ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนรักษาความปลอดภัย

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ มีใครรู้จักพระพุทธศาสนาแล้วบ้าง

    ผู้ฟัง พระพุทธศาสนาคือ การปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะได้เป็นคนดีแล้วทำให้ประเทศชาติจะมีแต่คนดี

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องแล้วก็น่าสนใจมาก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่าอะไรที่เราจะปฏิบัติตามได้

    ผู้ฟัง การเป็นคนดีคือ การที่เราทำอะไรก็แล้วแต่โดยไม่เบียดเบียน หรือไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

    ท่านอาจารย์ แต่นั่นเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหรือยัง หรือว่าเป็นคนทั่วๆ ไปที่คิดเช่นนั้น

    ผู้ฟัง พระพุทธเจ้าท่านก็สอนศีลข้อแรก ไม่ให้เราเบียดเบียนสัตว์ หรือไม่เบียดเบียนคนอื่นด้วย

    ท่านอาจารย์ แล้วเราเข้าใจถูกหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ เพราะไม่ว่าคำสอนของใครก็ตามก็สอนกันเช่นนี้ทั้งนั้น จะต่างอะไรกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างกับคนอื่นแน่นอน ใช่หรือไม่ ท่านไม่ใช่เพียงแต่สอนเช่นนี้ซึ่งใครก็สอนได้ ท่านสอนว่าอะไรที่เราจะประพฤติปฏิบัติตาม

    ผู้ฟัง ให้เราทำในสิ่งที่ดีจะก่อให้เกิดผลที่ดีตามมา

    ท่านอาจารย์ เท่านั้นหรือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เพื่อสอนเท่านี้หรือ

    ผู้ฟัง อาจจะยังไม่เข้าใจมาก

    ท่านอาจารย์ ท่านสอนสิ่งที่ใครก็ไม่รู้ ถูกหรือไม่ ถ้าคนอื่นรู้ได้ก็ไม่ต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ต้องเป็นคำที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แม้คำเดียวที่พระองค์ตรัส ไม่ใช่ไม่รู้แล้วตรัส แต่จากการที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร ที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังมีทั้งหมดถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง คำแต่ละคำของพระองค์เกิดจากพระปัญญาของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ตรัสรู้ความจริงจนดับกิเลสได้หมด คำของพระองค์แม้คนอื่นจะพูดตาม ปัญญาเท่ากันหรือไม่ ไม่เท่ากัน ดังนั้นแต่ละคำของพระองค์จึงต้องไตร่ตรองให้ละเอียดและลึกซึ้ง เป็นการเข้าใจขึ้น พระองค์สอนว่าอะไร

    ผู้ฟัง สอนให้เราใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

    ท่านอาจารย์ คนอื่นก็พูดเช่นนี้ได้ไม่ใช่หรือ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้ว่า คนไม่รู้ว่าสติคืออะไร ไม่รู้ว่าปัญญาคืออะไร พูดเอง คิดเอง แล้วนำคำของพระองค์มาใช่หรือไม่ ในภาษาไทยเราจะใช้คำภาษาบาลีมาก แต่ว่าความหมายไม่ตรงเลย พูดว่าสติ รู้จักสติหรือไม่ เพราะฉะนั้น พูดคำที่ไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตายทุกคำ ถ้าไม่รู้จักคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ใครรู้จักสติบ้าง ถ้ารู้ต้องบอกได้ว่าสติเป็นอะไร ใช่หรือไม่ แต่ละคำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยพระมหากรุณา ไม่ให้เราต้องคิดเองผิดๆ ถูกๆ แต่ว่าให้เข้าใจจริงๆ เริ่มเห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องคิดและไตร่ตรองจากคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ใช่จากเราไปคิดเอง

    สติคืออะไร ทุกคนในห้องนี้คงจะพูดคำว่าสติ ใช่หรือไม่ แต่ว่าสติคืออะไร รู้จักคำนี้หรือไม่ พูดคำที่ไม่รู้จักจนกว่าจะเข้าใจเมื่อใดก็รู้ว่า ได้เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้น นั่งอยู่นี้มีสติหรือไม่ ถ้าไม่รู้ว่าสติคืออะไรจะตอบได้หรือไม่ว่า เดี๋ยวนี้มีสติหรือไม่ ทุกอย่างต้องชัดเจนแล้วตรง ธรรมเป็นเรื่องตรงและจะเป็นประโยชน์มาก ที่ได้เริ่มเข้าใจถูกต้องแทนที่จะพูดคำที่ไม่รู้จัก หมายความว่าทุกคนไม่รู้จักสติใช่หรือไม่ หรือว่าทุกคนรู้จักสติ ถ้าถามว่า เดี๋ยวนี้มีสติหรือไม่ จะรู้จากคำตอบว่า รู้จักสติหรือไม่

    ผู้ฟัง การมีสติอาจจะหมายถึงตอนนี้เรารู้ว่า เรากำลังฟังท่านอาจารย์อยู่ ประมาณนี้

    ท่านอาจารย์ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นหรือไม่ว่าเราไม่รู้เลย แต่เราจะรู้ขึ้นแน่นอน เราจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น เพียงเริ่มฟังด้วยการไตร่ตรองและเห็นพระปัญญาคุณว่า สิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ใครก็รู้ไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ มิฉะนั้นจะไม่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้ไม่ใช่คำธรรมดาเลยที่จะกล่าวว่าใครเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เป็นโดยพระคุณที่ไม่มีบุคคลใดเปรียบได้เลย เช่นนี้แล้วเราจะมีปัญญาไปคิดเองในธรรมทั้งหลายไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้ก่อนทีละเล็กทีละน้อย สติมีจริงหรือไม่ เริ่มไตร่ตรองเพราะว่าเป็นปัญญาของแต่ละคน ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ให้คิด นี่คือมรดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานให้ผู้ที่ฟังพระธรรม ได้เกิดสิ่งที่มีค่าที่สุดคือความเข้าใจถูกต้อง ถ้าไม่เคยได้ยินก็ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย

    อ.อรรณพ สติ เป็นภาษาบาลีที่พระพุทธเจ้าแสดงถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่ระลึกได้ในทางที่ดีงามเท่านั้น เช่น มีสติที่คิดจะศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ มีสติในขั้นที่จะเป็นกุศลทุกขั้น เห็นคนลำบากเดือดร้อนอยู่แล้วมีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ขณะนั้นไม่ใช่นาย ก นาย ข หรือใคร แต่เป็นจิตที่ดีงามที่ประกอบด้วยสติในขั้นที่ระลึกได้ว่า ควรกระทำในสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น สติเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม

    ผู้ฟัง ทุกคนมีจิตสำนึกในเรื่องของความรับผิดชอบชั่วดีในตัวบุคคลอยู่แล้ว ทำอย่างไรในความดีที่จะให้เป็นจิตใต้สำนึก มีแนวทางหรือการปฏิบัติอย่างไร

    ท่านอาจารย์ จะพึ่งใครดี

    ผู้ฟัง อันดับแรก ถ้าลักษณะนี้ก็คงพึ่งตนเองก่อน

    ท่านอาจารย์ แล้วตนเองก็เป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีใครเป็นที่พึ่งเลยก็ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตาม แม้แต่ตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้เรื่องของสติ ถ้าไม่มีการได้ยินคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เราก็คิดว่าสติเป็นอย่างหนึ่ง แล้วแต่ใครจะคิด แต่เมื่อได้ฟังเริ่มรู้ว่าสติคืออะไร แล้วมีจริงๆ ด้วย และต้องเป็นสภาพธรรมที่ระลึกเป็นไปในทางที่ดี นี่คือได้ประโยชน์จากการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนอื่นไม่ได้บอกเราเช่นนี้ใช่หรือไม่ แล้วเราไปแสวงหาจากตำรับตำราต่างๆ แต่ก็ไม่เหมือนกับที่ได้ฟังจากผู้ที่ได้ตรัสรู้ว่า คำนี้ไม่เปลี่ยนเลย

    เพราะฉะนั้น นับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกต้องหรือไม่ แล้วทำอย่างไรเวลานับถือ ต้องเป็นคนที่ตรงแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะเหตุว่าจะนำไปสู่เรื่องใหญ่ นับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประโยชน์ ทุกคำของพระองค์ทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องจริงๆ เห็นคุณแล้วเราไม่พึ่งคนอื่นอีก ตำราไหนจะว่าเรื่องจิตใต้สำนึก จะพยายามทำอย่างไรก็ไม่เหมือนคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งละเอียดกว่า ชัดเจนกว่า และสามารถที่จะเข้าใจแม้ในขณะนี้ได้ แต่ต้องรู้ว่าเมื่อเรานับถือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นับถือเคารพสูงสุดหรือไม่ ไม่มีใครเหนือกว่านั้นใช่หรือไม่ เมื่อนับถือเช่นนี้แล้วจะทำอะไร ได้รู้จักว่าสติไม่ใช่อกุศล เป็นธรรมฝ่ายดี ใครบอก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วเปลี่ยนไม่ได้เลย คนอื่นบอกว่าโจรมีสติคือผิด เพราะสติเป็นไปในอกุศลไม่ได้

    เมื่อได้มีความเคารพสูงสุดในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบไหว้พระรัตนตรัยสิ่งที่มีคุณที่สุดแล้วจะทำอย่างไร ยากหรือไม่ ละเอียดหรือไม่ ลึกซึ้งหรือไม่ ต้องไตร่ตรองหรือไม่ การบูชาสูงสุดคือการฟังคำของพระองค์ ไม่ใช่คำของผู้อื่น เพราะไม่ว่าใครจะกล่าวสักเท่าไร ไม่สามารถที่จะนำมาซึ่งความเข้าใจถึงที่สุดโดยประการทั้งปวงทุกคำ เมื่อนับถือพระองค์ จริงใจ คือฟังคำของพระองค์ตั้งแต่บัดนี้ ไม่ใช่ว่าเพียงแค่กราบไหว้ กราบไหว้แล้วไม่เข้าใจคำของพระองค์จะมีประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นใครจะบอกว่านับถือพระธรรม นับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ฟังคำของพระองค์เลย คนนั้นจริงใจหรือไม่ พูดถูกหรือไม่ ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรง ทั้งหมดจะนำมาสู่ความมั่นคงทั้งนั้น เมื่อเป็นผู้ที่ตรงต่อความถูกต้อง ความถูกต้องของชาวพุทธเมื่อเห็นคุณแล้วจะละเลยหรือ ไม่ว่าเราจะเห็นคุณของอะไร เราย่อมแสวงหาสิ่งนั้นให้มีมากขึ้น เพิ่มขึ้น ใช่หรือไม่ เพียงได้ยินคำว่า สติเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม ที่ไม่นำไปสู่อกุศลความทุจริตใดๆ เลยทั้งสิ้น เท่านี้ก็ยังไม่พอ เพราะว่าทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษา ทุกคำทำให้เกิดความเข้าใจเมื่อไตร่ตรอง

    พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพระธรรมและพระสงฆ์คือใคร ถ้าเราไม่เริ่มไตร่ตรองเราก็คิดเองผิดๆ ถูกๆ แล้วจะถูกได้อย่างไร แต่จะไม่ผิดเลยเมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักพระพุทธเจ้าแล้วใช่หรือไม่ แล้วพระธรรม พระรัตนตรัยเพียง ๓ อย่างยังไม่ไปถึงไหนเลย เพียงแต่ว่าให้เป็นผู้ที่รู้จริงๆ เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงที่จะไม่กล่าวตู่ว่า พระพุทธพจน์หมายความเช่นนั้นเช่นนี้โดยคิดเอง แต่ต้องมีความละเอียด และรู้ว่าผู้ที่ตรัสเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสจากการตรัสรู้ด้วยไม่ใช่จากการไปคิดไตร่ตรอง จิตใต้สำนึกหรืออะไรเช่นนั้น แต่จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมากเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น ประโยชน์คือเพื่อให้เราได้ฟังคำของพระองค์ แล้วจะฟังหรือไม่

    เมื่อนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเป็นคนที่จริงใจ เพราะฉะนั้น บูชาสูงสุดไม่ใช่อย่างอื่นเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ต้องการการกราบไหว้ ดอกไม้ธูปเทียน ทรัพย์สินเงินทองสักการะ พระประสงค์ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีคือ ให้คนอื่นได้มีความเข้าใจถูกต้องเช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ตรัสรู้ นี่คือพระมหากรุณาคุณ ผู้ที่นับถือจริงใจคือฟังคำของพระองค์เพื่อที่จะเข้าใจขึ้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมาก แต่ละคำต้องไตร่ตรอง แม้แต่คำบางคำซึ่งดูเหมือนกับว่าไม่เห็นจะยาก แต่ถามว่าสติมีจริงหรือไม่ คงคิดว่าถามอะไรกัน แต่เพราะอะไรต้องคิดนาน เพราะว่าต้องเป็นคนตรง ถ้าจะตอบง่ายๆ ก็ไม่ตรงแล้วใช่หรือไม่ แต่คิดก่อน เป็นความคิดของตัวเอง จะได้รู้ว่าคิดเช่นนี้ถูกหรือไม่

    สติมีจริงหรือไม่ ตอนนี้เริ่มเข้าใจว่าอะไรมีจริง สิ่งที่มีจริงใครเปลี่ยนแปลงให้ไม่มีได้หรือไม่ ไม่ได้ สิ่งนั้นจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นได้หรือไม่ ไม่ได้ นั่นคือธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมในภาษาบาลีหมายความถึง สิ่งที่มีจริงทุกอย่างไม่เว้นเลยสักอย่างเดียวเป็นธรรมทั้งหมด ก่อนเราฟังธรรมเราอาจจะคิดว่าเราต้องไปฟังเรื่องบุญต่างๆ นั่นเป็นธรรม ศีลธรรม จริยธรรม แต่ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วธรรมคือสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เพราะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมคือ รู้ความจริงของทุกอย่าง

    สติเกิดหรือไม่ นี่คือคำถามที่ไม่เคยฟังธรรมมาก่อนก็ยากมาก เพราะเหตุว่าไม่รู้ แต่ถ้ารู้และเข้าใจขึ้นเป็นความจริงถึงที่สุดปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่ว่ากาลไหนทั้งสิ้น รู้จักสติเมื่อสักครู่นี้ สติคืออะไร แล้วถามว่าสติมีจริงหรือไม่ ก็ตอบว่ามีจริง สติคือธรรมอย่างหนึ่งแน่นอนเพราะว่ามีจริงๆ สติเกิดหรือไม่ เกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีสติ อะไรที่ไม่เกิดจะมีได้อย่างไร ให้ทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม คือสิ่งที่เกิดมีตามความเป็นจริงว่า สิ่งนั้นเกิดจากอะไร เพราะอะไร เป็นอย่างไร และหลากหลายอย่างไร เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมดเลย แต่ละหนึ่ง สติก็เป็นธรรมแล้วต้องเกิดด้วย สิ่งใดที่ไม่เกิด สิ่งนั้นจะมีได้หรือไม่ ไม่ได้

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เอง เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งนั้นเกิดจึงมี ใครไปทำให้เกิด สติเกิดหรือไม่เกิด เกิด สติเกิดเป็นโกรธได้หรือไม่ ไม่ได้ สติต้องเป็นสติ จะเป็นอื่นไม่ได้เลยทั้งสิ้น นี่คือธรรม สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีลักษณะเฉพาะเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น เปลี่ยนแปลงให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย กำลังโกรธเกิดขึ้น เปลี่ยนโกรธให้เป็นเมตตาไม่ได้ เวลาที่กำลังเมตตา ให้โกรธก็ไม่ได้ เป็นธรรมที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ เพราะฉะนั้นธรรมเกิดเป็นเช่นนั้นๆ ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่เกิดหรือไม่ ถ้าไม่เกิดจะอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ของธรรมดาจริงๆ ต้องเกิด แต่ว่าเรื่องที่ละเอียดมีอีกมากกว่านั้น เพียงแต่ให้เราหัดคิดก่อน เริ่มคิด เริ่มไตร่ตรอง และรู้ว่าใครก็มอบปัญญาให้เราไม่ได้

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม เพื่อให้เราไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นปัญญาของเราเอง ใครๆ ก็นำมาให้ไม่ได้ ใช้เงินทองไปซื้อดีหรือไม่ ไม่ต้องนั่งฟัง ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทุกอย่างต้องมีเหตุที่จะให้เป็นเช่นนั้น สิ่งนี้ที่เกิดแล้ว ดับหรือไม่ ดับคือหมดสิ้นไม่กลับมาอีกเลย นี่คือชีวิตประจำวันเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งคนไปคิดเรื่องอื่นหมดเลยและคิดว่ามีปัญญามาก แต่ไม่รู้สิ่งที่กำลังมีขณะนี้ตามความเป็นจริง เป็นปัญญาไม่ได้ ไม่ใช่ปัญญาในพระพุทธศาสนาเลย ปัญญาในพระพุทธศาสนาต้องรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ที่เกิดปรากฏว่ามีจริงๆ แต่ละหนึ่งๆ เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือไม่ มี ดีมากเลย อะไรเป็นธรรมเดี๋ยวนี้

    ผู้ฟัง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ณ ตอนนี้ก็คือความเป็นจริงที่เราได้มานั่งฟังธรรมจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ สามารถจะละเอียดกว่านั้นได้หรือไม่ แทนที่ว่าเรามานั่งฟังธรรมจริงๆ ก็เป็น เห็นเดี๋ยวนี้ มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่า ค่อยๆ แตกย่อยเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเป็นธรรมทั้งหมด ได้ยิน มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เสียง มีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าเสียงไม่เกิดมีเสียงหรือไม่ ก็ไม่มี เสียงเกิดแล้ว หมดแล้วหรือไม่ หมดแล้ว เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยแต่มั่นคง สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด สิ่งนั้นดับไป ได้ยินดับแล้ว เสียงดับแล้ว คิดดับแล้ว เห็นเกิดแล้วก็ดับแล้ว แต่ไม่มีใครรู้จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงความจริงโดยละเอียดยิ่ง ที่ใช้คำว่าอภิธรรมคือ ความจริงเดี๋ยวนี้ทั้งหมดซึ่งยากลึกซึ้ง แต่เราไม่รู้เลยว่า ธรรมคืออะไร อภิธรรมคืออะไร แต่ก็พูดคำนี้ใช่หรือไม่ สวดศพ ไปฟังพระอภิธรรม อภิธรรมคืออะไรก็ไม่รู้ และอะไรเป็นธรรมก็ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เห็นมีจริงเป็นธรรม ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่มีจริง เป็นสิ่งที่ภาษาบาลีใช้คำว่าธรรม เมื่อเกิดต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิด ใครก็ไปทำให้เกิดเองไม่ได้ อย่างเช่น เห็นที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ ใครไปทำเห็นให้เกิด ไม่มีใครทำ เกิดแล้ว เห็นแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ได้มีใครไปทำเลยทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่มีตา เห็นหรือไม่ ไม่มีสิ่งที่กระทบตาได้ เช่น สิ่งที่อยู่ข้างหลังไม่ได้กระทบตา อย่างไรๆ ก็ไม่ปรากฏเพราะจิตไม่ได้เกิดขึ้นเห็น สิ่งนั้นไม่ได้กระทบตา จิตเห็นไม่เกิดก็ไม่มีการที่จะรู้ว่า สิ่งที่ถูกเห็นนั้นเป็นอะไร เพราะฉะนั้นแม้เห็นก็เป็นธรรม ต้องเกิดด้วยจึงมี ได้ยินก็เป็นธรรม

    รวมความว่าทั้งหมดที่มีที่เข้าใจว่าเป็นเรา แยกย่อยละเอียดยิบเป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ ใครรู้ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นคนดีหรือไม่ ยังติดข้องในสิ่งที่มีว่าเป็นเรา เป็นของเรา มีความโลภ มีความต้องการ ถ้าไม่ได้โดยทางสุจริตก็โดยทุจริต ไม่ละอายต่อความไม่ดี ความไม่ละอายมีหรือไม่ มีจริงหรือไม่ ไม่ต้องสงสัยเลยพฤติกรรมทั้งหมดที่มี มีจริงๆ เกิดแล้วเป็นธรรมแต่ละอย่าง เป็นธรรมซึ่งเป็นฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น

    ดังนั้นต้องเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ถ้าไม่เข้าใจคำนี้ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงว่า สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นชั่วคราวแสนสั้นโดยที่ใครก็ไม่รู้เลย และมีสิ่งอื่นซึ่งเกิดสืบต่อตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย จนเหมือนไม่มีอะไรดับไปเลย แต่ความจริงเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง หลากหลายมากตลอดชีวิต เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะไม่รู้จึงเข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็ไม่เห็นว่าขณะนั้นเป็นความเห็นผิด ที่ยึดถือสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่เราว่าเป็นเรา ได้ยิน ขณะนี้เป็นเราได้ยินใช่หรือไม่ เริ่มเข้าใจว่าผิด ได้ยินจะเป็นเราไม่ได้ ถ้าได้ยินไม่เกิดก็ไม่มี แต่เมื่อเกิดแล้วเพราะไม่เข้าใจจึงคิดว่าเป็นเรา

    คนที่ไม่ได้ฟังธรรมไม่รู้เลยว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่เมื่อฟังแล้วเริ่มรู้และรู้ด้วยว่าผิด แล้วจะแก้ไขหรือไม่ ผิดแล้วแก้ ดังนั้นต้องเข้าใจว่าถูกคืออะไรจึงสามารถที่จะแก้ได้ ตราบใดที่ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้เลยทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ไม่ว่าที่ไหนทั้งโลก

    อ.อรรณพ แล้วจะแก้ปัญหาได้ด้วยอะไร

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้เพราะไม่รู้ ใช่หรือไม่

    อ.อรรณพ เพราะไม่รู้ความจริง

    ท่านอาจารย์ จึงมีปัญหา ไม่รู้ว่าธรรมที่ไม่ดีไม่ได้นำสิ่งที่มีประโยชน์มาเลย การเกิดก็ต่างกัน เกิดเป็นมนุษย์ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ต่างกันแล้ว ต้องมีเหตุที่ทำให้ต่างกัน ถ้าเหตุที่ดีต้องทำให้เกิดผลที่ดี เท่านี้เราก็ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรองได้ เพราะฉะนั้นถ้ายังเข้าใจผิดว่า เหตุที่ไม่ดีจะนำสุขหรือนำสิ่งที่ดีมาให้ นั่นคือไม่ตรง แต่ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง คนนั้นก็จะทำสิ่งที่ดีเพราะเหตุว่านำมาซึ่งผลที่ดี ดังนั้นจะแก้ปัญหาได้ด้วยความเข้าใจความจริง ซึ่งการที่จะเข้าใจความจริงต้องมาจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.อรรณพ ขณะที่ฟังสนทนาอยู่ก็ต้องมีความเข้าใจ ซึ่งภาษาบาลีคือคำว่าปัญญา สนทนาคำว่าปัญญาอีกสักคำ ผู้ที่เรียนจบปริญญาเอก จำเป็นต้องมีสติ มีปัญญาหรือไม่

    ผู้ฟัง สติปัญญาในความเข้าใจของผมคือ การเข้าใจความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ไม่ใช่สติปัญญาทางโลก เป็นทางธรรม

    ท่านอาจารย์ ก่อนฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้คำนี้บ่อยใช่หรือไม่ ตั้งแต่เรียนหนังสือ สติปัญญาดี แต่ว่าจริงๆ แล้วไม่รู้ว่า ปัญญาคืออะไร ถ้ากล่าวว่าปัญญาเป็นความรู้ ถูกใช่หรือไม่ แต่ไม่ครบถ้วน ปัญญารู้แน่ๆ แต่ไม่ใช่รู้วิชาการเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น แต่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ สิ่งที่ดับไปแล้วไม่เหลือเลย สิ่งที่ยังไม่มาถึง จะคิดว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย ที่จริงที่สุดคือเดี๋ยวนี้ เห็นด้วยหรือไม่ ขณะนี้เห็นจริงหรือไม่ กำลังเห็นจะบอกว่าไม่จริงได้หรือไม่ ได้ยินจริงหรือไม่ ได้ยินจริง จริงเมื่อไร เมื่อกำลังได้ยินเท่านั้น ปัญญาสามารถเห็นถูกในได้ยินที่กำลังได้ยิน

    การรู้อย่างอื่นที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย เช่น วิชาการต่างๆ ก็อยู่ในตำรับตำรา เขียนไป ท่องไป จำไป ความจริงอยู่ไหน ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีจริงๆ ทุกขณะ เพราะฉะนั้น หนึ่งขณะที่สิ่งใดมีในขณะนั้น สิ่งนั้นจริง ถูกต้องหรือไม่ เห็นจริงเมื่อกำลังเห็น ถ้าไม่เห็นแล้ว ดับแล้ว หมดแล้ว อยู่ไหน ตามหาในสังสารวัฏฏ์ที่ไหนๆ ในโลกไหนก็ไม่มี


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    22 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ