ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๔๗
สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีสภาพรู้หรือธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ สิ่งใดๆ ก็ไม่ปรากฏ จริงหรือไม่ ธาตุรู้มองไม่เห็นเลย ไม่มีใครไปจับต้องได้ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส แต่เกิดขึ้นต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น กำลังเห็น เห็นอะไรคือรู้ว่ามีสิ่งนั้นที่ปรากฏให้เห็น ใช่หรือไม่ ได้ยินเสียงก็รู้ว่าเสียงอะไร เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่มีธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นเสียงเป็นเสียง ธาตุรู้เป็นธาตุรู้
ด้วยเหตุนี้ จึงแยกธรรมหนึ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทหนึ่งเกิดแต่ว่าไม่รู้อะไรเลย ภาษาบาลีใช้คำว่ารูปธรรม ถ้ามีแต่สิ่งที่มีลักษณะหวานบ้าง แข็งบ้าง เปรี้ยวบ้าง เหม็นบ้าง หอมบ้าง เต็มโลก แต่ไม่มีธาตุรู้เกิดขึ้นก็ไม่ปรากฏ ใช่หรือไม่ ที่เป็นโลกปรากฏก็เพราะว่ามีธรรมอีกอย่างหนึ่ง ธรรมคือสิ่งที่มีจริงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพหรือเป็นธาตุที่รู้ เกิดขึ้นรู้ สิ่งต่างๆ จึงปรากฏ เช่น ทางหูรู้เสียง เสียงหลากหลายมากเพราะธาตุนั้นเกิดขึ้นรู้เสียงนั้น
เราพูดคำว่าจิตบ่อยๆ แต่ถามว่าจิตคืออะไรและอยู่ที่ไหน เราตอบไม่ได้ จิตคือธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ นั่นคือลักษณะของธรรมหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติใช้คำว่าจิตตะ คนไทยเรียกสั้นๆ ว่าจิต หรือบางครั้งจะใช้คำว่าวิญญาณะ คนไทยก็บอกว่าวิญญาณ หรือจะใช้คำว่ามโน มนัส หทย ก็ได้ มีความหมายหลายอย่างแล้วแต่ว่าจะทรงแสดงโดยนัยใด แต่ให้ทราบว่าสิ่งที่มีจริงต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลยเป็นรูปธรรม แต่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้เป็นนามธรรม นามธรรมจะเป็นรูปธรรมได้หรือไม่ รูปธรรมจะเป็นนามธรรมได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ สภาพรูปธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าหลากหลายเป็น ๒๘ ประเภท และนามธรรมก็มีลักษณะที่ต่างกันใหญ่ๆ ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งเป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่ปรากฏ รู้แจ้งชัดในสิ่งนั้น แต่สภาพนามธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต เกิดในจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต ดับไปพร้อมจิต เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และขณะใดก็ตามที่จิตเกิดขึ้นต้องมีเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เช่น โกรธ บางครั้งก็โกรธ บางครั้งก็ไม่โกรธ แต่จิตเกิดขึ้นดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย ตั้งแต่เกิดจนตายทุกภพชาติไม่ขาดจิต
คนหลับมีจิต เพราะไม่ใช่คนตาย และจิตของคนหลับก็เกิดดับดำรงภพชาติจนกว่าจะมีการเห็น มีการได้ยิน หรือมีการคิดนึก ทั้งหมดเป็นธาตุรู้ เป็นสภาพรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน แต่ว่าสภาพธรรมเช่น โกรธ ดีใจ เสียใจ ชอบ ไม่ชอบ เหล่านี้เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต ทำให้จิตหลากหลายเป็นจิตประเภทต่างๆ ถึง ๘๙ ประเภท จิตอยู่ไหน อยู่นี่ อยู่ที่ธาตุรู้ รู้ตรงไหนตรงนั้นเป็นจิต ในน้ำมีจิตหรือไม่ มีปลาหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ปลาเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นรู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เห็นอยู่ในน้ำก็เห็น อยู่บนบกก็เห็น นกบินอยู่ในอากาศก็เห็น เพราะฉะนั้นเห็นเป็นเห็น เป็นธรรมอย่างหนึ่ง เป็นสภาพรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป ไม่เช่นนั้นก็เห็นตลอด แต่เดี๋ยวได้ยินแล้ว เดี๋ยวได้กลิ่นแล้ว เดี๋ยวรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแข็งแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ได้เห็นตลอดเวลา ต้องมีธาตุรู้อย่างอื่นเกิดขึ้น ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง แม้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ก็คิดนึก เคยคิดหรือไม่ คิดตลอดเวลาหรือไม่ คั่นด้วยเห็น คั่นด้วยได้ยิน เพราะว่าหลังเห็นแล้วคิดทันที หลังได้ยินแล้วคิดทันที ดังนั้นวันหนึ่งๆ อยู่ในโลกของความคิดโดยไม่รู้ตัวเลยว่า คิดถึงสิ่งที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบ้าง มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมทั้งหมดเลย ขณะที่คิดเป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรม ๒ อย่างคือ จิตกับเจตสิก เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกันและรู้สิ่งเดียวกันด้วย รูปธรรมคิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง คิดไม่ได้
ท่านอาจารย์ จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง จำไม่ได้
ท่านอาจารย์ โกรธได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ รูปธรรมเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง รูปธรรมไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ รูปธรรมไม่ใช่เรา เป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกอย่างไม่ใช่เรา เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ เกิดจริงๆ เดี๋ยวนี้กำลังปรากฏ แต่ตอนดับก็ไม่รู้ ตอนเกิดอีกก็ไม่รู้ ขณะนี้อยู่ในโลกของสิ่งที่ปรากฏแสนสั้นชั่วคราว แต่สืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนลวงให้เห็นว่าเหมือนนิจจังคือเที่ยง แต่อนิจจังคือไม่เที่ยง เคยได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่หรือไม่ อนิจจังไม่เที่ยง เป็นที่ควรยินดีติดข้องหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ นั่นคือความหมายของทุกขัง สิ่งใดก็ตามที่ไม่เที่ยง เพียงเกิดปรากฏแล้วดับไปไม่เหลือเลย ควรยินดีหรือไม่ ควรจะไปติดตามหาที่ไหนหรือไม่เพราะหาอีกไม่ได้เลย ไม่มีทางจะพบสิ่งที่เกิดแล้วดับแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นลักษณะที่ไม่เที่ยง ทุกขังหมายความว่า ไม่ควรที่จะยินดีติดข้อง โง่หรือฉลาดที่ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เริ่มรู้แล้วว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เข้าใจความจริงของชีวิต ไม่ว่าจะสุข จะทุกข์ จะดี จะสวย จะงาม อย่างไรก็คือไม่เที่ยงและต้องหมดไป มีใครต้องการคนตายบ้างหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่ตายชอบใช่หรือไม่ ชั่วคราวขณะที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อสิ่งนั้นไม่เที่ยง อย่างไรๆ ก็ต้องเสื่อมสลายอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดู ไม่น่าพอใจเลย จากปกติธรรมดาก็เน่าเฟะ เขียว หนอง เลือด ทุกขัง สิ่งที่ไม่เที่ยงสิ่งนั้นไม่ควรจะยินดี มั่นใจหรือไม่ว่าถ้าเป็นคนฉลาดจริงๆ จะหลงไปยึดถือในสิ่งที่ไม่มีได้หรือไม่ ในเมื่อไม่มีอีกแล้วไม่ว่าอะไรทั้งหมด เพียงปรากฏเท่านั้นเอง ดังนั้นต้องเป็นปัญญา ที่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสิ่งที่กำลังเป็นอย่างนั้นเดี๋ยวนี้ อนิจจัง ทุกขัง เข้าใจแล้ว ๒ คำใช่หรือไม่ แล้วอนัตตาคืออะไร
ผู้ฟัง ความไม่มีตัวตน
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย เพราะฉะนั้น ทั้งหมดที่มีแล้วดับจะเป็นของใคร หรือจะเป็นของเราได้อย่างไรในเมื่อไม่มี จากไม่มีเลยก็เกิดมี อย่างเช่น เสียงเมื่อครู่นี้ไม่มี ได้ยินเมื่อครู่นี้ก็ไม่มี เงียบ แล้วเกิดได้ยินกับเสียงและก็ดับไป ยังติดข้องต้องการได้ยินหรือไม่ จะเป็นอย่างนี้ตลอดไปแสนโกฏิกัปป์มาแล้วและต่อไปข้างหน้า ถ้ายังคงติดข้องอยู่ก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไป ถูกต้องหรือไม่ที่ว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" และสิ่งนั้นที่เกิดดับ สิ่งนั้นไม่เที่ยงอนิจจัง เป็นทุกข์ไม่ควรยินดีเพราะว่าเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาและไม่ใช่ของเราด้วย ชาติก่อนเป็นใครรู้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ชาติหน้าจะเป็นใครรู้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว จะยาว จะสั้น จะมาก จะน้อย ปานใดก็ตาม เพียงชาติเดียว แล้วต่อไปจะไม่รู้จักคนนี้อีกเลยและจะจำคนนี้ไม่ได้ด้วย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถที่จะกลับมาอีกได้เลย เพราะฉะนั้นเป็นคนนี้ให้ดีที่สุด เพราะเหตุว่าคนหน้าก็มาจากคนนี้ เพราะจิตขณะนี้ดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเราจะไปแยกจิตของคนนั้นมาให้จิตของคนนี้เกิดดับสืบต่อ ไม่ได้เลย ต้องเป็นแต่ละหนึ่ง ธาตุรู้ซึ่งเป็นจิตซึ่งเกิดแล้วดับ ทันทีที่จิตนั้นดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย จากเห็นเป็นได้ยิน จากได้ยินเป็นได้กลิ่น เป็นคิดนึก ทุกอย่างไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะแทรกคั่นได้เลย จิตขณะหนึ่งถ้ายังไม่ดับ จิตขณะต่อไปเกิดไม่ได้ ต่อเมื่อใดที่จิตนั้นดับไปแล้ว การดับไปของจิตนั้นเองเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นได้ ใครเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ในเมื่อความเป็นไปของธรรมเป็นอนัตตาซึ่งจะต้องเป็นอย่างนี้
เราจะเห็นได้เลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น แต่ละคำต้องศึกษาให้เข้าใจจริงๆ แล้วต้องรู้ว่าคืออะไรด้วย ไม่ใช่พูดลอยๆ ว่า ไม่ยึดมั่นในสิ่งทั้งปวง แต่ถามว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไรก็ไม่รู้ และจะไม่ยึดมั่นได้อย่างไรในเมื่อไม่รู้ก็ยึดมั่นอยู่ เดี๋ยวนี้กำลังยึดมั่นอยู่หรือไม่ ยึดมั่นอยู่ จนกว่าจะเข้าใจประจักษ์แจ้งเมื่อไรก็ค่อยๆ ละคลาย จนกระทั่งดับความยึดมั่นได้ นี่คือธรรม พูดถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นฟังธรรมและเข้าใจธรรมว่า ไม่พ้นจากสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ ก่อนสนทนาธรรมเข้าใจอย่างนี้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รู้ว่าการศึกษาพระพุทธศาสนาก็คือ เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่แสดงให้ได้เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังมีตามความเป็นจริง ไม่ใช่ต้องไปทำอะไรขึ้นมาเลย มีแล้วแต่ไม่รู้และไม่เข้าใจ สัตว์โลกไม่เคยรู้ความจริงของสิ่งที่มีเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงสิ่งที่มีให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจถูก ความเห็นถูกของตนเอง นี่คือมรดกที่ล้ำค่าเพราะจากความไม่รู้ ก็สามารถที่จะมีความเข้าใจถูกเกิดขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ต้องรู้ว่า เราจะต้องไม่เผินไม่ว่าได้ยินคำไหนก็ตาม อย่างในตอนต้นที่เรากล่าวคำว่าธรรม ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าหมายความถึงอะไร และต่อจากนั้นก็ต้องรู้ว่า ธรรมหลากหลายมากแต่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ ธรรมที่เป็นรูปธรรม ไม่รู้อะไรเลย กับธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งเกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ และธาตุรู้มี ๒ อย่างคือ จิตกับเจตสิก ไม่ทราบมีข้อสงสัยอะไรบ้างหรือไม่ในสองสามคำนี้
ผู้ฟัง อาจารย์ได้พูดคำว่าเจตสิก เจตสิกนั้นมีความหมายว่าอย่างไร หรือว่ามีองค์ประกอบอะไรที่เกี่ยวเนื่องกับจิต
ท่านอาจารย์ เคยเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่
ผู้ฟัง เคย
ท่านอาจารย์ เคยสบายกาย อากาศสบายๆ หรือไม่ ต่างกันใช่หรือไม่ ขณะนั้นรู้สิ่งที่กระทบกาย ถ้าสภาพที่เย็นหรือร้อนไม่กระทบกาย เราจะสุข จะทุกข์ ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ ดังนั้น ทางกายจะมีความรู้สึกที่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ความรู้สึกไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก หมายความว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เช่น ทางตาขณะนี้กำลังเห็น จิตเห็นแน่ๆ เลยเพราะมีสิ่งที่กำลังปรากฏ ลืมตาขึ้นเห็นก็มีสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะเห็น แต่ว่าชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก บางคนเห็นสิ่งเดียวกัน คนหนึ่งชอบ อีกคนหนึ่งไม่ชอบ
จิตเพียงเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง เราจะใช้คำว่าเห็นก็ได้ เมื่อพูดถึงเห็น เราอาจจะไม่มีคำอะไรที่จะอธิบายคำว่าเห็นได้เลยนอกจากเดี๋ยวนี้เห็น แล้วทุกคนก็รู้ว่าแม้ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ เห็นก็กำลังเห็น ถูกต้องหรือไม่ หรือว่ารสที่เปรี้ยวจัด เราบอกเพื่อนว่าเปรี้ยวมากเลย เพื่อนจะรู้หรือไม่ว่าเปรี้ยวเพียงใด ไม่มีทางเป็นไปได้เลยใช่หรือไม่ จะใช้คำอธิบายสักเท่าไรก็ไม่รู้ จนกว่าให้เขาลิ้มรสเมื่อไร รสก็ปรากฏเมื่อนั้นโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เพราะรสนั้นกำลังปรากฏในระดับที่กำลังเป็นความเปรี้ยว ความหวาน อย่างไรก็ตามไม่สามารถที่จะใช้คำอธิบายได้ นอกจากสภาพธรรมที่กำลังรู้สิ่งนั้นเท่านั้น ถูกต้องหรือไม่
เพราะฉะนั้น สภาพของจิตคือสภาพที่รู้แจ้งชัดในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าจะทางตาขณะที่กำลังเห็น ทางหูกำลังได้ยินเสียงต่างๆ มากมาย เสียงดนตรี เสียงน้ำไหล เสียงฟ้าร้อง แต่ละเสียง จิตรู้แจ้งในแต่ละเสียงจึงรู้ว่าเป็นเสียงอะไร ดังนั้นสภาพที่รู้แจ้งเป็นจิต นอกจากนั้นแล้วในวันหนึ่งๆ เป็นเจตสิกทั้งหมด ชอบเป็นเจตสิก ไม่ชอบเป็นเจตสิก ดีใจเป็นเจตสิก จำได้เป็นเจตสิก เจตสิกเป็นสภาพรู้ต้องเกิดพร้อมจิตและดับพร้อมจิต จิตเป็นสภาพรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เจตสิกก็เกิดพร้อมจิตแต่ว่าหลากหลาย ขณะนี้ด้านซ้ายด้านขวาเป็นใคร จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง จำได้
ท่านอาจารย์ จำ มีจริงหรือไม่ นี่คือธรรม ความเป็นผู้ตรงต่อสิ่งที่มีจริง และสามารถจะค่อยๆ เข้าใจสิ่งนั้นได้ถูกต้อง เป็นผู้ที่ตรงว่าถ้ามีก็มี จำ มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ จำ เป็นสภาพรู้หรือไม่
ผู้ฟัง สภาพรู้
ท่านอาจารย์ จำเป็นสภาพรู้แต่เป็นเจตสิก เพราะจิตเห็นสิ่งใด สภาพที่จำซึ่งเป็นเจตสิกก็เกิดพร้อมจิตและจำสิ่งนั้น เราถึงจำได้ว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง คิดแล้วใช่หรือไม่ ณ กาลครั้งหนึ่ง จำได้แล้วใช่หรือไม่ ไหนลองเล่าว่า ณ กาลครั้งหนึ่งทำอะไร นั่นคือสภาพจำ แต่ขณะนั้นสิ่งที่เคยเห็น สภาพจำจำสิ่งนั้นพร้อมกับขณะที่เห็น เพราะฉะนั้น เจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะโดยเฉพาะเจตสิกที่จำ ภาษาบาลีใช้คำว่าสัญญาเจตสิก คนไทยเราทำสัญญากัน สัญญากันด้วยคำพูดหรือเขียนเพื่อให้ไม่ลืม สภาพจำภาษาบาลีใช้คำว่า เจตสิกกะ คนไทยเรียกสั้นๆ ว่าเจตสิก เป็นธรรมประเภทหนึ่งซึ่งเกิดดับพร้อมกับจิตทุกขณะ
กำลังนอนหลับมีจิตหรือไม่ มีเจตสิกหรือไม่ มี ขณะนอนหลับจิตรู้อะไรหรือไม่ ความเป็นผู้ตรงต่อธรรมต้องไม่ลืม ถ้าไม่ตรงก็ไม่สามารถเข้าใจธรรมได้ นอนหลับมีจิต สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และสิ่งที่ถูกจิตรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ ภาษาไทยเราใช้ภาษาบาลีไม่ถูกตามความหมายเดิมเพราะเราไม่ได้ศึกษาให้ละเอียด เราบอกว่าวันนี้อารมณ์ดี แต่อารมณ์หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้ ขณะนี้เสียงปรากฏกับได้ยิน เฉพาะเสียงที่จิตได้ยินเป็นอารมณ์ของจิตได้ยิน ไม่ใช่เสียงอื่น เฉพาะเสียงที่ปรากฏกับจิตได้ยินเท่านั้นที่เป็นอารมณ์ของจิตได้ยิน
ดังนั้น เมื่อมีจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งสิ่งที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ คนไทยใช้คำว่า อารมณ์ เพราะฉะนั้น เสียงปรากฏเมื่อมีจิตได้ยิน ได้ยินเสียง เสียงนั้นถูกจิตได้ยินเฉพาะเสียงนั้น เสียงนั้นเป็นอารมณ์ของจิตที่กำลังได้ยิน
ตอนนี้รู้แข็งหรือไม่ มีแข็งตรงไหนบ้างหรือไม่ ธรรมเป็นเรื่องจริง ถ้าใครเข้าใจสิ่งที่มีจริงแสดงว่าคนนั้นกำลังเริ่มเข้าใจธรรม แข็งมีจริงเป็นธรรม ถูกต้องหรือไม่ จิตกำลังรู้สิ่งที่แข็ง ถ้าจิตไม่เกิด ลักษณะที่แข็งไม่ปรากฏ มองดูโต๊ะ เห็นแข็งได้หรือไม่ ไม่ได้เพราะเพียงเห็น แต่แข็งไม่ได้ปรากฏกับเห็น ต่อเมื่อใดกระทบสัมผัส แข็งปรากฏกับขณะที่กำลังมีสภาพที่รู้แข็ง
จิตเกิดแล้วดับและรู้อารมณ์ต่างๆ ตลอดเวลาสลับกันไป ทั้งวันไม่ใช่เรา แต่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็จำ ไม่ลืมในสิ่งที่เคยเห็นบ้าง เคยได้ยินบ้าง แล้วคิดนึกเป็นเรื่องราวต่างๆ เพราะฉะนั้น ทั้งวันคือธรรมซึ่งเป็นจิต เจตสิก รูป เกิดดับอยู่ตลอดเวลา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้องไม่ลืม ๓ คำนี้
"สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา" ดังนั้นสิ่งที่เกิดดับ ไม่เป็นที่ควรยินดีเพราะว่าดับแล้วไม่กลับมาอีก ทุกอย่างที่เกิดมีลักษณะ ๓ อย่างคือ อนิจจัง เกิดขึ้นแล้วดับไป ทุกขัง ไม่น่ายินดีเลย และอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครและไม่ใช่ใครด้วย ต่อไปนี้ทั้งวันเรารู้เลย โกรธเป็นเราหรือไม่ มีใครบ้างไม่โกรธ ไม่ชอบเป็นเราหรือไม่ ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม ธรรมอะไร คือเจตสิก ต้องเป็น ๑ ใน ๓ คือเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป นี่คือเราเริ่มรู้จักธรรม
อ.วิชัย ดังนั้น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ จิตเกิดดับไม่ขาดสาย ขณะที่หลับก็มีจิต ทุกๆ ขณะจะมีจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่ แต่จิตมีประเภทเดียวหรือหลายประเภท
ผู้ฟัง หลายประเภท
อ.วิชัย หลายประเภท เพราะว่าบางครั้งจิตเกิดกับความโลภก็มี จิตเกิดกับความโกรธก็มี แต่ขณะนั้นจิตไม่ได้โลภ จิตไม่ได้โกรธ แต่จิตเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ แต่เจตสิกที่ประกอบกับจิตในขณะนั้นปรุงแต่งจิต เป็นเหตุให้จิตเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง เพราะเจตสิกที่ประกอบกับจิตปรุงแต่งจิต อย่างเช่น สัญญาก็จำ ทำกิจอื่นไม่ได้ เวทนาความรู้สึก ดีใจก็มี เสียใจก็มี ทุกข์กายก็มี สุขกายก็มี และเฉยๆ ก็มีเหมือนกัน นั่นคือความรู้สึก ความรู้สึกเป็นจิตหรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
อ.วิชัย เป็นเจตสิก ขณะที่ฟังธรรมแล้วเข้าใจ ปัญญาเป็นจิตหรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
อ.อรรณพ ถามว่าบารมีคืออะไร
ผู้ฟัง ตามที่เคยได้ยินมา คำว่าบารมี จะได้ยินอย่างเช่น คนนี้มีรถ มีบ้าน เกิดมาดูมีบารมีจังเลย
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย ปาระ ฝั่ง ปารมีคือธรรมที่ทำให้ถึงฝั่ง พูดเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เข้าใจ ฝั่งไหน ฝั่งของความไม่รู้ กับ ฝั่งของความรู้ ต่างกันหรือไม่ เราเกิดมา เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้ เราคิดว่าเรารู้ ใช่หรือไม่ พ่อแม่สอนเราให้รู้นั่นรู้นี่ ครูบาอาจารย์ให้ทำนั่นทำนี่ เรียนมหาวิทยาลัยจบแล้วก็ไปทำงานนั่นนี่ เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นกันใหญ่โตมโหฬารไปมากเรื่อง เป็นปัญญาหรือไม่ เพราะปัญญาเกี่ยวข้องกับบารมี เพราะฉะนั้นการจะพูดถึงคำหนึ่งคำใด ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ฟังเผินๆ เข้าใจเผินๆ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380