ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๗

    สนทนาธรรม ที่ สโมสรนายทหาร ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี

    วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ฟังเรื่องอื่นเลย ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง เพื่อที่จะได้รู้จักสิ่งที่มีโดยลักษณะของความเป็นธรรม ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เห็น เปรียบเทียบว่าถ้าเราไม่มีจิต ถ้าตายแล้วถึงมีตาอยู่เราก็ไม่เห็น แต่เพราะว่ายังมีจิตเราถึงเห็น ทำให้คิดว่าที่เห็นเป็นจิต ไม่ใช่ว่ามาจากร่างกายนี้ ค่อยๆ พิจารณาตามนี้

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจ ตาก็มี แต่มีใครเห็นตาบ้างหรือไม่ รู้แต่ว่ามีตา แต่ใครเห็นตาบ้าง เห็นตาของคนอื่น ตาของตัวเองต้องส่องกระจก แต่ถึงจะส่องกระจกหรือมองเห็นอะไรก็ตามเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ ความลึกซึ้งคือถ้าไม่มีสิ่งนี้ที่สามารถกระทบตา ทำให้จิตเกิดขึ้นเห็นเฉพาะสิ่งที่กระทบตาแล้วดับไป ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ค่อยๆ ละเอียดขึ้น แม้แต่การละคลายในขั้นการฟังว่า เห็นเป็นเราไม่ได้แน่นอน แต่ทั้งๆ ที่ฟังเช่นนี้ เมื่อไรจะเริ่มถึงเฉพาะลักษณะของเห็นที่กำลังเห็น บังคับไม่ได้ใช่หรือไม่ กำลังฟังเรื่อง กำลังได้ยินเสียง กำลังเห็น กำลังคิด มีทุกอย่าง แต่ว่ายังไม่ได้มีอะไรที่ปรากฏสักอย่างว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นธรรม แต่ลองคิดดูถึงความสำคัญของเห็น ถ้าไม่เห็นเลยก็คงจะไม่มีเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตซึ่งติดตามมามากมายเพราะการเห็น ถ้าไม่มีการได้ยินก็ไม่มีเรื่องราวต่างๆ มากมายไม่หยุดเลย ไปตลอดทุกวัน ถึงวันนี้ก็ไปเป็นพรุ่งนี้อีกแล้ว แล้วก็ไปเป็นเรื่องต่อๆ ไปอีก

    เพราะฉะนั้น ใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เพราะยังไม่เกิดก็ไม่รู้ และเมื่อไรจะหมดสิ้น ไม่มีไม่ได้ มีปัจจัยก็ต้องเกิด เกิดแล้วดับไป เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏฏ์ และความจริงคือไม่มีใครเลย แต่ว่าความคิดการปรุงแต่งของความจำทำให้เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ และทำให้มีการที่จะขวนขวายแสวงหาสิ่งต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย ขณะนี้ก็กำลังแสวงหา แล้วต่อไปก็แสวงหา ก่อนตายแสวงหา แล้วก็ไม่มีอะไรใช่หรือไม่ กำลังแสวงหาก็ตายได้ ยังไม่ได้พบสิ่งที่ต้องการ เพราะมีเรื่องราวที่คิดจะทำและต้องการแต่ว่ายังไม่จบสิ้นก็ตายก่อน

    แสดงให้เห็นว่าทั้งหมดเพื่ออะไร ไม่มีอะไรเลยใช่หรือไม่ สิ่งที่แสวงหาก็เกิดดับ สภาพของผู้ที่กำลังแสวงหาก็เกิดดับ เพราะฉะนั้น เป็นแต่เพียงการเกิดดับของสภาพธรรมซึ่งใครก็หยุดยั้งไม่ได้ แล้วหลงยึดถือทำให้เกิดความทุกข์มากมายต่างๆ จนกว่าจะมีความเข้าใจจริงๆ ว่าเป็นธรรมเท่านั้นแล้วจะค่อยๆ ละความติดข้อง

    ผู้ฟัง บางคนที่บอกว่าจะไปรักษาศีล สมาทานศีลอะไรต่างๆ เมื่อมาฟังท่านอาจารย์อธิบายว่า ถ้าไม่มีจิตจะทำบุญ จะทำทาน รักษาศีล ได้หรือไม่ เรื่องนี้ต้องสนทนาให้เกิดความละเอียดยิ่งขึ้น

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเข้าใจเพราะว่าเป็นพระพุทธพจน์ ถ้าไม่มีจิตไม่มีศีลแน่ โต๊ะเก้าอี้มีศีลหรือไม่ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นศีลคืออะไร ศีลคือ ความประพฤติเป็นไปของจิตตามปกติ จึงมีขณะที่จิตประพฤติเป็นไปในทางที่ไม่ดี ก็เป็นความประพฤติเป็นไปเพราะมีจิต จึงมีสภาพธรรมคือเจตสิกที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วยในขณะนั้น จิตจึงเป็นไปตามเจตสิกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เจตนา ความจงใจ ตั้งใจ ก็เป็นไปตามสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน ถ้าเป็นความโลภ ความติดข้องขณะนั้นจิตก็ต้องติดข้อง ประพฤติเป็นไปตามกำลังของความติดข้อง เจตนาก็เป็นไปตามความติดข้องว่ามากน้อยเท่าไร ขณะนั้นเมื่อเป็นความติดข้องไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะไม่รู้ความจริงว่าติดข้องอะไรในเมื่อไม่มี แต่เพราะคิดว่ามีเลยเข้าใจว่ายังอยู่ เพราะธรรมที่ดับไปมีสภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลย จึงเข้าใจว่ายังมีอยู่ จึงติดข้องใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นขณะนั้นเป็นอกุศล เป็นอกุศลศีลของจิต คือความประพฤติเป็นไปของจิตซึ่งเป็นไปในทางที่ไม่ดี

    ดังนั้น ถ้าพูดถึงศีลก็ต้องเป็นสภาพของจิตเจตสิก สภาพที่ไม่ใช่สภาพรู้ก็ไม่มีความประพฤติเป็นไปของสภาพรู้ การฟังธรรมทีละคำ ศีลคือ ความประพฤติเป็นไปของนามธรรมคือ จิตและเจตสิกจึงมีทั้งอกุศลศีลและกุศลศีล และขณะที่ไม่ใช่อกุศลและกุศลก็เป็นอัพยากตศีล เพราะว่าจิตยังต้องเกิดขึ้นประพฤติเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่สำหรับพระอรหันต์ดับทั้งกุศลและอกุศล เพราะเหตุว่าอกุศลเป็นเหตุนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดี กุศลเป็นเหตุนำมาซึ่งสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นเมื่อยังมีเหตุก็ต้องมีผล ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์สภาพที่ดีงามก็เป็นกุศลเหตุ แต่เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีทั้งอกุศลและกุศล เพราะว่าตราบใดที่สภาพที่ดีงามยังเป็นกุศลก็ต้องเป็นเหตุ แต่เมื่อปรินิพพานแล้วไม่มีการเกิดอีกเลย ระหว่างที่ยังไม่ปรินิพพานยังมีจิตที่ประพฤติเป็นไป แม้เป็นสภาพธรรมที่ดีงามทั้งหมดก็เป็นอัพยากตศีล ความหมายของอัพยากตะคือ ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล

    ไปฟังสวด กุสลา ธัมมา เข้าใจแล้วว่าคือธรรมที่เป็นกุศล อกุสลา ธัมมา ธรรมที่เป็นอกุศล อัพยากตา ธัมมา ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล รวมทั้งหมดเลย ก็ชัดเจน เพราะฉะนั้น คำใหม่แม้เพียงคำเดียวถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถที่จะรู้และไตร่ตรองว่า อะไรเป็นอัพยากตธรรม คือธรรมที่เป็นกุศลไม่ได้ เป็นอกุศลไม่ได้ หรือไม่ใช่ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ยกตัวอย่างได้เลยใช่หรือไม่ว่า อะไรเป็นธรรมที่ไม่ใช่กุศลและไม่ใช่อกุศล เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า เริ่มรู้จักธรรมซึ่งมี โดยอาศัยการฟังเพื่อที่จะถึงความไม่มีเรา และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากสภาพที่แท้จริงของสิ่งนั้น ซึ่งใช้คำว่าปรมัตถธรรม เป็นธรรม แน่นอน มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ต้องเป็นเฉพาะสิ่งนั้นเท่านั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จิตต้องเป็นจิต เจตสิกต้องเป็นเจตสิก รูปต้องเป็นรูป เปลี่ยนไม่ได้เลย และนิพพานก็ไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป เดี๋ยวนี้มีหรือไม่

    ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่มี

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ไม่มี แต่นิพพานเป็นสิ่งที่มีจริงคือ เป็นสภาพธรรมที่ดับกิเลส ถ้าไม่มีการเกิดเลยจะไปติดข้องในอะไร นิพพานไม่ใช่จิตที่เกิด ไม่ใช่เจตสิกที่เกิด ไม่ใช่รูปที่เกิด ไม่มีการเกิดให้ใครติดข้องได้เลย เพราะฉะนั้นสภาพนั้นดับโลภะ แต่ไม่ใช่ว่าคิดเอง ต้องเป็นความเข้าใจที่ต้องรู้จักสิ่งที่มีก่อนแล้วก็รู้ว่า สิ่งนี้เองไม่ควรที่จะยินดี นี่คือความหมายของทุกขลักษณะ เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่เหลือ ไปยินดีเพื่ออะไร เสียเวลาหรือไม่ ประโยชน์อะไรที่จะต้องเกิดดับไปเรื่อยๆ แล้วไม่เหลือเลย ถ้าเหลืออยู่ก็ยังพอจะยินดีใช่หรือไม่ แต่ไม่เหลือเลยสักนิดเดียว ดับคือดับจริงๆ

    ขณะเมื่อครู่นี้ดับแล้ว ไม่มีใครรู้ ไม่ได้กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ แต่มีขณะนี้ และขณะนี้ก็ดับอีก เพราะฉะนั้น ปัญญาที่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงต้องเริ่มจากการฟังเข้าใจแล้วเข้าใจขึ้น จนกระทั่งถึงปัญญาระดับขั้นต่อไปจนประจักษ์แจ้ง ถ้าผู้ฟังรู้ไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง จะทรงแสดงธรรมเพื่ออะไรกับสิ่งที่เขารู้ไม่ได้และไม่มีประโยชน์ แต่เพราะเหตุว่าสามารถที่จะนำมาซึ่งความเข้าใจถูกเห็นถูกได้ จึงทรงแสดงหนทางที่จะทำให้รู้ความจริงนี้ตามลำดับขั้น ซึ่งเป็นปัญญาความเห็นถูกเท่านั้นจึงสามารถที่จะรู้ความจริงได้ รู้เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรกับวันหนึ่งๆ

    ผู้ฟัง จริงๆ แล้วทำอะไรไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ทำอะไรไม่ได้ แต่เริ่มเป็นคนดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ตรงนี้คือความเข้าใจถูก

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก ต้องรู้เลย สภาพธรรมที่เห็นถูกเข้าใจถูกที่เราใช้คำว่า ปัญญา นำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงามที่เป็นกุศล อกุศลความไม่รู้จะนำไปสู่ความดีไม่ได้เลย ตัวเองก็ไม่ดีแล้วจะนำไปสู่ความดีได้อย่างไร ใช่หรือไม่ แต่สภาพที่เห็นถูกเข้าใจถูกรู้เลยว่าไม่มีเรา เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เคยติดข้อง ถ้าติดข้องน้อยลงดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ดี

    ท่านอาจารย์ แต่ไม่ใช่ด้วยความไม่รู้ ต้องด้วยกำลังของปัญญา เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงการดับกิเลสตามลำดับขั้น ไม่ใช่ว่าทันทีที่รู้ความจริง รู้แจ้งอริยสัจจธรรม สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเลย ไม่ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส เลย ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะว่าเขาไม่ได้รู้ความลึกซึ้งและความละเอียดว่า กิเลสต้องดับตามลำดับ ดับถึงอนุสัยอย่างละเอียดที่แม้นอนหลับก็ยังมี เป็นพืชเชื้อปัจจัยที่จะทำให้ทันทีที่ลืมตาตื่นก็มาเลย อกุศลเกิดแล้ว ยับยั้งไม่ได้เลย แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ให้ไปยับยั้ง แต่ความเข้าใจของผู้ฟังเป็นมรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้สามารถที่จะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด และแม้ขณะที่สภาพธรรมที่ดีงามเกิดก็ไม่ใช่เรา ตามเหตุตามปัจจัย

    ดังนั้นต้องรู้ว่า ก่อนที่จะดับความติดข้องและกิเลสมากมายมหาศาลก็คือ ดับความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเราก่อน ผิดหรือไม่ที่เห็นผิดว่าเป็นเราในเมื่อไม่ใช่เรา แล้วก็ทำทุกอย่างผิดๆ เพราะความเป็นเรามากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น ถ้าค่อยๆ รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา ก็จะไม่ไปทำสิ่งที่เคยทำมาแล้วด้วยความยึดมั่นว่าเป็นเรา แต่ต้องเป็นผู้ละเอียด ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ปัญญาที่เกิดขึ้นถ้าตราบใดที่ยังไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏก็ดับกิเลสไม่ได้

    ผู้ฟัง ได้กล่าวถึงว่าความจริงเป็นเช่นนี้ เมื่อถามว่าเห็นเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์ก็บอกว่า เห็นเป็นเห็น กล่าวโดยบาลีเห็นคือจักขุวิญญาณธาตุ ก็มีชื่อใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว แต่ว่าไปยึดติดในชื่อนั้น หรือว่ากำลังเข้าใจสภาวะที่เป็นเช่นนั้น ต้องอาศัยสนทนาถึงจะค่อยๆ เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ต้องมั่นคงจนไม่เปลี่ยนใช่หรือไม่ เช่นคำว่า เห็นเป็นเห็น ใครเขาจะพูดว่าอย่างไรก็เปลี่ยนเห็นไม่ได้ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เป็นเห็นเดี๋ยวนี้ด้วย แต่ไม่เข้าใจธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น ถึงแม้ว่ากำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็เป็นเห็นแต่เป็นเรา ดังนั้นกว่าจะละความยึดถือที่ไปยึดถือเห็นว่าเป็นเรา ก็ต้องฟังจนกระทั่งมีความเข้าใจขึ้น จนกระทั่งรู้จักเห็นแล้วยังต้องรู้จักจำอีกมากมายทุกอย่าง ละเอียดขึ้นใช่หรือไม่ เกิดมาก็จำเลย จำก็ไม่ใช่เรา และจำก็เกิดดับด้วย

    ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงถึงที่สุด ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย ธรรมทั้งหลายเป็นปรมัตถธรรม เปลี่ยนไม่ได้ ต้องเป็นเช่นนั้น แล้วก็ยากที่จะรู้ด้วยเป็นอภิธรรม เพราะฉะนั้น ที่มีคนบอกว่าจะฟังธรรมแต่ไม่ศึกษาอภิธรรม เป็นไปได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นไปไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะเขาไม่เข้าใจว่าธรรมนั่นเอง ไม่ว่าธรรมใดๆ ทั้งสิ้นลึกซึ้งจึงเป็นอภิธรรม เห็นก็กำลังเห็น แต่จะไม่ใช่เราโดยการที่เมื่อรู้ในความเป็นธาตุรู้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เท่านี้ เร็วเพียงใด เพราะทั้งสองอย่างเกิดดับตลอดเวลา สิ่งที่กำลังปรากฏเกิดกระทบตาแล้วดับ แต่ก่อนดับก็เป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้นพร้อมกับจิตที่เกิดสืบต่อ จนกว่ารูปที่ปรากฏที่กระทบตาจะดับ ก็ไม่รู้สึกเลย แม้แต่ขณะนี้ได้ยินเสียงหรือเห็น ไม่ใช่มีใครเลือก แต่เพราะธรรมอย่างหนึ่งคือ เจตสิกที่กระทบอารมณ์เกิดพร้อมจิตเลย ผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ใด จิตรู้อารมณ์นั้นพร้อมกันทันที ไม่มีใครไปเลือก จะไปบอกให้ดูลมหายใจได้หรือ ไปทำอะไร ไม่เข้าใจเลยว่าผัสสเจตสิกกระทบหรือไม่ ถ้าผัสสเจตสิกไม่กระทบ จะไปรู้ได้อย่างไร จะไปบอกให้ผัสสเจตสิกกระทบลมหายใจ พูดเหมือนกับว่าสามารถที่จะทำได้เพราะไม่รู้ว่า ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น

    แม้แต่การที่ลมหายใจจะปรากฏก็เพราะผัสสเจตสิกกระทบ เกิดพร้อมกับจิตทันที จิตนั้นจึงรู้แจ้งในความเป็นธรรมซึ่งปรากฏในขณะนั้น ไม่มีชื่อลมหายใจ นี่เป็นสิ่งซึ่งพระธรรมเท่านั้นที่จะทำให้พ้นจากความเห็นผิด จากการคิดผิด คิดเองผิดแน่ แต่ถ้าฟังพระธรรมด้วยความเคารพแต่ละคำ ไม่มีทางผิดเลย ไม่ว่าคำใดๆ ทั้งสิ้นต้องเข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น จะไปบอกให้ใครกำหนดลมหายใจได้หรือ นั่นคือสั่งผัสสเจตสิกใช่หรือไม่ ผัสสเจตสิกก็ยังไม่เกิดเลย แล้วจะไปสั่งผัสสเจตสิกได้อย่างไร

    คำใดที่ไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนั้นไม่จริง แต่คนที่จะรู้ว่าไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องฟังคำของพระองค์เพราะคิดเองไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีคนที่หลงคิด หลงเชื่อ หลงทำตาม แต่ว่าคนที่สะสมมาก็รู้ว่านั่นไม่ถูกต้อง แม้ว่ายังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพราะฟังยังไม่พอ หรือยังไม่ได้ฟัง แต่ก็ยังรู้ว่านั่นไม่ถูก ใช่หรือไม่ เพราะอะไร กำลังเห็นก็บอกให้ไปรู้ลมหายใจ เห็นเกิดแล้วดับแล้วและจะไปรู้ลมหายใจได้อย่างไร

    วันนี้มีคำเพิ่มเติม ผัสสเจตสิก ซึ่งความจริงเจตสิก ๕๒ ประเภทมีความหลากหลายต่างๆ กัน และแต่ละหนึ่งยังมีความมากน้อยต่างกันด้วย และปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันทั้งหมดแต่ไม่รู้ วันนี้ก็รู้ว่าขณะที่เห็นไม่ได้เลือก เกิดแล้วเพราะผัสสเจตสิก เป็นเจตสิกที่เกิดกระทบอารมณ์ แล้วแต่ว่าขณะนี้จิตรู้อะไร เพราะผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์นั้น และผัสสเจตสิกไม่ใช่เรา กว่าจะรู้

    ความเป็นเราครบหมดทุกอย่างที่มี ที่เกิดขึ้นปรากฏไม่เว้นเลย เพราะฉะนั้น ความรู้ความเข้าใจก็ต้องครบถ้วน ไม่มีความสงสัยหลงเหลือในสภาพธรรมที่ปรากฏ จึงสามารถที่จะละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนได้ แต่ยังละกิเลสอื่นอีกมากมายยังไม่ได้ ต้องตามลำดับขั้น ละความสงสัยละความเห็นผิดก่อน เป็นธรรมดาใช่หรือไม่ ไม่มีใครไปรีบเร่งทำอะไร แต่เป็นผู้ที่ฟังธรรมเป็นปกติ

    ผู้ฟัง เพียงฟังธรรมเป็นปกติ เป็นเรื่องของการสะสมจริงๆ เพราะว่าไปบังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลยว่า จะต้องถึงเวลานี้จะต้องฟังๆ ขึ้นอยู่กับการสะสมที่จะเริ่มเห็นประโยชน์ของการฟัง ก็เริ่มที่จะติดตามการฟังไปเรื่อยๆ เร่งก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น แต่ว่าความเข้าใจเกิดสะสมทีละเล็กทีละน้อย

    ท่านอาจารย์ ชาตินี้ได้ฟังแล้ว ชาติหน้าได้ฟังอีก ชาติหน้าไม่ได้บอกว่าชาติไหน เพราะใครจะรู้ว่าจากชาตินี้จะเป็นอะไร ไม่มีทางรู้เลย แม้จะเกิดเป็นเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ก็เพราะเหตุปัจจัยที่สะสมมา เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจ ในขณะที่คนอื่นไม่ได้สนใจที่จะฟังและเข้าใจ เพราะเขาไม่มีเหตุที่สะสมมา ทุกขณะที่ได้ฟังธรรมและเห็นประโยชน์ก็ได้ประโยชน์เพราะว่าได้เข้าใจ ขณะนั้นเพราะได้สะสมมา ซึ่งคนต่อไปจากคนนี้เดี๋ยวนี้ก็จะมีการสะสมของการฟังธรรมไปด้วย

    ผู้ฟัง ขอรบกวนสอบถามข้อที่กังวลใจอยู่ข้อหนึ่ง ขณะที่เลี้ยงหลานจะเปิดเทปธรรมฟังไปด้วย บางช่วงหลานนอน เราก็นอนฟัง นอนฟังไปฟังมาแล้วก็หลับ เป็นการไม่เคารพหรือไม่

    อ.ธีรพันธ์ ก่อนหลับฟังธรรม ดีกว่าก่อนหลับไม่ได้เห็นประโยชน์ของพระธรรมเลย ใช่หรือไม่ ก็ต่างกัน แต่ว่าการหลับก็บังคับบัญชาไม่ได้ ท่านแสดงว่าการหลับเป็นโมฆะคือ กุศลก็ไม่เกิด อกุศลก็ไม่เกิดในขณะนั้น เพราะว่าเป็นจิตที่ดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้

    ถ้าตื่นเป็นอกุศล ท่านได้แสดงว่าหลับดีกว่า แต่ว่าถ้าตื่นแล้วสามารถอบรมเจริญเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง แม้ขั้นการพิจารณา ขั้นไตร่ตรอง ก็จะเป็นประโยชน์เพราะแต่ละขณะๆ สำคัญมากเลย ขณะที่หาได้ยากคือ ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้วและมีชีวิตอยู่มาถึงขณะนี้พระธรรมยังมีอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นของยากที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม ต้องเห็นประโยชน์

    ท่านอาจารย์ ได้ฟังแล้ว ถ้าตื่นเป็นอกุศลก็หลับดีกว่า ฟังแล้ว เมื่อตื่นเป็นอกุศล แสดงความจริงว่าธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ ทั้งๆ ที่ได้ยินจนกว่าการที่ได้ยินแล้วได้ยินอีก ได้ยินแล้วได้ยินอีกว่า ถ้าตื่นเป็นอกุศลก็หลับดีกว่า จะเป็นปัจจัยทำให้กุศลจิตเกิดตามลำดับขั้นของปัญญา เพราะฉะนั้น แม้แต่ปัญญาที่สามารถจะรู้ลักษณะของสภาพธรรม ก็ยิ่งพิสูจน์ความเป็นอนัตตาว่าเลือกไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าขณะนั้นสติสัมปชัญญะจะเกิด กำลังรู้ตรงลักษณะที่มีเช่นนี้ตามปกติ ด้วยความเข้าใจในความไม่ใช่ตัวตนจะเกิดขึ้นเมื่อไร ทั้งหมดฟังเพื่อเข้าใจในความลึกซึ้งอย่างยิ่งของความเป็นอนัตตา

    เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายที่ว่าเป็นสังขารขันธ์ ได้แก่ เจตสิก ๕๐ กำลังทำหน้าที่เงียบสนิท ไม่มีใครรู้เลย ไม่ได้ปรากฏเลยว่า ขณะนี้ผัสสะกำลังกระทบ สัญญากำลังจำ ไม่มีการปรากฏเลย แต่ขณะนี้จริงๆ ก็คือเป็นธรรม ซึ่งถูกเปิดเผยด้วยการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงแสดงให้เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ดังนั้นจะฟังอะไรอย่างไรก็ตาม ถ้าผิดจากการที่จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา นั่นคือผิด เช่น เมื่อฟังธรรมแล้วไปสำนักปฏิบัติ ปฏิบัติเช่นนั้นจะถูกได้อย่างไร เพราะไม่ได้มีความเข้าใจในความเป็นอนัตตาเลย

    ปริยัติ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเป็นประโยชน์มหาศาล จากการที่เราหลงผิดยังคงตามและเชื่อในสิ่งที่ผิด ก็ทำให้สามารถละทิ้งในสิ่งที่ผิดได้ และความเห็นถูกจึงจะค่อยๆ เจริญขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าถูกครึ่งหนึ่ง ผิดครึ่งหนึ่ง นั่นก็เก็บไว้ นี่ก็เก็บด้วย แล้วอย่างไร เมื่อไม่ทิ้งผิด ความผิดก็ต้องเพิ่มขึ้น แทนที่ขณะนั้นจะเป็นกุศล ความเข้าใจถูกที่เพิ่มขึ้นก็กลายเป็นผิด ดังนั้นต้องเป็นคนที่ตรง ทั้งหมดเพื่อละและเพื่อรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแม้อกุศลที่เกิด ปัญญาก็ยังสามารถจะรู้ได้ ขณะที่ความไม่รู้ก็เป็นเรา คิดว่าเราเคารพหรือไม่ หรืออะไรเช่นนี้ก็คิดไป แต่ถ้าเป็นปัญญาจริงๆ ขณะนั้นไม่ใช่เราเลย ไม่กังวล ไม่เดือดร้อน เพราะฉะนั้น เครื่องวัดของความเข้าใจถูกคือชีวิตประจำวัน

    อ.คำปั่น ขออนุญาตเพิ่มเติมในประเด็นความเคารพกับไม่เคารพในธรรม ซึ่งมีตัวอย่างในอรรถกถาที่ได้แสดงไว้ ถ้าเป็นผู้ที่เคารพแสดงถึงความชัดเจนว่า ต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจที่จะเห็นประโยชน์ของพระธรรม ตั้งใจฟัง เงี่ยโสตลงสดับ เพื่อรู้ทั่วถึงในคำที่ได้ยินได้ฟังนั้น นี่เป็นการแสดงถึงความเป็นผู้ที่เคารพในธรรม จุดประสงค์ของการฟังคือ เพื่อความเข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    5 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ