ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๐
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ สภาพธรรมแต่ละหนึ่งแม้ว่าจะคล้ายกัน แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด วิตก มีจริง เป็นเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตเกือบทั้งหมด "เกือบ"หมายความว่า เว้นไม่เกิด มี เรายังไม่รู้จักว่าวิตกคืออะไร แต่ให้รู้ก่อนว่าเมื่อจิตเกิดแล้วจะต้องมีเจตสิกที่เกิดกับจิต พร้อมกับจิต ดับพร้อมจิตเท่าไร อย่างน้อยที่สุด ๗
อย่างมากที่สุดก็แล้วแต่ประเภทของจิตที่จะทำให้จิตนั้นหลากหลายไป แต่ว่าวิตกเจตสิก เป็นสภาพที่จรดในอารมณ์ มองไม่เห็น รู้ไม่ได้ แต่ว่าขอให้เข้าใจเจตสิกก่อน ผัสสเจตสิก ผัสสะเป็นเจตสิกที่กระทบสิ่งที่จิตรู้ ต่อไปนี้เพิ่มอีกคำหนึ่งคือ จิตเป็นสภาพรู้ และสิ่งที่ถูกจิตรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมมณะ แต่คนไทยใช้คำว่าอารมณ์ ฟังธรรมต้องไม่ลืมว่าคำนี้ไม่เปลี่ยน
อารมณ์ ในภาษาไทยคือ อารัมมณะ ในภาษาบาลี หมายความถึงสิ่งที่ถูกจิตรู้ เมื่อจิตเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้น จะมีจิตเกิดขึ้นรู้โดยไม่มีอารมณ์คือสิ่งที่ถูกจิตรู้ไม่ได้เลย และอีกอย่างหนึ่งคือจิตรู้ได้ทุกอย่าง แต่ละคำเก็บไว้ ฟังไว้ เพื่อที่จะได้เข้าใจขึ้นๆ เพื่อที่จะได้ละคลายความไม่รู้ เพราะตราบใดที่ยังไม่รู้อยู่ก็ยังคงเป็นเรามั่นคงมากในแสนโกฏิกัปป์ที่ผ่านมา แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรมก็ยากที่จะค่อยๆ ไถ่ถอนความเข้าใจผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมที่เกิดดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยว่าเป็นเรา ด้วยเหตุนี้ ผัสสเจตสิกเป็นเจตสิกที่กระทบอารมณ์ จิตเกิดขึ้นเห็นเพราะผัสสเจตสิกกระทบสิ่งที่กระทบตา มีสองอย่าง มีตาแล้วก็มีสิ่งที่กระทบตาได้ เสียงกระทบตาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ กลิ่นกระทบตาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ รสกระทบตาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ อ่อนแข็งกระทบตาได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ อะไรกระทบตาได้
ผู้ฟัง สิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เอง ใครรู้บ้างว่าต้องกระทบตา ตาที่เราเข้าใจว่าตาดำตาขาว สีต่างๆ รูปร่างต่างๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ไม่ใช่จักขุปสาท เราจะใช้คำว่ารูปที่มีลักษณะต่างจากรูปอื่น จะใช้คำว่าพิเศษก็ได้ หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงวิเสสลักษณะ หมายความถึงสภาพเฉพาะแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งหลากหลาย ไม่ใช่สภาพธรรมอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น จักขุปสาทเป็นรูปที่มองไม่เห็นอยู่กลางตา ขณะใดก็ตามที่มีการเห็นเกิดขึ้น จักขุปสาทต้องเกิด ไม่เกิดไม่มี สิ่งที่กระทบตาต้องเกิด ไม่เกิดกระทบไม่ได้ก่อนจิตเห็นจะเกิดขึ้น
ในขณะที่มีสิ่งที่กระทบตาแล้ว จิตจะเกิดขึ้นต้องอาศัยผัสสเจตสิก กระทบสิ่งที่ปรากฏที่กระทบตา จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันจึงเกิดขึ้นพร้อมกันแล้วกำลังเห็นในขณะนี้ ดังนั้น ขณะนี้ที่จักขุปสาทมีจิตและเจตสิกเกิดร่วมด้วย สำหรับจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะรู้หรือไม่ว่าไม่ใช่เราเลย และไม่มีใครสามารถที่จะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น ทุกอย่างเกิดโดยไม่รู้มาตลอด จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตได้ยินเพราะมีรูปที่สามารถกระทบกับเสียงซึ่งอยู่กลางหูคือ โสตปสาท ปสาทเป็นรูปที่ผ่องใสหรือใส ที่สามารถกระทบกับสิ่งที่เป็นเสียงได้
เพราะฉะนั้น ขณะนี้ที่เสียงกระทบกับโสตปสาท ผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบกับเสียง เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นพร้อมกับผัสสะและเจตสิกที่เกิดร่วมกันก็เกิดขึ้นรู้เสียง เจตสิก ๗ ประเภทมีเจตสิกหนึ่งที่รู้เสียงพร้อมกับจิตเพราะมีหน้าที่กระทบเสียง แต่จิตไม่ได้กระทบเลย จิตรู้สิ่งที่ผัสสะกระทบ ไม่ว่าผัสสะกระทบอะไร จิตรู้สิ่งนั้น จิตจะรู้สิ่งอื่นไม่ได้ เช่น ขณะนี้ไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นเป็นจิต รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะผัสสะกระทบสิ่งนั้น จิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกันจึงเกิดขึ้น กว่าจะถึงคำว่าวิตกที่คุณนิรันดร์ถาม เห็นหรือไม่ว่าเราต้องเข้าใจก่อนโดยละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็ตอบไปแล้วจะเข้าใจอะไรในความไม่ใช่เรา ถ้ามีความเข้าใจแล้วคงไม่ต้องไปท่องใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ต้องท่อง
ท่านอาจารย์ ประโยชน์อย่างยิ่งก็คือ ทั้งหมดเกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีก ประโยชน์อะไร ถ้าไม่เข้าใจสิ่งนั้น มีแต่ความไม่รู้ทุกชาติ แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกขึ้นแต่ละชาติก็ยังสามารถที่จะเป็นผู้ที่รู้ความจริง ที่ไม่หลงยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่ต้องละเอียด รู้จริงเพียงหนึ่งอย่างสองอย่างก็ยังดีกว่ารู้ไม่จริงมากมาย ใช่หรือไม่ เช่น บอกว่าวิตกคืออะไร เกิดกับจิตกี่ดวง ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น แต่ถ้าพูดถึงว่าจิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเพื่อที่จะได้รู้ว่าวิตกไม่ได้เกิดกับจิตทุกประเภท แต่เมื่อไรวิตกเจตสิกจึงเกิด พระธรรมที่ทรงแสดงไว้ทรงแสดงไว้ละเอียดอย่างยิ่ง เพื่ออะไร กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ในขั้นการฟังต้องรอบรู้ ถ้าไม่รอบรู้ ไม่มีปัจจัยให้ปัญญาอีกระดับหนึ่งซึ่งทำกิจที่ใช้คำว่า กิจจญาณ ปฏิปัตติเกิดขึ้น
ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครไม่รู้แล้วไปทำอะไร แล้วบอกว่าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผิดหมด แต่ว่าการศึกษาให้เข้าใจเพียงแต่ละคำให้มั่นคง จะไม่เข้าใจผิดเลย เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ต้องอนัตตาโดยตลอด ผัสสะก็เป็นอนัตตา ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น แต่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แม้จิตก็ต้องอาศัยเจตสิก เจตสิกก็ต้องอาศัยจิตเกิดขึ้น เดี๋ยวนี้มีสัญญาเจตสิกหรือไม่
ผู้ฟัง มีสัญญาเจตสิก
ท่านอาจารย์ ต้องมีแน่นอน เดี๋ยวนี้มีผัสสเจตสิกหรือไม่
ผู้ฟัง มีผัสสเจตสิก
ท่านอาจารย์ ผัสสเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ สัญญาเจตสิกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เริ่มเข้าใจ ๒ เจตสิกแล้ว ความรู้สึกเดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง ความรู้สึกเดี๋ยวนี้ก็มี
ท่านอาจารย์ ไม่มีได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มีไม่ได้
ท่านอาจารย์ จิตเกิดเมื่อไรต้องมีความรู้สึกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง ความรู้สึกมี ๕ อย่าง สุขทางกาย๑ ทุกข์ทางกาย๑ สุขทางใจ๑ ทุกข์ทางใจ๑ ไม่เหมือนกัน ป่วยไข้ได้เจ็บแต่มีความเบิกบานเมื่อเข้าใจพระธรรม เป็นไปได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องแยกกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศไม่มีผู้ใดเปรียบได้ในสากลจักรวาล แต่ตราบใดที่ยังมีกายซึ่งเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แม้พระองค์ก็มีอดีตกรรมซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดทุกขเวทนาทางกาย แต่ทางใจไม่เดือดร้อนเลย ลองคิดดู เราเศร้าโศก เราเสียใจ เราเบื่อ อะไรๆ ก็ตามสารพัด เป็นเรื่องของใจทั้งนั้น แต่กายไม่ได้เดือดร้อนเลย ใจเดือดร้อน ใจเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่กายไม่เดือดร้อน มีสมบัติมหาศาล มีเพื่อนฝูง มีอะไรแต่ใจก็เป็นทุกข์ได้
เพราะฉะนั้น ความรู้สึกต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเจตสิก ตอนนี้ได้รู้ ๓ เจตสิกแล้ว คือ ผัสสเจตสิก สัญญาเจตสิก เวทนาเจตสิก ต้องเกิดกับจิตทุกประเภททุกดวงไม่เว้นเลย เมื่อเจ็บ ถ้ามีความเข้าใจ ไม่ใช่เราใช่หรือไม่ เพราะฟังใช่หรือไม่ เพราะมีความเข้าใจใช่หรือไม่ จึงระลึกได้ว่าลักษณะนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่ง เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ เกิดแล้วต้องเป็นเช่นนั้นแล้วดับไป ไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เพราะมีปัจจัยเกิดแล้วดับแล้ว เดือดร้อนอะไร เพราะไม่รู้ ความเดือดร้อนใจทั้งหมดมาจากความไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา
ดังนั้น ศึกษาธรรมแม้น้อยแต่เข้าใจให้มั่นคงว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา จะนำไปสู่ความเข้าใจมากขึ้นๆ แล้วไม่หลงเข้าใจผิด เพราะว่าถ้าศึกษาไม่ละเอียดก็หลงเข้าใจผิดง่าย แม้แต่จะทำวิปัสสนา ไม่รู้เลยว่าเป็นอนัตตาไม่ใช่หรือ ใครจะทำได้ ถ้าไม่ถึงเวลา ปัญญาจะเกิดได้หรือไม่ ปัญญาระดับนั้นด้วย จะไปเร่งรัดทำให้อะไรเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ พระธรรมทุกคำป้องกันไม่ให้เห็นผิด ไม่ให้คลาดเคลื่อน แม้แต่การศึกษาที่เป็นปริยัติก็ต้องรอบรู้เพื่อเป็นสัจจญาณ ไม่ทำสิ่งที่ผิด ไม่หลงผิด ผัสสเจตสิก สัญญาเจตสิก เวทนาเจตสิก แต่ความเป็นจริงขณะนี้จิตก็พอรู้ได้ใช่หรือไม่ กำลังเห็น ความรู้สึกก็พอรู้ได้ใช่หรือไม่ กำลังรู้สึก แต่สัญญาที่จำรู้หรือไม่ เวลานี้กำลังจำ รู้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้ อยู่ในโลกของความจำตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่รู้ว่าจำเกิดแล้วดับและไม่ใช่เราด้วย ทั้งหมดต้องเป็นสิ่งที่มีจริง มีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไปไม่กลับมาอีกและไม่ใช่เรา จะนำไปสู่ความมั่นคงในการที่จะเข้าใจธรรมว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผัสสะกระทบอารมณ์ ทำให้เกิดจิตรู้อารมณ์และเวทนาความรู้สึก และสัญญาก็จำ สัญญาที่ไม่จำ มีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี สัญญาที่ไม่จำ
ท่านอาจารย์ ผัสสะที่ไม่กระทบ มีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี ผัสสะที่ไม่กระทบ
ท่านอาจารย์ ไม่มีใช่หรือไม่ บังคับได้หรือไม่
ผู้ฟัง บังคับไม่ได้
ท่านอาจารย์ จึงเป็นอนัตตาทั้งหมด ผัสสะ เวทนา สัญญา ต่อไปคือ เจตนาเจตสิก สภาพที่จงใจไม่ใช่เราเลย เกิดกับจิตทุกประเภท จะกล่าวว่าไม่เจตนาไม่ได้ คิดว่าเราไม่ได้ตั้งใจ แต่สภาพธรรมที่เป็นเจตนาเจตสิก สภาพธรรมที่จงใจขวนขวายกระทำกิจ และกระตุ้นเตือนสหชาตธรรม
คำว่าสหชาตะคือ เกิดพร้อมกัน ธรรม ธรรมที่เป็นสหชาตธรรมคือ เจตสิกที่เกิดร่วมกันและจิต ไม่ว่าจิตและเจตสิกเกิดพร้อมกันก็คือสหชาตะ เกิดพร้อมกัน เวลาที่มีการกระทบอารมณ์ จิตเกิดขึ้นและมีความรู้สึก มีความจำ ขณะนั้นก็มีเจตนาเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่ขวนขวายกระตุ้นเตือนสหชาตธรรม สหคือพร้อมกัน ชาตะแปลว่าเกิด ธรรม ธรรมที่เกิดพร้อมกัน อะไรก็ตามที่เกิดพร้อมกันเป็นสหชาตธรรม เพราะฉะนั้น จิตกับเจตสิกเป็นสหชาตธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น จิตและเจตสิกเป็นสหชาตธรรม
ท่านอาจารย์ ผัสสเวทนา สัญญา เจตนา เป็นสหชาตธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ทั้งหมดเป็นสหชาตธรรม
ท่านอาจารย์ อาศัยกันและกันเกิดขึ้นหรือไม่
ผู้ฟัง อาศัยกันและกันเกิดขึ้นด้วย
ท่านอาจารย์ ขาดไม่ได้เลย เมื่อมีจิตก็เป็นปัจจัยให้เจตสิกเกิด และเจตสิกก็เป็นปัจจัยให้จิตเกิด เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกที่เกิดร่วมกันเป็นสหชาตปัจจัยซึ่งกันและกัน เห็นหรือไม่ว่า เพียงคำเดียวที่เรารู้สึกว่าลึกซึ้งเหลือเกิน เมื่อถึงปัจจัยก็มีแต่ชื่อที่เราตั้งหน้าตั้งตาจำ แต่ความเข้าใจสำคัญกว่า และเปลี่ยนไม่ได้ด้วยเพราะเป็นสัจจธรรม เป็นความจริง ดังนั้นธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิด จะเกิดโดยไม่อาศัยปัจจัยไม่ได้ นี่คือความมั่นคงว่าเป็นธรรมทีละเล็กทีละน้อย จะค่อยๆ ทำให้รู้ว่าไม่ใช่เรา ถ้าเรารู้น้อย ไม่มีทางที่จะไปละการที่เคยยึดถือว่าเป็นเรามานานแสนนาน แต่ยิ่งรู้ยิ่งเข้าใจก็จะมีความเข้าใจตามลำดับคือ ปริยัติ รอบรู้จริงๆ จนเป็นสัจจญาณ มั่นคงจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้เลย
ธรรมใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นไม่มีคนหรืออะไรไปทำเลย แต่อาศัยธรรมที่เกิดร่วมกัน เกิดพร้อมกัน เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น ปัจจัย ๑ ในปัจจัย ๒๔ คือสหชาตปัจจัย แต่ก็มีอย่างอื่นด้วยที่เป็นสหชาตปัจจัย ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ มั่นคง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปท่อง เพราะท่องแล้วก็ลืมและไม่เข้าใจ แต่ความเข้าใจ สัญญาจำ ไม่ลืม ด้วยเหตุนี้แม้จำก็ไม่ใช่เรา ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดต้องประมวลมาให้เข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา แต่ละหนึ่งจะเป็นเราไม่ได้ ถ้ามีการจะทำอะไรนั่นคือผิดทันที เพราะเข้าใจว่าเป็นเราที่จะทำ แต่ทำได้หรือ นำอวิชชามาทำ ไปเข้าห้องปฏิบัติ อวิชชาจะรู้อะไร และคนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจจนเป็นปริยัติ รอบรู้มั่นคงเป็นสัจจญาณ จะไปทำอะไรที่จะให้สภาพธรรมปรากฏกับปัญญาตามความเป็นจริงได้ เพราะขณะนั้นไม่มีความเข้าใจพอที่จะเป็นปัจจัย
ดังนั้นให้ทราบว่าไม่มีใครเลย ถ้ามีความเข้าใจเช่นนี้และรู้ว่าเป็นธรรมทั้งหมด จะโกรธหรือไม่ จะไม่ให้อภัยหรือไม่ ในเมื่อไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งซึ่งเพียงเกิดแล้วดับไปเท่านั้นเอง ถ้ารู้ความจริงเช่นนี้ กุศลธรรมทั้งหลายก็เพิ่มขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายก็ค่อยๆ ลดลงตามปัจจัย คือปัญญาที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ปัญหาของชาติ ปัญหาของครอบครัว ปัญหาของโลก แก้ไม่ได้เลยถ้าไม่เข้าใจความจริง เพราะนำความไม่รู้ไปแก้ความไม่รู้ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ แต่ความรู้จะค่อยๆ ละความไม่รู้ ซึ่งความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดอกุศลและทุจริตกรรมต่างๆ
ด้วยเหตุนี้ คุณของพระธรรมมากมายมหาศาล สำหรับคนที่สะสมบุญมาแล้วที่จะมีโอกาสได้ฟัง เพราะบางคนไม่ได้สะสมการที่จะเห็นประโยชน์ แม้ได้ยินเสียงก็ไม่ฟัง ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ ในห้องเดียวกันที่บ้านคนหนึ่งดูโทรทัศน์ อีกคนหนึ่งอ่านหนังสือ อีกคนหนึ่งฟังธรรมตามอัธยาศัยที่สะสมมา เรากำลังจะพูดถึงการสะสมว่า จิตแต่ละหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นหลากหลายมากมาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงการเกิดดับของจิตตามลำดับ ทันทีที่เห็นดับไป อกุศลและกุศลเกิดต่อไม่ได้ แต่ใครรู้ เหมือนกับเมื่อเห็นแล้วก็โกรธทันที
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่คั่นที่ไม่รู้มากมายซึ่งเป็นธรรมทั้งหมด ค่อยๆ เข้าใจจากการฟังกว่าจะปรากฏรู้ว่า สิ่งที่กำลังมีจริงๆ ปัญญากำลังเข้าใจตรงนั้น ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ จนกว่าปัญญาที่เข้าใจตรงนั้นประจักษ์แจ้งความจริง อีกนานเท่าไร ถ้าหวังก็คือผิด เพราะหวังเท่าไรก็ไม่ได้ ต้องเป็นการอบรมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งมั่นคงขึ้น ตอนนี้เข้าใจเพิ่มไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นปริเฉท ๑ ปริเฉท ๒ ปริเฉท ๓ ถ้าสามารถจะเข้าใจอะไรได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทั้งหมด ตามโอกาสตามกาลที่บุคคลนั้นสามารถจะเข้าใจได้
ดังนั้นเข้าใจธรรม จิต เจตสิก เข้าใจผัสสเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกประเภททุกขณะ เพราะว่าความจงใจขวนขวายไม่ใช่ปรากฏให้เห็นเหมือนอย่างเช่น ตั้งใจจะทำกุศล ตั้งใจจะฟังธรรม ตั้งใจจะเล่น หรือสนุกสนานต่างๆ เราเห็นการปรากฏของอกุศลเจตนากับกุศลเจตนา แต่แม้อย่างนั้นก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเจตนา คิดว่าเป็นเรา ต่อไปนี้ไม่ใช่เราเลย สภาพธรรมที่มีความจงใจตั้งใจขวนขวาย เป็นสภาพธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำว่าเจตนา เป็นเจตสิกหนึ่งซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง รู้คำว่าสหชาตะด้วยใช่หรือไม่ สหชาตธรรม สหชาตปัจจัย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน ไม่ว่าอะไรที่เกิดพร้อมกันต้องพร้อมกันจะแยกได้อย่างไร
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ไม่แยกกันเลย เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกัน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แต่เฉพาะจิตและเจตสิกที่เป็นสหชาตปัจจัย แม้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เกิดก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันด้วย ด้วยเหตุนี้ ธาตุดินเกิดขึ้นเป็นปัจจัยให้ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เกิดพร้อมเลย ร้อนตรงไหน ตรงนั้นมีธาตุแข็ง ที่ตั้งของความร้อน แล้วมีอีกสองธาตุซึ่งยากที่จะรู้ได้ ธาตุลมและธาตุน้ำ พูดง่ายแต่ว่าไม่มีทางที่จะรู้ได้ง่ายเลยทั้งสิ้น นี่คือธรรมซึ่งรู้ได้เมื่อฟังด้วยความเคารพแล้วเห็นความละเอียดอย่างยิ่ง และรู้คุณว่าความเข้าใจจริงๆ นั่นเองที่จะค่อยๆ ชำระจิตให้พ้นจากการหลงผิดว่าเป็นเรา
แต่ละคำ เห็นหรือไม่ว่า จิต เจตสิก จะเป็นเราได้อย่างไร ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จะเป็นเราได้อย่างไร ค่อยๆ เข้าใจ ทีละน้อย ยังไม่สามารถที่จะละความเป็นเรา ซึ่งเป็นเรามาแสนโกฏิกัปป์ และต่อไปถ้าไม่ฟังและไม่เข้าใจเช่นนี้ อีกนานเท่าไรก็ไม่มีทางออกจากสังสารวัฏฏ์เลย
ผู้ฟัง ถ้าจะรู้จักแต่วิตกเจตสิกโดดๆ โดยที่ไม่รู้เจตสิกอื่นๆ การศึกษาเช่นนั้นจะไม่ได้เป็นประโยชน์ เพราะว่าเพียงแต่ไปรู้คำใดคำหนึ่ง โดยไม่มีความเข้าใจสภาพธรรมอย่างอื่นเลยว่าไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ แล้วจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "เท้าของโลก" ด้วย ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดที่จะเห็นประโยชน์จริงๆ แล้วเป็นเหตุที่ทำให้เราจำจิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ ดวงด้วย เพราะว่าถ้าไม่กล่าวถึงแล้วไปพูดถึงวิตกเลย จะรู้หรือไม่ว่า เดี๋ยวนี้กำลังเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง จิตก่อนเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ เพราะมีจิตเพียง ๑๐ ดวงเท่านั้น ที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ เท่านั้นคือเท่านั้น เพราะฉะนั้น จิตก่อนเห็นไม่ใช่จิตเห็นก็ต้องมีเจตสิกมากกว่า มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าเราจะต้องเข้าใจจริงๆ และเมื่อจิตเห็นดับไปแล้ว จิตที่เกิดต่อมีเจตสิกมากกว่า ๗ หรือไม่ ฟังแล้วก็ต้องรู้ว่าต้องมากกว่าแน่นอน เพราะว่าพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเป็นการตรัสรู้ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง
เพราะฉะนั้น แม้จิตอื่นซึ่งเกิดก่อนจิตเห็นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ และจิตเห็นหนึ่งขณะดับไป จิตที่เกิดต่อไม่เห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ จิตที่เกิดก่อนเห็นมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย และจิตที่เกิดหลังจากเห็นแล้วก็มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ไหนเท้าของโลก กว่าจะรู้ได้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นเท้าของโลก พระธรรมถ้าไม่รู้จริงๆ จะไม่รู้เลยว่า เพราะอยากรู้ แต่รู้ไม่ได้เพราะสงสัย แต่ถ้ามีความเข้าใจตามลำดับก็จะเห็นประโยชน์จริงๆ เราข้ามอะไรไม่ได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380