ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๘

    สนทนาธรรม ที่ สโมสรนายทหาร ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.คำปั่น จุดประสงค์ของการฟังคือ เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง มีการแสดงตัวอย่างของบุคคลผู้ไม่เคารพธรรมไว้หลากหลายมากเลยว่า เมื่อถึงเวลาที่จะมีการสนทนาธรรม จะมีการฟังธรรม มีการป่าวประกาศ มีการเชิญชวนกัน แต่ผู้นั้นก็ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่เห็นประโยชน์ที่จะมา ก็เป็นอกุศลของผู้นั้นใช่หรือไม่ และยังมีตัวอย่างอีกว่าแม้มาแล้ว ขณะที่กำลังมีการกล่าวสิ่งที่มีจริง กล่าวธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่บุคคลนั้นคุยกัน เคารพในธรรมหรือไม่ ทำลายประโยชน์ของตนเองและยังทำลายประโยชน์ของบุคคลอื่นด้วย เพราะว่าบางทีก็ชวนคนอื่นคุย ทำให้บุคคลอื่นเสียประโยชน์ไปด้วย หรือแม้กระทั่งไม่คุยกันแต่ใส่ใจในเรื่องอื่น ไม่ใส่ใจ ไม่สนใจในคำที่ได้ยินได้ฟังนั้นก็เป็นการไม่เคารพในธรรม แสดงถึงความละเอียดของสภาพจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปที่เป็นอกุศลในขณะนั้น แสดงถึงความเป็นจริงว่าไม่เคารพก็คือ ต้องด้วยอำนาจของอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปนั่นเอง

    เพราะฉะนั้น ทุกคำที่เป็นพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงมีค่าอย่างยิ่ง มีความละเอียดอย่างยิ่ง แม้แต่ที่กล่าวถึงสนทนาธรรมตามกาล ต้องรอเวลาไหนหรือไม่ แม้ความสงสัยเกิดขึ้นแล้วมีการสนทนา มีการสอบถามเพื่อความเข้าใจ เพื่อบรรเทาความสงสัยนั้น นั่นคือการสนทนาธรรมตามกาลคือ ในโอกาสที่เหมาะที่ควรที่จะเป็นไป เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่กำลังฟังเดี๋ยวนี้ คิดเรื่องอื่นหรือไม่ นี่คือความเป็นจริงของธรรม จะไปหวังด้วยความเป็นตัวตน อยากจะให้ฟังตลอด ตั้งอกตั้งใจฟังให้เข้าใจ นั่นคือความเป็นเราซึ่งแอบแฝงไว้มากมาย โลภะทำให้มีความติดข้อง เมื่อได้ฟังว่าต้องตั้งใจฟังจะได้เข้าใจก็อยากจะตั้งใจฟังแล้ว เมื่อไม่ตั้งใจฟัง ก็เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ตั้งใจฟัง ไม่ดี เดือดร้อนด้วยความเป็นเรา เพราะฉะนั้นเห็นกำลังของปัญญาที่ไม่เลือก ไม่ว่าขณะไหนอย่างไร ขณะที่กำลังเสียดายโอกาส ขณะนั้นก็เป็นธรรม ขณะที่เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้ฟังแล้ว คิดเรื่องอื่นไปหมดแล้ว แต่ปัญญาไม่เลือกโอกาส ไม่เลือกวัตถุ ไม่เลือกอะไรเลยทั้งสิ้น นั่นคือแสดงกำลังของปัญญา

    เพราะฉะนั้น ผู้นั้นรู้เองว่ากำลังถูกหลอกถูกลวงด้วยอะไรหรือไม่ ด้วยโลภะ ด้วยความติดข้อง ด้วยความเป็นเรา หรือว่าหมดแล้ว เดี๋ยวนี้มีใหม่แล้ว สิ่งนี้กำลังเกิดดับหมดไปอีก ถ้าไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ก็คือไม่เข้าใจ ไม่ว่าขณะนั้นจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ดับไปแล้วด้วยความเป็นเรา ด้วยการไม่รู้ว่าเป็นธรรม จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดและปัญญารู้ทันอกุศลทั้งหมด คือรู้ความจริงว่านั่นเป็นอกุศล ถ้าไม่สามารถจะรู้เช่นนี้ก็ดับไม่ได้ จึงต้องเป็นผู้ที่ตรงและต้องรู้ว่าไม่ใช่เรา ซึ่งต้องอาศัยกาลเวลามากเท่าไร เพราะว่าเป็นเรามานานเท่าไรในทุกอย่าง (จนกว่า) ในทุกอย่างจะต้องไม่เป็นเราจึงสามารถที่จะดับความเป็นเราได้ จนไม่เกิดอีกเลย มิฉะนั้นก็คิดว่าดับแล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีหลงเข้าใจว่าไม่มีกิเลส แต่แล้วก็รู้ตามความเป็นจริงว่ากิเลสเกิดแล้วเพราะไม่ใช่ดับ เพียงแต่ระงับ จึงต้องรู้ว่าถ้าไม่เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่สามารถจะปรากฏกับปัญญา ที่ได้อบรมจนเกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาที่จะเกิด ก็สามารถที่จะรู้ความจริงตามลำดับขั้นตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียด ไม่ให้หลงเข้าใจผิด

    ผู้ฟัง ขอความเข้าใจเพิ่มขึ้นที่ว่า ควรศึกษาด้วยดี ศึกษาอย่างไรจึงเป็นการศึกษาที่ดีที่สุด

    ท่านอาจารย์ ศึกษาด้วยความไม่ประมาท เพราะเหตุว่าแม้แต่คำเดียวลึกซึ้งเพียงใด เพราะว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนได้ตรัสรู้ความจริง ปัญญาของผู้ที่กล่าวคำนี้กับปัญญาของคนที่พูดตามครบถ้วนก็ได้ ต่างกันเพียงใด เพราะฉะนั้น แต่ละคำที่พระองค์ตรัสจากพระปัญญาของพระองค์จะลึกซึ้งสักเพียงใด

    ดังนั้นผู้ฟังต้องไม่ประมาทเลย เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความลึกซึ้ง ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ กว่าจะเป็นดอกไม้ดอกหนึ่งเห็นกี่ครั้ง มีทั้งสีม่วง สีเหลือง สีขาว สีเขียว กว่าจะเป็นรูปร่างสัณฐานของแต่ละหนึ่งที่หลากหลาย จนจำได้ว่าเป็นดอกไม้แต่ละชนิด เหมือนไม่มีอะไรดับไปเลยสักอย่าง เหมือนทันทีที่ลืมตาก็เห็นคนมากมาย แต่จะเป็นเช่นนั้นได้หรือ เพราะความหลากหลายของแต่ละหนึ่งต้องปรากฏจึงจะสามารถจำได้ว่าเป็นใคร เสื้อผ้าที่ใส่ก็หลากหลายกันไปหมด เห็นทั้งหมดเลยทันที แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วของสภาพธรรมซึ่งยากแสนยากที่ใครจะรู้ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

    คำสอนของพระองค์ไม่ใช่คำเดียว ไม่ใช่ครั้งเดียว ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก นั่นคืออนุสาสนี ไม่ได้หยุดเลย พระองค์ตรัสถึงตา จนกว่าจะรู้ความจริงของตา ทุกคำทั้งหมดด้วยพระมหากรุณา เพราะฉะนั้นความลึกซึ้งที่พระองค์ตรัส ผู้ที่ได้ฟังแล้วด้วยดีคือค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ประมาท ไม่คิดจะแก้ไขคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าพระธรรมหรือพระวินัย คนนั้นต้องเห็นคุณอย่างยิ่งที่จะเคารพว่า ถ้าไม่มีการตรัสรู้และไม่มีพระมหากรุณาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็ไม่มีโอกาสเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ได้เลย นี่คือด้วยดี ด้วยความเคารพจริงๆ ว่า รู้ได้แน่ เห็นเกิดดับ แต่ปัญญาต้องค่อยๆ เกิดจากการฟังรู้ว่ามีจริง เดี๋ยวนี้เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครทำ และก็ไม่ได้มีแต่เฉพาะเห็น ทุกอย่างทั้งหมด แม้แต่กำลังจำเดี๋ยวนี้ก็ยังทรงแสดงว่า ขณะใดก็ตามที่เข้าใจสิ่งหนึ่ง ความไม่เข้าใจและความยึดมั่นในสิ่งอื่นยังมี

    ถ้าขณะนั้นกำลังรู้รูปขันธ์ กำลังเริ่มเข้าใจรูปขันธ์ ความเป็นเรายังมีในเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ว่า คุณสุพรรณฤทธิ์กำลังจำ ไม่เคยขาดการจำเลย แต่ไม่มีใครพูดถึงจำเลย พูดถึงอาหารในจาน เรื่องนั้นเรื่องนี้ทุกอย่าง แต่ไม่รู้ว่าแม้ขณะที่ฝันก็จำ ถึงไม่ใช่ฝัน เพียงแค่คิดก็จำ ถ้าไม่มีจำก็จะไม่มีเรื่องขณะนั้นที่จะเกิดขึ้นเป็นไป ทุกอย่างลึกซึ้งอย่างยิ่ง เหมือนกับสิ่งที่มีอยู่ใต้มหาสมุทรที่กว้างใหญ่มากมายมหาศาล แต่น้ำในมหาสมุทรที่เข้มก็ปิดกั้นไม่ให้เห็นว่ามีอะไรบ้าง ลองไปยืนที่ฝั่งมหาสมุทรจะรู้ว่าข้างใต้มีอะไรหรือไม่ จนกว่าปัญญาจะถึงเฉพาะแต่ละหนึ่ง คิดดู แล้วก็ไม่ใช่เพียงเท่านั้น จนกว่าจะแทงตลอดความจริงซึ่งกำลังเกิดดับ

    ด้วยเหตุนี้ จากการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธรัตนะ พระธรรมที่ทรงแสดงที่จะนำไปสู่การรู้ความจริงเป็นรัตนะ จนกระทั่งผู้ที่ได้รู้แจ้งความจริงเป็นสังฆรัตนะ สามารถที่จะเป็นไปได้ มีแล้ว เป็นแล้วในอดีต และจะเป็นต่อไปได้ต่อเมื่อมีผู้ที่เข้าใจธรรม แต่ถ้าไม่มีผู้ที่เข้าใจธรรมเลยแล้วเปลี่ยนคำสอนของพระองค์หมด สำนักปฏิบัติทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไม่ใช่ด้วยดี ไม่ใช่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ถ้าด้วยดีก็ต้องด้วยความไม่ประมาท

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนรักษาความปลอดภัย

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

    --------------------------------------------------------------------------------------

    อ.วิชัย พุทธศาสนาที่จะเป็นเบื้องต้นให้เกิดความเข้าใจ จนถึงจะเป็นไปเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้ากล่าวว่าพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ ก็ต้องเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของความมั่นคงของชาติ เพราะเหตุว่าชาติคือคนที่อยู่รวมกัน แล้วประเทศชาติคือทุกคนได้เป็นคนดีจึงจะมีความมั่นคงได้ ไม่ใช่เราพูดลอยๆ ว่าประเทศชาติมั่นคง แต่มั่นคงด้วยอะไร ถ้าไม่ใช่มั่นคงด้วยความดี จะมั่นคงได้หรือไม่ ถ้าทุกคนไม่ดีหมดเลย ทั้งชาติไม่มั่นคงแน่

    พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติมุ่งหมายถึง ผู้ที่เห็นประโยชน์ที่จะให้ประเทศชาติมั่นคง เพื่อทุกคนที่จะได้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก ซึ่งไม่ใช่ประเทศชาติกับเรื่องอื่น แต่พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ แสดงว่าผู้นั้นต้องเห็นประโยชน์ เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่จะรู้ว่าจริงๆ แล้ว ประเทศชาติจะมั่นคงหรือไม่มั่นคงก็เพราะพุทธศาสนา ถ้าไม่มีความเข้าใจว่าอะไรถูก อะไรผิด ประเทศชาติจะมั่นคงได้หรือไม่ เห็นผิดเป็นถูก เห็นความทุจริตต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรทำ ประเทศชาติมั่นคงไม่ได้เลย

    เมื่อมีผู้ที่ได้ยินคำว่า พุทธศาสนา คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะโลกแต่ทั้งจักรวาล ไม่ว่าสวรรค์หรือพรหมโลก บุคคลในสวรรค์และพรหมโลกยังต้องลงมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงให้เห็นพระปัญญาคุณว่า สามารถที่จะอำนวยประโยชน์และความสุขให้กับชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนทั้งสิ้น

    ด้วยเหตุนี้ เราได้ยินคำว่าพระพุทธศาสนาแต่เรามีความเข้าใจน้อยมาก ไม่รู้เลยว่าพระพุทธศาสนาที่แท้จริงคืออะไร พระพุทธศาสนาไม่ใช่พิธีกรรมถูกหรือไม่ เท่านี้เราก็ลืมคิดแล้วว่า ทั้งหมดในชีวิตของเราซึ่งเกิดมามีแต่พิธีกรรม แต่ว่าพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหนในพิธีกรรม ไม่ได้มีความเข้าใจพระพุทธศาสนา แต่ต้องการมีพิธีกรรม แสดงให้เห็นว่า การที่จะได้เข้าใจพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรอง ทุกคนสามารถที่จะคิดถึงเหตุและผลได้ ถ้าเหตุไม่ดี ผลดีไม่ได้ ถ้าเหตุเป็นความไม่รู้ ทำทุกอย่างด้วยความไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ผลจะดีได้อย่างไร

    ถ้าเรารู้ว่ามีใครเป็นที่พึ่งที่สูงสุดในชีวิตซึ่งไม่มีทางที่จะผิดเลย ผู้นั้นคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เมื่อได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเคารพในคำของพระองค์ที่ทรงแสดงเพื่อประโยชน์ทั้งหมด ๔๕ พรรษา เท่านี้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อทุกคน และทรงแสดงธรรมมาแล้วทั้งหมด ๔๕ พรรษา ใครรู้บ้างว่าพระองค์ตรัสว่าอย่างไร เราก็เป็นผู้ที่เหมือนประมาทคือ ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เหมือนรู้จัก แต่ว่าแต่ละคำที่ได้ฟังเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ไม่ได้ไตร่ตรองเลยว่า เป็นคำของคนอื่นที่อ้างคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ จากความไม่รู้ทำให้เกิดความเข้าใจสิ่งที่เคยไม่รู้มาก่อนและมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น จนกระทั่งสามารถได้รับประโยชน์จากการที่ได้ฟังคำของพระองค์ ดังนั้นจะไม่ประมาทเลย ไม่มีใครที่จะมีความหวังดีเป็นมิตรพร้อมที่จะเกื้อกูลเท่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ข้อความในพระไตรปิฎกแสดงไว้ชัดเจน มิตรคือผู้ที่หวังดี และคนที่หวังดีที่สุดไม่มีใครเปรียบได้เลย เหนือกว่ากัลยาณมิตรใดทั้งสิ้นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ทุกคำเป็นที่พึ่ง ถ้าคิดว่าจะพึ่งอะไร ลองคิดดู พึ่งใคร พึ่งคนที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเขาจะให้เราพึ่งได้จริงๆ หรือ เขามีความรู้พอที่เราจะพึ่งได้หรือไม่ หรือว่าคำของเขาผิดก็มี ถูกก็มี จริงก็มี ไม่จริงก็มี แล้วเราจะพึ่งได้หรือ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นคำจริง เป็นประโยชน์ทุกกาลสมัยซึ่งไม่เคยมีใครคิดเลยว่า คำของพระองค์สามารถที่จะแก้ไขทุกปัญหา ทุกสถานการณ์ ที่โลกวุ่นวายและไม่มั่นคงเพราะไม่ได้พึ่งคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อได้เห็นพระคุณที่พระองค์ทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม แล้วเราก็กล่าวว่าเรามีพระองค์เป็นที่พึ่ง ถึงกับกล่าวว่าพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของประเทศชาติ ก็ต้องเป็นผู้ที่จริงใจและตรงที่จะรู้ว่า พระพุทธศาสนาจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงได้แน่นอน ในขณะที่คำของคนอื่นไม่ใช่พระพุทธเจ้านั้นจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงได้อย่างไร

    ก่อนอื่นต้องรู้ว่ามั่นคงเมื่อเป็นคนดี คนไม่ดีไม่ทำให้ชาติมั่นคงแน่ แต่เหตุใดทุกวันนี้มีคนไม่ดีทั่วทุกหนแห่ง ทุกวงการ เพราะไม่ได้มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ด้วยเหตุนี้ถึงเวลาหรือยังที่เราจะรู้ว่า ชีวิตทั้งหมดของแต่ละคนหรือรวมกันแล้วเป็นประเทศชาติ จะแก้ไขให้ดีขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องด้วยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ถ้าไม่มีใครรู้คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ลองบอกมาว่าจะแก้ไขประเทศชาติได้อย่างไร ตราบใดที่คนเป็นคนไม่ดีและมีทุจริตทั่วทุกวงการ

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า ประเทศชาติจะมั่นคงได้เพราะคนในชาติเป็นคนดี

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องหรือไม่ หรือจะต้องเป็นคนมีความรู้ มีความสามารถ มีปัญญาเฉลียวฉลาดในธุรกิจการงาน แต่เป็นคนดีหรือไม่ ถึงจะมีความสามารถประการใดก็ตาม แต่ถ้าไม่เป็นคนดีก็ทุจริตโกงประเทศชาติได้ ไม่ได้ทำให้ประเทศชาติมั่นคงเลย มีใครไม่เห็นด้วยบ้าง เห็นด้วยทุกคน เป็นคนดี ยิ่งมีคนดีมากเท่าไรประเทศชาติก็มั่นคงเท่านั้น แต่อะไรที่จะทำให้เป็นคนดีได้ เพราะคนไทยนับถือพระพุทธศาสนาแล้วทุกวันก็ทำอะไรต่ออะไรที่เข้าใจว่าเป็นเรื่องพระพุทธศาสนา แต่ก็ยังมีการทุจริตทุกวงการ หมายความว่าอะไร หมายความว่าไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา คิดว่าเข้าใจ คิดว่าเป็นพระพุทธศาสนาแต่ไม่ใช่เลย เพราะว่าถ้าเข้าใจจริงๆ ไม่มีทางที่คนที่เข้าใจพระพุทธศาสนาแล้วจะเป็นคนไม่ดี

    อ.อรรณพ บางครั้งก็มีพื้นฐานความคิดกันว่า เลือกคนที่เขาเก่งดีกว่า ที่มีความรู้ความสามารถในเชิงวิชาการ มีทักษะต่างๆ สูง ถึงเขาอาจมีความไม่ดี เช่น เขาอาจจะมีการโกงกินบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่เขาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากกว่าที่เขาโกงกิน ถ้าคิดเช่นนี้ ...

    ท่านอาจารย์ เขาไม่รู้ว่าการโกงกิน ดีหรือชั่ว เป็นประโยชน์หรือไม่ ไม่ว่าจะน้อยหรือจะมาก เพราะฉะนั้นต้องคิดให้ละเอียดและตรง สิ่งที่ไม่ดีจะนำมาซึ่งความดีได้หรือไม่ และสิ่งที่ดีจะนำมาซึ่งความไม่ดีได้หรือไม่ เหตุกับผลต้องตรงกัน ถ้าชั่วมาก ผลเลวก็มาก ถ้าชั่วน้อยก็ยังชั่ว ผลก็ต้องไม่ดี แม้น้อยก็ต้องไม่ดี เมื่อไม่ดีๆ แต่ละครั้งที่น้อยมารวมกันก็มาก แล้วประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร ไม่มีข้อยกเว้นเลย ธรรมตรงที่สุด สิ่งที่ดีจะบอกว่าสิ่งนั้นไม่ดีไม่ได้ อะไรถูกคือถูก อะไรผิดคือผิด จะบอกว่าสิ่งที่ผิดนั้นถูก นั่นไม่ตรงและไม่จริง ดังนั้น ต้องเป็นคนตรงต่อความจริงจึงสามารถที่จะรู้ได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งเหตุและผลถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง

    อ.อรรณพ จึงมีปัญหาต่อเนื่องว่า แล้วจะไปหาคนที่ดีเช่นนั้นได้อย่างไร เพราะทุกคนก็มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี

    ท่านอาจารย์ ไปหาใครได้นอกจากตัวเอง อยากให้คนอื่นดีแต่ตัวเองไม่ดี เหมือนกันทั้งหมดเลย เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา ให้เขาดีแต่เราไม่ต้องดี ทุกคนเป็นเช่นนี้แล้วจะมีคนดีหรือไม่

    อ.อรรณพ ก็มีแต่คนอยากให้คนอื่นดี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้ฟังคำของพระองค์แล้วไตร่ตรองและเห็นประโยชน์ ไม่มีทางที่เราจะแก้ไขคนอื่นเลย เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของทุกสิ่ง ซึ่งพระองค์ใช้คำว่าธรรม ในภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม แต่ภาษาไทยธรรมคือ สิ่งที่มีจริง แน่นอนทุกอย่าง และความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ แม้เดี๋ยวนี้ก็ถูกปกปิดไว้นานมาก ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่รู้เลยว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรเป็นประโยชน์ อะไรเป็นโทษจริงๆ

    ดังนั้น สัตว์โลกก็หลงตามความคิดของตัวเอง จึงสุขบ้าง ทุกข์บ้าง โดยไม่รู้เหตุว่า สุขนั้นเกิดจากอะไร และทุกข์นั้นเกิดจากอะไร มีแต่หวังสุข แต่ว่าไม่รู้เหตุของสุขก็ทำทุจริตเพื่อที่จะได้ความสุข แต่หารู้ไม่ว่าเหตุคือทุจริตนั่นเอง วันหนึ่งจะต้องนำมาซึ่งความทุกข์ ทุกคนจากโลกนี้ไปใช่หรือไม่ โดยอาการต่างๆ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า (ไม่มี) ใครทำได้นอกจากเหตุที่ได้ทำไว้ในอดีต ถึงเวลาก็ต้องให้ผล เครื่องบินตกไฟไหม้ทั้งลำ ใครอยากเป็นเช่นนั้นบ้าง แต่เป็นตามเหตุตามปัจจัย จึงต้องเข้าใจอย่างมั่นคง เหตุที่ไม่ดีเกิดแล้วจะนำมาซึ่งผลที่ไม่ดีในวันหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่า ผลนั้นจะมาในลักษณะใด แต่ไม่มีใครชอบ แต่ไม่รู้เหตุจริงๆ ว่า ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นผลที่ไม่ดีก็ต้องทำเหตุที่ดีเท่านั้น

    อ.วิชัย พุทธศาสนาแสดงความเป็นจริงให้บุคคลนั้นเกิดความเข้าใจว่า ความดีย่อมนำมาซึ่งผลที่ดีแน่นอน ความไม่ดีแม้เพียงเล็กน้อยก็ย่อมนำมาซึ่งโทษภัย ถ้าบุคคลนั้นไม่มีความรู้ ไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คิดว่า โทษแม้เพียงเล็กน้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีโทษ แต่ความจริงต้องเป็นโทษแน่นอน เพราะว่าจากเล็กๆ น้อยๆ นั้นสามารถที่จะสะสมแล้วมีกำลังเพิ่มขึ้นได้

    ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญที่สุดไม่ต้องคิดถึงคนอื่น ตัวเองอยากเป็นคนดีหรือไม่ ควรจะเป็นคนดีหรือไม่ เท่านี้ เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าในวันหนึ่งๆ เราเห็นคนไม่ดีคนชั่วทุจริตมากมาย จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ใครก็มารับผิดชอบแทนเราไม่ได้ ใช่หรือไม่ จะให้ใครเป็นคนดีหรือคนชั่วไม่ได้นอกจากตนเอง เพราะฉะนั้นก็เริ่มคิดได้ว่า ประโยชน์อะไรที่จะเป็นคนชั่ว เกิดมาแล้วต้องตาย แสนสั้น แต่ว่าตลอดชีวิตได้ทำเหตุที่ไม่ดี ซึ่งผลต้องเกิดตามมาแน่นอน แต่เมื่อไรเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ ต่อเมื่อใดเรารู้ว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล เราจะค่อยๆ มั่นคงในความดีเพิ่มขึ้น แล้วใครจะบอกเราเช่นนี้ได้ ถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงความจริงทุกอย่างไว้โดยละเอียดยิ่ง

    ในขั้นต้นอาจจะสงสัยว่าแล้วอะไรจริง คือเริ่มที่จะได้ฟังคำที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก่อนนั้นเราคิดว่าคำนั้นคำนี้เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำใดก็ตามที่ไม่ทำให้มีความเข้าใจ คำนั้นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์สูงสุดคือว่าคนอื่นพูดได้เรื่องดีเรื่องชั่ว แต่เขาเข้าใจสิ่งนั้นมั่นคงถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้คิดว่า จะเป็นคนดีขึ้นกว่านี้แน่นอน เมื่อได้มีความเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน

    ถ้าไม่รู้จักพระพุทธศาสนา เรื่องพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะไม่รู้จักพระพุทธศาสนา เพียงแต่พูดว่าพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ แต่ไม่รู้ว่าพระพุทธศาสนาคืออะไร ดังนั้นจะทำให้ประเทศชาติมั่นคงได้อย่างไร มีใครรู้จักพระพุทธศาสนาแล้วบ้าง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    7 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ