทั้งหมดเพราะไม่ประจักษ์การเกิดดับ ทุกคำที่เริ่มเข้าใจว่าจริง จะจริงถึงที่สุดตลอดไป จะไม่มีการเปลี่ยนเลย ไม่ใช่บางคนที่รู้ความจริง รู้ชั่วคราวนิดๆ หน่อยๆ เผินๆ เดี๋ยวจริง เดี๋ยวไม่จริง แต่ความจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย จึงเป็นปรมัตถธรรม ลึกซึ้งหรือไม่

    ผู้ฟัง ลึกซึ้งมาก

    ท่านอาจารย์ จึงมีคำว่าอภิธรรม เคยได้ยินคำนี้หรือไม่

    ผู้ฟัง เคย

    ท่านอาจารย์ ได้ยินที่ไหน

    ผู้ฟัง สวดอภิธรรม

    ท่านอาจารย์ สวดพระอภิธรรม ได้ยินคำว่าสวดด้วย ได้ยินคำว่าอภิธรรมด้วย ก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้รู้แล้วใช่หรือไม่ อภิธรรมคือ สิ่งที่มีจริงนี่เองซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นปรมัตถธรรม แล้วลึกซึ้งอย่างยิ่งจึงเป็นอภิธรรม

    อ.วิชัย คงเคยได้ยินคำว่า "กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา" เคยได้ยินใช่หรือไม่ ขณะที่ฟังธรรมแล้วเข้าใจขณะนั้นเป็นกุศลหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นกุศล

    อ.วิชัย กุศลเกิดขึ้น เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    อ.วิชัย นั่นคือ กุสลาธัมมา ให้เห็นถึงความไม่ใช่เรา เพราะธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงคือ แสดงความเป็นจริงให้เกิดความเข้าใจว่า ที่เคยยึดถือว่ากุศลเป็นเราแต่ความจริงไม่ใช่ กุศลคือกุศล อกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศลก็คืออกุศลธรรม อัพยากตาธัมมาคือธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศล ไม่ใช่ทั้งอกุศล ก็ไม่ใช่เรา เป็นเพียงแต่ธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีการเกิดขึ้นและมีการดับไป บังคับบัญชาไม่ได้ นี่คือการแสดงอภิธรรม

    ท่านอาจารย์ คุณวิชัยกำลังสวดอภิธรรมหรือไม่ พูดถึงสิ่งที่มีให้เข้าใจ ทบทวนให้ไม่คลาดเคลื่อน เวลาไปงานศพพระสวดว่ากุสลาธัมมา ก็เตือนให้รู้ว่าธรรมที่เป็นกุศลไม่ใช่เรา และอกุสลาธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศลก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรม แม้แต่ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศลก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรม แสดงว่าทุกอย่างทั้งหมดที่มีจริงๆ เป็นธรรม ธรรมอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ธรรมอยู่ทุกที่

    ท่านอาจารย์ ที่นี่มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องไปหาธรรมเลย มีธรรมตลอดเวลาแต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงทุกอย่างใช้คำว่าธรรมได้เพราะมีจริงๆ ไม่ใช้คำว่าธรรมก็บอกว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ ถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนเลย แต่ไม่รู้จักธรรมจนกว่าจะฟังและเข้าใจว่าเป็นธรรม ขอให้ยกตัวอย่าง

    ผู้ฟัง เสียงที่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เสียงที่ได้ยิน เสียงเป็นเสียง ได้ยินเป็นได้ยิน ไม่ใช่เสียง ทั้งสองอย่างต่างกันตรงไหน เสียงเป็นหนึ่ง ได้ยินเป็นหนึ่ง เสียงมีจริงเป็นธรรม ได้ยินมีจริงก็เป็นธรรม แต่เสียงกับได้ยินเป็นธรรมด้วยกัน แต่ต่างกันตรงไหน

    ผู้ฟัง ต่างกันตรงที่เสียงไม่มีตัวตน แต่มีจริง แต่ถ้าได้ยินก็ต้องมีผู้รับที่เป็นเราได้ยิน

    ท่านอาจารย์ นี่คือเราเข้าใจส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเข้าใจเต็มที่คือว่าไม่มีตัวตน ไม่มีเรา ไม่ว่าจะเป็นเสียงก็เป็นเสียง ได้ยินก็เป็นได้ยิน ได้ยินไม่ใช่เราได้ยิน แต่หลงเข้าใจว่าเราได้ยิน และหลงเข้าใจว่าเสียงของเรา ใช่หรือไม่ นี่คือความเข้าใจผิดที่ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับว่าเป็นเรา ความเข้าใจผิดอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงความจริงที่ว่า ทุกอย่างที่มีจริงเกิดดับไม่ใช่เรา แต่ไม่รู้ก็เลยเข้าใจว่า สิ่งที่มีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรา

    เพื่อที่จะได้รู้ว่าเสียงก็มีจริง ได้ยินก็มีจริง ต่างกันที่เสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ได้ยินขณะนั้นได้ยินเสียง คำว่าได้ยินเสียงหมายความว่า รู้เสียงที่ปรากฏว่าเสียงนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นเสียงอื่น เสียงมีหลายเสียงหรือไม่

    ผู้ฟัง หลายเสียง

    ท่านอาจารย์ เพราะสภาพรู้คือได้ยิน เกิดขึ้นได้ยินแต่ละเสียงทีละเสียง จึงรู้ว่าไม่ใช่เสียงเดียว แสดงว่าได้ยินดับและเสียงที่ถูกได้ยินก็ดับ เป็นเสียงหนึ่งแล้วก็มีเสียงอื่นเกิดอีก ได้ยินก็ได้ยินเสียงใหม่อีก ได้ยินที่ได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่งไม่ใช่ได้ยินเก่า และเสียงที่ดับไปก็ไม่ได้กลับมาเกิดอีกเลย แต่มีเสียงเกิดขึ้นและได้ยินใหม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นใหม่ตลอดเวลา ไม่มีเก่าเลยในสังสารวัฏฏ์ แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เมื่อสักครู่นี้เม็ดฝนตกมา แล้วฝนตกอีกเป็นฝนเม็ดเก่าหรือไม่ ไม่ใช่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งซึ่งเมื่อดับไปแล้วไม่กลับมาอีก แต่เพราะไม่รู้ก็เข้าใจว่าเป็นเสียงเดิม เป็นเสียงเรา หรือว่าเป็นเสียงยาวมากที่ยังไม่ดับไป แต่ว่าตามความเป็นจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ได้ยินเกิดขึ้นเพียงหนึ่งขณะ แต่เสียงซึ่งไม่ใช่สภาพรู้มีอายุมากกว่านั้น

    เราจะใช้คำในภาษาไทยซึ่งมาจากภาษาบาลี ธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเกิดแต่ไม่รู้อะไร อีกอย่างหนึ่งเกิดรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เป็นธาตุรู้ ดังนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมดจะใช้คำว่าธรรม หรือจะใช้คำว่าธาตุ คือธา-ตุก็ได้ หมายความถึงธรรมนั้นไม่เปลี่ยน ทรงไว้ซึ่งสภาพของตนเปลี่ยนไม่ได้เลย แข็งเป็นแข็ง เสียงเป็นเสียง เป็นธาตุแต่ละธาตุ ภาษาบาลีจะใช้คำว่าสัททธาตุ ธาตุที่เป็นเสียง กลิ่นก็เป็นคันธ เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่ง คันธธาตุ แต่ละธรรมเป็นแต่ละธาตุ เพราะฉะนั้นที่ตัวก็คือธรรมแต่ละหนึ่ง เป็นธาตุแต่ละธาตุ

    พอจะเข้าใจหรือไม่ว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมคือ ศึกษาให้รู้ความจริงซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลย และความจริงนั้นตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" สุขตลอดไป มีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ทุกข์ตลอดไป มีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ โกรธตลอดไปมีหรือไม่ เพราะฉะนั้น เพียงแค่ชั่วคราวที่เกิดขึ้นและดับไป บังคับบัญชาได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโกรธเกิด ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่พยายามไปหาทางไม่โกรธ ผิดหรือถูกเพราะเป็นไปไม่ได้ ใครก็หาทางไม่ให้โกรธเกิดไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีโกรธสะสมอยู่ในใจก็เป็นปัจจัยให้เกิดโกรธ เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ทุกอย่างที่กระทบกายไม่น่าพอใจ รสไม่น่าพอใจ คิดเรื่องที่ไม่น่าพอใจก็โกรธ แต่เพราะอะไรบางคนนั่งยิ้ม คิดถึงเรื่องสนุกก็ยิ้ม กำลังคิดถึงเรื่องสนุก ร้องไห้ได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะว่าสภาพธรรมต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    ตอนนี้เราจะมาถึงทีละคำ ๑.ธรรมมีจริง ๒.สิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เสียง กลิ่น รส ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีสภาพรู้หรือธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ สิ่งใดๆ ก็ไม่ปรากฏ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    5 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ