ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๔๙

    สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ พูดทุกคำให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงซึ่งเราเข้าใจผิด ยึดถือสิ่งที่มีจริงว่าเป็นตัวเรา หรือว่าเป็นของเรา ที่ตอบว่าพุทธศาสนาทำให้สบายใจ และเมื่อสบายใจเกิด สบายใจเป็นอะไร

    ผู้ฟัง จิต ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ สบายใจเป็นสภาพรู้ แต่ต้องละเอียดกว่านั้นอีก เมื่อใช้คำว่าสภาพรู้หรือธาตุรู้ จะเห็นได้เลยว่าไม่ต้องไปหาที่ไหน ขณะนี้ในห้องนี้มีอะไร รู้ใช่หรือไม่ เห็นใช่หรือไม่ นั่นคือจิตเป็นสภาพรู้ โต๊ะเก้าอี้ไม่รู้ ไม่เห็นว่ามีใครอยู่ในนี้ แต่มีธรรมอย่างหนึ่งคือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่ง ใช้คำว่าสิ่งที่มีจริง เวลาใช้คำว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งเกิดขึ้นรู้ ทุกคำต้องฟังโดยละเอียดอย่างยิ่ง มีสิ่งที่มีจริงอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นรู้ เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นรู้ให้ไม่รู้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรู้ก็ต้องรู้

    สิ่งที่เกิดขึ้นไม่รู้ จะไปรู้ไม่ได้ สิ่งที่เกิดแล้วไม่รู้ เช่น แข็งไม่รู้อะไรเลย เกิดเป็นแข็ง กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น เสียงเกิดเป็นเสียง จะให้รู้อะไรไม่ได้เลย สิ่งที่มีจริงต้องไม่ลืมว่าต่างกันเป็น ๒ อย่าง สิ่งที่มีจริงไม่ว่าจะในสวรรค์ โลกมนุษย์ พรหมโลก หรือโลกไหนที่ไหนทั้งสิ้น สิ่งที่มีจริงต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งเกิดขึ้นไม่รู้อะไร เช่น แข็ง เสียง รส กลิ่น ฯลฯ แต่ถ้าไม่มีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่อย่างที่ไม่รู้ แต่เกิดขึ้นแล้วรู้ โลกจึงปรากฏว่ามี ถูกหรือไม่

    ฟังเท่านี้ การไตร่ตรองและความเข้าใจของเราจะค่อยๆ รู้จักพระพุทธศาสนาขึ้น และรู้ว่านี่คือพระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตอนนี้เห็นภาพ ๔ ท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้เหมือนกันหรือไม่ เหตุใดไม่เหมือน คำถามทุกคำถามเกือบจะตอบไม่ได้เลย ถ้าสีขาวหมดเลยต้องเหมือนกันหมด สีดำหมดเลยก็ต้องเหมือนกันหมด ใช่หรือไม่ แต่มีสีต่างๆ เป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ ทำให้จำ สภาพจำมีจริงๆ กำลังจำสิ่งที่กำลังปรากฏ รู้ว่าไม่เหมือนกัน เป็นธรรมหรือไม่ สิ่งที่มีจริง ใช้คำนี้ได้เลย ถ้าเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา สิ่งที่มีจริงทั้งหมดภาษาบาลีว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริงจะไม่จริงไม่ได้ เห็นมีจริง สิ่งที่กำลังถูกเห็นมีจริง เสียงมีจริง ได้ยินมีจริง คิดมีจริง จริงๆ แล้วทั้ง ๔ ท่านนี้เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดเป็นธรรมทั้งนั้น คือสิ่งที่มีจริง จะว่าไม่จริงได้อย่างไรก็อยู่ตรงนี้ แล้วก็เห็นด้วย เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่ถูกเห็น มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม ธรรมมี ๒ อย่าง สิ่งที่มีจริง ๒ อย่าง ต่างกันเป็นประเภทหนึ่งประเภทใด อย่างหนึ่งเกิด ไม่ใช่ไม่มี เกิดมีจริงๆ ไฟมีจริง ร้อนมีจริง ขมมีจริง หวานมีจริง สิ่งต่างๆ เหล่านั้นไม่สามารถจะรู้อะไรได้ แต่มี ไม่ให้มีไม่ได้ ไม่ให้เกิดไม่ได้ ใครก็บังคับไม่ได้ ธรรมซึ่งมีแต่ไม่ใช่สภาพรู้ ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่า รูปธรรม ต่อจากนี้ไม่ว่าคนไทยเคยใช้คำว่ารูปธรรมในความหมายใดก็ตาม แต่ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ สิ่งที่มีจริงและไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น เห็นมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง นามธรรม

    ท่านอาจารย์ นามธรรม เพียง ๒ คำนี้เราเริ่มรู้จักพระพุทธศาสนา ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริง ๒ อย่างนี้ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่เกิดก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดแล้วก็ต้องเป็น ๑ ใน ๒ อย่าง คือเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร แต่ธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งรู้เป็นนามธรรม เริ่มไม่ยากใช่หรือไม่ พระพุทธศาสนา ไม่ว่าที่ไหนก็ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่มีจริงต้องเกิดด้วย ถ้าไม่เกิดจะมีหรือไม่ อยู่ตรงนี้เกิดแล้ว ถ้าไม่เกิดไม่มีแน่ๆ เลย เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามเมื่อปรากฏว่ามี เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งนั้นต้องเกิด ไม่เกิดมีไม่ได้ เงียบ มีเสียงหรือไม่ เงียบ ไม่มี แต่เมื่อเสียงมี นั่นคือเสียงเกิด ใครทำให้เสียงเกิดได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็คิดว่าได้ ทำให้เกิดเสียงได้

    ท่านอาจารย์ ได้หรือ ลองทำเสียง ถ้าไม่มีมือ เสียงเกิดได้หรือไม่ ถ้าไม่มีปาก มีฟัน มีลิ้น เสียงเกิดได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เริ่มเข้าใจใช่หรือไม่ว่า แม้แต่เราคิดว่าเราทำให้เสียงเกิดขึ้นนั้นไม่จริงเลย แต่เมื่อของแข็ง ๒ อย่างกระทบกัน ไม่มีใครทำเลย เสียงในป่า เสียงฟ้าร้อง เสียงน้ำไหล เสียงพัดลม ต้องมีสิ่งที่แข็งกระทบกัน แต่สิ่งที่แข็งละเอียดย่อยออกไปจนกระทั่งมองไม่เห็น เพราะว่าขณะนี้สิ่งซึ่งดูเหมือนแข็งมาก โต๊ะก็แข็ง ดอกไม้อ่อนกว่า แต่ก็ยังคงเป็นความแข็งที่อ่อนกว่าความแข็งที่โต๊ะ แต่ทั้งหมดก็คือลักษณะที่แข็งมี ๒ อย่าง คือ อ่อนหรือแข็ง นิ่มได้หรือไม่ ก็ยังคงเป็นอ่อนหรือแข็งนั่นเอง

    ดังนั้นแต่ละอย่างหลากหลายมาก เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วดับไป ไม่เป็นอย่างอื่น ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ เช่น เสียงเกิดขึ้นแล้วดับ ใครเปลี่ยนเสียงนั้นให้เป็นอื่นได้หรือไม่ เสียงเดียวเกิดขึ้นดับไป เปลี่ยนให้เป็นเสียงอื่นได้หรือไม่ ไม่ได้ ฉันใด แต่ละอย่างที่เกิดขึ้นใครก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนได้ หวานเกิดเป็นหวาน เปลี่ยนหวานให้เป็นขมได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แล้วใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดแล้วก็ไม่ใช่ของใครสักคน เพราะว่าความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ถ้าใช้คำว่าตรัสรู้หมายความว่า รู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง จากการที่ได้ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ทั้งหมดเลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา ดับ หมายความว่าหมดไป ไม่กลับมาอีกเลย ไม่เหลือเลยด้วย เมื่อเช้ารับประทานอาหารมีรสอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง รสเค็ม

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน

    ผู้ฟัง หายไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ หมดใช่หรือไม่ ไม่กลับมาอีก

    ผู้ฟัง ไม่เค็มแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถ้าเราจะต้องการรสเค็มอีก เราไปหยิบเกลือมาชิมก็ไม่ใช่เค็มเก่า แต่ละหนึ่งไม่มีอะไรที่จะกลับมาได้เลยสักอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ให้ทราบได้ว่าตั้งแต่ขณะแรกที่เกิดนั้นดับไปแล้ว ถ้าไม่ดับจะไม่มาถึงอย่างนี้

    แต่ว่าสภาพธรรมมีหลายอย่าง ถ้าเป็นนามธรรมคือธาตุรู้ สภาพรู้ ตอนนี้เราจะใช้คำว่า จิต ก็ได้ เพราะว่าคนไทยก็ได้ยินคำนี้บ่อยๆ เขาจิตใจดี เหมือนเรารู้จักจิต เหมือนเรารู้ว่ามีจิต แต่ถ้าถามว่าจิตอยู่ที่ไหน ถ้ารู้จักจริงๆ เดี๋ยวนี้มีจิตแน่ ใช่หรือไม่ ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีจิตแน่ๆ และจิตอยู่ไหน บอกว่ามีก็ต้องรู้ว่าอยู่ไหน บอกว่ามีเท่านั้นได้หรือ มีเท่านั้นคือเดาหรือไม่ก็คิดเอง ไม่ใช่ความรู้จริงๆ แต่ความรู้จริงไม่ใช่เดา ไม่ใช่คาดคะเนด้วย เดี๋ยวนี้ยังอยู่ในห้องนี้กันมีจิตแน่นอน ถ้าไม่มีจิตอยู่ที่ไหน ป่าช้า ไม่อยู่ในห้องนี้แล้ว แสดงให้เห็นจริงๆ ว่าจิตมี จิตเป็นสภาพรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น จะหารูปร่างเขียว เหลือง ดำ ขาว หรือว่าหวาน เค็ม กับจิตไม่ได้เลย นั่นเป็นธรรมที่ต่างจากจิตคือเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไร แต่ว่าจิตเป็นสภาพรู้ ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ถ้าเคยฟังธรรมมาบ้างแล้วสามารถที่จะตอบได้ว่า เดี๋ยวนี้จิตอยู่ไหน เห็นหรือไม่ว่าธรรมเป็นเรื่องที่ต้องคิดและไตร่ตรอง อย่าไปฟังคำอะไรที่เขาไม่ให้เกิดความไตร่ตรองเพราะว่าคำนั้นไม่จริง ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แต่คำไหนก็ตามที่เป็นคำจริง เมื่อไตร่ตรองก็จะเข้าใจคำนั้นได้ถูกต้อง

    จิตเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น เกิดขึ้นรู้เท่านั้น ไม่รู้ไม่ได้ ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย จะมีโลกหรือไม่ มีดาวหรือไม่ มีภูเขาหรือไม่ มีบ้านหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นโลก นี่คือคำว่าโลกในพระพุทธศาสนาที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่า โลกธรรม หรือว่าชาวโลก หรือว่าเรื่องโลก เพราะว่าโลกหมายความถึงสิ่งที่เกิดดับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีโลก แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแม้เพียงหนึ่ง สิ่งนั้นเป็นโลก ดังนั้นโลกมากมายเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นธรรม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นโลกแต่ละโลก แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็ไม่มีการรู้ว่ามีโลก

    ที่มุมห้องมีจิตหรือไม่ จิตอยู่ไหน เพียงแต่รู้ว่ามีจิต ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า จิตไม่ได้อยู่นอกร่างกายเลย ถ้าขณะใดที่เห็น ขณะนั้นเห็นเป็นจิตไม่ใช่เรา เกิดขึ้นรู้ว่าขณะนี้มีสีสันวัณณะอย่างนี้ มีแสงสว่างอย่างนี้ มีรูปร่างสัณฐานอย่างนี้ นั่นคือจิต ซึ่งเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เวลาที่เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีได้ยินคือไม่มีจิตที่กำลังรู้เสียง เสียงนั้นไม่ปรากฏ นึกถึงเสียงได้หรือไม่ นึกถึงเสียงได้แต่ไม่ใช่เสียง เพียงแค่จำแล้วนึกถึงเสียง แต่ไม่ใช่เสียงที่เกิดขึ้นจริงๆ นี่เป็นความต่างกันของธรรมที่ว่า จำมีจริงเป็นสภาพธรรม ธรรมมี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้อะไรเลย อีกอย่างหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ ต้องคิด ต้องจำ ต้องชอบ นั่นคือสภาพรู้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้กำลังจำหรือไม่

    ธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องต้องไปที่ไหน ไม่ใช่เลย มีอยู่แต่ถูกปิดบังไว้ด้วยความไม่รู้ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงความจริงของสิ่งซึ่งมี แต่เข้าใจผิดว่าเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา ให้รู้ว่าความจริงแล้วเป็นอะไร ซึ่งใครไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความจริงถึงที่สุดนั้นได้ ธรรมมีจริงๆ และใครเปลี่ยนธรรมไม่ได้เลย ธรรมต้องเป็นธรรม จึงใช้คำว่าปรมัตถธรรม ปรม (ปะ-ระ-มะ) คนไทยใช้คำว่า บรม ใหญ่มากเลย ใครก็ทำอะไรไม่ได้ หวานคือหวาน จะทำให้เปรี้ยวได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นปรมัตถธรรม หมายความว่าธรรมทุกอย่างเป็นปรมัตถธรรม ใครว่าไม่ใช่ ใครสามารถทำอะไรหรือเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีเลยสักคน ไม่มีจริงๆ เพราะว่าธรรมเกิดแล้วดับไปตลอดเวลานี้ไม่มีใครรู้เลย

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่เราคิดว่าเหมือนมีอยู่ ความจริงเป็นสิ่งซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนกระทั่งสิ่งที่เกิดดับนั้นไม่ปรากฏการเกิดดับ แต่ปรากฏเหมือนมีสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้เอง ถ้ามีความเข้าใจขึ้นๆ ค่อยๆ ฟัง เห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่คิด ทุกอย่างเหมือนพร้อมกันเลย เหมือนเห็นกับได้ยินพร้อมกัน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงการเกิดดับของจิตที่ต่างกัน ระหว่างเห็นกับได้ยิน มีจิตเกิดดับต่างกันกี่ขณะ นั่นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเริ่มเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยอย่างมั่นคง อย่างน้อยต้องรู้ว่าธรรมคืออะไร ไม่เปลี่ยนและเป็นปรมัตถธรรมด้วย ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลี่ยนได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ไม่ว่าใครทั้งหมด ลึกซึ้งหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ลึกซึ้ง

    ท่านอาจารย์ นั่นคืออภิธรรม ตอนนี้รู้จัก ๓ คำแล้ว ธรรม ปรมัตถธรรม และอภิธรรม ธรรมเป็นอภิธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริง ใครจะทำให้ไม่มีไม่ได้ และสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลยทั้งสิ้น เป็นธรรมและเป็นปรมัตถธรรม ซึ่งมาจากคำ ๓ คำ ปรม อรรถ ธรรม

    อรรถคือ ธรรมแต่ละหนึ่ง ต้องมีลักษณะที่เราสามารถที่จะรู้ความเป็นธรรมนั้นได้ เช่น เสียงจะเป็นกลิ่นไม่ได้ ใครจะบอกว่าเสียงเป็นกลิ่นนั้นผิด ใช่หรือไม่ เพราะลักษณะนั้นเป็นอรรถของสิ่งนั้น ที่จะต้องเป็นกลิ่น หรือที่จะต้องเป็นเสียง หรือที่จะต้องเป็นรสต่างๆ เพราะฉะนั้น ปรมัตถธรรมใครเปลี่ยนไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้มีหรือไม่ เดี๋ยวนี้มี ถ้ามีธรรม ธรรมนั้นเป็นปรมัตถธรรมและเป็นอภิธรรมด้วย เพราะเหตุว่ากำลังเกิดดับก็ไม่มีใครรู้ แต่จริงๆ แล้วมีคนรู้หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงธรรม จนกระทั่งพระสาวกที่ฟังแล้วเกิดปัญญา สามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงตรงตามที่สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง ผู้นั้นเป็นพระอริยสาวกรู้แจ้งอริยสัจจธรรม อริยสัจจ์ ๔ ซึ่งอยู่ในหนังสือตำราเรียนตั้งแต่เด็กแต่เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ อยู่มาตั้งนานตั้งแต่เด็กจนโต แต่ไม่รู้ว่าคำที่ได้ยินตั้งแต่เด็กคืออะไร เช่นนั้นเราจะเป็นนักศึกษาหรือ เราเป็นคนไม่รู้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นใครก็ตามไม่รู้ทั้งหมด ไม่ว่าใครทั้งสิ้น จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเริ่มรู้ว่าความรู้จริงนั้นคือรู้อะไร รู้ว่าไม่ใช่เรา ใครก็ตามที่เป็นคนเก่งมีความรู้มากมายก็ยังเป็นเขา ใช่หรือไม่ เขาคิด เขาจำ เขาทำทั้งนั้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงของธรรมแต่ละหนึ่งว่าเป็นธรรม คำว่าเป็นธรรม ต่อไปนี้เข้าใจอย่างมั่นคงเพื่อที่ต่อไปได้ฟังอีกเข้าใจอีก รู้จักพระสัมมาสัมเจ้าเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งรู้ความจริงอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ จะเชื่อใคร

    ผู้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ เท่านั้นใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็เชื่อในคำสอนด้วย

    ท่านอาจารย์ และคำสอนของพระองค์ ถ้าใครก็ตามที่ไม่ได้พูดคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว คนนั้นควรเชื่อถือหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็ต้องไตร่ตรองดู

    ท่านอาจารย์ ลองสักคำสิ ความเป็นผู้ตรง ความเป็นนักศึกษา ทุกคนศึกษา ภาษาบาลีใช้คำว่าเสกขะ เพราะว่าไม่รู้จึงต้องฟัง ฟังเพื่อรู้ เพื่อเข้าใจ ซึ่งต้องไตร่ตรองและเป็นผู้ที่ตรงด้วย เข้าใจเพียงใดคนอื่นบอกเราได้หรือไม่ว่า เราเข้าใจเท่านี้ เท่านั้น ไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้ ต้องเป็นตัวเราจริงๆ ที่รู้ว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ที่กำลังฟังคำว่าธรรมคำเดียว เข้าใจเพียงใด คนอื่นบอกไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง เพราะฉะนั้นจะเชื่อใคร

    ผู้ฟัง เชื่อตัวเอง

    ท่านอาจารย์ เชื่อตัวเอง ถ้าตัวเองคิดผิดมีที่พึ่งหรือไม่ รู้จักคำว่าพระพุทธศาสนา มีที่พึ่งหรือยัง

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ พึ่งอะไร

    ผู้ฟัง พึ่งคำสอน

    ท่านอาจารย์ คำสอนเท่านั้น หรือว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เคยได้ยินคำว่าพระรัตนตรัย รวมทั้งอริยสัจจ์ ๔ ด้วย ตั้งแต่อายุเท่าไร ตั้งแต่เด็กใช่หรือไม่ แต่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น จะมีประโยชน์หรือไม่ที่จะพูดคำที่ไม่รู้จัก ดีกว่าหรือไม่ที่เริ่มรู้จักคำที่พูดทุกคำ และผู้ที่จะทำให้คนทั้งหลายสามารถที่จะรู้จักแต่ละคำที่พูดได้ถูกต้องมีผู้เดียวคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความเป็นเลิศไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้ ทวีปนี้ ประเทศนี้ แต่ทั้งจักรวาลกี่จักรวาลก็ตาม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ไม่มีบุคคลใดเปรียบได้ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ เมื่อได้ฟังคำของพระองค์แล้วจะรู้คุณอย่างมากมายว่า จากความที่ไม่เคยรู้อะไรมาเลยกี่ชาติ ตั้งแต่เด็กมาท่องอริยสัจจ์ ๔ ได้ แต่ไม่รู้อะไร พระรัตนตรัยก็รู้ว่าพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ แต่ก็ไม่รู้อะไร ต่อจากนี้จะไม่ใช่เป็นคนไม่รู้ ไม่รู้ในภาษาไทยอีกคำว่าอะไร คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น โง่

    ท่านอาจารย์ โง่ จริงหรือไม่ ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เราโง่ ธรรมโง่ มีธรรมที่ไม่โง่ กับมีธรรมที่โง่ ไม่ใช่เราเลย ธรรมที่โง่ เคยได้ยินอีกชื่อหนึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เคย

    ท่านอาจารย์ อวิชชา อะ แปลว่าไม่ วิชชา แปลว่ารู้ ไม่รู้ก็โง่ ใช่หรือไม่ อวิชชาเป็นอีกคำหนึ่งของความไม่รู้ ชัดเจนเลยว่าวิชชารู้ อวิชชาไม่รู้ เป็นความหลง โมหะ หลงเข้าใจว่ามีเรา แต่ถ้าไม่มีธรรมเกิดขึ้น มีเราหรือไม่ ไม่มี เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเราก็คือ มีธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เกิดแล้วไม่ให้ตายได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ก็กำลังตายแต่ไม่รู้ มีความตายหลายอย่าง ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะไม่มีใครรู้เลยว่าการตายของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กับการตายของคนทั่วไปอื่นๆ ต่างกันหรือเหมือนกัน คนอื่นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่บุคคลนี้ไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลยในทุกทาง แล้วเมื่อถึงเวลาที่จะจากโลกนี้ จิตขณะสุดท้ายดับ ทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ จิตนี้เกิดเมื่อไรไม่ว่าใครทั้งสิ้น จิตนี้ทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้คือตาย แต่ว่าการตายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับการตายของคนอื่นต่างกันหรือเหมือนกัน

    ผู้ฟัง เหมือนท่านนิพพานแล้ว คือบรรลุแล้ว

    ท่านอาจารย์ นิพพานหมายความว่า ดับโดยรอบ ไม่กลับมาอีกเลยคือไม่เกิดอีก แล้วเหตุใดไม่เกิดอีก

    ผู้ฟัง เหมือนกับไม่มีเหตุต้องเกิดอีก ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ แล้วเหตุที่จะให้เกิดคืออะไร จริงๆ แล้วถ้าไตร่ตรอง คำตอบอยู่ที่เราได้ฟังมาแล้วทั้งนั้นเลย เพียงแต่ว่าเราไม่ได้คิดครบถ้วน แต่ถ้าคิดครบถ้วน เข้าใจครบถ้วน จะตอบได้ พระธรรมยาก คิดเองไม่ได้เลยเพราะเราไม่เคยรู้อย่างละเอียด แต่ลองคิดดูว่าเพราะอะไร เหตุใดไม่เกิดอีก

    ผู้ฟัง เพราะว่าท่านอาจจะดับกิเลสแล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ดับกิเลสหมดหรือไม่ ยังเหลือสักนิดหนึ่งหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เหลือแล้ว

    ท่านอาจารย์ พระอริยสาวกฟังธรรมเข้าใจ ปัญญาอบรมเจริญจนรู้แจ้งความจริงอริยสัจจ์ ๔ ดับกิเลสตามลำดับขั้น จากปุถุชนผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสก็มีปัญญา เป็นกัลยาณปุถุชน คนโง่ไม่รู้อะไรและไม่เคยฟังเลยกับคนที่เริ่มฟัง ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ คนที่เริ่มฟัง เริ่มเข้าใจ เริ่มรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด หนทางที่จะไม่มีกิเลสคืออย่างไร ผู้นั้นก็เป็นกัลยาณปุถุชน แม้ว่ายังไม่ได้รู้อริยสัจจธรรม ยังไม่เป็นพระอริยบุคคล แต่ก็เป็นปุถุชนที่ดีงาม ตอนนี้เป็นหรือไม่ ถ้าไม่ฟังธรรมมีโอกาสจะเป็นหรือไม่ ไม่มี แต่ถ้าฟังธรรม ความเข้าใจถูกต้องนั้นเริ่มทำให้กิเลสน้อยลง เพราะฉะนั้น กิเลสอะไรที่เป็นตัวสำคัญ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    7 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ