ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๐
สนทนาธรรม ที่ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าฟังธรรม ความเข้าใจถูกต้องนั้นเริ่มทำให้กิเลสน้อยลง เพราะฉะนั้น กิเลสอะไรที่เป็นตัวสำคัญ
ผู้ฟัง ความอยาก
ท่านอาจารย์ ความอยากเกิดจากอะไร
ผู้ฟัง ตัณหา
ท่านอาจารย์ ตัวตัณหาเป็นความอยาก มีหลายชื่อมากเลย บางชื่อก็เพราะมาก มีชื่อเพราะๆ หรือไม่
อ.คำปั่น วิสัตติกา
ท่านอาจารย์ เพราะหรือไม่ หรือสิเนหา ได้ยินบ่อยกันๆ ที่เราใช้คำภาษาไทยว่าเสน่หา แต่ความจริงสิเนหายางใยที่เหนียวแน่น เรามีความชอบ จะให้หมดความชอบเป็นไปไม่ได้ ลองตัดความชอบ เยื่อใยในญาติพี่น้อง ในบุตรธิดา ในทุกสิ่งทุกอย่าง ตัดไหวหรือไม่ ตัดได้จริงๆ หรือไม่ เพราะยางใย เราอาจจะละบางสิ่งบางอย่างได้ เราเลี้ยงสุนัขน่ารักมากและเราก็รัก แต่เมื่อสุนัขตายก็คงจะไม่ถึงกับยางใยเพราะว่าไม่เหนียวแน่น ยางใยคือบางมาก ตัดเท่าไรก็ไม่ขาด นั่นคืออีกคำหนึ่งของโลภะ แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมที่มีจริง แม้แต่ความชอบเพียงเล็กน้อยนิดเดียวคือติดข้องแล้ว เป็นโลภะแล้ว ถ้ามากกว่านั้นก็มีคำต่างๆ ที่แสดงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ติดข้องเพิ่มขึ้น เช่น นันทิ อาสา ราคะ นี่เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ขณะนี้เริ่มเข้าใจพระพุทธศาสนา แต่ถ้าไม่ใช่คำที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ถูกต้อง ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น
ผู้ฟัง ที่เราทำบุญกันทุกวันนี้ เราทำแล้วจะได้ประโยชน์จริงหรือไม่ แล้วการทำบุญ เราทำเพื่ออะไร
ท่านอาจารย์ รู้จักบุญหรือยัง
ผู้ฟัง ไม่
ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้น ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับบุญที่ไม่รู้จักก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้
ผู้ฟัง เวลาเราทำบุญเราก็จะรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะทำ
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าบุญเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ยังไม่รู้ว่าบุญคืออะไรก็เป็นเราทำบุญ แต่เมื่อสักครู่นี้เราพูดถึงธรรมใช่หรือไม่ บุญเป็นธรรมแน่นอน บุญเป็นอะไร เพราะว่าธรรมมี ๒ อย่าง นามธรรมกับรูปธรรม รูปธรรมไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น โต๊ะเก้าอี้ทำบุญไม่ได้แน่ เป็นบุญก็ไม่ได้ แต่ต้องเป็นสภาพรู้ใน ๒ อย่างนี้คือ จิตและเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการเกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏเท่านั้น รู้ชัดเจน รู้แจ้ง น้ำกับฟ้าจิตสามารถที่จะเห็นแจ้งจึงรู้ว่าต่างกัน ขณะนั้นเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ แต่บุญไม่ใช่จิต เพราะว่าไม่ใช่ขณะที่กำลังรู้แจ้งสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นสภาพธรรมที่ดีที่เกิดกับจิต เป็นเจตสิก
นามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้มี ๒ อย่างคือ จิตและเจตสิก ต้องแยก ซึ่งคำสอนในศาสนาอื่นจะไม่มีเจตสิกเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าจิตเกิดต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้งแต่ต่างกัน จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเพียงรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่สภาพธรรมอื่นๆ เช่น ชอบ ไม่ชอบ บุญ บาป เหล่านี้เป็นเจตสิกที่เกิดกับจิต เพราะฉะนั้นเป็นเจตสิกไม่ใช่เรา ถ้าเจตสิกฝ่ายดี เราใช้คำว่ากุศะละหรือกุศล นำมาซึ่งประโยชน์ไม่ให้โทษเลย ขัดเกลาจิตใจและชำระจิตด้วย เป็นบุญ
ถ้าสภาพธรรมใดตรงกันข้าม ไม่เป็นประโยชน์ เป็นโทษก็คืออกุศลหรือใช้คำว่าบาป แต่ก็เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เวลาที่บอกว่าทำบุญ เหมือนเป็นเราทำ แต่ขณะนั้นคือจิตและเจตสิกที่ดีงามเกิดขึ้นเป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ บุญคืออะไร ไม่ใช่ให้เงินให้ทองสงเคราะห์คนอื่นเท่านั้น บุญมีหลายอย่าง ขณะใดก็ตามที่เป็นจิตที่ดีงามขณะนั้นเป็นบุญ ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ว่าทำบุญคือทำอะไร
ผู้ฟัง เช่น บริจาคของให้ผู้ที่ยากไร้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อคนอื่นแล้วเราก็จะรู้สึกดีด้วย
ท่านอาจารย์ การบริจาคสิ่งของให้คนอื่น เพื่อประโยชน์สุขแก่คนอื่นใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ และต่อไป
ผู้ฟัง แล้วทำให้เรารู้สึกดีด้วย
ท่านอาจารย์ ทำเพื่อหวังให้เรารู้สึกดี หรือว่าเพื่อเขาจะได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราให้ ไม่ได้หวังอะไรจากเขาเลย และไม่ได้หวังด้วยว่าเราจะได้มีความสุขสบาย แต่ขณะใดก็ตามที่สภาพธรรมที่ดีงามเกิดขึ้น ขณะนั้นนำมาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ให้โทษเลย การที่สละสิ่งของให้คนอื่นขณะนั้นจิตใจไม่ขุ่นมัว ไม่เศร้าหมอง ไม่หวงแหน จึงสามารถสละได้ด้วยความสุขใจที่จะช่วยคนอื่นให้เขาพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ทั้งหมดเป็นธรรม ไม่ใช่ทำด้วยความหวัง บางคนบอกว่าทำบุญมากๆ จะได้บุญมากๆ จะได้เกิดบนสวรรค์ จะได้อะไรอย่างนั้นนั่นคือการหวัง ตราบใดก็ตามที่หวังและติดข้อง ขณะนั้นไม่ใช่บุญเพราะทำด้วยความหวัง เหมือนซื้อของ เราอยากได้ก็นำเงินไปซื้อ แต่ว่าสิ่งที่เราได้มาเขาบอกว่าเป็นบุญ เราก็เชื่อว่าเป็นบุญ ความจริงบุญคือสภาพจิตที่ดีงาม
จิตจริงๆ เป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เช่น เห็น แต่เห็นแล้วมีอะไรที่เกิดกับจิต สภาพอื่นๆ ที่เกิดกับจิตเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้น เจตสิกที่ดีงามเป็นกุศลเจตสิกที่เราใช้คำว่าบุญ และเจตสิกที่ไม่ดีงาม ความโกรธ ประทุษร้ายเบียดเบียน เป็นสภาพธรรมซึ่งไม่ดีงามก็เป็นบาป หรือเป็นอกุศล แต่ไม่ใช่เราทั้งหมด
ข้อสำคัญก็คือ เราต้องรู้ว่าอะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผล เพราะเมื่อเหตุมีแล้วจะไม่ให้ผลเกิดขึ้นไม่ได้ หรือผลใดๆ ก็ตามที่เกิดมีในขณะนี้ต้องมาจากเหตุที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น บุญเป็นเหตุที่จะให้เกิดผลของบุญ แต่รู้หรือไม่ว่าบุญเมื่อไร ผลของบุญเมื่อไร เป็นจิตและเจตสิกที่ละเอียดมาก กำลังฟังธรรมคำที่ทำให้เกิดความเข้าใจ เป็นบุญหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นและไม่ใช่เราแล้วก็ดับไปด้วย แต่เปลี่ยนลักษณะที่เป็นบุญให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรๆ ก็ขอให้ได้เข้าใจชัดเจนในสิ่งที่เราได้ฟังมาแล้วว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ว่าจะได้ยินคำไหนก็ตาม ได้ยินคำว่าบุญ มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ มีจริง บุญเป็นธรรมที่มีจริง สิ่งที่มีจริงที่บอกว่าบุญ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง เป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องเข้าใจเช่นนี้ มิฉะนั้นเราจะไม่มีทางเข้าใจธรรมหรือเข้าใจความจริงโดยลึกซึ้ง ได้แต่ตามๆ กันไปตามคำบอกเล่า แต่ให้ทราบว่ารูปธรรม สภาพไม่รู้เป็นบุญไม่ได้ ดีหรือชั่วไม่ได้เลยเพราะไม่รู้อะไร แต่เมื่อมีสภาพรู้ซึ่งเป็นจิตและเจตสิกเกิดขึ้น จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่เจตสิกหลากหลายมาก เจตสิกที่ดีงามเป็นประโยชน์ก็ใช้คำว่าบุญ เพราะฉะนั้น บุญเป็นธรรมซึ่งเป็นเจตสิกที่ดี เกิดกับจิตเมื่อใดจิตนั้นก็ดี โกรธเป็นบุญหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เป็น
อ.อรรณพ น้องปั่นว่าแรงไปหรือไม่ถ้าจะบอกว่า โกรธเป็นบาป
ผู้ฟัง คิดว่าไม่ได้เป็นบาปเพราะว่าบาปคือ การกระทำผิด หรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร ซึ่งถ้าหากเราเกิดอาการโกรธ แต่เราไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ใคร หรือเป็นปัญหาแก่ผู้อื่น คืออาจจะเป็นที่ตัวเรา
อ.อรรณพ คือบาปมีหลายระดับ กราบเรียนท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ นี่คือความเข้าใจธรรมมั่นคงว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมแม้เป็นประเภทเดียวแต่ก็มีหลายระดับ เช่น ความชอบ มีตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งถึงกระทำทุจจริต เช่น ขโมย หรือถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้เพราะอยากได้เหลือเกิน ไม่สามารถที่จะไปทนขอ หรือรอให้อนุญาตได้เลย ก็ทำ นั่นคืออกุศล สิ่งไม่ดีที่มีกำลังแล้วปรากฏเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจา หรือว่าบางทีคำพูดเกิดขึ้นเพราะความโกรธ ความโกรธก็มีหลายระดับ โต๊ะเปื้อนฝุ่นนิดเดียว รู้สึกอย่างไร
ผู้ฟัง อาจจะหงุดหงิด
ท่านอาจารย์ หงุดหงิด ดีหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ดี
ท่านอาจารย์ เป็นบาปหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ถ้าใช้คำว่าบาปธรรม ธรรมที่เป็นฝ่ายบาป เป็นแน่นอน แต่ว่ายังไม่มีกำลังจนกระทั่งถึงกระทำทุจริตกรรม เราต้องรู้ว่าธรรมมีหลายระดับมาก มีทั้งน้อยที่สุดจนถึงมีกำลังมากด้วยตามกำลังซึ่งมีหลายคำ เช่น อนันตริยกรรมเป็นบาปหนัก เป็นต้น ก็จะเพิ่มคำต่อไปให้เข้าใจความต่างขึ้น ต้องเข้าใจก่อนว่าเป็นธรรมแน่นอน และเปลี่ยนลักษณะของธรรมนั้นไม่ได้ ธรรมนั้นเป็นอย่างไร จะมากน้อยอย่างไร ก็ยังคงเป็นธรรมอย่างนั้น ถ้าเรานำเนื้อก้อนหนึ่งไปสับให้ละเอียดยิบยังมีกลิ่นหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ แต่น้อยกว่าที่รวมๆ กันใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น บาปแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังคงเป็นบาป หรือว่าบุญแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังเป็นบุญ มีบาปหลายระดับแล้วก็มีบุญหลายระดับด้วย แต่เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ถ้ากล่าวว่าเป็นธรรมก็เป็นธรรม
อ.อรรณพ เราสนทนากันน้องปั่นก็เข้าใจว่า อกุศลถ้าเกิดขึ้นแม้เล็กน้อย จนกระทั่งลุกลามไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แต่อย่างไรอกุศลก็เป็นอกุศล อกุศลที่มีกำลังถึงขั้นทำให้คนอื่นเดือดร้อน ชาวพุทธก็มักจะคิดถึงศีล ๕ ถามน้องปั่นว่าคิดอย่างไรกับศีล ๕ และชาวพุทธกับศีล ๕
ผู้ฟัง จริงๆ แล้วศีลในพระพุทธศาสนาไม่ได้มีเพียงแค่ ๕ ข้อ แต่ศีล ๕ เหมือนกับเป็นศีลขั้นพื้นฐาน ที่พุทธศาสนิกชนหรือคนทั่วไปควรจะมี และปฏิบัติตามในชีวิตประจำวัน เพราะว่าเหมือนกับเป็นศีลที่เราสามารถรักษาได้ง่าย และเป็นพื้นฐานในการกระทำความดีหลายๆ อย่าง
อ.อรรณพ แต่ก่อนอื่น เราข้ามไปเล็กน้อยว่า ศีลคืออะไร
ผู้ฟัง ศีลคือหลักธรรมที่ดี ที่เราควรนำมาปฏิบัติใช้จากคำสอนของพระพุทธเจ้า
อ.อรรณพ นักศึกษาจะลองเดาว่า ศีลแปลว่าอะไร
ผู้ฟัง ในความคิดของผมคือ ความปกติของมนุษย์
อ.อรรณพ อาจารย์คำปั่น ศีลแปลว่าอะไร
อ.คำปั่น ความหมายก็ตรง ศีลคือความเป็นปกติ แต่ต้องละเอียดว่าเป็นปกติของธรรม เพราะว่าเราศึกษาเรื่องธรรม เพราะฉะนั้นศีลไม่พ้นไปจากธรรม เป็นปกติของจิตและเจตสิก แต่ถ้ากล่าวถึงศีล ๕ ก็ต้องเป็นฝ่ายดี ไม่ได้กล่าวถึงฝ่ายที่ไม่ดี เพราะว่าเป็นการงดเว้นจากสิ่งที่เป็นโทษประการต่างๆ ก็เป็นความเป็นปกติของสภาพจิตที่ดีงามเกิดขึ้นเป็นไป ที่เห็นโทษและเว้นจากสิ่งที่เป็นโทษเหล่านั้น
ท่านอาจารย์ แต่สงสัยว่าเพราะอะไรตอบว่า ศีลคือปกติ คิดเอง หรือว่าได้ฟังมา เป็นคำตอบที่ใครก็คาดไม่ถึงใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เคยได้ยินมา
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่มีใครสามารถที่จะรู้จักคำนี้เลย แม้ว่าส่วนใหญ่เมื่อได้ยินว่าศีลก็คิดถึง ๕ หรือ ๘ หรือ ๑๐ หรือ ๒๒๗ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นต้องเคยได้ยินมา ศีลคือ ปกติของจิตและเจตสิกของสภาพธรรมซึ่งจะต้องเกิดขึ้นเป็นไป การเกิดขึ้นเป็นไปของจิตละเอียดมาก จิตที่เป็นเหตุก็มี เมื่อเหตุเกิดแล้วทำให้เกิดจิตที่เป็นผลก็มี ทุกวันคือศีลทั้งนั้น ตราบใดที่มีจิตและเจตสิกเป็นศีลทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ ๕ หรือ ๑๐ ต้องเข้าใจอย่างมั่นคง ปกติความเป็นไปของสภาพของจิตและเจตสิต บางครั้งบางคราวจิตเกิดขึ้นเป็นเหตุ บางครั้งบางคราวจิตเกิดขึ้นเป็นผลของเหตุที่ได้กระทำแล้ว บางครั้งบางคราวจิตเกิดขึ้นไม่ใช่ทั้งเป็นกุศลและอกุศล
ที่ตอบว่าเป็นปกติของจิตและเจตสิกเป็นคำที่ถูกต้องตามพระไตรปิฎก เพราะว่าจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแล้วต้องเป็น ไม่เป็นไม่ได้ จะใช้คำว่าปกติศีล เพราะศีลก็คือความเป็นปกติของจิตและเจตสิก เดี๋ยวนี้เป็นศีลหรือไม่
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นศีลประเภทไหน ไม่ต้องนับ แต่ปกติเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ถ้าปกติขณะนี้เป็นกุศลคือกุศลศีล ถ้าขณะนี้เป็นอกุศลคืออกุศลศีล เมื่อได้ยินคำว่าอกุศลศีล ซึ่งจะไม่ได้ยินเลยถ้าไม่ได้ศึกษาธรรม ก็จะไม่รู้ว่าขณะใดก็ตามที่จิตเกิดขึ้นเป็นอกุศล เป็นไปกับอกุศล ขณะนั้นจิตนั้นเป็นอกุศลศีล เป็นไปกับอกุศล ถ้าขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นก็เป็นตามประเภทของเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย
ก่อนอื่นเราพูดถึงเหตุกับผล เพราะฉะนั้นสภาพธรรมที่เป็นเหตุเป็นกุศล เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า กรรมใดก็ตามที่ดีทำแล้วย่อมนำผลที่ดีมาให้ กรรมใดที่ไม่ดีทำแล้วคนอื่นไม่ได้รับ แต่กรรมที่ได้กระทำนั่นเอง เป็นปัจจัยให้เกิดจิตและเจตสิกซึ่งเป็นผลของจิตนั้น
เราต้องรู้ด้วยว่า เราไม่สามารถจะนำกรรมที่เราทำแล้วไปให้เป็นผลของคนอื่นได้เลย มารดาบิดาที่มีลูกเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะให้ตัวเองป่วยแทนลูกก็เป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าลูกอยากจะป่วยแทนมารดาบิดา หรือมารดาบิดาอยากจะป่วยแทนลูก ก็เป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามเหตุและผล ดังนั้นต้องจำแนกจิตออกเป็นจิตที่เป็นเหตุและจิตที่เป็นผล ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเราตลอดไป
ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเข้าใจธรรมละเอียดมากขึ้น ก็ยิ่งค่อยๆ ละการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา กุศลจิตเป็นเหตุที่จะให้เกิดจิตที่เป็นผลคือ กุศลวิบาก ภาษาบาลีใช้คำว่าวิบาก หมายความว่า สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมที่เป็นผล ต้องรู้เมื่อไรเป็นเหตุ เมื่อไรเป็นผล ขณะแรกของชาตินี้คืออะไร
ผู้ฟัง เป็นผล
ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีใช้คำว่าวิปากะ ภาษาไทยใช้คำว่า วิบาก ตอนนี้เราเริ่มเรียนไปทีละคำในภาษาบาลี หมายความว่าเหตุมี ๒ อย่าง กุศล ๑ อกุศล ๑ เพราะฉะนั้น กุศลเหตุคือ กุศลกรรมทำให้เกิดจิตที่เป็นกุศลวิบาก และอกุศลกรรมเป็นเหตุให้เกิดอกุศลวิบาก เป็นจิตที่เป็นอกุศลวิบาก เราเกิดมาต่างกันเลือกไม่ได้เลย มีใครเลือกเกิดเป็นคนนี้บ้างหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่เกิดแล้วเพราะอะไร
ผู้ฟัง มีเหตุที่ทำมาในอดีต
ท่านอาจารย์ มีเหตุที่ทำมาแต่อดีตคือกรรม เกิดเป็นมนุษย์เป็นผลของกรรมอะไร
ผู้ฟัง กรรมดี
ท่านอาจารย์ ของกุศลกรรม เกิดเป็นนก เป็นผลของกรรมอะไร
ผู้ฟัง อกุศล
ท่านอาจารย์ อกุศลกรรม เราก็เห็นชัดเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เราแต่เป็นธรรมคือ จิตและเจตสิก เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นเหตุกับจิตที่เป็นผลต้องแยกกัน เหตุที่ได้กระทำแล้วจะให้ผลเมื่อไรไม่สามารถที่จะรู้ได้ ขณะนี้ที่เรากำลังฟังธรรมเป็นกุศลกรรม เป็นจิตที่ดีที่เป็นเหตุเพราะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน เพราะฉะนั้น ในบรรดากรรมดีหรือความดีทั้งหลาย ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกตามความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ดีกว่าบุญอื่นทั้งหมด ไม่ว่าเราจะให้ทานช่วยเหลือใครก็ตามแต่ยังคงเป็นเรา แสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจอย่างถูกต้องว่า แท้ที่จริงไม่มีเรา แต่ถ้าขณะใดก็ตามไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมที่ดีที่เกิดขึ้นเป็นไปไม่ใช่เรา นั่นเป็นความถูกต้องกว่า
เพราะฉะนั้น กุศลให้ผลต่างกัน ถ้าเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ขณะเกิดนั้นเกิดด้วยจิตที่เป็นวิบาก เป็นผลของกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา จึงมีโอกาสจะได้ยินได้ฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังความจริงและมีโอกาสที่จะไตร่ตรองเข้าใจขึ้น เป็นปัจจัยที่จะให้ชาติต่อไป คือคนต่อไปซึ่งไม่ใช่คนนี้แต่มาจากคนนี้ สามารถที่จะเป็นผู้ที่มีปัญญา
ในครั้งพุทธกาล มีผู้ที่มีปัญญาได้เฝ้าและฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะได้กระทำกุศลกรรมมาแล้ว เป็นเหตุที่จะทำให้ได้เห็นและได้ฟังคำ ซึ่งสามารถจะทำให้ความเข้าใจที่เคยสะสมมาแล้วเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น วันนี้ที่ฟังก็ต้องเพิ่มจากเมื่อวานนี้ ถ้าจะได้ยินได้ฟังอีกต่อไปความเข้าใจก็ต้องเพิ่มขึ้น เป็นเหตุที่ดีทำให้เกิดผลที่ดี ต้องรู้ว่าผลที่ดีในชาติหนึ่งมีอะไรบ้าง ไม่เช่นนั้นเราก็สับสน
ผลที่ดีขณะแรกคือ เกิดดีเป็นมนุษย์ที่ไม่พิการแต่กำเนิด และถ้าเป็นผู้ที่มีความเข้าใจธรรมก็ยังมีเจตสิกซึ่งเป็นปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ทำให้แต่ละคนหลากหลายมาก เป็นคนพิการตั้งแต่กำเนิดก็มี เป็นคนที่ไม่สนใจที่จะเข้าใจพระธรรมเลยก็มี เป็นคนที่เห็นประโยชน์ของการที่จะได้เข้าใจธรรมก็มี หลากหลายมากตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว
ดังนั้น นี่เป็นเหตุแรกในชาตินี้คือ เกิดหลากหลายต่างกัน และนอกจากนั้นก่อนตายก็ยังมีการเห็น มีการได้ยิน มีการได้กลิ่น มีการลิ้มรส มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเลือกไม่ได้เพราะต้องเป็นไปตามเหตุ ขณะใดก็ตามที่เหตุที่ไม่ดีเป็นปัจจัยให้เกิดเห็น ต้องเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ขณะใดก็ตามที่ได้ทำกุศลกรรมมาแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดได้กลิ่น ขณะนั้นก็ได้กลิ่นที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้นเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งจิตเป็นทั้งกุศลจิตและอกุศลจิต เป็นเหตุทำให้เกิดผลซึ่งเป็นวิบาก วิบากมี ๒ อย่าง วิบากของอกุศลก็เป็นอกุศลวิบาก วิบากของกุศลก็เป็นกุศลวิบาก ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น จิตจึงมีกุศลจิต อกุศลจิต ซึ่งเป็นเหตุ และวิบากจิตซึ่งเป็นผล ต่อไปนี้รู้ใช่หรือไม่ว่าไม่ใช่เรา ไม่มีใครทำให้เลยแต่กรรมที่ได้ทำแล้วสามารถที่จะทำให้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งทุกคนอยากจะได้รับแต่สิ่งที่น่าพอใจ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะต้องเป็นตามเหตุคือกรรม นี่คือศีล ปกติที่เป็นกุศลและอกุศล และไม่ใช่กุศลและอกุศล คือศีลของพระอรหันต์
พระอรหันต์ไม่มีอกุศลเลยและไม่มีกุศลด้วย เพราะถ้ายังมีกุศลอยู่ต้องมีผลคือวิบาก แต่พระอรหันต์ดับเหตุที่จะให้เกิดผลความดีของพระอรหันต์ เป็นกิริยา เป็นการกระทำที่ไม่ทำให้เกิดผล เพราะฉะนั้นจิตจึงหลากหลายเป็น ๔ ชาติ กุศล ๑ อกุศล ๑ วิบาก ๑ กิริยา ๑ ค่อยๆ ไปทีละนิดทีละหน่อย ถ้ายังไม่ชัดเจนก็ฟังต่อไปอีกแล้วก็จะละเอียดขึ้นอีก
อ. อรรณพ พระพุทธศาสนาได้แสดงเรื่องศีลไว้อย่างไรบ้าง
อ.คำปั่น ถ้ากล่าวถึงในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จะมีการแสดงถึงเรื่องของศีลหลากหลายมากเลย อย่างที่ได้สนทนาในช่วงแรกก็คือ ศีล ๓ ที่กล่าวถึงความเป็นปกติของจิตคือ ขณะที่อกุศลเกิดขึ้นเป็นอกุศลศีล ขณะที่ความดีเกิดขึ้นเป็นกุศลศีล แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วดับกิเลสหมดสิ้น ไม่มีทั้งกุศล ไม่มีทั้งอกุศล ก็เป็นอัพพยากตศีล นี่คือแสดงตามความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลก ซึ่งเป็นความเป็นปกติของจิตและสภาพธรรมเกิดร่วมด้วย
ถ้ากล่าวถึงศีลโดยนัยต่างๆ อย่างเช่น ประพฤติในสิ่งที่ควรกระทำเรียกว่า จารีตศีล เป็นความประพฤติที่ดีงามทั้งหมด เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เป็นสิ่งที่ควรประพฤติ ในทางตรงข้ามถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็เป็นสิ่งที่ควรเว้น ถ้าเว้นได้ก็เรียกว่าวาริตศีลคือ การวิรัติ งดเว้นจากสิ่งที่เป็นโทษ นี่คือโดยนัย ๒ นอกจากนั้นยังแสดงโดยนัยที่กล่าวถึงอธิศีลด้วยคือ ศีลที่ยิ่ง เพราะว่าเป็นปัญญาที่เข้าใจถูกเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงตรงตามความเป็นจริง เป็นการสำรวมอย่างยิ่งด้วยสติคือความระลึก และปัญญาที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง นี่คือเรื่องของการอบรมเจริญปัญญา ซึ่งมีพื้นฐานที่สำคัญมาจากการได้ยินได้ฟังเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ อย่างเช่น ที่กำลังฟังกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ และสูงสุดของศีลในพระพุทธศาสนาคือ โลกุตตรศีล เพราะทำให้ผู้ที่อบรมแล้วถึงความเป็นผู้ที่ดับกิเลสตามลำดับขั้น จนถึงสูงสุดก็คือเป็นพระอรหันต์ ดับกิเลสทั้งปวงได้หมดสิ้น
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380