ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333


    ตอนที่ ๑๓๓๓

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา

    วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งไม่หลงทาง แล้วก็นำไปจริงๆ ถ้าด้วยความไม่ใช่เรา ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าสติเกิดกับหลงลืมสติตามปัจจัย เมื่อเป็นตามปัจจัยจะไปหวังหรือ แต่เมื่อหวัง เกิดปัญญา ก็ต้องเห็น ถ้าปัญญาไม่เห็นก็หวังต่อไป แต่ปัญญาเห็นโลภะ ก็ค่อยๆ ละความหวัง นี้คือหวังด้วยความติดข้องในความเป็นเรา ยังหวังอื่นอีกที่พระอริยะขั้นต่อไปจะต้องละ เพียงเท่านี้ ก็ละความเห็นผิด แต่ก็สบายแล้วคือว่าเป็นผู้ไปสู่กระแสของนิพพาน จะอีกกี่ชาติก็ไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นผู้ที่จะต้องเหมือนกับปลอบใจตัวเอง อย่างน้อยที่สุดก็ได้ฟัง ได้เข้าใจหนทางไม่ไปผิด นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ไปหนทางผิด ถ้าไปหนทางผิดก็คือหันหลังให้พระสัทธรรม ไม่มีทางรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แล้วใครจะไปบอกให้มาทางนี้ๆ อย่าไปทางโน้น ช่วยไม่ได้เลยถ้าเขาสะสมมาที่จะเห็นผิดที่จะเป็นผู้ประมาท ที่จะเป็นผู้ที่ไม่รู้ความละเอียดของธรรม แล้วกล้าที่จะกล่าวคำที่ตรงกันข้ามกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโทษมหาศาล เพราะกว่าพระองค์จะได้รู้ความจริงจนประกาศปัญญาของพระองค์จากทุกคำที่ตรัสไปให้คนอื่นได้เข้าใจ กลับไปทำลายคำพวกนั้นหมด ต้องเป็นผู้ที่ประมาทไม่ได้เลย ต้องละเอียดต้องรอบคอบ เหมือนกับจะเดินไป ขวากหนามเต็มเลย จะย่างเท้าไปทางไหนต้องละเอียด พระปัจฉิมโอวาทสุดท้าย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมแม้ด้วยการฟัง ประมาทไม่ได้เลย "ให้ถึงพร้อม"หมายความว่าทุกอย่าง

    ผู้ฟัง วันนี้ก็เข้าใจขึ้นอีกนิดหน่อย

    ท่านอาจารย์ ที่สำคัญกว่าอื่นใดทั้งหมดคือความมั่นคง มั่นคงที่จะรู้ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏแล้วรู้หรือไม่ ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนี้ที่กำลังฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้นโดยความเป็นอนัตตา

    อ.อรรณพ ท่านแสดงสภาพที่ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ หลายประการๆ หนึ่งคือโลภะไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ แต่ขณะเดียวกันความปลื้มปิติที่ได้ฟังพระธรรมท่านก็มีแสดงว่าก็ไม่รู้จักอิ่มกับการฟังพระธรรมคือสิ่งที่เป็นจริง

    ท่านอาจารย์ โลภะไม่มีวันอิ่ม แต่การฟังธรรมก็ไม่พอ ถึงแม้การฟังเห็นประโยชน์แล้วรู้ว่าอิ่มใจที่ได้ฟัง แต่ก็ยังไม่พอ อิ่มใจที่ไม่เห็นผิด ยากมากเลยที่จะไม่ตามโลภะไปด้วยความต้องการ เพราะว่าโลภะที่คุ้นเคยกันมานานมาก มองไม่เห็นเลย แล้วอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าเราได้เริ่มเข้าใจพระธรรมและเห็นคุณค่า อีกมากเลยที่เราจะต้องเป็นคนที่ละเอียด เพียงแค่คำถามว่าเราได้ฟังอย่างนี้ เราอิ่มใจที่ได้เข้าใจความลึกซึ้งของธรรม และรู้ว่าสามารถจะมีทางที่จะเข้าใจได้อีก แจ่มแจ้งขึ้นอีกได้ แต่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าธรรมที่เราเข้าใจนำไปในอะไรบ้าง แม้แต่ความเป็นผู้ละเอียดในกุศล บางคนวันหนึ่งๆ ไม่ค่อยได้ทำกุศล เพราะคิดว่ากุศลจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเป็นเรื่องบริจาคเงินสร้างสิ่งต่างๆ ทำอะไรมากมายสารพัดอย่าง แล้วกุศลเล็กๆ น้อยๆ ทำไมประมาท ถ้าไม่ทำ ทั้งวันก็เป็นอกุศลทั้งนั้นเลย

    เพราะฉะนั้นขณะนี้เข้าใจประโยชน์และคุณของกุศลแล้ว เห็นโทษของอกุศลเพิ่มขึ้นไหม หรือว่ายัง พอใจที่จะให้อกุศลทุกประการยังมากเหมือนเดิม โลภะก็ยังเท่าเก่า โทสะก็ยังให้เหมือนเดิม หรือว่าปัญญาเริ่มนำ ไม่ใช่เรา แต่เป็นปัญญานำไปให้เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย และเห็นประโยชน์ของกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ปัญญาทำให้ขยันในกุศล และค่อยๆ เบาบางทางฝ่ายอกุศล

    แต่ก่อนเราจะไม่รู้ว่าเราเป็นคนเห็นแก่ตัว เขาทำผิดต้องเขา แต่ถ้ากุศลเกิดประโยชน์อะไรที่เราจะไปทำให้มีความเดือดร้อนต่อไป ถ้าเราสามารถที่จะแก้ไขได้ก็ทำไปเลย ไม่เดือดร้อนที่จะไปเพิ่มความเดือดร้อนให้เขา แล้วกุศลของเราก็สามารถที่จะเกิดขึ้นขัดเกลาการที่เราคิดว่า เราจะทำทำไม นั่นเขาควรทำสิ เพราะเขาทำไม่ดี เขาไม่ล้างจานก็ให้เขาล้าง ไม่ใช่เราไปล้างให้เขา ละเอียดอย่างนี้ คิดดูว่าสภาพของจิต เขาทำจานเลอะ ก็ไม่เป็นไร เขาลืมไปก็ได้ ก็ถ้าเราล้างดีกว่าไหม ดีกว่าไปโวยวายทำไมไม่รู้จักล้าง ทิ้งไว้ได้ตั้งนาน อะไรอย่างนี้ เรื่องของกุศลกับอกุศล เป็นคนละเรื่องเลย เห็นประโยชน์เลยแม้กุศลเพียงเล็กน้อย ละเอียดขึ้นๆ ๆ จะไม่รู้หรือว่านั่นเป็นหนทางบารมี เพราะเหตุว่า ขณะนั้นเป็นกุศล ต้องไม่มีอกุศล แต่ถ้าไม่เป็นกุศลก็ต้องเป็นอกุศล แล้วเราก็ให้โอกาสแก่อกุศลมาเท่าไหร่ในชีวิตของเรา คิดแต่ว่าต้องถูก ต้องผิดต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ทำเสียเลยไม่ได้หรือ นี่คือความละเอียด แม้แต่เพียงเล็กน้อย ปัญญานำไป ไม่ใช่ใครจะคิดได้เอง เพราะฉะนั้นเครื่องวัดว่าเรามีปัญญาระดับไหน ชีวิตประจำวัน ที่ค่อยๆ เปลี่ยนบ้างหรือเปล่า ค่อยๆ ทำอย่างอื่นที่เป็นกุศลโดยไม่ได้ขัดเคือง โดยไม่ได้ไปเพ่งโทษใคร เพราะฉะนั้นก็เห็นต่างกันมากเลยว่าถ้าเราไม่ได้ฟังพระธรรม ก็ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ เราก็เหมือนเดิม แต่ปัญญานำไปในกิจที่เป็นกุศลทั้งปวง แม้ใครไม่รู้ แม้เล็กน้อย แต่ขณะนั้นกุศลจิตหรืออกุศลจิต คนนั้นก็ย่อมเห็นคุณเห็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันก็เป็นเครื่องส่องให้รู้ ปัญหาทั้งหมดมาจากอกุศล แล้วก็ปัญหาทั้งหมดก็ไม่มี เมื่อจิตเป็นกุศล

    อ.ธีรพันธ์ ความไม่อิ่มในธรรม ก็ได้ยินที่ว่าท่านสรรเสริญคุณธรรมของท่านพระอานนท์คือไม่อิ่มเลย ในการที่ท่านพระอานนท์จะกล่าวหรือแสดงคือถ้าเป็นเรื่องของธรรมไม่มีวันอิ่ม เพราะว่าเป็นไปเพื่อความยินดีในความเป็นจริงของรสพระธรรม

    ท่านอาจารย์ เมื่อได้ฟังอย่างนี้ ปัญญาที่มีวันนี้ ก็จะเริ่มทำให้เราเห็นว่าเราเป็นอกุศลขณะไหน แล้วเมื่อได้ฟังเป็นปัจจัยให้กุศลเกิด เปลี่ยนจากเดิมแล้ว นี่ก็คือคุณอย่างยิ่งของการที่จะไม่ละเลยที่จะทำสิ่งที่เป็นบารมี เพราะเหตุว่าไม่สามารถที่จะให้ปัญญาเกิดขึ้นได้มากมายทันทีเลย กุศลต้องมีกำลัง เพราะอะไร อย่างทานก็สละความเห็นแก่ตัว สามารถที่จะให้คนอื่นได้ จะให้สิ่งของที่เป็นประโยชน์ ให้คำที่เขาสบายใจ หรือมีกายวาจาอะไรก็ได้ เหมือนกับให้เขาได้มีความสุข ขณะนั้นก็เป็นทานอย่างหนึ่ง ให้วัตถุก็ได้ ให้คำพูดก็ได้ ให้ความเข้าใจธรรมก็ได้ ขณะนั้นก็ค่อยๆ ละ เราจะเหนื่อยหรือเราจะลำบาก ก็ไม่คิดอย่างนี้เลย เพราะเหตุว่าขณะนั้นเพื่อการละ เพื่อการสละ เพราะอกุศลมากมายมหาศาล ไม่มีทางจะหมดได้ถ้าไม่มีกุศล และถ้าไม่เริ่มต้นแล้ว ใครก็บังคับใครไม่ได้ ขึ้นอยู่กับปัญญา

    สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    นพ.บุญชัย กระผมในนามตัวแทนของผู้บริหารของเวลเนสซิตี้ ก็คิดว่าเป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่ชาวเวลเนสซิตี้ และชาวพุทธทั้งหลายที่ใฝ่ธรรมได้ฟังธรรมที่มีประโยชน์ต่อชีวิตของเรา ขออนุญาตกราบเรียนเชิญอาจารย์แสดงธรรม

    ท่านอาจารย์ มาที่นี่ทุกคนก็สุขกาย สบายมากเลย อากาศทุกสิ่งทุกอย่าง สังเกตดูจากทุกคนก็ไม่เคยมีอากาศอย่างนี้ที่กรุงเทพฯ บรรยากาศดีมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือใจ เพราะฉะนั้นสุขกายยังไม่พอ ถ้ามีสุขใจด้วยก็ครบสมบูรณ์ทั้งกายและใจ แต่สุขใจยาก เพราะเหตุว่าใจแต่ละคนก็สะสมมาที่จะบางครั้งสุขบางครั้งทุกข์ แต่ว่าอย่างไร ก็ตามจะไม่มีอะไรที่จะสุขเท่ากับได้ฟังคำจริง ที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ที่เปิดเผยว่าทุกคำจริงเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะให้คนมีโอกาสได้เข้าใจถูกต้องในสิ่งซึ่งถ้าจะกล่าวก็คือว่าไม่เคยได้เข้าใจถูกต้องเลยในสังสารวัฎ เพราะว่าใครก็ตามก็ต่างคนต่างคิดมานานแสนนาน แต่ถ้าไม่มีผู้ที่บำเพ็ญบารมีเพื่อจะรู้ความจริงของทุกอย่างถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง สัตว์โลกไม่มีโอกาสจะรู้เลยว่าตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้อะไรบ้าง คิดว่ารู้ทุกอย่าง แล้วก็คิดว่ามีความสุข คิดว่าสามารถที่จะบันดาลอะไรก็ได้ แต่ว่าเมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็จะรู้สึกได้เลยว่าไม่มีอะไรประเสริฐเท่ากับความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อนเลยในความจริงของสิ่งที่มี ธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอะไร เพราะเกิดจากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกคำสามารถที่จะเข้าใจได้ในภาษาของตนๆ เพราะฉะนั้นคนไทยไม่ต้องใช้ภาษาบาลี แต่ว่ามีคำในภาษาไทยที่สามารถที่จะกล่าวถึงความจริงทุกขณะแม้เดี๋ยวนี้ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว ทุกคำเป็นคำที่พิสูจน์ได้ทุกกาลสมัย ไม่ว่าจะที่ไหนเมื่อไหร่ ภายใน ภายนอก ที่โน่น ที่นี่ อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ซึ่งในพระไตรปิฎกจะใช้คำว่าธรรมเตชะ ภาษาบาลีจะออกเสียงว่าเตชะแต่ภาษาไทยคือเดช เหมือนปาฏิหาริย์จากคำที่เราพูดทุกวัน และไม่เข้าใจเลย แล้วก็เข้าใจผิด แต่เมื่อได้ฟังคำจริงที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มี ก็เปิดเผยให้สามารถที่จะรู้ได้ว่าทุกคำที่ได้ฟังเหมือนอีกโลกหนึ่ง เพราะว่าโลกเก่าเป็นโลกของความไม่รู้ ใครจะรู้ก่อนฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไหม ถ้ารู้ได้ก็ไม่ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังคำของคนอื่น แต่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ พิสูจน์ได้ และก็สามารถจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ซึ่งจะทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่ได้ฟังคำของพระองค์

    ดูเหมือนว่าตั้งแต่เกิดมาชาวพุทธก็เหมือนรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้ใครก็กราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บูชาใครก็บูชาพระพุทธเจ้าเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ไม่ว่าใครทั้งหมด จะเป็นพระราชาในครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน เศรษฐี มหาเศรษฐี พ่อค้าคฤหบดีที่ได้กราบไหว้บูชา ใครก็ตามแต่ ทุกคนที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่บูชาใครเกินกว่าพระองค์ ไม่ว่าเช้า สาย บ่าย เย็น ก่อนนอน หรือตื่นนอน ก็สามารถที่จะระลึกถึงพระคุณได้ แต่เท่านั้นไม่พอ เพราะเหตุว่าเพียงกราบไหว้พระพุทธรูปหรือว่าพระบรมสารีริกธาตุ แต่ไม่ได้เข้าใจเลยในคุณว่าทำไมพระองค์จึงได้ทรงตรัสรู้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ยิ่งด้วยปัญญาทำให้บริสุทธิ์คือหมดจดจากกิเลส แค่แต่ละคำนี่ก็ยากที่จะเข้าใจ หมดจดไม่เหลือเลยสักนิดจากกิเลส แล้วทุกวันเป็นกิเลสทั้งนั้น ตั้งแต่ลืมตาจนหลับตาก็ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้กิเลสแล้วจะละกิเลสได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้เมื่อมีความเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะรู้ได้ว่ามีชีวิตอยู่ที่ประเสริฐคือเพื่อเข้าใจความจริงตามที่ได้ฟัง เพราะว่าทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน จะช้าจะเร็ว แต่ว่าก่อนจากไปบางคนก็ไม่มีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่เมื่อมีโอกาสได้รู้ว่าผู้ที่ทุกคนกราบไหว้บูชาสูงสุดตรัสไว้ว่าอย่างไร ก็จะเริ่มค่อยๆ ฟังคำซึ่งสามารถที่จะเข้าใจได้ แม้ว่าละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีวัน ไม่มีเวลาที่จะเข้าใจได้เลย ด้วยเหตุนี้ฟังธรรมด้วยความเคารพคืออย่างไร ก่อนฟังธรรมไม่รู้ว่าลึกซึ้ง ละเอียด ได้แต่กราบไหว้บูชา แต่พอฟังแล้วแต่ละคำต้องไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นปัญญาของตนเอง สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกปัญญาประเสริฐสุด เพราะเหตุว่าไม่ว่าจะยากไร้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ถ้ามีปัญญาคือความเห็นถูกความเข้าใจถูก ขณะนั้นไม่เดือดร้อน แต่ถึงแม้ว่าจะมั่งมีมากมาย มีชื่อเสียง มีคำสรรเสริญยกย่อง มีลาภยศ แต่ถ้าขณะนั้นไม่เข้าใจจิตใจก็เป็นทุกข์ได้ และใครจะทำให้จิตซึ่งทุกคนมี แต่เพียงแต่พูดก็ยังไม่เข้าใจจิต ทั้งๆ ที่มี แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีให้ค่อยๆ เข้าใจความจริง

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของบารมี คือเรื่องเห็นประโยชน์สัจจะความจริงที่ควรรู้อย่างยิ่ง แล้วก็มีวิริยะความเพียรในสิ่งที่ยาก ทุกอย่างไม่ได้มาโดยง่ายเลย แต่ต้องมีวิริยะความพากเพียร แต่ส่วนใหญ่ชาวโลกพากเพียรในเรื่องอื่น ในเรื่องสมบัติ ในเรื่องเงินทอง ในเรื่องวงศาคณาญาติ ในเรื่องความรู้ แต่ไม่ได้เพียรที่จะฟังธรรมให้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นก็มีแต่สิ่งซึ่งมีเมื่อยังอยู่ในโลกนี้ แต่พอจากโลกนี้ไปก็ไม่มี คนนี้ที่เคยนั่งอยู่ตรงนี้ก็ไม่มี แต่คนอื่นที่จะเกิดต่อไปก็มาจากคนนี้แหละที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ดีชั่วทั้งหลายก็ติดตามไป เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเคารพคือเมื่อไหร่ฟังแล้วเข้าใจ นั่นคือการบูชาสูงสุด เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการดอกไม้ธูปเทียนเครื่องสักการะใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้บำเพ็ญบารมีให้ใครยกย่องบูชาโดยไม่รู้ เพียงแต่กราบไหว้เฉยๆ แต่พระองค์บำเพ็ญบารมีเพื่อเมื่อพระองค์ตรัสรู้ความจริงแล้วทรงพระมหากรุณาว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมใครก็ไม่สามารถที่จะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่มีจริงตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติได้ ด้วยเหตุนี้ฟังด้วยความเคารพ เข้าใจเมื่อไรนั่นคือการบูชาสูงสุดที่จะมีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่การบูชาอย่างอื่นเลย

    เพราะฉะนั้นก็หวังว่าเราจะบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการฟัง และไตร่ตรอง เพื่อความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็สนทนาธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่ไม่ใช่ของใครหรือใครจะไปคิดเอง แต่จากการตรัสรู้ รู้ว่าเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เพราะฉะนั้นแม้ฟังธรรมแล้ว การฟังธรรมเป็นมงคล ถ้าคนที่สวดมนต์เข้าใจข้อความในมงคลสูตรก็จะรู้ว่าการฟังธรรมเป็นมงคล ฟังสิ่งที่เป็นความจริงจะไม่เป็นมงคลได้อย่างไร และก็แม้ฟังแล้วมีสิ่งใดที่จะสนทนากันเพื่อที่จะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้นก็มีการสนทนาธรรม เพราะฉะนั้นสนทนาธรรมก็เป็นอีกมงคลหนึ่งที่จะทำให้เมื่อฟังแล้วก็จะเข้าใจสะสม สามารถที่จะเข้าใจคำอื่นๆ ต่อไป จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งความจริง ซึ่งชาวพุทธมักจะบอกว่านิพพาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร ถ้าเดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าขณะนี้เป็นอะไร จะไม่มีทางรู้จักว่านิพพานคืออะไรเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นผู้ที่อดทนขันติเป็นบารมี และฟังด้วยความเคารพในสัจจะความจริง ด้วยความมั่นคงที่ฟังแล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่สามารถเข้าใจได้ ก็ค่อยๆ ฟังต่อไป ก็เป็นวิริยะบารมี ขันติบารมี อธิษฐานบารมี เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจถูกต้องว่าอธิษฐานคืออะไร ไม่ใช่ขอ ขอให้ฝนหยุด ไม่ใช่ขอให้ฝนตก หรือขอลาภขอยศ ไม่ใช่เลย อธิษฐานคือความมั่นคงที่จะเข้าใจความจริง ซึ่งมาจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นวันนี้ก็แสดงให้เห็นจริงความมั่นคงที่จะฟังธรรม เชิญสนทนาธรรม ทุกปัญหามีคำตอบ ทุกคำเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง ขอถามเรื่องเห็น เห็นที่ท่านอาจารย์บอกว่าเห็นแล้วก็ดับแล้ว จะหาอีกไม่มีอีกแล้ว แต่หนูก็ยังเห็นอยู่

    ท่านอาจารย์ ก็จำแม่น จำได้ถูกต้องด้วย แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะคนอื่นจะไม่สนใจทั้งๆ ที่เห็นตั้งแต่เกิดแล้วก็จะเห็นต่อไป แต่ไม่คิดเลยว่าเห็นคืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน เพราะฉะนั้นขณะนี้ทุกคนกำลังเห็น ต้องไตร่ตรอง เห็นมีจริงไหม

    ผู้ฟัง เห็นมีจริง

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎกก็จะมีคำว่าเห็น แล้วก็จะมีคำถามให้คิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามผู้ที่ไปเฝ้าในภาษาบาลี จักขุวิญญาณ จักขุแปลว่าตา วิญญาณแปลว่าสภาพรู้ เพราะฉะนั้นขณะนี้รู้ว่าในห้องนี้มีอะไรบ้าง เพราะมีเห็น เพราะฉะนั้นเห็นมีจริง แต่ต้องใคร่ครวญว่าถ้าเห็นมีจริง เห็นเกิดหรือเปล่า ถ้าไม่เกิดมีเห็นไหม กว่าจะรู้ว่าสัมมาสัมเจ้าทรงแสดงความจริงถึงที่สุด ต้องค่อยๆ พิจารณาแต่ละคำ ถ้าขณะนี้เห็นไม่เกิดไม่มีเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องนี้ปรากฏไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง แต่ขณะที่ได้ยินมีเห็นไหม

    ผู้ฟัง ขณะที่ได้ยิน ไม่มีเห็น

    ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจถูกต้อง หมายความว่าเห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ต้องดับไปหมดไปใช่ไหม ถ้าเห็นยังมีอยู่ ได้ยินไม่ได้ เพราะต้องมีสภาพธรรมปรากฏเพียงทีละหนึ่ง เพราะว่าเรายังไม่รู้เลยว่าทุกคนมีจิต ถ้าไม่มีจิตไม่มีสิ่งที่มีชีวิต แต่ถึงกระนั้นก็ตามเราก็ไม่ได้รู้ว่าจิตจริงๆ คืออะไร รู้แต่ว่ามี แล้วก็เดากันไป เขียนตำรามากมายทั้งไทยทั้งเทศตามความคิดความเข้าใจ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชัดเจนว่าเดี๋ยวนี้ที่เห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นใช่ไหม ซึ่งถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ปรากฏว่ามีไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่สามารถที่จะมีใครไปทำให้เกิดขึ้น หรือเห็นเอง ก็เกิดขึ้นเองไม่ได้ แต่ว่ามีปัจจัยที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น คิดง่ายๆ ถ้าไม่มีตาเห็นไหม ไม่เห็นใช่ไหม แต่ตาไม่ใช่เห็น และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ใช่ตา แต่เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้กำลังกระทบตา ไม่ใช่กระทบหู ไม่ใช่กระทบจมูก แต่กำลังกระทบตา เราเรียกว่าตา แต่เรายังไม่รู้เลยว่าตาอยู่ที่ไหน มีคนศึกษาวิชาการแพทย์ มีจักษุแพทย์ มีอะไรก็ตามแต่ ก็มีคำที่กล่าวถึงตา แต่เขารู้ไหมว่าตาเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏให้ใครมองเห็นได้เลย ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ มองตาจำสีสันวรรณะได้ คิดว่านั่นเป็นตา แต่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก สีเดียวกัน รูปร่างตาของหุ่นเหมือนเลย เรียกว่าตาก็ได้ แต่เอาอะไรไปกระทบ หุ่นจะเห็นไหม ไม่เห็น เพราะฉะนั้นตาเป็นรูปพิเศษรูปหนึ่ง ซึ่งกรรมเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น ไม่เหมือนรูปอื่นเลยทั้งสิ้น ใครก็ทำไม่ได้นอกจากกรรมคือการกระทำที่ได้กระทำแล้ว ที่เป็นเหตุให้เกิดตา สีต่างๆ หรือเปล่า ตาสีน้ำตาลก็มี สีดำก็มี สีฟ้าก็มี ใครทำได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเป็นรูปที่ไม่ใช่สีเขียว สีแดง สีฟ้า สีน้ำตาล หรือสีอะไรเลยทั้งสิ้น แต่เป็นรูปที่เมื่อใดที่มีสิ่งที่กระทบกันได้คือสิ่งที่กำลังปรากฏกระทบ เมื่อนั้นเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้ ซึ่งเราใช้คำว่าจิตๆ เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ แต่ว่ามีหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นจิตนี้อาศัยตา

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    20 เม.ย. 2569