ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๗
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท
วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เมื่อจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับไปทำหน้าที่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ นั่นคือตายที่เราใช้คำว่า จุติ มีอะไรที่ติดตามไปได้ ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ ทุกอย่างจะจากไปวันไหน ขณะใดได้หมดโดยไม่มีใครรู้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเป็นผู้ประมาทหรือไม่ แต่ก็เป็นผู้ที่รู้ความจริงว่าอกุศลยังมีมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นแม้โลภะความติดข้องหรือโทสะความขุ่นใจก็เป็นธรรม ดังนั้นมั่นคงอยู่ว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เราไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มิฉะนั้นความเป็นเราก็หวั่นไหวทำให้อยากจะทำเช่นนั้นเช่นนี้บ้าง แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงในความเข้าใจยังไม่พอ
ด้วยเหตุนี้ หนทางนี้คือหนทางที่จะเข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้นจนประจักษ์แจ้งว่า ธรรมไม่ใช่เราและเป็นอนัตตา แต่ต้องเป็นความเข้าใจถูกความเห็นถูกซึ่งไม่ไปทำสิ่งที่ผิด เพราะเหตุว่าปัญญาไม่ทำให้เกิดการกระทำที่ผิด
ผู้ฟัง ในสภาพธรรมที่เป็นความผูกพัน อย่างเช่น ดิฉันมีความผูกพันกับน้องตั๊กและคุณแม่จิ๋ม เลยทำให้วันนี้มีกำลังที่มาสนทนาธรรม สภาพธรรมที่ดูเหมือนเป็นอกุศลก็นำมาซึ่งกุศลได้
ท่านอาจารย์ ก็ต้องพิจารณา เราไม่สามารถที่จะรู้สิ่งที่เราสะสมมามากมายได้ แต่ว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นต้องมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น เรายังไม่พูดถึงชื่อคนหรือเรื่องราวต่างๆ คุณกนกวรรณพูดถึงความผูกพัน หมายความถึงความติดข้องที่มีทุกอย่างทุกทาง แล้วเราก็เลือกมาเฉพาะบางตอนที่จะกล่าวถึงเพราะเรารู้สึกชัดเจน ใช่หรือไม่ แต่ตามความเป็นจริงสภาพธรรมนั้นเกิดเมื่อไร ติดข้องเมื่อนั้น แล้วแต่ว่าจะมากหรือจะน้อย เช่น ในขณะนี้ก็กำลังติดข้อง ไม่ใช่คุณจิ๋ม ไม่ใช่ครอบครัวคุณจิ๋ม หรือใครทั้งนั้นก็ติดข้อง เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่า ขณะนั้นเราสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้เพียงใด
เราคิดถึงสัตว์บุคคล แต่ถ้าไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้นก็ไม่มีอะไรที่จะติดข้อง แต่เพราะไม่รู้ เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดซึ่งต้องเกิดจึงปรากฏว่ามี เท่านี้เราก็ลืมแล้ว เป็นคนนั้นคนนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น ที่มีจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้เลยเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นมากมายมหาศาลรวดเร็วพร้อมกัน ไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่า เป็นเพียงหนึ่งที่เกิดแล้วดับเพราะรวมกัน ซึ่งเป็นเช่นนี้มานานแสนนาน
ความผูกพันเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพที่ติดข้อง และไม่ใช่ติดข้องเฉพาะคนนั้นคนนี้ด้วย ติดข้องในทุกอย่างที่ปรากฏโดยความเป็นเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความจำ ทั้งหมดตลอดเป็นแต่ละหนึ่ง แต่เพราะถูกปิดบังด้วยการเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่เห็นการเกิดดับเลยแม้ขณะนี้ ลองคิดดู ดังนั้นคำที่เราได้ฟังเป็นความจริงที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งซึ่งควรที่จะได้เข้าใจอย่างมั่นคงว่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมดแม้แต่คำว่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด คือแต่ละหนึ่งที่มีจริงซึ่งเกิดขึ้น มีจริงชั่วขณะที่เกิดแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก ไม่เหลืออีกเลยแม้เศษเล็กเศษน้อยสักนิดก็ไม่มี ดับไปเลยจริงๆ ในสังสารวัฏฏ์หาอีกไม่ได้
เพราะฉะนั้น การเข้าใจความจริงเช่นนี้ทีละเล็กทีละน้อย ดีกว่าเราพยายามที่จะไปตอบปัญหา เราผูกพันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำเรื่องนี้ทำให้เกิดเรื่องนั้นอะไรเช่นนี้ เป็นต้น เพราะเหตุว่านั่นคือความคิด แต่ให้ทราบว่าปัญญาของเราระดับไหน ไม่รู้อะไรเลยทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ ทั้งๆ ที่กำลังฟังอยู่เช่นนี้ก็ยังไม่รู้ว่าแต่ละหนึ่งไม่ใช่เรา เพราะเวลานี้แต่ละหนึ่งอยู่ไหน เห็นหรือไม่ว่า ดับหมดแล้วเร็วมากสุดที่จะประมาณได้เกินกว่าที่เราจะไปรู้ว่า ขณะนี้ หนึ่งนั้นที่เกิดแล้วดับคืออะไร จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น ละคลายความติดข้องในหลายๆ อย่างซึ่งติดพร้อมกันและรวมกันแน่นมาก ออกเป็นทีละหนึ่งที่ติดข้องก็สามารถที่จะเห็นความต่างของแต่ละหนึ่ง จนในที่สุดสามารถละคลายการไม่รู้ในแต่ละหนึ่ง เมื่อนั้นจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ว่า แต่ละหนึ่งนั้นกำลังปรากฏเกิดขึ้นและดับไป โดยที่ไม่มีใครไปทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้นได้เลย แต่อาศัยความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยที่ค่อยๆ มั่นคงว่า ความจริงเป็นเช่นนี้ ถ้าความจริงเป็นเช่นนี้ หวั่นไหวหรือไม่ คุณวิชัยหวั่นไหวหรือไม่
อ.วิชัย ถ้ายังเป็นความไม่รู้ ความติดข้อง ก็ยังหวั่นไหวอยู่
ท่านอาจารย์ ยังหวั่นไหวอยู่ ธรรมตรงตามความเป็นจริง จะบอกว่าไม่ใช่เรา เกิดขึ้นแล้วดับไป ไม่ติดข้อง เป็นไปไม่ได้ ต้องรู้ว่าเข้าใจเพียงเท่านี้ แต่สะสมมามากที่ติดข้องก็ยังต้องหวั่นไหว การเป็นผู้ที่ตรงจึงจะได้สาระจากพระธรรม ธรรมตรงมากเลย ได้ยินได้ฟังอีกนานเท่าไรกว่าจะค่อยๆ เข้าใจหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็หนึ่งทั้งนั้นเลย เช่นแข็งก็หนึ่ง ไม่ใช่เห็น ได้ยินก็หนึ่ง ไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เห็น แต่ละหนึ่งทั้งนั้นก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง คือความไม่รู้มีมากมายมหาศาล แต่อาศัยความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย วิริยบารมี ขันติบารมี จากฝั่งของความไม่รู้ความจริงซึ่งกำลังเกิดดับเดี๋ยวนี้ จนกระทั่งถึงฝั่งที่สามารถรู้ความจริง จะรวดเร็วมากไม่ได้เลย ชาติหนึ่งจะไหวหรือไม่ ไม่มีทาง กัปป์หนึ่ง ต้องเป็นผู้ที่ตรงตามความเป็นจริงว่าไม่ต้องมีใครมาบอกเลย แต่ปัญญาของผู้ฟังเริ่มเห็นถูกต้องว่าไม่มีทางเลยที่จะรู้
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้แล้ว ถ้าไม่ฟังธรรมของพระองค์จนกระทั่งเข้าใจอย่างมั่นคง มั่นคงคือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูว่าหวั่นไหวหรือไม่ ถ้าหวั่นไหวก็คือความเข้าใจว่าเป็นเรายังมีมาก แต่ถ้ารู้ว่าไม่มีอะไร แต่สิ่งนั้นเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีกเลย เสียเวลาทุกข์ร้อนหรือไม่ ไปทุกข์ร้อนเรื่องอะไรก็เป็นเช่นนี้เอง อย่างไรๆ ก็ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ใครสามารถที่จะไปทำความไม่หวั่นไหวให้เกิดขึ้นแต่เป็นปัญญา
ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะค่อยๆ รู้ความจริง และบุคคลที่มีปัญญาเกิดขึ้นก็สามารถที่จะรู้ว่าปัญญาระดับไหนก็ยังไม่พอ จนกว่าจะหมดกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ ไม่มีกิเลส ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีความหวั่นไหวใดๆ เลยทั้งสิ้น หวั่นไหวดีหรือไม่ หวั่นไหวน้อยหรือมาก หวั่นไหวนิดเดียว ดับแล้วไม่ปรากฏ แต่หวั่นไหวมากๆ จนปรากฏก็เป็นความทุกข์ ซึ่งไม่มีใครยับยั้งได้นอกจากปัญญาเท่านั้น
ดังนั้นในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นสามารถรู้ความจริงได้ว่า ไม่ใช่เรา ขณะนั้นเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วมากเลยก็ไม่ต้องห่วง มีปัจจัยเกิดต่อไปแล้วแต่ว่าจะเป็นอะไร เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเรื่องราวทั้งหลายที่เราเคยคิดว่าสำคัญ ความผูกพันสิ่งนั้นจะทำให้เกิดสิ่งนี้สิ่งนั้นก็ค่อยๆ ละไป เพราะเหตุว่าเรายังไม่ได้รู้เลยว่าเป็นธรรม แต่เราไปคิดเรื่องธรรมมากมายแล้วก็คิดผิดๆ ถูกๆ ด้วย จะถูกต้องขึ้นเมื่อฟังธรรมเพิ่มขึ้น พิจารณาละเอียดขึ้นและรู้ว่า แม้แต่คำว่าธรรมคำเดียวก็ยังไม่ถึงไหน ใช่หรือไม่ ในเมื่อธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างไม่เว้นเลย มีลักษณะเฉพาะแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย เป็นไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น มากกว่านั้นก็ไม่ได้ น้อยกว่านั้นก็ไม่ได้ ต้องเท่าที่ปัจจัยจะทำให้เกิดขึ้น
ผู้ฟัง ทำให้ทราบว่า การศึกษาธรรมเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากมากจริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องละเอียด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องใหญ่ ทุกข์มากมาจากไหน ถ้าไม่มาจากทีละเล็กทีละน้อย ประมาทไม่ได้เลยว่าเราไม่รู้จริงๆ และเราก็สนใจเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ แล้วเรื่องเล็กๆ เล่า เมื่อเรื่องใหญ่หมดไปก็สบายดีหรือไม่ หรือว่ายังเห็นโทษของการที่ไม่เข้าใจธรรม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ความเข้าใจถูกต้องในความเป็นอนัตตาจะไม่เลือก เพราะเหตุว่าไม่รู้ทั้งนั้น ใหญ่ก็ไม่รู้ เล็กก็ไม่รู้ ถ้ารู้ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็คือธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ดังนั้นมีความมั่นคงที่จะเข้าใจในธรรม
ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ให้เข้าใจถูกต้องในธรรมว่าไม่ใช่เรา เมื่อใช้คำว่าธรรมจะเป็นเราได้อย่างไร เท่านี้เราก็รู้แล้วใช่หรือไม่ว่า ยังเต็มไปด้วยความไม่รู้ในธรรม วันนี้ฟังมากรู้ขึ้นเท่าไร ไม่ต้องไปนับ ไม่ต้องไปวัด ความจริงเป็นอย่างไรก็เป็นเช่นนั้น นี่คือเข้าใจมั่นคงขึ้นในความไม่ใช่เรา แต่ความห่วงใยในความเป็นตัวตนก็ขึ้นอยู่กับว่ามากน้อยเท่าไร ถ้าน้อยก็เรารู้น้อย ถ้ามากกว่านี้ก็ขวนขวายแล้ว ทำอย่างไรที่จะให้เราต้องรู้มากขึ้น ก็ขณะนั้นไม่รู้ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น หนทางเดียวคือเข้าใจถูกต้องว่า ความรู้เกิดขึ้นไม่ได้เองแน่นอน มีมากมายมหาศาลที่ไม่รู้แล้วจะให้เกิดรู้ขึ้นมาด้วยตัวเองเป็นไปไม่ได้ นอกจากการฟังคำแต่ละคำด้วยความเคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณ ที่กล่าวคำที่ทำให้มีการไตร่ตรอง มีการเข้าใจจนกระทั่งรู้จริงๆ ในความเป็นธรรม จากที่ได้ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา
เราฟังจบหรือยัง ไม่ได้จบเลย แต่ละคำลึกซึ้งมาก ทุกคำสอดคล้องกันทั้งหมด ประมาทไม่ได้เลยว่า ถ้าเข้าใจคำหนึ่งย่อมนำไปสู่ความเข้าใจอีกคำหนึ่ง โดยไม่คลาดเคลื่อนและไม่หลงผิด จึงเป็นที่พึ่งในสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ฟังธรรมแล้วเป็นปกติหรือว่าผิดปกติ ขณะนี้ทุกอย่างที่เกิดแล้วเป็นธรรมดาและเป็นปกติ ธรรมตา ความเป็นไปของธรรมคือ เป็นแต่ละหนึ่งตามความเป็นจริง
อ.วิชัย การได้เข้าใจถึงความเป็นปัจจัยของธรรมก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นได้ แต่ยังเป็นเรื่องราวใช่หรือไม่ ที่กล่าวว่าความผูกพันของบุคคลนั้นบุคคลนี้เป็นเหตุให้มาฟังพระธรรม แต่ว่าธรรมที่กำลังเป็นไปในขณะนี้เกิดแล้วด้วยปัจจัยก็ยังไม่ปรากฏ ดังนั้น ความละเอียดของปัญญาที่ค่อยๆ สะสมความรู้ความเข้าใจในพระธรรมที่ได้ฟัง ทั้งหมดเพื่อเข้าใจความเป็นจริงที่กำลังมี
ขณะที่คิดเรื่อง สภาพธรรมก็กำลังปรากฏ คิดก็เป็นธรรม แต่ไม่ได้ปรากฏโดยความเป็นธรรมเลย ใช่หรือไม่ เพราะขณะนั้นใส่ใจในเรื่องราวของสิ่งต่างๆ แต่ความเป็นจริงถ้าไม่มีจิต เรื่องราวต่างๆ มีไม่ได้ ขณะนั้นก็เกิดแล้วด้วยปัจจัย กว่าที่ความรู้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น และมีปัจจัยให้มีการไตร่ตรองพิจารณา ค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริงของธรรมที่กำลังปรากฏ โดยจากการที่ฟังแม้เรื่องของปัจจัยของธรรม ก็สามารถที่จะเข้าใจแล้วมั่นคงว่า ขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้วไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย และความรู้จากการฟังก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นว่า เห็น ใครสร้างขึ้น ไม่มีใครสร้างขึ้น ได้ยิน ก็ไม่มีใครสร้างขึ้น แต่เพราะมีปัจจัยและก็ไม่ใช่ว่า เห็นที่เคยมีมาก่อนจะเก็บไว้และกลับมาเห็นอีกได้ แต่ว่าแต่ละขณะของสภาพธรรมถึงพร้อมด้วยปัจจัยจึงเกิด
ดังนั้นจึงไม่รู้ว่า ถ้าออกจากห้องนี้ไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น หรือขณะต่อไปในเบื้องหน้าอะไรจะเกิด ไม่มีการเก็บไว้หรือรอก่อนได้เลย เมื่อถึงพร้อมด้วยปัจจัยสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น แต่ว่าความเข้าใจจากการฟังความละเอียดของสภาพธรรม ทั้งหมดจะอุปการะต่อการที่จะเป็นผู้เข้าใจ และมั่นคงที่จะรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏได้ เพราะว่าถ้าไม่มีความรู้จากการสะสมความเข้าใจในขั้นการฟังธรรม ก็ไม่มีปัจจัยเกื้อกูลที่จะให้ความรู้ที่จะเกิดขึ้นเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏนี้ได้เลย
อ.ธนากร คำว่าโรคในพระพุทธศาสนาหมายถึงอะไร และอะไรเป็นโรคอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ โรคเป็นภาษาบาลี คุณสงบพอจะให้ความหมายได้หรือไม่
อ.สงบ โรคแปลว่าเครื่องเสียดแทง
ท่านอาจารย์ ชัดเจนใช่หรือไม่ เมื่อใดเกิด เมื่อนั้นคือลักษณะที่เสียดแทง ตรงไหนก็ได้ ทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าแล้วแต่ว่าตรงไหนจะเกิดอะไร เสียดแทงตรงไหนก็คือโรค สภาพธรรมที่มีจริง โรคใจก็เสียดแทงใจ กายเสียดแทงใจไม่ได้ใช่หรือไม่ แต่โรคกายหรือโรคใจทั้งสองอย่างนี้เกิดเมื่อไรก็เสียดแทง แล้วแต่ว่าเป็นทางกายหรือทางใจ กำลังมีโรคหรือไม่ ถ้าไม่ศึกษาบางคนก็บอกแข็งแรงสบายดี ไม่มีอะไร ใช่หรือไม่ แต่ว่าเกิดปรากฏเมื่อไรก็รำพันว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ ความจริงก็คือธรรมซึ่งกำลังเสียดแทง โรคกายพอจะรู้ได้ไม่ยากเลยแต่โรคใจรู้ยาก ต้องปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ได้เพราะว่าอวิชชาคือความไม่รู้ จะให้ไปรู้เป็นไปไม่ได้ แต่วิชชาคือความเห็นถูก ความเข้าใจถูก ไม่มีที่จะผิด ขณะที่เกิดขึ้นก็เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงตามกำลังของปัญญา ตอนนี้เข้าใจหรือยัง
อ.ธนากร เข้าใจขึ้นว่าเป็นสภาพที่เสียดแทง แต่ว่าที่รู้ยากคือกิเลสอกุศล
ท่านอาจารย์ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ภพไหนชาติไหนก็ยังต้องมีโรคที่เสียดแทง ต่อเมื่อใดไม่มี ไม่เกิดก็ไม่มีโรค พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ที่รักษาโรค ฟังดูง่ายๆ เหมือนกับหมอทั่วๆ ไป แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ รักษาจนโรคหายสนิท เพราะเหตุว่าถ้ายังมีกิเลส มีเกิด มีรูป มีร่างกายก็ต้องมีโรคซึ่งแล้วแต่ว่าจะเกิดในภพภูมิไหน ถ้าเกิดในภพภูมิที่ไม่มีกายปสาทซึมซาบอยู่ หรือว่าในภพภูมิซึ่งไม่มีร่างกายเลย โรคกายก็ไม่มี แต่ยังมีโรคทุกข์ใจ
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรักษาทุกโรค ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นเลยก็ไม่มีโรคตามลำดับ ในภพภูมิที่ไม่มีกายปสาทไม่มีการที่จะมีโรค และแม้ว่าในภพภูมิที่ไม่มีรูปร่างกายเลย โรคกายไม่มี แต่โรคใจก็ต้องมี แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นแพทย์ ผู้ประเสริฐสุดรักษาได้ทุกโรค เมื่อไม่มีการเกิดอีกเลย ทั้งโรคกายและโรคใจก็ไม่มี
อ.วิชัย มีข้อความที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระอุทานว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตะธรรม ทางมีองค์ ๘ เป็นทางอันเกษม ดังนั้นความไม่มีโรค ถ้าโรคกายไม่มีดีกว่ามีโรค ใช่หรือไม่ แต่ใจถ้าเป็นโรคก็ไม่ได้นำมาซึ่งคุณความดีอะไรเลย เพราะใจขณะนั้นประกอบด้วยอกุศล แต่ถ้าไม่มีโรคใจก็ถึงกาลของกุศลโดยประการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่จนถึงความไม่มีโรค คือการที่กุศลถึงความเป็นพระอรหันต์ก็ไม่มีโรคใดๆ เพราะว่าดับทั้งหมดแล้ว ดังนั้น ความเป็นสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพานเพราะไม่มีการเกิดขึ้นอีกต่อไป
ท่านอาจารย์ ทุกคนก็ห่วงกาย เมื่อมีโรคกายก็ต้องรักษา เดือดร้อนไม่อยากให้มี แต่ลืมโรคใจ ไม่คิดจะรักษาใช่หรือไม่ จนกว่าจะรู้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุดนักหนาด้วย ไม่รู้อะไรเลยทั้งๆ ที่กำลังปรากฏ โรคร้ายหรือไม่ และหนทางเดียวก็คือ ต้องเห็นโทษแล้วจึงจะคิดหาทางที่จะรักษา เพราะฉะนั้น คนส่วนใหญ่ไม่คิดเลยที่จะรักษาโรคใจ ไม่เห็นคุณของพระธรรม ไม่คิดว่าแต่ละคำอีกกี่ชาติ ถ้าไม่ใช่จากชาตินี้แล้วที่จะได้ฟัง ไม่มีใครรู้ ต่อไปจะได้ยินได้ฟังอีกหรือไม่ โอกาสที่จะได้ฟังใครจะรู้ว่าจะอีกมากหรือน้อยเท่าไร ถ้าเป็นผู้ที่เห็นโทษของโรคใจจริงๆ ว่า หมอกายรักษาไม่ได้ มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะรักษาได้ ก็จะไม่พลาดโอกาสที่จะเห็นคุณค่าแม้แต่ขณะที่ได้ฟังพระธรรมแต่ละขณะ
ผู้ฟัง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนดับไปเป็นธรรมดา
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่ สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็สอดคล้องกันทั้งหมด
ผู้ฟัง หมายถึงเห็นขณะนี้ ได้ยินขณะนี้
ท่านอาจารย์ ทุกอย่าง สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นธรรม ไม่ใช่เรา เพราะเกิดแล้วก็ดับ แล้วเราอยู่ไหน ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ เดี๋ยวนี้กำลังเห็น เห็นทุกวัน นานแล้วด้วย ได้ยินคำว่าเห็นไม่ใช่เราก็ฟังไป แล้วเมื่อไรจะไม่ใช่เรา ถ้าไม่ฟังเลยมีทางที่จะรู้หรือไม่ ทุกครั้งควรเรียกให้มาดูใช่หรือไม่ ภาษาไทย อยู่ตรงนี้แล้วเรียกให้มาดูอะไร อะไรควรดูอย่างยิ่ง เห็นหรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่พูดบ่อยๆ ก็ดูอย่างอื่น ดูม่าน ดูดอกไม้ ดูอะไรๆ ลวดลายต่างๆ แต่ควรเรียกให้มาดูสิ่งที่ควรรู้อย่างยิ่งคือ เดี๋ยวนี้เห็น เรียกทุกวัน เห็นเกิดแล้วเห็นก็ดับไป ขณะนี้เห็นกำลังเกิดดับ เรียก เรียกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดู
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเรียกให้มาดู ๔๕ ปีทุกคำใช่หรือไม่ ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรที่ควรจะดูให้เข้าใจให้ถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วจะมีคำไหนมาชวน มาเรียก นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไม่ลืม ทุกคำให้มาดู ให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ มายาก กี่ปีที่ได้ฟัง บางคนบอก ๘ ปี บางคนบอก ๑๐ ปี ดูอะไร ไม่ใช่อื่นไกลเลย สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งกำลังเรียกอยู่ตลอดเวลาด้วยคำของพระองค์
อ.อรรณพ สะสมมาน้อยที่ฟังพระธรรมเหมือนคำเรียกคำเตือนว่า ขณะนี้มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ว่าไม่เห็น แต่ชอบดูเรื่องอื่น อย่างเช่น สีปรากฏอยู่ ก็ไม่ได้สนใจในลักษณะของสีที่จะปรากฏตามความเป็นจริง ก็เป็นดอกไม้ เป็นคน เป็นอะไร แล้วก็สนใจคน สนใจดอกไม้ สนใจเรื่องราวอะไรมากกว่าที่จะใส่ใจในลักษณะของตัวจริงที่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ ขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิด รู้คุณหรือไม่ ที่กว่าจะได้มาถึงด้วยคำของพระองค์ที่จะเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เห็นคือ เริ่มเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะทำให้ปัญญาระดับนั้นเกิดได้เอง แต่จากการที่ได้ฟังแล้วเข้าใจก็จะเห็นได้เลย ขณะนี้ได้เข้าใจ เห็นพระคุณแล้ว แล้วยิ่งขณะที่กำลังเข้าถึงลักษณะที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจ ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน จะรู้หรือไม่ว่า จะไม่มีโอกาสเกิดขณะนั้นเลย ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ระลึกถึงคุณเมื่อได้เข้าใจธรรม ด้วยเหตุนี้ ศรัทธาของพระอริยบุคคลจึงมั่นคงกว่าผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคล
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380