ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๑

    สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.อรรณพ จะเจริญขึ้นในศีลได้อย่างไรในเมื่อทำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้จักจิตแล้วก็รู้ว่าจิตมีประเภทต่างๆ และต้องอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ไม่ใช่หมายความว่าเราฟังเท่านี้แล้วเราจะเข้าใจได้ แต่เราต้องรู้และค่อยๆ เข้าใจตามความเป็นจริงว่า ขณะนี้ธรรมเกิดตามเหตุตามปัจจัย ทุกคนอยากมีกุศลแต่อกุศลเกิด บังคับบัญชาไม่ได้

    ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และต้องเติมความเข้าใจให้มั่นคงว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ และต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี ความรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดีจะทำสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่ ไม่ทำ แต่ถ้าไม่รู้ก็ทำใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างตามเหตุตามปัจจัย ที่ทุกคนมีชีวิตไปวันหนึ่งๆ ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นผลของกรรมดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร แต่ถ้ารู้ขณะนั้นจะทำให้ชีวิตเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เพราะสามารถที่จะรู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล

    ผู้ฟัง ขออนุญาตสนทนาเรื่องการกินเจ

    ท่านอาจารย์ เราต้องพูดตั้งแต่ต้นว่า กินทุกวันด้วยความต้องการ ไม่ว่าจะอาหารมื้อเช้า มื้อกลางวัน หรือมื้อเย็น เราเลือกกินสิ่งที่เราต้องการ เรากินด้วยความพอใจ ใช่หรือไม่ แล้วเพราะอะไรเรากินเจ ต้องมีเหตุผล เพราะอยากใช่หรือไม่ คนไม่อยากกินเจจะกินเจหรือไม่ ไม่กินเจ ถ้าคนที่ไม่อยากจะทานรสเผ็ดเขาก็ไม่ทานเผ็ด ถ้าเขาไม่อยากทานเนื้อสัตว์เขาก็ไม่ทานเนื้อสัตว์ จะบังคับเขาให้รับประทานได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมีปัจจัยไม่ว่าการกระทำใดๆ ก็ตาม เกือบจะไม่มีใครรู้เลยว่า เป็นไปตามอำนาจของความอยากทั้งนั้นตั้งแต่ตื่นจนหลับ ถ้าไม่อยากลืมตา จะลืมตาหรือไม่ ไม่ลืม ถ้าไม่อยากรับประทานอย่างนั้นอย่างนี้ จะรับประทานหรือไม่ ก็ไม่รับประทาน

    การรับประทานอาหารเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เรามาคิดเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมาว่าจะกินเจ โดยความเข้าใจผิด หรือว่าเป็นปกติวิสัยที่บางคนไม่รับประทานเนื้อสัตว์มาตั้งแต่เด็กเลยก็เป็นได้ ดังนั้น ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องจะกินอะไรก็ได้ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องจะกินอะไรก็เป็นอกุศล

    ก่อนอื่นลองคิดว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ เพื่อเป็นบรรทัดฐานที่จะให้รู้ ในพระสูตรได้แสดงไว้ชัดเจนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ แสดงให้เห็นว่า ขณะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะดีหรือชั่วเพราะเราบริโภคเนื้อสัตว์ แต่เป็นเพราะว่าขณะนั้นอยากรับประทาน หรือว่ารู้ตามความเป็นจริงว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา กำลังไม่อยากรับประทานเนื้อสัตว์ คิดว่าดี แต่ไม่รู้ว่าขณะนั้นไม่อยาก ดีหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าไม่อยากอะไร เพียงบอกว่าไม่อยาก ดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่อยากคือ ความอยากที่จะไม่อยาก อาจจะเป็นธรรมอีกข้อหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ตรงกันข้ามกับอยาก

    ผู้ฟัง แต่ว่ามีทั้งไม่อยากที่ดี และไม่อยากที่ไม่ดี ก็อาจจะเป็นคำกลางๆ

    ท่านอาจารย์ ต้องละเอียดมาก อยากทำชั่ว กับ ไม่อยากทำชั่ว อยากทำดี กับ ไม่อยากทำดี เพราะฉะนั้นไม่อยากคือไม่อยาก และอยากคืออยาก ทั้ง ๒ อย่างเป็นอกุศล ไม่น่าเชื่อใช่หรือไม่ แต่ความจริงคือ ลักษณะของธรรมที่เกิดความติดข้องคือความอยาก ไม่ว่าจะเป็นอยากอะไรทั้งหมด ลักษณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่ติดข้องจึงไม่ดี ที่ติดข้องเพราะไม่รู้ แต่ถ้ารู้ตามความเป็นจริงจะค่อยๆ ละความติดข้อง จนหมดความติดข้องเพราะรู้ หมดความติดข้องคือไม่อยากแล้ว ไม่ติดข้องแล้ว

    เพราะฉะนั้น ไม่อยากไม่ดี อยากก็ไม่ดี แต่รู้ความจริงดี คิดให้ละเอียดว่า ไม่อยากทำชั่ว ดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่อยากทำชั่วน่าจะเป็นเรื่องของหิริโอตตัปปะ ใช่หรือไม่ น่าจะเป็นส่วนดี แต่ว่าบางทีเราก็มองว่าเป็นการติดข้อง

    ท่านอาจารย์ ถ้าอยาก ต้องติดข้องแน่นอน ไม่อยากทำชั่ว กับ ไม่ทำชั่ว ต่างกัน ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ไม่ทำชั่วเพราะรู้และเข้าใจว่า ถ้าทำชั่วแล้วจะได้ผลที่เป็นทุกข์ เป็นโทษภัยต่างๆ แต่เพราะความรู้จึงไม่ทำชั่ว แต่ไม่อยากทำชั่วเพราะเรา ยังมีความเป็นเราที่ไม่อยากทำชั่ว

    อ.อรรณพ ไม่อยากทำชั่วคืออยากที่จะไม่ทำชั่ว มีความเป็นเราที่อยากให้ตัวเราจะต้องไม่ทำชั่ว กับไม่ทำชั่วเพราะว่ามีกุศลจิตเกิด แต่ถ้าโลภะเกิดก็เป็นเราที่อยากจะไม่ทำชั่ว เพื่อตัวเราจะได้ไม่ต้องไปทำอะไรที่ไม่ดี ละเอียดมาก

    ท่านอาจารย์ ลองคิด ใครก็ตามที่คิดว่าไม่อยากทำชั่ว ขณะคิดว่าไม่อยากทำชั่ว ขณะนั้นชั่วหรือไม่ เพราะเพียงแค่ไม่อยาก ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง แต่เคยอ่านเรื่องของพระอานนท์ท่านแสดงธรรมว่า คนเราสามารถอาศัยมานะละมานะได้ ลักษณะเหมือนอาศัยกิเลสละกิเลส อะไรทำนองนี้

    ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องมีปัญญา เห็นหรือไม่ว่าถ้าฟังไม่ดี พิจารณาไม่ละเอียด แสดงว่าถ้าเช่นนั้นไม่ต้องมีปัญญา อาศัยมานะละมานะก็เลยมีมานะมากๆ นั้นจะเป็นไปได้หรือ แต่ที่ว่าอาศัยมานะเพราะยังมีมานะอยู่ ถ้าไม่มีมานะ จะต้องไปละมานะหรือ แต่เพราะเหตุว่ายังมีมานะอยู่จึงอาศัยปัญญาละมานะ เพราะถ้าไม่มีมานะจะละอะไร ด้วยเหตุนี้อาศัยมานะให้รู้ว่าเป็นมานะ ให้รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี

    การฟังธรรมเป็นเรื่องของความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสำนวนโวหารคร่าวๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่ต้องเป็นสภาพภาวะของจิตในขณะนั้นซึ่งปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาจริงๆ สิ่งนั้นเกิดและดับแล้วไม่ทันจะรู้ การที่จะเข้าใจธรรมจึงต้องมีหลายระดับขั้น ขั้นฟัง ขณะนี้สภาพธรรมเกิดตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับ ไม่เป็นของใคร ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เพียงเข้าใจขั้นนี้ก็ยังเป็นเราที่เข้าใจเช่นนั้น

    เพราะฉะนั้น จะอยากหรือไม่อยาก ขณะนั้นก็ต้องแล้วแต่ว่ามีปัญญาระดับไหน ถ้าอ่านแล้วเข้าใจผิด อาศัยมานะละมานะ เลยมีมานะมากๆ จะได้ไม่มีมานะ นั่นคือผิดเลย แต่เพราะว่าอาศัยมานะที่ยังมีให้เห็น ปัญญาจึงละมานะได้ ถ้าเราไม่รู้ว่าโจรอยู่ไหนแล้วจะไปจับโจรได้หรือไม่ ดังนั้น จะละอะไรก็ต้องรู้สิ่งนั้นที่กำลังปรากฏ และมีปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจสิ่งนั้น จึงสามารถที่จะรู้และค่อยๆ ละได้

    ผู้ฟัง ขออนุญาตกลับมาเรื่องการกิน เพราะว่าเรารับประทานอย่างน้อยสองมื้อหรือหนึ่งมื้อต่อวันก็แล้วแต่ ถามว่าจะกินอย่างไรที่ได้กุศลด้วย

    ท่านอาจารย์ คำถามนี้ชัดเจนหรือไม่ว่าอยาก จะกินอย่างไรจึงจะได้กุศล ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็อยากได้กุศล แต่กินอย่างไรเป็นกุศล คือมีความเข้าใจในขณะที่กิน ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ไปเข้าใจตอนอื่นทั้งหมด แต่ตอนกินไม่เข้าใจแล้วจะกินด้วยกุศลได้หรือไม่ ก็กินด้วยอกุศล แต่เมื่อปัญญาสามารถเข้าใจในขณะกิน ขณะนั้นเป็นกุศล ดังนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของปัญญาที่จะต้องรู้จริงๆ ว่า ปัญญาคืออะไร ความเข้าใจถูก ความเห็นถูก ในอะไร ต้องมีสิ่งที่กำลังเข้าใจด้วย ใช่หรือไม่

    เข้าใจถูกในอะไร เข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมี เมื่อพูดถึงกำลังมีซึ่งละเอียดมาก แต่ละหนึ่งๆ ต้องเป็นหนึ่งที่ต่างกัน เพราะฉะนั้น เข้าใจถูกในแต่ละหนึ่งที่มี เดี๋ยวนี้มีอะไรหรือไม่ หรือไม่มีอะไรเลย กำลังเดินมีอะไรหรือไม่ หรือไม่มีอะไรเลย กำลังพูดมีอะไรหรือไม่ หรือไม่มีอะไรเลย กำลังรับประทานอาหารมีอะไรหรือไม่ หรือไม่มีอะไรเลย นี่คือการที่เราจะเริ่มเป็นคนที่คิดตรงและเข้าใจถูกต้อง ไม่ว่าขณะไหนก็มีปัจจัยให้เกิดสิ่งที่มีปรากฏโดยที่เลือกไม่ได้ ไม่ให้จิตเกิดได้หรือไม่ ไม่เห็นเกิดได้หรือไม่ ไม่ให้คิดเกิดได้หรือไม่ ไม่ได้เลย ไม่ให้ไม่มีอะไรได้หรือไม่ ไม่ได้แน่นอน กำลังกินมีอะไร นี่คือความรู้ ถ้าเป็นความรู้แล้วรู้ทุกอย่าง สามารถเข้าใจสิ่งที่มีในขณะนั้นตามความเป็นจริงว่า สิ่งนั้นคืออะไร

    ปัญญาไม่ใช่สิ่งที่เราคิดเอง แต่ปัญญาเป็นความเห็นถูกต้องในอะไร ในสิ่งที่กำลังปรากฏว่ามี เดี๋ยวนี้มีเห็น ปัญญาคืออะไร ปัญญาคือเข้าใจความจริงของเห็นที่เกิดแล้วเห็นและดับไปว่า เห็นนั้นเป็นสิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่มีปัจจัยเกิดขึ้น ทำอื่นไม่ได้เลยนอกจากเห็น เพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป รู้เช่นนี้ถูกหรือไม่ และทุกอย่างเป็นเช่นนี้ทั้งหมดละเอียดยิบทั้งวัน กว่าปัญญาจะรู้ความจริงว่า แต่ละหนึ่งเป็นเพียงสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ

    กินอาหารก็ต้องมีเห็น ใช่หรือไม่ บางทีอาจจะมีหูได้ยินเสียง มีกลิ่น มีรส ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่รู้ก็คือ เรากำลังรับประทานอาหาร แต่ถ้ารู้ก็คือ ไม่ใช่เราแต่มีธรรมคือ กำลังเห็น กำลังคิด กำลังชอบ หรือว่ากำลังละเว้น ดังนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเจ หรือว่าเราชอบกินหรือไม่ชอบกิน แต่อยู่ที่ความเข้าใจและอุปนิสัยที่สะสมมา บางคนไม่รับประทานปลาเลย ไม่ได้หมายความว่าเขากินเจแต่เขาไม่รับประทานปลา เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะไปมีกฎเกณฑ์ได้ แต่ให้รู้ว่าไม่ว่าจะเจหรือไม่เจก็กินด้วยความไม่รู้ กินด้วยความอยากและกินด้วยความเป็นเรา

    แต่ถ้ารู้เกิด ไม่ว่าจะกินเจหรือไม่ ขณะนั้นสามารถที่จะรู้ได้ว่าเป็นธรรม ดังนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาว่า กินเจจะมาเกี่ยวข้องกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าไม่ว่าเรื่องใดก็ตามทั้งหมด ถ้าไม่ใช่เป็นการให้เข้าใจสิ่งที่มีนั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สำนักปฏิบัติ ผ้ายันต์ สะเดาะเคราะห์ ทั้งหมดที่ไม่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องคำว่าปัญญา จะมีอีกคำหนึ่งเกิดขึ้นมาในใจเลยคือคำว่า สติ อยากทราบว่าสติกับปัญญาต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องแยกโดยเด็ดขาด เพราะธรรมที่เป็นสติเป็นสภาพที่ดีงาม เกิดการระลึกเป็นไปในทางที่ดีงามทั้งหมด เช่น เรามีของที่บ้านหลายอย่าง เสื้อผ้าหลายตัวบางตัวไม่ได้ใช้เป็นปี ไม่ได้ให้ใครเลย แต่เมื่อคิดว่าคนอื่นเขาอาจจะใส่ได้เป็นประโยชน์สำหรับเขา ยังอยู่ในสภาพที่ดีและควรจะไปให้เขา นั่นคือสติ สติเกิดระลึกเป็นไปในทางที่ดี ในทางที่เป็นกุศล นั่นจึงเป็นสติ แต่ถ้าเรียนอย่างไรถึงจะเก่ง เรียนอย่างไรจะสอบผ่านได้งานที่ดี เหล่านี้ไม่ใช่สติ นั่นเป็นโลภะ เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ ต้องเข้าใจว่าธรรมเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งบางอย่างคล้ายกันมากเลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงโดยละเอียด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความต่างได้เลย เช่นพูดคำว่า ศรัทธา เคยพูดหรือไม่ ศรัทธาคืออะไร

    ผู้ฟัง ศรัทธาคือ ความเชื่อในสิ่งๆ หนึ่ง

    ท่านอาจารย์ บางแห่งจะแปลว่าความเชื่อ แต่ต้องรู้ว่าความเชื่อกับศรัทธาต่างกัน หรือเป็นสภาพธรรมเดียวกัน เชื่อผิด มีหรือไม่ ศรัทธาเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า มีเจตสิกที่ดีงามกับเจตสิกที่ไม่ดีงาม จึงต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า เจตสิกที่ดีงามจะเป็นเจตสิกที่ไม่ดีงามไม่ได้ ดีต้องเกิดขึ้นดีแล้วดับไป ไม่ดีก็ต้องไม่ดี เกิดขึ้นไม่ดีแล้วดับไป จะเปลี่ยนหรือจะปนกันไม่ได้เลยทั้งสิ้น

    ศรัทธา เบื้องต้นที่ควรจะรู้คือ สภาพของจิตที่ผ่องใสเพราะไม่มีอกุศล ไม่ใช่ความเชื่อ เป็นสภาพของจิตที่ผ่องใส ไม่มีอกุศล ถ้าเรายังมีโลภะความติดข้อง เราให้ไม่ได้ บางคนให้ไปแล้วเสียดาย เคยให้แล้วเสียดายหรือไม่ ต้องตรง ตอนให้ให้ได้ แต่ตอนเสียดายเป็นอกุศล จิตไม่ผ่องใสไม่ใช่ศรัทธา แต่เวลาให้ศรัทธาเกิดผ่องใสจึงสามารถให้สิ่งนั้นได้ ชั่วขณะที่ให้ขณะนั้นสภาพของจิตไม่มีความติดข้องในสิ่งนั้น ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ จึงให้ได้ แต่ถ้าเกิดโกรธคนนั้นขึ้นมา ตั้งใจว่าจะให้ก็ไม่ให้เพราะจิตไม่ผ่องใสแล้ว โกรธแล้ว เพราะฉะนั้น สภาพของจิตที่ผ่องใสต้องไม่มีสภาพของอกุศลใดๆ คือ ไม่มีโลภะความติดข้อง ไม่มีโทสะและไม่มีโมหะด้วย จึงผ่องใสคิดที่จะให้ได้

    กุศลทุกประเภท ไม่ว่าการช่วยเหลือใครก็ตามสักเล็กน้อย เช่น การพูดคำที่ทำให้เขาสบายใจ ไม่พูดคำที่ทำให้เขาเสียใจ เดือดร้อน ขุ่นเคือง เศร้าหมอง เท่านี้ทำไม่ได้หรือ แต่อกุศลจิตทำไม่ได้เพราะอกุศลจิตต้องร้าย ต้องทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เมื่อสภาพธรรมที่ดีงามเกิดขึ้น สภาพของจิตที่ผ่องใสมีหรือที่จะไปพูดคำที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เป็นไปไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ขณะใดที่กุศลประเภทใดก็ตามแม้เพียงเล็กน้อยเกิดขึ้น ขณะนั้นต้องมีศรัทธา สภาพเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทำให้ขณะนั้นเป็นสภาพที่ผ่องใส ตัวเองก็ผ่องใสและสภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วย ทั้งจิตและเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมด้วยก็ผ่องใส นี่คือลักษณะของศรัทธา

    กำลังฟังธรรม จิตผ่องใสหรือไม่ ขณะที่ผ่องใสนั้นมีศรัทธาแล้วยังมีสติ มีปัญญา และมีโสภณเจตสิกที่ดีงามอื่นๆ อย่างน้อยที่สุด ๑๙ เจตสิกต้องเกิดร่วมกัน จิตหนึ่งขณะจึงจะเป็นกุศลได้ซึ่งต้องรวมทั้งศรัทธาด้วย เมื่อมีศรัทธาคือสภาพของจิตที่ผ่องใส เพราะสติเกิดระลึกเป็นไปในการที่จะทำสิ่งที่ดี ถ้าจิตไม่ดีขณะนั้นทำไม่ได้ เกิดง่วงไม่ทำแล้ว ไม่ทำดีกว่า นอนดีกว่า เสียเวลาไปช่วยคนอื่น เกิดเสียดายก็ไม่ให้ดีกว่า คิดว่าต่อไปวันหนึ่งเรายังอาจจะใช้ได้ เป็นต้น

    แสดงให้เห็นว่าสภาพของจิตกลับกลอก เพราะว่าเราสะสมมาทั้งกุศลและอกุศล เดี๋ยวก็เป็นกุศล เดี๋ยวก็เป็นอกุศล อยากให้เป็นกุศลก็ไม่เป็น บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งๆ รู้ แต่ว่าขณะนั้นอกุศลที่สะสมมามีกำลังที่จะเกิดก็เกิดแล้ว เพราะฉะนั้น เราศึกษาธรรมท่ามกลางอกุศล จนกว่าความเข้าใจหรือปัญญาจะมีกำลังขึ้น กุศลก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ศรัทธาไม่ใช่ความเชื่อที่ผิด แต่ศรัทธาเป็นสภาพของจิตที่ผ่องใส ขณะที่กำลังเข้าใจธรรมถูกต้อง ขณะนั้นผ่องใสเป็นศรัทธา แต่ถ้าหลงผิดบูชาผ้ายันต์ จิตผ่องใสหรือไม่ ไม่รู้ว่าทำอะไรกับผ้ายันต์ มีไว้ทำอะไร เก็บไว้เฉยๆ หรือนำไปทำอะไรก็ตาม แต่ว่าขณะนั้นจะผ่องใสหรือไม่ อยากใช่หรือไม่ อยากมีอยากได้และหลงงมงายด้วย ผ้าธรรมดาแท้ๆ จะมีฤทธิ์อะไรนักหนา จะทำให้เกิดอะไรขึ้นได้ แต่ก็เชื่อ

    เพราะฉะนั้น ศรัทธาไม่ใช่ความเชื่อ ศรัทธาต้องเป็นสภาพจิตที่ผ่องใสที่ไม่มีอกุศล โลภะ โทสะ โมหะ ก็เป็นสิ่งที่จะอาศัยความถูกต้อง การเข้าใจความจริงและเป็นผู้ตรงที่สามารถจะเป็นสิ่งที่เป็นมงคล คือทำให้เกิดความเจริญในทางที่ดีงาม ในทางที่เข้าใจถูกต้องซึ่งเป็นทางที่จะรู้ว่า อะไรผิด อะไรถูก และปัญญาที่รู้จะละสิ่งที่ผิด

    กินเจก็ได้ ไม่กินก็ได้ อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไม่กิน จะเรียกเจก็ได้ ไม่เรียกเจก็ได้ มีอาหารอยู่บนโต๊ะ ไม่อยากกินเนื้อสัตว์ก็รับประทานผักก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าขณะนั้นอยากหรือไม่ ถ้าอยากรับประทานผักก็ยังเป็นอกุศล ยังไม่ใช่ศรัทธาที่ผ่องใส เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดและเป็นเรื่องที่ตรง แต่มีคำหนึ่งที่แปลว่า เป็นสภาพที่ปักใจเชื่อ เชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น คืออธิโมกขะ มีความเป็นไปของธรรมที่ปักใจเชื่อ ซึ่งไม่ได้แสดงถึงเป็นศรัทธา แต่ว่าเป็นอีกเจตสิกหนึ่งที่ปักใจเชื่อในอารมณ์นั้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าเราศึกษาธรรมจะมีเจตสิกที่ภาษาบาลีใช้คำว่า อธิโมกข์ เป็นสภาพที่ปักใจเชื่อ คำว่า ปักใจเชื่อเกิดกับจิตที่ไม่ประกอบด้วยความสงสัย ทรงแสดงความละเอียดว่า จิตเห็นมีเจตสิกเกิดเพียง ๗ ดวง ไม่มีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่หลังจากเห็นแล้วมีอธิโมกขเจตสิกเกิดร่วมด้วยในขณะที่ไม่สงสัย ดังนั้นสภาพธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียดมาก และในบางแห่งจะแสดงศรัทธาที่มั่นคง เหมือนกับปักใจมั่นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องคือศรัทธา เพราะฉะนั้น ศรัทธาก็ง่อนแง่นคลอนแคลนได้ วันนี้ศรัทธา วันหลังไม่ค่อยจะศรัทธาแล้ว วันนี้อยากเข้าใจ วันหลังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่ามากมาย ศรัทธาไม่เกิดแล้ว

    การศึกษาธรรมศึกษาด้วยความเคารพ จึงสามารถที่จะเข้าใจแต่ละคำในแต่ละที่ได้ถูกต้อง แสดงให้เห็นว่าถ้าเราจะเข้าใจในความเป็นธรรมทีละเล็กทีละน้อย วันหนึ่งก็สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดพร้อมกับปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ที่ถึงการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพียงหนึ่งอย่างชัดเจน นั่นคือสติสัมปชัญญะ ซึ่งถ้าไม่มีปัญญาการฟังให้เข้าใจมาก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะระลึกตรงลักษณะนั้น เพราะไม่มีความเข้าใจ คิดว่าเป็นเราตลอดเวลาแล้วจะเลือกขณะไหน จะเห็นหรือจะได้ยิน ซึ่งจะไปเลือกอารมณ์ให้สติไม่ได้ เพราะว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา

    ดังนั้น แต่ละคำจะนำมาสู่การค่อยๆ เข้าใจขึ้นในทุกๆ คำ ซึ่งในเบื้องต้นเราจะเข้าใจเพียงพอสมควรก่อน ต่อไปก็จะเข้าใจละเอียดขึ้นๆ แม้แต่คำที่คล้ายคลึงกันแต่ความหมายต่างกันก็ได้ ข้อสำคัญที่สุดคือ เราลืมว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไม่ใช่เพียงแต่ทรัพย์สินเงินทอง วิชาความรู้ ความก้าวหน้าในกิจการงาน แต่สภาพของจิตใจสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่มีความเข้าใจธรรม ถึงแม้ว่าเราจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้เรามีความเจริญในการที่จะเป็นคนดี

    การเป็นคนดีถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ในชาตินี้ ชาติต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะว่าถ้ามีอกุศลมากๆ บ่อยๆ เหมือนอย่างที่เรามองเห็นตัวอย่างของคนไม่ดี ซึ่งก่อนจะถึงวันนั้นเขาจะต้องมีความไม่ดีเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้มากมายแต่เขาไม่เห็นโทษ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เห็นโทษและเป็นผู้ประมาท ไม่รู้ทางว่าสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ทำให้เขาค่อยๆ ละสิ่งที่ไม่ดี ไม่เห็นค่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาก็เป็นไปตามกิเลส จนกระทั่งเราเห็นพฤติกรรม ขณะนี้ทุจริตทุกวงการทั้งๆ ที่อาจจะมีคนบอกว่า พระพุทธศาสนาของประเทศไทยรุ่งเรือง แต่ความจริงมีคนบอกว่ารุ่งริ่ง ไม่ใช่รุ่งเรือง แต่ก็ยังคงมีผู้ที่สนใจเห็นประโยชน์ เห็นค่า ที่จะดำรงรักษาคำสอนไว้ โดยเฉพาะรุ่นใหม่ต่อไป

    ดิฉันเองคิดว่าไม่ใช่แต่เฉพาะรุ่นใหม่ ไม่ว่ารุ่นไหนทั้งหมด รุ่นเก่าก็ยิ่งสำคัญเพราะใกล้ที่จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ไม่ว่ารุ่นไหนก็จากไปได้ทันทีโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้าเลย สิ่งใดๆ ก็ติดตามไปไม่ได้เลย ร่างกายทั้งหมด ทรัพย์สมบัติทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างนำไปไม่ได้ เว้นแต่ดีและชั่วที่สะสมอยู่ทุกขณะทุกวันจะติดตามไป ดังนั้นจึงควรจะระลึกถึงพระปัจฉิมวาจา ไม่ประมาท ไม่ประมาทแม้แต่ในการฟังธรรมให้เข้าใจและในทุกอย่างด้วย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    8 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ